ฅนภูไท
08-11-2007, 03:41 PM
http://img171.imageshack.us/img171/5264/61054723bf8.jpg
http://www.hotlinkfiles.com/files/213954_jvtfg/%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B 9%80%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A5% E0%B9%88%E0%B8%B2%20-%20%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E 0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81.wma]นอนสาเด้อหล่า - ควมก่อมลูก.wma
เพลงนอนสาหล่า“นอนสาเด้อหล่า“ - ควมก่อมลูก
(เพลงกล่อมเด็ก แบบภาคอีสาน)
"นอนสะหล่าหลับตาแม่สิกล่อม
นอนตื่นแล้วจั่งค่อยกินนม โอ่....
แม่ไปไห่หมกไขไก่มาหา
แม่ไปนาหมกไข่ปลามาป้อน
แม่เลี้ยงม้อนแล่นเข้าป่าสวนหมอน.....
----------------------------------------------
...นอนสาหล่า หลับตาแม่สิกล่อม
เจ้าบ่นอนบ่ให้กินกล้วย
แม่ไปห่วยไปส่อนปลาซิว
เก็บผักติ้วมาใส่แกงเห็ด
ไปใส่เบ็ดได้ปลาค้อใหญ่
อย่าฮ้องไห้แมวโพลงสิจกตา...
อีเกิ้งเดือนดาว ผู้สาวตำข้าว
ผู้เฒ่าเป่าแคน ตั๊กแตนเป่าปี่
แมงกุดจี่ไถนา นกกระทาตุ้มป๋อม ๆ
ในครัวมีปั้นข้าวจี่ สงสารแมงวันแมงหวี่
ตอมปั้นข้าวจี่ เด็กน้อยนอนเว็น
-------------------------------------------------------------------
นอนสาเด้อ...หล่า แม่สิก่อม (นอนเสียเถอะแม่จะกล่อม
ผัดว่าอย่างสิ้นเด่อหล่า (ถ้าว่าอย่างนั้นแหละ)
อะซะไห่ ก๋างคำย่านผีพาย (อย่าร้องไห้กลางคืนกลัวผีพราย)
ยามงายผ่านผีเป้า (อย่าร้องไห้ยามเช้ากลัวผีกระสือ)
เจ้าบ่มีพ่อเลี้ยงกิ๋นแล้วให้เล่นนอนว่าสันเด๋ (เจ้าลูกไม่มีพ่อช่วยเลี้ยง กินแล้วนอน
สะว่าอย่างนั้นแหละ)
http://img171.imageshack.us/img171/5469/34885608cp2.jpg
เพลงกล่อมลูกจากภาคอีสาน
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท
มหาวิทยาลัยมหิดล
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2546)
เพลงกล่อมลูกจากภาคอีสาน เมื่อพูดถึงความเป็นมายังไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าประ วัติความเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะว่า
เพลงกล่อมลูกนี้ถือว่าเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านประเภทมุข ปาฐ คือสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เคยได้ยิน
จากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายมาถึงพ่อแม่ จากพ่อแม่ก็มาถึงลูก จากลูกก็ไปถึงหลาน เหลน จนกว่าจะสูญหายไปตามกาลเวลาของการ
สืบสานวัฒนธรรม กลไกของการสืบสานวัฒนธรรมที่ทำให้เพลงกล่อมลูกอยู่ได ้ก็คือ
1. การเรียนรู้ที่เรียกว่าปริยัติ ต้องเรียนรู้จากพ่อจากแม่ที่ใช้ร้องกันติดปากต่อมา
2. การปฏิบัติ คือมีการร้องกันในวิถีชีวิต
