ดอกสเลเต
06-12-2007, 06:23 AM
http://img156.imageshack.us/img156/4225/indexjf3.jpg
ยอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia Linn.
ชื่อท้องถิ่น : ยอบ้าน ( ภาคกลาง ) มะตาเสือ ( ภาคเหนือ )
ลักษณะของพืช : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวสด ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตาเป็นปุ่มรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก กลิ่นฉุน เป็นพืชที่ใช้เมล็ดปลูก พบขึ้นอยู่ทั่ว ๆ ไปตามบ้าน
คุณค่าด้านอาหาร : ใบยอและลูกยอใช้ทานเป็นผักได้ ใบยอเป็นผักเก่าแก่ที่ใช้รองก้นกระทงห่อหมก ทางภาคใต้นิยมใช้ใบยออ่อน ๆ ซอยเป็นฝอยแกงเผ็ดกับปลาใส่ขมิ้น ได้แกงรสชาดแปลกและอร่อย ในใบยอมีสารอาหารหลายอย่าง ประกอบด้วยแคลเซี่ยมมากที่สุด ยังมีเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง เส้นใย และอื่น ๆ ส่วนลูกยอใช้ทำส้มตำแทนมะละกอ ลูกยอมีสารอาหารน้อยกว่าใบ บางคนเชื่อว่าทานผลยอสุกจิ้มน้ำผึ้งรับประทาน จะช่วยบำรุงธาตุ ขับลมได้
นอกจากนี้ รากของต้นยอ เมื่ออายุ 3-4 ปี ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ เปลือกรากจะให้สีแดง ส่วนเนื้อในเปลือกจะให้สีเหลือง ย้อมผ้าฝ้าย ผ้าไหม ให้สีที่คงทน
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผลดิบหรือผลห่ามสด
รสและสรรพคุณยาไทย : รสขมเล็กน้อย ผลยอแก้อาเจียน ขับลม บำรุงธาตุ
ประโยชน์ทางยา : ตำราแพทย์แผนโบราณกล่าวว่า ใช้ผลยอเพสลาดหั่นปิ้งไฟพอเหลืองกรอบ ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา ใช้ร่วมกับยาอื่น แก้คลื่นไส้อาเจียนได้ผล ในการทดลองพบว่า ผลยอไม่มีพิษเฉียบพลันและใช้เป็นอาหาร จึงใช้เป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ที่ไม่รุนแรงได้ เลือกเอาผลดิบหรือผลห่ามสด ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อน ๆ ให้เหลืองกรอบ ต้มหรือชงน้ำดื่ม ใช้ครั้งละประมาณ 2 กำมือ ( 10-15 กรัม ) เอาน้ำที่ได้จิบทีละน้อยและบ่อย ๆ ครั้ง จะได้ผลดีกว่าดื่มทีเดียว
http://img207.imageshack.us/img207/3676/indexpi3.jpg
ทับทิม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn.
ชื่อท้องถิ่น : พิลา ( หนองคาย ) พิลาขาว มะก่องแก้ว ( น่าน ) มะเก๊าะ ( ภาคเหนือ )
ลักษณะของพืช : ทับทิมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบรูปร่างเรียวแคบและขนาดเล็ก ขอบใบเรียบ ดอกมีหลายสี เช่น ขาว แดง ส้ม มีผลกลม ภายในเมล็ดมาก คนจีนถือเป็นยาและไม้มงคล โดยเฉพาะ ทับทิมดอกขาว ปลูกโดยการตอนกิ่ง และใช้เมล็ด ปลูกได้ทั่วไป
คุณค่าด้านอาหาร : ทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้ รสหวาน หรือเปรี้ยวอมหวาน มีวิตามินซี และแร่ธาตุหลายตัว ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และบำรุงฟันให้แข็งแรง
ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกผลแห้ง
รสและสรรพคุณยาไทย : เปลือกผลแห้ง
ประโยชน์ทางยา : เปลือกทับทิมรสฝาด เพราะมีสาร แทนนิน ( Tannin ) มาก ทำให้มีฤทธิ์แก้ท้องร่วง ใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและบิด มีวิธีใช้ดังนี้
1.อาการท้องเดิน ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำฝน หรือน้ำปูนใสให้ข้น ๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้องแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มได้
2.บิด ( มีอาการปวดเบ่งและมีมูก หรืออาจมาเลือดด้วย ) ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิมครั้งละ 1 กำมือ ( 3-5 กรัม ) ต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 2 ครั้ง อาจใช้กานพลู หรืออบเชย แต่งกลิ่นให้น่าดื่มก็ได้
http://img207.imageshack.us/img207/4052/indexwi8.jpg
มะแว้งเครือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum trilobatum Linn.
