PDA

ดูเวอร์ชั่นเต็ม : กันตรึมวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวอีสานใต้


KomsanChuaisuk
05-30-2007, 02:06 PM
:'( :'(ขอรำลึกถึง สมชาย คงสุขดี หรือ ดาร์กี้กันตรึมร็อค ผู้ที่นำเอากันตรึมและเจรียง มาเรียงร้อยเป็นบทเพลงอันไพเราะให้แก่พวกเราชาวอืสาน ใต้ทุกคน :'( :'(

KomsanChuaisuk
05-30-2007, 02:31 PM
ลุงดาร์กี้เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2511 ( ตอนนี้ 2550 อายุราว 39 ป ี)
เพลงยอดฮิตคือ แก้วรอริน ไอ้หนุ่มก่อสร้าง ...

KomsanChuaisuk
05-30-2007, 02:42 PM
"ดาร์กี้" เขาทำให้กันตรึมกลายเป็นอาหารตาของวัยรุ่น...คนเฒ่าค นแก่ก็ชอบ คำร้องเก่าผสมผสาน ลวดลายการรำ ท่าเต้นสวยงาม...พลังน้ำเสียงดีมาก แม้แต่จะหัวเราะ คนก็ยังคอยฟัง” เสียงคนอีสาน ขอคารวะ ผู้เชื่อมศาสตร์ศิลป์ ถิ่นขะแมร พลือซแร : รายงาน

เอ่ยถึง สมชาย คงสุขดี คงไม่ติดหูเท่าชื่อ “ดาร์กี้ กันตรึมร็อก” ไอ้หนุ่มตัวดำ เสียงเสน่ห์ แห่งเมืองช้างอีสานใต้

ดาร์กี้ เป็นต้นแบบคณะกันตรึมที่นำเครื่องดนตรีสากลมาเล่นผสม ผสาน และสามารถปลุกเร้าวิญญาณของคนรุ่นเก่าให้เต้นเร่าขึ้ นมาได้ และบทเพลงยังเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ได้ด้วยฝีมือประยุกต์ศิลปะดนตรีพื้นบ้านเพื่อรับใช้ป ัจจุบันโดยแท้

ช่วง พ.ศ.๒๕๒๘–๒๕๒๙ ดาร์กี้ มีนายทุนนักการเมืองหนุนออกเทป 3 ชุด คือ “ดาร์กี้-สมหวัง” “ดาร์กี้-ดาวรุ่ง” และ “ดาร์กี้-สีนิล”

หลังปี ๒๕๓๐ ดาร์กี้ ทำสัญญากับบริษัทแห่งใหม่ ได้ออกเทปชุด “วัยรุ่นกลุ้มใจ” ออกชุด “ไอ้หนุ่มมโหรี” และ“กันตรึมวอนแฟน” ดาร์กี้ มาทำเพลงกับบริษัทแห่งใหม่อีก ออกชุด “เปิดกรุอีสานใต้" ได้เกิด ดังระเบิดเถิดเทิงทั่วอีสาน อย่างไม่เคยมีกันตรึมประยุกต์คณะใดเคยได้รับมาก่อน ตามมาด้วยชุด “กัญจัญเจก” (เขียดตะปาด) และ “เมือนระวีง” (ไก่ขัน) ต่อมาออกชุด “เบิกจ๊ะ” (เปิดแทง) กระทั่งชุดสุดท้าย กับบริษัทแห่งใหม่ชื่อชุด “อีซิวอีสร้อย” ดาร์กี้ ยังแสดงภาพยนตร์ แสดงละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ทั้งฟอร์มเล็กและฟอร์มใหญ่ รวมเจ็ดเรื่อง เช่น มนต์รักแม่น้ำชี, เสียงแคนดอกคูน, มนต์รักขนมครก, หมอลำพ่อลูกอ่อน, ตำนานกระสือ ส่วนละครโทรทัศน์ เช่น นายฮ้อยทมิฬ, นางพญาไพร และนางนาค