3. ปฏิเวธได้ผลอย่างที่ผู้ร้องต้องการให้เป็นไปอย่างนั้ น
ทั้ง 3 ข้อนี้ถือเป็นกลไกลของการสืบสานวัฒนธรรม ทำให้เพลงกล่อมลูกอยู่ได้และอีกอย่างหนึ่งคือสังคมขอ งคนอีสานเป็นสังคม
เกษตรกรรมเช่นเดียวกับสังคมไทยภาคอื่น ๆ เกษตรหลักของภาคอีสานนั้นในสมัยก่อน ถ้าว่ากันตามบทเพลงกล่อมลูกที่มีอยู่ก็จะ
พบว่ามีเกษตรอยู่ 3 อย่างคือ ทำไร่ ทำนา และทำสวนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม อย่างที่เราเรียกว่าแม่ไปไร่ปิ้งไก่ ไปนาปิ้งปลามาป้อน
สังคมสมัยก่อนนี้ไม่มีการคุมกำเนิด ดังนั้นครอบครัวหนึ่งประมาณมีลูกหลากหลายคนทั้งผู้หญ ิงผู้ชายเมื่อมีลูกหลายคนพ่อแม่ก็ต้อง
เลี้ยงดูเป็นหน้าที่โดยตรงของแม่ ประการที่ 2 ลูกชายหญิงที่มีน้อง ๆ มาก คนที่เป็นพี่ก็รับเลี้ยงน้องต่อจากพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่
พ่อแม่ไปทำงานทำไร่เป็นพี่ก็ต้องเลี้ยงดูน้อง ๆ ต่อไป เมื่อมีผู้ใหญ่อยู่อาจจะปู่ย่าตายายเลี้ยง พ่อตู้แม่ตู้ พ่อใหญ่แม่ใหญ่เป็นคนเลี้ยง
หลานก็ได้ การมีลูกหลานนั้นในสังคมของคนอีสานถือว่าเป็นความสุข อย่างหนึ่ง ดังคำที่ว่าทุกข์ย้อนมีข้าวกิน มีที่ดินอยู่มีโคนอน
มีเงินทำอยู่เต็มใจ มีเงินใหญ่ มีลูกหลานมานั่งเฝ้า การมีลูกมีหลานมานั่งเฝ้าถือว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ งของคนอีสาน อีกอันหนึ่ง
กระบวนการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานนั้น เป็นกระบวนการที่ว่าจะว่าสนุกก็สนุก จะว่าน่าเบื่อก็น่าเบื่อเหมือนกัน คือคนที่ชอบคิดว่าจะไม่มี
ปัญหา สนุกดีที่อยู่กับลูกกับหลานเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบรู้สึกว่าน่าเบื่อเพราะว่าเด็กร้อง ไห้โยเย รบกวนไม่เป็นเวร่ำ
เวลาตราบใดที่เด็กยังไม่หลับพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกหรือท ี่เป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ก็ไม่มีเวลาจะทำงานใดเลย จะซักผ้าจะทำกับข้าว ไม่มี
เวลาจะทำได้ต้องให้เด็กได้หลับไปเสียก่อนจึงจะมีเวลา ได้ทำอย่างอื่น เด็กบางคนเข้าอู่ไกวเดี๋ยวเดียวก็หลับแต่บางคนกว่าจะ หลับ
ต้องเป็นเวลานานเป็นชั่วโมงก็มี เพราะฉะนั้นวิธีที่จะให้เด็กหลับง่าย ๆ คนอีสานเขาก็มีภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง คือภูมิปัญญาการใช้
เพลงกล่อมลูกเป็นเพลงที่จะให้เด็กได้หลับไวการที่จะใ ห้หลับไว ๆ ก็ต้องมีเสียงฮื่อ ๆ จา ๆ หรือฮื่ออ้อนเพื่อให้เด็กฟังแล้วทำให้ง่วง
และในขณะที่ฮื่อ ๆ นั้นก็จะใส่เนื้อร้องเข้าไปกับการฮื่อ ทำให้เกิดเพลงกล่อมเด็กในเวลาต่อมา ทำนองที่นิยมใช้ในแต่ละภาคก็จะ
แตกต่างกัน เพราะส่วนใหญ่จะนิยมเอาเพลงพื้นบ้านของแต่ละภาคแต่ละ ถิ่นมาประสมประสานกัน พร้อมกับใส่ท่วงทำนองช้า ๆ ฟัง