วงศ์ : Solanaceae
ชื่อท้องถิ่น : มะแว้งเถา ( กรุงเทพ ) แคว้งเคีย ( ตาก )
ลักษณะของพืช : เป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่ม มีหนามตามส่วนต่าง ๆ ใบรูปกลมรี ขอบใบหยักเว้า 2-5 หยัก ผิวใบอาจเรียบหรือมีหนามเล็ก ๆ ตามเส้นกลางใบ ดอกออกเป็นช่อ คล้ายดอกมะเขือ สีม่วงเกสรเหลือง ผลกลม ตอนดิบสีเขียวมีลายเล็กน้อย สุกเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ใช้เมล็ดปลูก ปลูกได้ทั่วไป ควรปลูกในต้นฤดูฝน
คุณค่าด้านอาหาร : ลูกมะแว้งเครือ ใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก รสขมจัด ทานสดหรือลวกให้สุกก็ได้ เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชอบรับประทาน เช่นเดียวกับมะระขี้นก ในลูกมะแว้งมีวิตามินเอค่อนข้างสูง ส่วนสารอาหารอย่างอื่น พวกไขมัน โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินชนิดอื่นมีอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผลแก่สด
รสและสรรพคุณยาไทย : ผลสุก รสขม เป็นยากัดเสมหะ
ประโยชน์ทางยา : ใช้รักษาอาการไอและขับเสมหะ นำเอาผลแก่สด 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใส่เกลือกินบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ กินบ่อย ๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น
ยอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia Linn.
ชื่อท้องถิ่น : ยอบ้าน ( ภาคกลาง ) มะตาเสือ ( ภาคเหนือ )
ลักษณะของพืช : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวสด ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตาเป็นปุ่มรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุก กลิ่นฉุน เป็นพืชที่ใช้เมล็ดปลูก พบขึ้นอยู่ทั่ว ๆ ไปตามบ้าน
คุณค่าด้านอาหาร : ใบยอและลูกยอใช้ทานเป็นผักได้ ใบยอเป็นผักเก่าแก่ที่ใช้รองก้นกระทงห่อหมก ทางภาคใต้นิยมใช้ใบยออ่อน ๆ ซอยเป็นฝอยแกงเผ็ดกับปลาใส่ขมิ้น ได้แกงรสชาดแปลกและอร่อย ในใบยอมีสารอาหารหลายอย่าง ประกอบด้วยแคลเซี่ยมมากที่สุด ยังมีเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง เส้นใย และอื่น ๆ ส่วนลูกยอใช้ทำส้มตำแทนมะละกอ ลูกยอมีสารอาหารน้อยกว่าใบ บางคนเชื่อว่าทานผลยอสุกจิ้มน้ำผึ้งรับประทาน จะช่วยบำรุงธาตุ ขับลมได้
นอกจากนี้ รากของต้นยอ เมื่ออายุ 3-4 ปี ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ เปลือกรากจะให้สีแดง ส่วนเนื้อในเปลือกจะให้สีเหลือง ย้อมผ้าฝ้าย ผ้าไหม ให้สีที่คงทน
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผลดิบหรือผลห่ามสด
รสและสรรพคุณยาไทย : รสขมเล็กน้อย ผลยอแก้อาเจียน ขับลม บำรุงธาตุ
ประโยชน์ทางยา : ตำราแพทย์แผนโบราณกล่าวว่า ใช้ผลยอเพสลาดหั่นปิ้งไฟพอเหลืองกรอบ ต้มเอาน้ำเป็นกระสายยา ใช้ร่วมกับยาอื่น แก้คลื่นไส้อาเจียนได้ผล ในการทดลองพบว่า ผลยอไม่มีพิษเฉียบพลันและใช้เป็นอาหาร จึงใช้เป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ที่ไม่รุนแรงได้ เลือกเอาผลดิบหรือผลห่ามสด ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อน ๆ ให้เหลืองกรอบ ต้มหรือชงน้ำดื่ม ใช้ครั้งละประมาณ 2 กำมือ ( 10-15 กรัม ) เอาน้ำที่ได้จิบทีละน้อยและบ่อย ๆ ครั้ง จะได้ผลดีกว่าดื่มทีเดียว
http://img207.imageshack.us/img207/3676/indexpi3.jpg
ทับทิม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum Linn.