เส้นทางเดิน

เส้นทางชีวิตของดาร์กี้ ผ่านอุปสรรคขรุขระมาไม่น้อย หลังจากสละสิทธิ์ไม่ไปสอบไล่ชั้น ม.2 ต้องออกจากโรงเรียนสุรวิทยาคาร กลางคัน...ออกมาเรียนรู้เผชิญโรงเรียนโลก ทั้งชกมวย ถีบสามล้อ เป็นบ๋อยโรงแรม หรือแม้กระทั่งเดินตามรถฉายหนัง รวมทั้งฝึกพากย์หนังขายยา
ขณะเดียวกัน ก็รับหน้าที่ตีฉาบ ฉิ่ง หรือโทน สลับกับตีกลองทอมบ้าของฝรั่ง ร้องเพลงร่วมสมัยคั่นรายการให้คณะเจรียงกันตรึม “แสงจันทร์ประยูรญาติ” ของพ่อแสงจันทร์ กับแม่ประยูร บิดามารดาบังเกิดเกล้า

…ยังไม่เต็มหนุ่มดี เขาก็ฉายแววศิลปิน ถูกเรียกร้องให้ออกมาร้องแสดงให้คน เข้าหลังเวทีไปแล้วคนดูก็รบเร้าให้ออกแสดงอีก ได้รับรางวัลหน้าเวทีพอสมควร ถึงขั้นได้เล่นเป็นผู้ช่วยพระเอกและเล่นบทพระเอกแทนด ้วยซ้ำ...เพราะพระเอกมัวแต่เมา

วัยย่างสิบห้าปี ไม่เพียงเดินตามรอยเท้าของพ่อกับแม่ เขากับพี่ๆ น้องๆ ได้ตั้งคณะเดินสายเปิดแสดงล้อมผ้าเก็บเงินคนดู เก็บประสบการณ์สำคัญ

นี่คือจุดเริ่มต้นการประยุกต์กันตรึม ในคณะแสงจันทร์ประยูรญาติ และเป็นเบ้าหลอมหล่อเป็น ดาร์กี้ ในเวลาต่อมา วิชาที่อยู่ในตัวเขา นอกจากวิชาเจรียง กันตรึม วิชาดนตรีพื้นบ้านจากแม่และพ่อ ที่เรียนรู้ตั้งแต่อยู่ ป.๕

ขณะเดียวกัน เขายังได้เรียนตีกลองชุดจาก “สุทิศ”พี่คนโตด้วย และเรียนเพิ่มเติมกับครูอยู่อำเภอกระสัง จ.บุรีรัมย์ด้วย

เขาได้วิชาเขียนกลอนพื้นฐาน จากโรงเรียน มีครูประพันธ์ โกยสวัสดิ์ ครูประจำห้องประถมสอน และซึมซับกาพย์ กลอน ร้องโบราณจากพ่อแม่อีกด้วย

พูน สามสี ครูกันตรึมในสุรินทร์ พูดถึงดาร์กี้ ไว้ว่า

“การประยุกต์ของดาร์กี้ ทำให้กันตรึมกลายเป็นอาหารตาของวัยรุ่น ขณะเดียวกัน คนเฒ่าคนแก่ก็ชอบ เพราะคำร้องเก่าผสมผสานอยู่ และลวดลายการรำ ท่าเต้นสวยงาม เป็นท่ารำที่ไม่ซ้ำซาก วาดแขนรวดเร็ว และพลังน้ำเสียงเขาดีมาก แม้แต่ดาร์กี้จะหัวเราะ คนก็ยังคอยฟัง”
ส่วน ดาร์กี้ นั้นก็รู้ถึงศาสตร์แห่งเจรียงเบริญ และกันตรึม อีกทั้งยังฉกาจในทางประพันธ์เพลง ด้นเพลงสด ว่ากันว่าคนที่จะด้นสดได้ขนาดนี้ จะต้องผ่านพิธีปลุกเสก“มุตโต” แต่พ่อแสงจันทร์และแม่ประยูรญาติ ยืนยันว่า “ดาร์กี้ไม่ได้ทำพิธีมุตโตอย่างเป็นทางการ แต่เขาด้นได้เอง”