แล้วทำให้เกิดคล้อยตามหรืออารมณ์ง่วงหลับได้ โดยเฉพาะเด็กเมื่อได้ยินได้ฟังก็จะง่วงหลับไป บางครั้งผู้ร้องเพลงเมื่อกล่อมลูกหลับ
ก็มักจะหลับตามไปด้วยอย่างนี้ก็มีมาก
เพลงกล่อมเด็กมักจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตามท้อง ถิ่น ลักษณะเด่นของเพลงกล่อมลูกในภาคอีสานนั้น ความจริงรวม
ไปถึงประเทศลาวด้วย เพราะวัฒนธรรมไม่มีขอบเขต ส่วนประเทศนั้นจะมีขอบเขต เพราะฉะนั้นคนอีสานกับคนลาวไม่แตกต่างกัน
เลยหรืออีกลักษณะเด่นหนึ่งของเพลงกล่อมลูกภาคอีสานนั ้นถ้าจะว่าไปแล้วมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน
1. การฮื่อ หมายถึงฮื่อประกอบเนื้อร้อง ซึ่งก่อนจะร้องต้องมีการฮื่อก่อนแล้วจึงจะต้องเพลงตา มแต่ในขณะที่ร้องได้ซักบท
2 บท ก็จะมีฮื่อด้วยตามไปอีกจนกระทั่งจบ จบแล้วก็ต้องมีฮื่อด้วยเป็นการทิ้งท้ายคือแต่ละเพลงจ ะถือร้องเพลงกล่อมลูกทางภาค
อีสานอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการฮื่อจะใช้การฮื่อทำนองเพลงเซิ้งเป็นส่วนใหญ ่ มักจะใช้เพลงเซิ้ง เช่น เพลงเซิ้งฆ้องไฟเป็นต้น
เซิ้งจะมีเนื้อหาหลายแบบส่วนใหญ่เป็นรู้จักกันในคนอี สานคือเซิ้งบั้งไฟ เช่นเซิ้งขอบริจาคทรัพย์ทำบั้งไฟก็มีเซิ้งหลายแบบ การเซิ้ง
ที่นำมาใช้ในการร้องเพลงกล่อมลูกก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะช้ากว่าที่ใช้เซิ้งกันในบั้งไฟ
เพลงกล่อมเด็กนี้มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า โอ้โฮะโอโฮะโอโฮะโอ เออฮะเออ เฮอะเอ้อ เฮอะเออ จะขึ้นต้นอยู่แบบนี้ อันนี้ก็คือ
เป็นแบบลักษณะของการเซิ้งเหมือนกัน
2. เนื้อร้อง ลักษณะเด่นมักจะพบเสมอก็คือ เป็นเรื่องวิถีชีวิตของคนถิ่นอีสานว่าทำอะไรบ้างทำไร ่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงควาย
ทอผ้าไหม สานเปลให้เด็กนอน บางทีก็บอกให้เด็กหลับเสียไว ๆ ถ้าไม่หลับจะมีแมวโพงมากัดกินตับไตไส้พุง เมื่อเด็กได้ยินก็กลัว
จะรีบหลับ
3. เรามักจะได้ยินท่วงทำนองที่บอก จะใช้คำว่า โอ้โฮะโอโฮะโอ้โฮะโอ และเพลงที่ดังที่สุดหรือเป็นที่รู้จักกันทางภาคอีสาน
หรือคนลาวโดยทั่วไปก็คือ เพลงนอนสาล่านอนสาหร่า
สำเนียงส่วนใหญ่ที่เราพบมักจะเป็นสำเนียงแบบทางใต้มา กกว่า เพราะว่าทางใต้คนอีสานส่วนใหญ่มักจะใช้ภาษาที่มีลักษ ณะ
ใกล้เคียงกันมากกว่าทางภาคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นท่วงทำนองหรือวิธีการร้องมักจะเป็นภาษาลา วแบบทางใต้มากกว่าทางเหนือหรือ
ทางภาคกลางของประเทศลาว ลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ ท่วงทำนองการเทศน์มหาชาติหรือเทศน์ประเวศ ทำนองหมอลำ บางทีก็มี
ส่วนช่วยในการที่จะร้องเพลงผสมผสานกันโดยเฉพาะเรื่อง ของเพลงพื้นบ้านมีอิทธิพลต่อการร้องเพลงกล่อมเด็กนี้ มาก
