PDA

ดูเวอร์ชั่นเต็ม : เรื่องดีๆ ของ กับดักสุขภาพ 6 ประการ(ตอนที่1)


ติ๊กต็อค
10-09-2007, 03:16 PM
พูดถึงสุขภาพ ใครๆก็รักสุขภาพกันทั้งนั้น
แต่ครั้นถึงเรื่องราวของการเอาใจใส่สุขภาพนี่ซิ บางทีก็หลงไปกับบางกรรมวิธี
ซึ่งแทนที่จะให้คุณ กลับให้โทษ หรือทำให้เสื่อมสุขภาพลงกว่าเดิม

*กับดักสุขภาพประการที่ **1 *

*ดื่มน้ำยิ่งมาก ยิ่งดี* คนจำนวนไม่น้อยเชื่อกันว่า ให้ดื่มน้ำมากๆ
ยิ่งมากยิ่งดี หลายคนถึงกับดื่มน้ำวันละ 3-4 ลิตร บางคนก็ร่ำลือกันว่า
หมอจีนสอนให้ตื่นนอนเช้าดื่มน้ำทันที 4 แก้ว เพราะช่วยให้ขับถ่ายดี
ก็เลยคิดต่อไปว่า ถ้าดื่มน้ำ 4 แก้วตอนเช้ามีประโยชน์ขนาดนั้น
ตลอดทั้งวันก็ควรดื่มให้มากที่สุด จนเรียกได้ว่า แค่นดื่ม กันเลยละ
พวกเขาดื่มน้ำอย่างไม่จำกัดจำนวน เพราะเชื่อว่าจะได้สุขภาพดี

คนที่ดื่มน้ำมากเช่นนี้ นานเข้าจะเกิดอาการขึ้นอย่างหนึ่ง คือ
เกิดอาการปัสสาวะมาก ปัสสาวะใส มือเท้าเย็น หนาวง่าย
นานเข้าจะเกิดภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ขาอ่อนแรง และหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

เหตุผลก็คือ ไตมิใช่เพียงท่อกลวงๆที่ปล่อยให้น้ำผ่านไปเฉยๆ
แต่ไตมีหน้าที่เก็บรับเอาสิ่งที่ยังเป็นประโยชน์กับร ่างกาย
ที่ปัสสาวะชะผ่านไป ให้เก็บกลับเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่เกลือแร่ชนิดต่างๆ
ไตยังทำหน้าที่ปรับความเข้มข้นของปัสสาวะให้พอเหมาะ
ด้วยเหตุนี้การปล่อยน้ำผ่านไตมากๆ
ไตจึงต้องทำงานหนัก เสียพลังในการทำงานเยอะ
นานเข้าก็เกิดอาการอย่างที่หมอจีนเรียกว่า
พร่องพลังไต

เปรียบเทียบง่ายๆว่า เหมือนภูเขาลูกหนึ่ง ที่ปล่อยให้ฝนตกกระหน่ำเอาๆ
ฝนย่อมชะเอาฮิวมัสหรือปุ๋ยธรรมชาติที่อยู่บนผิวดินออ กไปกับน้ำเสียหมด
นานๆเข้า เขาลูกนั้นก็กลายเป็นเขาหัวโล้น

แท้ที่จริงวิชาสุขศึกษาบอกว่าดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
แต่ตามปกติเรามีน้ำในมื้ออาหารอยู่แล้ว
ถ้าจะหักลบน้ำที่ดื่มในมื้ออาหารออก คนเราก็ควรดื่มน้ำไม่เกินวันละ
4 แก้ว สำหรับคนที่พร่องพลังไตอยู่แล้ว ก็ควรดื่มน้ำไม่เกินวันละ 3 แก้ว
จึงจะแก้สถานการณ์ได้

ส่วนการที่หมอจีนบอกว่าให้ดื่มน้ำ 4 แก้วตอนเช้านั้น
แท้ที่จริงเพื่อช่วยให้ขับถ่าย เพราะเถ้าแก่ทั้งหลาย กินแต่ข้าวขาว กินหมูกินไก่
ผักไม่ค่อยกิน เพราะถือว่าผักเป็นอาหารของคนจน หมอจีนจึงใช้วิธีนี้สอนคนท้องผูก
แต่ถ้าเรากินข้าวกล้อง ผักผลไม้มากพอ ก็ไม่จำเป็นต้องแค่นดื่มน้ำเช่นนั้น


*กับดักสุขภาพประการที่** 2*

*นอนดึก ตื่นสาย* คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า การนอนแม้จะจำเป็น
แต่ดึกๆมักมีเรื่องน่าดูในจอโทรทัศน์ หรือไม่ก็บนจอคอมพิวเตอร์
เลยตากสายตาดูโทรทัศน์ดึกๆ วัยรุ่นเล่นคอมฯ แช็ตกันเพลินจน 5 ทุ่ม สองยาม
แล้วเข้านอน กะว่าตื่นเอาสายๆก็ทดแทนจำนวนชั่วโมงการนอนได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวัยรุ่นที่ต้องรีบไปเรียนหนังสือแต ่เช้า
หรือวัยทำงานที่ต้องแข่งขันเบียดแทรกตัวเองไปทำงานแต ่เช้ามืด