จะว่าไปกันตรึมร็อก มีอุปสรรคเรื่องภาษามากที่สุด ฟังแล้วแปลความหมายยาก ทว่า เขาก็ได้สรรค์สร้างทำนองใหม่ให้เป็นดั่งศรพุ่งทะลวงไ ปถึงจิตใจผู้ฟังได้ ความโดดเด่นบนเวที ไม่ได้อยู่ที่หางเครื่องหุ่นดี ชุดนุ่งห่มน้อยหวือหวาเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ดนตรีมีวิญญาณท้องถิ่น ซาบซึ้งซึมลึกอยู่ภายในวิญญาณคนเชื้อชาติสยาม

ครั้งหนึ่งในงานป่าช้าวัดดอน กรุงเทพฯ คณะดาร์กี้ เล่นผลัดกับวงลูกทุ่งโด่งดังหลายวง มีคณะพุ่มพวง ดวงจันทร์ ด้วย ทำนองเพลงของดาร์กี้ แปลกใหม่สวยงาม ยั่วยุให้ผู้ชมรำได้ โยกได้ และเต้นได้ด้วย แม้แต่คนคุมเครื่องเสียงยังยกนิ้วให้ว่า มันส์ ! แม้จะฟังไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม
ยุคหลังๆ เขาขยายสู่แนวเพลงหมอลำลูกทุ่ง ซึ่งก็ทำได้ดีเป็นแบบเฉพาะตัวมีกลิ่นอายเขมรปนอยู่อย ่างไม่ขัดเขิน และได้กลุ่มคนฟังขยายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีเสียงวิจารณ์ว่า ดาร์กี้ประยุกต์เพลงพื้นบ้านเสียหาย และเลยไปถึงเนื้อหาสองแง่สามง่ามเข้าไปทุกที กลายเป็นลูกทุ่งมากกว่ากันตรึม แต่ดาร์กี้โต้ว่า
“...ในเพลงนำชุดเบิกจ๊ะ (เปิดแทง) จะมีนัยสองแง่สองง่ามก็จริง แต่ก็ไม่ถึงน่าเกลียด อย่างน้อยก็ไม่น่าเกลียดเท่าอีกหลายในตลาดเพลงปัจจุบ ัน เพลง “หม้ายมัธยม” สะท้อนปัญหาสังคมอย่างมีศิลปะ ไม่รู้สึกถูกยัดเยียดนัก ประเด็นเดียวกับเพียง “เสียสาวแต่อยู่ ม.2” ที่พุ่มพวง ดวงจันทร์ร้อง ทว่าเอาความสนุกสนานเป็นตัวนำ

รากศิลปวัฒนธรรมอันหยั่งลึก

พ่อแสงจันทร์ (เดิมชื่อบุญจันทร์) คือครูเพลงเจรียง ครูกันตรึม รับงานทางนี้เป็นอาชีพมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังห นุ่มกระทง เล่นเครื่องดนตรีหลายชนิด แคน ขลุ่ย ปี่ไฉน ปี่อ้อ ระนาดทุ้ม ระนาดเอก ฆ้องวง กลอง เครื่องดนตรีที่ถนัดมาก คือ “แคน” ทำนอง เสียงสำคัญของเจรียง
เบริญ พี่น้องทุกคนในครอบครัวเล่นมโหรีกันมาแต่เด็ก ตอนอายุแปดขวบเด็กชายบุญจันทร์ลองตีระนาดและตีฆ้องให ้วงมโหรีตามจังหวะดนตรีอื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่เมื่อดนตรีนำหยุด…ก็ตีต่อไปไม่ได้