นอกจากเนื้อหาจากวัฒนธรรมวิถีชีวิตการเทศน์แล้ว ความเชื่อเข้ามามีส่วนในเรื่องของการร้องเพลงกล่อมลู ก เรื่องของ
ความชั่วดี แน่นอนที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของเพลงกล่อมเด็ก ภาคอีสานมาก เพราะ
1. เป็นการสร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ลูกมีความอบอุ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับแม่หรือผู้เลี้ยง
2. ทำให้เป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ดื้อรั้น เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ซุกซนดื้อรั้น
3. เมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เด็กเป็นคนมีนิสัย อ่อนโยน ไม่ก้าวร้าวต่อผู้อื่น
อีกอย่างคือท่วงทำนองที่ร้องคือความเชื่อทางด้านวัฒน ธรรมของท้องถิ่น เป็นการสืบทอดระหว่างคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งการร้ องนี้
แน่นอนที่สุดสำเนียงที่ร้องจะต้องใช้ภาษาอีสานโดยแท้ ภาษาลาวโดยแท้ถือเป็นเพลงกล่อมลูก ในปัจจุบันจะไม่ค่อยมีการแต่งเพลง
กล่อมลูกขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่มักจะร้องสืบต่อกันมา นอกจากที่ไม่มีการร้องไม่มีการแต่งเพิ่มขึ้นมาก็ยังม ีการร้องที่เปลี่ยนไป
ปัจจุบันจะใช้เพลงลูกทุ่งก็ได้ คนเลี้ยงอาจจะร้องเพลงลูกทุ่งได้เพราะร้องเนื้อเก่าไ ม่ได้หรือร้องเพลงเก่าไม่ได้อาจจะร้องเพลงลูกทุ่ง
ได้ก็มีบ้าง ตามยุคตามสมัยปัจจุบัน ดังนั้นองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ความเชื่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตจะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้
เพลงกล่อมลูกของภาคอีสานนั้นมีคุณค่า เพราะว่าเราสามารถจะรู้ว่าวิถีชีวิตคนสมัยก่อนนั้นเป ็นอย่างไร จะดูได้จากเพลงกล่อมลูก
http://www.hotlinkfiles.com/files/213954_jvtfg/%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B 9%80%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A5% E0%B9%88%E0%B8%B2%20-%20%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E 0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81.wma]นอนสาเด้อหล่า - ควมก่อมลูก.wma
เพลงนอนสาหล่า“นอนสาเด้อหล่า“ - ควมก่อมลูก
(เพลงกล่อมเด็ก แบบภาคอีสาน)
"นอนสะหล่าหลับตาแม่สิกล่อม
นอนตื่นแล้วจั่งค่อยกินนม โอ่....
แม่ไปไห่หมกไขไก่มาหา
แม่ไปนาหมกไข่ปลามาป้อน
แม่เลี้ยงม้อนแล่นเข้าป่าสวนหมอน.....
----------------------------------------------
...นอนสาหล่า หลับตาแม่สิกล่อม
เจ้าบ่นอนบ่ให้กินกล้วย
แม่ไปห่วยไปส่อนปลาซิว
เก็บผักติ้วมาใส่แกงเห็ด
ไปใส่เบ็ดได้ปลาค้อใหญ่
อย่าฮ้องไห้แมวโพลงสิจกตา...