ชื่อท้องถิ่น : พิลา ( หนองคาย ) พิลาขาว มะก่องแก้ว ( น่าน ) มะเก๊าะ ( ภาคเหนือ )
ลักษณะของพืช : ทับทิมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบรูปร่างเรียวแคบและขนาดเล็ก ขอบใบเรียบ ดอกมีหลายสี เช่น ขาว แดง ส้ม มีผลกลม ภายในเมล็ดมาก คนจีนถือเป็นยาและไม้มงคล โดยเฉพาะ ทับทิมดอกขาว ปลูกโดยการตอนกิ่ง และใช้เมล็ด ปลูกได้ทั่วไป
คุณค่าด้านอาหาร : ทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้ รสหวาน หรือเปรี้ยวอมหวาน มีวิตามินซี และแร่ธาตุหลายตัว ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และบำรุงฟันให้แข็งแรง
ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกผลแห้ง
รสและสรรพคุณยาไทย : เปลือกผลแห้ง
ประโยชน์ทางยา : เปลือกทับทิมรสฝาด เพราะมีสาร แทนนิน ( Tannin ) มาก ทำให้มีฤทธิ์แก้ท้องร่วง ใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและบิด มีวิธีใช้ดังนี้
1.อาการท้องเดิน ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำฝน หรือน้ำปูนใสให้ข้น ๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้องแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มได้
2.บิด ( มีอาการปวดเบ่งและมีมูก หรืออาจมาเลือดด้วย ) ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิมครั้งละ 1 กำมือ ( 3-5 กรัม ) ต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 2 ครั้ง อาจใช้กานพลู หรืออบเชย แต่งกลิ่นให้น่าดื่มก็ได้
http://img207.imageshack.us/img207/4052/indexwi8.jpg
มะแว้งเครือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum trilobatum Linn.
วงศ์ : Solanaceae
ชื่อท้องถิ่น : มะแว้งเถา ( กรุงเทพ ) แคว้งเคีย ( ตาก )
ลักษณะของพืช : เป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่ม มีหนามตามส่วนต่าง ๆ ใบรูปกลมรี ขอบใบหยักเว้า 2-5 หยัก ผิวใบอาจเรียบหรือมีหนามเล็ก ๆ ตามเส้นกลางใบ ดอกออกเป็นช่อ คล้ายดอกมะเขือ สีม่วงเกสรเหลือง ผลกลม ตอนดิบสีเขียวมีลายเล็กน้อย สุกเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ใช้เมล็ดปลูก ปลูกได้ทั่วไป ควรปลูกในต้นฤดูฝน
คุณค่าด้านอาหาร : ลูกมะแว้งเครือ ใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก รสขมจัด ทานสดหรือลวกให้สุกก็ได้ เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชอบรับประทาน เช่นเดียวกับมะระขี้นก ในลูกมะแว้งมีวิตามินเอค่อนข้างสูง ส่วนสารอาหารอย่างอื่น พวกไขมัน โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินชนิดอื่นมีอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผลแก่สด
รสและสรรพคุณยาไทย : ผลสุก รสขม เป็นยากัดเสมหะ
ประโยชน์ทางยา : ใช้รักษาอาการไอและขับเสมหะ นำเอาผลแก่สด 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใส่เกลือกินบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ กินบ่อย ๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น