เพียงเท่านี้ก็ทำให้คนทึ่งมากแล้ว ต่อมาหัวหน้าคณะลิเกใช้ตีระนาดให้กับ “ลิเกคณะครูเติม” เป็นการประเดิมงานแรกตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยเด็ก

นางมา (ย่าของดาร์กี้ ) นั้นเป็นกลุ่มคนพูดภาษาลาว อยู่บ้านแสนสี ต.ดงครั่งน้อย (ขณะนั้นขึ้น อ.เกษตรวิสัย ร้อยเอ็ด) ปู่อุด คงสุดี (ไม่มีข.ไข่) เป็นกลุ่มคนพูดภาษาเขมร อยู่บ้านนาโพธิ์ ต.เขวา จ.สุรินทร์ บริเวณรอยต่อจังหวัดร้อยเอ็ด กับสุรินทร์ มี“ลำพลับพลา” เป็นเส้นแบ่งแดน ทิศเหนือ คือบ้านโพธิ์แท่น ขณะนั้น มีคนสองกลุ่มภาษาจำนวนก้ำกึ่งกัน ทิศใต้ ตรงกันข้ามคือหมู่บ้านปอหมัน ตำบลท่าตูม สุรินทร์ มีกลุ่มคนพูดภาษาลาวอยู่ราวสามส่วนสิบเห็นจะได้

ในชีวิตประจำวันเด็กชายบุญจันทร์จะพูดภาษาเขมร แต่เมื่อเข้ากลุ่มพูดลาวก็พูดได้ไม่ขัดเขิน
เด็กชายบุญจันทร์ ฉลาด หัวไว สมองดี แต่จบ ป.๔ แล้วพ่อไม่ให้เรียนต่อ พ่อเห็นแววทางศิลปะการดนตรี จึงส่งไปอยู่บ้านของครูหมอลำที่บ้านกู่กาสิงห์ บุญจันทร์อาศัยอยู่กินที่นั้นหลายวันก็ไม่ได้เรียนสั กที เพราะครูเดินสายแสดงแทบทุกวันจึงหนีกลับบ้าน บุญจันทร์ ได้เรียนเจรียง กับครูสาวชื่อสุพจน์ อายุสิบสี่ปี พ่อก็ทำนาตำข้าวสารส่งมาให้ไม่ต้องทำงานอื่น รอครบวัยจะเข้าอุปสมบท

เมื่อบวชครบหนึ่งพรรษา รีบลาสิกขาออกมารับงานเจรียงทันที ทั้งหัวโล้นๆ นั่นแหละ
ต่อมา นายบุญจันทร์ หรือต่อมาเปลี่ยนเป็นแสงจันทร์ ได้เรียนกัมตรึมอีกแขนงหนึ่ง เมื่อวัยใกล้สามสิบแล้ว

ส่วนแม่ประยูรญาติ มาจากสายศิลปินพื้นบ้านเขมร จากบ้านตาแฮม ต.นาดี อ.เมืองสุรินทร์
ทั้งคู่มัก ถูกว่าจ้างมาเจรียงคู่แสดงภูมิปัญญาโต้กันเสมอๆ จนกระทั่งทั้งสองรักใคร่สนิทสนม ได้สมรสกันในปีหลังลาสิกขานั่นเอง

ในบ้านของครูเพลงทั้งสองเต็มไปด้วยลูกศิษย์ลูกหา จนแทบไม่มีเวลาดูแลลูกๆ ตัวเอง งานเยอะแต่ก็เลี้ยงลูกศิษย์เยอะ เลี้ยงอย่างนับเป็นลูกเป็นหลาน อยู่ด้วยกันก็ให้นับหมู่แบบพี่น้อง