อีเกิ้งเดือนดาว ผู้สาวตำข้าว
ผู้เฒ่าเป่าแคน ตั๊กแตนเป่าปี่
แมงกุดจี่ไถนา นกกระทาตุ้มป๋อม ๆ
ในครัวมีปั้นข้าวจี่ สงสารแมงวันแมงหวี่
ตอมปั้นข้าวจี่ เด็กน้อยนอนเว็น
-------------------------------------------------------------------
นอนสาเด้อ...หล่า แม่สิก่อม (นอนเสียเถอะแม่จะกล่อม
ผัดว่าอย่างสิ้นเด่อหล่า (ถ้าว่าอย่างนั้นแหละ)
อะซะไห่ ก๋างคำย่านผีพาย (อย่าร้องไห้กลางคืนกลัวผีพราย)
ยามงายผ่านผีเป้า (อย่าร้องไห้ยามเช้ากลัวผีกระสือ)
เจ้าบ่มีพ่อเลี้ยงกิ๋นแล้วให้เล่นนอนว่าสันเด๋ (เจ้าลูกไม่มีพ่อช่วยเลี้ยง กินแล้วนอน
สะว่าอย่างนั้นแหละ)
http://img171.imageshack.us/img171/5469/34885608cp2.jpg
เพลงกล่อมลูกจากภาคอีสาน
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท
มหาวิทยาลัยมหิดล
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2546)
เพลงกล่อมลูกจากภาคอีสาน เมื่อพูดถึงความเป็นมายังไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าประ วัติความเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะว่า
เพลงกล่อมลูกนี้ถือว่าเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านประเภทมุข ปาฐ คือสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เคยได้ยิน
จากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายมาถึงพ่อแม่ จากพ่อแม่ก็มาถึงลูก จากลูกก็ไปถึงหลาน เหลน จนกว่าจะสูญหายไปตามกาลเวลาของการ
สืบสานวัฒนธรรม กลไกของการสืบสานวัฒนธรรมที่ทำให้เพลงกล่อมลูกอยู่ได ้ก็คือ
1. การเรียนรู้ที่เรียกว่าปริยัติ ต้องเรียนรู้จากพ่อจากแม่ที่ใช้ร้องกันติดปากต่อมา
2. การปฏิบัติ คือมีการร้องกันในวิถีชีวิต
3. ปฏิเวธได้ผลอย่างที่ผู้ร้องต้องการให้เป็นไปอย่างนั้ น
ทั้ง 3 ข้อนี้ถือเป็นกลไกลของการสืบสานวัฒนธรรม ทำให้เพลงกล่อมลูกอยู่ได้และอีกอย่างหนึ่งคือสังคมขอ งคนอีสานเป็นสังคม
เกษตรกรรมเช่นเดียวกับสังคมไทยภาคอื่น ๆ เกษตรหลักของภาคอีสานนั้นในสมัยก่อน ถ้าว่ากันตามบทเพลงกล่อมลูกที่มีอยู่ก็จะ
พบว่ามีเกษตรอยู่ 3 อย่างคือ ทำไร่ ทำนา และทำสวนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม อย่างที่เราเรียกว่าแม่ไปไร่ปิ้งไก่ ไปนาปิ้งปลามาป้อน
สังคมสมัยก่อนนี้ไม่มีการคุมกำเนิด ดังนั้นครอบครัวหนึ่งประมาณมีลูกหลากหลายคนทั้งผู้หญ ิงผู้ชายเมื่อมีลูกหลายคนพ่อแม่ก็ต้อง
เลี้ยงดูเป็นหน้าที่โดยตรงของแม่ ประการที่ 2 ลูกชายหญิงที่มีน้อง ๆ มาก คนที่เป็นพี่ก็รับเลี้ยงน้องต่อจากพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่
พ่อแม่ไปทำงานทำไร่เป็นพี่ก็ต้องเลี้ยงดูน้อง ๆ ต่อไป เมื่อมีผู้ใหญ่อยู่อาจจะปู่ย่าตายายเลี้ยง พ่อตู้แม่ตู้ พ่อใหญ่แม่ใหญ่เป็นคนเลี้ยง
หลานก็ได้ การมีลูกหลานนั้นในสังคมของคนอีสานถือว่าเป็นความสุข อย่างหนึ่ง ดังคำที่ว่าทุกข์ย้อนมีข้าวกิน มีที่ดินอยู่มีโคนอน
มีเงินทำอยู่เต็มใจ มีเงินใหญ่ มีลูกหลานมานั่งเฝ้า การมีลูกมีหลานมานั่งเฝ้าถือว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ งของคนอีสาน อีกอันหนึ่ง
กระบวนการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานนั้น เป็นกระบวนการที่ว่าจะว่าสนุกก็สนุก จะว่าน่าเบื่อก็น่าเบื่อเหมือนกัน คือคนที่ชอบคิดว่าจะไม่มี
ปัญหา สนุกดีที่อยู่กับลูกกับหลานเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบรู้สึกว่าน่าเบื่อเพราะว่าเด็กร้อง ไห้โยเย รบกวนไม่เป็นเวร่ำ
เวลาตราบใดที่เด็กยังไม่หลับพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกหรือท ี่เป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ก็ไม่มีเวลาจะทำงานใดเลย จะซักผ้าจะทำกับข้าว ไม่มี
เวลาจะทำได้ต้องให้เด็กได้หลับไปเสียก่อนจึงจะมีเวลา ได้ทำอย่างอื่น เด็กบางคนเข้าอู่ไกวเดี๋ยวเดียวก็หลับแต่บางคนกว่าจะ หลับ
ต้องเป็นเวลานานเป็นชั่วโมงก็มี เพราะฉะนั้นวิธีที่จะให้เด็กหลับง่าย ๆ คนอีสานเขาก็มีภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง คือภูมิปัญญาการใช้
เพลงกล่อมลูกเป็นเพลงที่จะให้เด็กได้หลับไวการที่จะใ ห้หลับไว ๆ ก็ต้องมีเสียงฮื่อ ๆ จา ๆ หรือฮื่ออ้อนเพื่อให้เด็กฟังแล้วทำให้ง่วง
และในขณะที่ฮื่อ ๆ นั้นก็จะใส่เนื้อร้องเข้าไปกับการฮื่อ ทำให้เกิดเพลงกล่อมเด็กในเวลาต่อมา ทำนองที่นิยมใช้ในแต่ละภาคก็จะ
แตกต่างกัน เพราะส่วนใหญ่จะนิยมเอาเพลงพื้นบ้านของแต่ละภาคแต่ละ ถิ่นมาประสมประสานกัน พร้อมกับใส่ท่วงทำนองช้า ๆ ฟัง
แล้วทำให้เกิดคล้อยตามหรืออารมณ์ง่วงหลับได้ โดยเฉพาะเด็กเมื่อได้ยินได้ฟังก็จะง่วงหลับไป บางครั้งผู้ร้องเพลงเมื่อกล่อมลูกหลับ
ก็มักจะหลับตามไปด้วยอย่างนี้ก็มีมาก
เพลงกล่อมเด็กมักจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันตามท้อง ถิ่น ลักษณะเด่นของเพลงกล่อมลูกในภาคอีสานนั้น ความจริงรวม
ไปถึงประเทศลาวด้วย เพราะวัฒนธรรมไม่มีขอบเขต ส่วนประเทศนั้นจะมีขอบเขต เพราะฉะนั้นคนอีสานกับคนลาวไม่แตกต่างกัน
เลยหรืออีกลักษณะเด่นหนึ่งของเพลงกล่อมลูกภาคอีสานนั ้นถ้าจะว่าไปแล้วมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน
1. การฮื่อ หมายถึงฮื่อประกอบเนื้อร้อง ซึ่งก่อนจะร้องต้องมีการฮื่อก่อนแล้วจึงจะต้องเพลงตา มแต่ในขณะที่ร้องได้ซักบท
2 บท ก็จะมีฮื่อด้วยตามไปอีกจนกระทั่งจบ จบแล้วก็ต้องมีฮื่อด้วยเป็นการทิ้งท้ายคือแต่ละเพลงจ ะถือร้องเพลงกล่อมลูกทางภาค
อีสานอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการฮื่อจะใช้การฮื่อทำนองเพลงเซิ้งเป็นส่วนใหญ ่ มักจะใช้เพลงเซิ้ง เช่น เพลงเซิ้งฆ้องไฟเป็นต้น
เซิ้งจะมีเนื้อหาหลายแบบส่วนใหญ่เป็นรู้จักกันในคนอี สานคือเซิ้งบั้งไฟ เช่นเซิ้งขอบริจาคทรัพย์ทำบั้งไฟก็มีเซิ้งหลายแบบ การเซิ้ง
ที่นำมาใช้ในการร้องเพลงกล่อมลูกก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะช้ากว่าที่ใช้เซิ้งกันในบั้งไฟ
เพลงกล่อมเด็กนี้มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า โอ้โฮะโอโฮะโอโฮะโอ เออฮะเออ เฮอะเอ้อ เฮอะเออ จะขึ้นต้นอยู่แบบนี้ อันนี้ก็คือ