“คณะแสงจันทร์ประยูรญาติ” เช่ารถหกล้อออกเร่แสดงเก็บค่าผ่านประตูในหลายอำเภอ และข้ามไปจังหวัดข้างเคียง เช่น สตึก ประโคนชัย บุรีรัมย์, กันทรลักษ์ ขุขันธ์ ศีรสะเกษ นอกจากเจรียง, กันตรึม ยังมีตลกเล่น ลูกที่โตแล้วได้ติดตามไปด้วย ส่วนลูกเล็กก็ฝากยาย ตาเลี้ยง กรณีถูกว่าจ้างไปเล่นไม่กี่คน พากันซ้อนจักรยานคันใหญ่ขี่ตามกัน ไปถึงเขต อ.สตึก บุรีรัมย์ และขุขันธุ์ ศีรสะเกษ โด่งดังขนาด คนกัมพูชาจ้างข้ามไปแสดงในเขตพนมเปญ ถึงสามครั้ง ในช่วง พ.ศ.๒๕๑๓–๒๕๑๕

ดังนั้น บรรยากาศศิลปะดนตรี เพลงพื้นเมืองจึงอบอวลในครอบครัวคงสุขดีอยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน เสียงร้องเจรียง กันตรึม เสียงซอ โทน ฉิ่ง ฉาบ กรอกหูมาแต่น้อยเท่าใหญ่ จนซึมซาบเสียงดนตรีแต่ละชิ้น และเมื่อเผลอจับก็แทบจะเล่นเป็นในบัดนั้น ทั้งกลอนร้องก็ติดหูขึ้นใจ ท่ารำก็ติดตา แทบจะวาดแขนไปได้เอง สิ่งเหล่านี้ ซึมซับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และจิตวิญญาณของครอบครัวคงสุขดี

ลูกไม้ไม่ไกลต้น กับความคิดสร้างสรรค์

ราวปลาย พ.ศ.๒๕๒๕ ดนตรีเพลงฝรั่งมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นอย่างสูง ลูกๆ ศิลปินพื้นบ้านต่างก็หันมาร้องเล่นตามอย่างฝรั่ง จับกลุ่มดื่มเหล้าร้องเพลงเล่นกีตาร์ เคาะกลองชุดแบบเล่นๆ และเกิดใฝ่ฝันฉายโชนอยากเป็นนักดนตรีตามสมัยนิยมกันถ ้วนหน้า

ช่วงนั้นตีคู่มากับเพลงแนวชีวิตเสียดสีสังคม เริ่มกระเตื้องอีกครั้ง มีคาราบาวเป็นแนวหน้า “เหมา” (พงษ์ศักดิ์ ประดับศิริพรหม) ลูกชายของแม่ทองพลอน (นักเพลงพื้นบ้านอาวุโสสุดในตอนนั้น) ได้เป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนตั้งคณะดนตรีสตริงฝึกซ้อมอ ย่างจริงๆ จังๆ ให้สามารถรับงานได้ และวางเป้าไปสู่การประกวดเพลงสตริงที่กำลังนิยมจัดกั น

“กะโปโล” ถือกำเนิดขึ้นและเดินตามแนววง คาราบาว คาราวาน และ อมตะ เล่นคละกับเพลงฝรั่งโด่งดัง ในยุคนั้น เช่นของวง สกอร์เปี้ยน “น้อย” (สิทธิพงษ์) พี่ชายของเหมา ถูกวางตัวให้เล่นกีตาร์คอร์ด “แมบ” กีตาร์โซโล,ประสานเสียง “ปรอย” ตำแหน่งกีตาร์เบส “สมศักดิ์” เป็นมือกลองชุด “พงษ์” มือคีย์บอร์ด “มับ”อยู่ตำแหน่งร้องนำ เพอร์คัชชั่น ขลุ่ย “วงกะโปโล” ไม่เพียงจะเล่นเพลงแนวเพื่อชีวิต เพลงลูกทุ่งดังๆ กะโปโลยังสร้างความแปลกใหม่กว่านั้นก็คือ ช่วยคุมจังหวะกันตรึมให้คณะแสงจันทร์ประยูรญาติ อีกด้วย

บนเวที มับ ได้ฉายแววแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน ความสามารถเฉพาะตัวของเขากลายเป็นตัวชูโรง ทั้งร้องนำ ด้นกลอนสด ถึงคราวท่าเต้นฝรั่งฮือฮาก็นำมาประยุกต์ใช้ เช่นจังหวะเต้นเบรกด๊านซ์ แม้จะเริ่มถูกเรียกชื่อว่าดาร์กี้แล้ว แต่ “ความดำ”…ก็ยังไม่เป็นจุดขายของมับ!