เป็นแบบลักษณะของการเซิ้งเหมือนกัน
2. เนื้อร้อง ลักษณะเด่นมักจะพบเสมอก็คือ เป็นเรื่องวิถีชีวิตของคนถิ่นอีสานว่าทำอะไรบ้างทำไร ่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงควาย
ทอผ้าไหม สานเปลให้เด็กนอน บางทีก็บอกให้เด็กหลับเสียไว ๆ ถ้าไม่หลับจะมีแมวโพงมากัดกินตับไตไส้พุง เมื่อเด็กได้ยินก็กลัว
จะรีบหลับ
3. เรามักจะได้ยินท่วงทำนองที่บอก จะใช้คำว่า โอ้โฮะโอโฮะโอ้โฮะโอ และเพลงที่ดังที่สุดหรือเป็นที่รู้จักกันทางภาคอีสาน
หรือคนลาวโดยทั่วไปก็คือ เพลงนอนสาล่านอนสาหร่า
สำเนียงส่วนใหญ่ที่เราพบมักจะเป็นสำเนียงแบบทางใต้มา กกว่า เพราะว่าทางใต้คนอีสานส่วนใหญ่มักจะใช้ภาษาที่มีลักษ ณะ
ใกล้เคียงกันมากกว่าทางภาคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นท่วงทำนองหรือวิธีการร้องมักจะเป็นภาษาลา วแบบทางใต้มากกว่าทางเหนือหรือ
ทางภาคกลางของประเทศลาว ลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ ท่วงทำนองการเทศน์มหาชาติหรือเทศน์ประเวศ ทำนองหมอลำ บางทีก็มี
ส่วนช่วยในการที่จะร้องเพลงผสมผสานกันโดยเฉพาะเรื่อง ของเพลงพื้นบ้านมีอิทธิพลต่อการร้องเพลงกล่อมเด็กนี้ มาก
นอกจากเนื้อหาจากวัฒนธรรมวิถีชีวิตการเทศน์แล้ว ความเชื่อเข้ามามีส่วนในเรื่องของการร้องเพลงกล่อมลู ก เรื่องของ
ความชั่วดี แน่นอนที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของเพลงกล่อมเด็ก ภาคอีสานมาก เพราะ
1. เป็นการสร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ลูกมีความอบอุ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับแม่หรือผู้เลี้ยง
2. ทำให้เป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ดื้อรั้น เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ซุกซนดื้อรั้น
3. เมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เด็กเป็นคนมีนิสัย อ่อนโยน ไม่ก้าวร้าวต่อผู้อื่น
อีกอย่างคือท่วงทำนองที่ร้องคือความเชื่อทางด้านวัฒน ธรรมของท้องถิ่น เป็นการสืบทอดระหว่างคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งการร้ องนี้
แน่นอนที่สุดสำเนียงที่ร้องจะต้องใช้ภาษาอีสานโดยแท้ ภาษาลาวโดยแท้ถือเป็นเพลงกล่อมลูก ในปัจจุบันจะไม่ค่อยมีการแต่งเพลง
กล่อมลูกขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่มักจะร้องสืบต่อกันมา นอกจากที่ไม่มีการร้องไม่มีการแต่งเพิ่มขึ้นมาก็ยังม ีการร้องที่เปลี่ยนไป
ปัจจุบันจะใช้เพลงลูกทุ่งก็ได้ คนเลี้ยงอาจจะร้องเพลงลูกทุ่งได้เพราะร้องเนื้อเก่าไ ม่ได้หรือร้องเพลงเก่าไม่ได้อาจจะร้องเพลงลูกทุ่ง
ได้ก็มีบ้าง ตามยุคตามสมัยปัจจุบัน ดังนั้นองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ความเชื่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตจะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้
เพลงกล่อมลูกของภาคอีสานนั้นมีคุณค่า เพราะว่าเราสามารถจะรู้ว่าวิถีชีวิตคนสมัยก่อนนั้นเป ็นอย่างไร จะดูได้จากเพลงกล่อมลูก