ชื่อดาร์กี้ เริ่มถูกเรียกตั้งแต่มับวัยรุ่น ผู้จัดการโรงแรมกรุงศรีโฮเต็ลนั่นเองขานชื่อนี้เป็นค นแรก แกเลียนแบบจากรถบริษัทยาสีฟันยี่ห้อนี้ที่มาเช่าพักป ระจำ

แสดงโชว์ที่ญี่ปุ่น

ปี ๒๕๓๗ จับพลัดจับผลู ได้ไปแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น เริ่มจากคนญี่ปุ่นในนามกลุ่มศึกษาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้ าน มี ซาโตชิ ซาไค หรือ“เสือ” เคนอิชิ หรือ“คง” มัทซึชิระ มาศึกษาศิลปะดนตรีพื้นบ้านของดาร์กี้ ในกลุ่มเดียวกันนี้ ยังแยกฝ่ายศึกษาเรื่องอาหารการกิน และเรื่องคติ ความเชื่อ

ซาไค นั้นเป็นนักข่าว อยู่เมืองไทยนานพอจะพูดและฟังภาษาไทยได้ดี เขียนสารคดีของวารสาร มาเที่ยวงานช้างหลายครั้งและเห็นการแสดงวงดาร์กี้กัน ตรึมร็อกทุกปี เขาประทับใจ และได้เชิญดาร์กี้ ด้วย ในนามกลุ่มนี้ ก็มีวงดนตรี ซันซันไตฟู (พายุไต้ฝุ่น) ซึ่งเคยติดต่อ คาราบาว ,บานเย็น รากแก่น และโฮป ฯลฯ ไปแสดงแล้วเมื่อปีก่อนๆ ส่วนปี ๒๕๓๗ นี้เป็นคิวของดาร์กี้

วันที่ ๑๘ สิงหาคม คณะดาร์กี้กันตรึมร็อก รวม ๑๖ ชีวิต ดาร์กี้, สมศักดิ์(กีตาร์) , มณี ผาดโผน (ซอ), สมเกียรติ หวังเจริญ (ทรัมเป็ต) , เป๋ (กลองชุด) , ป๋อง (กีตาร์เบส) , พิทยาธร แก้วดี (คีย์บอร์ด), แขก (ตีฉิ่ง), จ๋อง บุญทัน (ทอมบ้า) จีราพันธ์ (ร้อง รำ) , บุญมี ศีรสะเกษ (ร้อง รำ), และนางรำสี่คน ได้แก่ จิราภา, สาคร, อึ่ง, และจำเนียร ขึ้นเครื่องสายการบินไทย

วันซ้อมการแสดงและแลกเปลี่ยนกันด้วยบทเพลง ให้ฝึกซ้อมเพลงของกันและกัน คณะจากไทยเลือกเพลงทั้งทำนอง คำร้องญี่ปุ่น ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอูฐ สัตว์ในทะเลทราย ส่วน“ซันซันไตฟู” เลือกทำนองเพลง “ชมไพร” ที่ดาร์กี้ประพันธ์ แต่ใส่คำร้องภาษาญี่ปุ่น

ที่นี่ วงดนตรีเชิงวัฒนธรรมของไทย ต่างเคยไปแสดงแล้วทั้งสิ้น มีลายมือชื่อตามฝาผนังเต็มไปหมด และคณะดาร์กี้ก็ได้ฝากชื่อติดฝาผนังไว้ด้วย

ดาร์กี้ มีความสุขมาก รู้สึกปลื้มที่ได้รับเกียรติอย่างสูง และเป็นโอกาสดีที่ได้พาคณะเที่ยวต่างประเทศ และเหมือนกับให้ของขวัญแก่พี่ชายกับพี่สะใภ้ และยังมือเบสกับเมียที่เพิ่งแต่งงานกันอีกด้วย โดยไม่ต้องลงทุนเป็นตัวเงินเลย ต้นทุนที่มีอยู่คือผลงานแสดงที่ประจักษ์แก่สายตาคนญี ่ปุ่นนั่นเอง

การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอีสานใต้ให้ชาวโลกได้ รู้ นี่แหละ คือสิ่งที่เขาต้องการ กลับถึงเมืองไทยวันที่ ๒๕ สิงหาคม ตั้งแต่นั้นมา ดาร์กี้ ฉุกคิดถึงการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านอย่าง จริงจัง ขวนขวายหาความรู้ และฝึกฝนเพิ่มความฉกาจฉกรรจ์ในทางดนตรี
“ปีหน้าผมจะเจรียงแทนพ่อเอง คู่กับสมหวังหรือใครก็ได้ ต่อไปพ่อแม่ไม่ต้องไปเจรียงแล้ว” ประโยคนี้ เขาพูดกับพ่อแสงจันทร์ เมื่อต้นปี ๒๕๔๕ ดาร์กี้ นั้นมีความใฝ่ฝันและเป็นคนจริงจัง อีกทั้งเรียนรู้ไว ความจำดี สอนร้องสอนรำแตกฉานเร็วไว โดยเฉพาะเขามีส่วนขยายคำร้องภาษาเขมร แปลเป็นไทยให้คนรุ่นใหม่รู้จักมากขึ้น เขาประกาศด้วยว่า

“กันตรึมร็อกของผมคืออาชีพ กันตรึมแท้ๆ ผมนะรู้
กันตรึมร็อกนี่ผมหาเลี้ยงชีพ ถ้าผมไม่ทำอย่างนี้ประชาชนเขาไม่จ้าง ผมไม่มีซี ไม่มีขั้นอย่างข้าราชการ คนไม่รู้เรื่องศิลปะพื้นบ้าน จะมีอุดมการณ์อย่างผมหรือ ผมกล้าตายไปกับเสียงซอ กล้าประกาศว่า “กูนี่แหละจะใช้กันตรึม…ศิลปะนี้เลี้ยงชีพ”

numwan
05-30-2007, 02:43 PM
ดนตรีมวน แต่ฟังบ่ออก ง่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

KomsanChuaisuk
05-30-2007, 02:50 PM
ถ้าเป็นกันตรึมอีสานให้ฟังนาน ๆ บ่อยๆก็แปลออกแล้วครับ กันตรึมจริง ๆแล้วใช้ในพิธีกรรมนะครับเช่นงานแต่งงาน งานบวช

เชนเมืองช้าง
06-01-2007, 04:18 AM
โอ้ ผมฟังเองบางทียังงงเลยต้องถามท่าน ผู้รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่ใช่ของแท้

KomsanChuaisuk
06-04-2007, 02:46 PM
หัดสีซออยู่ครับ ตอนนี้หัดซอด้วงไม่รู้จะเป็นไหม ถ้ามีโอกาสก็จะต้องไปที่บ้านเพื่อนเพื่อไปหาประสบการ ณ์การสีซอ ของเจรียง และ กันตรึม ที่บุรีรัมย์
( คนแก่ที่บ้านเพื่อนเล่นทุกวันเพราะมากครับ )

เชนเมืองช้าง
06-04-2007, 05:51 PM
ที่ไหน บอกผมด้วยนะคับ อยากเป็นเหมือนกัน หาครูสอนคับ เพราะ ซอเป็นเครื่องดนตรีที่มีครู

KomsanChuaisuk
06-05-2007, 01:00 PM
ตามแถวบ้านพี่ก็ได้ครับที่สามารถเล่นซอกันตรึมได้ ซอควรจะเริ่มจากซอด้วงก่อนครับเสียงจะเพราะกว่าซออู้