ด้วยเหตุนี้ คนนอนดึก ตื่นเช้ามืด จำนวนชั่วโมงการนอนก็ไม่พออยู่แล้ว
สุขภาพย่อมเสียสุดๆ ส่วนคนนอนดึกตื่นสาย ก็ใช่ว่าสุขภาพจะดี
นานเข้าสุขภาพก็เสื่อมสุดๆอีกเหมือนกัน

เหตุผลเพราะ แท้ที่จริงสัตว์ต่างๆล้วนมีโครงสร้างของสรีระร่างกาย ที่กำหนดว่า
สัตว์นั้นเป็นสัตว์กลางวัน
หรือสัตว์กลางคืน อย่างค้างคาว นกฮูก แมวเหมียว ต้องถือเป็นสัตว์กลางคืน
เพราะมีเรดาร์ มีตาโต เอาไว้ใช้งานตอนกลางคืน
แต่คนเราต้องสังกัดเป็นสัตว์กลางวัน

เดิมทีเดียวสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดแรกของโลกคือตัว ซาลาแมนเดอร์มีตาอยู่ 3 ดวง
ตาดวงที่สามเป็นเกล็ดอยู่ตรงกลางหน้าผาก คอยทำหน้าที่รับแสงตะวัน
เวลากลางวันแสงสว่างจะทำให้เกล็ดนี้สร้างฮอร์โมนซีโร โตนิน
ทำให้มันแจ่มใสออกมาหากิน เวลากลางคืนเกล็ดนี้จะสร้างฮอร์โมนเมลาโตนิน
ทำให้มันง่วงเหงา เข้ารูนอน ครั้นวิวัฒนาการจนมาเป็นคน
เกล็ดนี้จมลึกเข้าไปในหน้าผาก กลายเป็นต่อมเหนือสมอง หรือ ต่อมไพเนียล
ยังคงสร้างฮอร์โมน 2 ชนิดนี้สลับกันอยู่ หรือเรียกอีกที
ต่อมนี้คือนาฬิกาชีวภาพที่ปลุกเราให้ตื่นเช้า
และกล่อมเราให้เข้านอนโดยอัตโนมัติ

การตากแสงไฟดึกๆจึงเป็นการรบกวนต่อมไพเนียลซึ่งเป็นน ายเหนือต่อมฮอร์โมนทั่วร่า­งกาย
มันส่งคำสั่งไปยังต่อมใต้สมอง
ไปไทรอยด์ ต่อมหมวกไต รังไข่ และอัณฑะ ถ้าต่อมไพเนียลทำงานผิดเพี้ยน
ฮอร์โมนทั่วร่างกายก็ผิดเพี้ยนไปด้วย งานวิจัยชิ้นหนึ่งของหมอลลิตา
สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ซึ่งอาจารย์ร็อกกี้เฟลเลอร์จูง ใจให้ทำ
ทดลองให้ส่องไฟให้หนูทดลองตลอดคืน
ทำอยู่เช่นนั้นหลายๆวัน ปรากฏว่าหนูทดลองถึงกับแท้งลูก
นี่แสดงถึงความสำคัญของต่อมไพเนียลซึ่งถึงกับสร้างคว ามแปรปรวนของระบบฮอร์โมนใน­ร่างกาย
เพียงเพราะว่าแสงไฟที่สาดส่องให้อย่างไม่เป็นเวลา

งานวิจัยอีกชิ้นในสหรัฐฯทดลองในพยาบาลเวรดึก
กลุ่มหนึ่งให้ออกเวรแล้วเดินผ่านอุโมงค์มืดๆไปเข้านอ น
อีกกลุ่มให้เดินผ่านแสงตะวันยามเช้า
ไปเข้านอน เมื่อเจาะเลือดเปรียบเทียบระดับฮอร์โมนของร่างกาย
พบว่าพยาบาลกลุ่มหลังฮอร์โมนแปรปรวนไปหมด
ขณะที่กลุ่มแรกฮอร์โมนยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
นี่ก็อิทธิพลของแสงตะวันที่เจ้าตัวรับเข้าไปผิดเวลา

แท้ที่จริงแล้ว คนเราจึงควรนอนหัวค่ำ ตื่นเช้า แทนที่จะตากแสงไฟอยู่จนดึกๆ

*กับดักสุขภาพประการที่** 3*

*กลัวโคเลสเตอรอล จนไม่กล้ากินไข่** **แต่ไพล่ไปดื่มนม* นิตยสาร Time
ในอเมริกาตีพิมพ์ตั้งแต่เดือนกันยายน
1999 บอกว่า "Cholesterol-Good News" ยืนยันว่า
โคเลสเตอรอลในเลือดของคนเรา สร้างจากภายในตัวเราเองถึง
90% มีเพียง 10% ที่เป็นผลกระทบจากโคเลสเตอรอลในอาหาร
และวัตถุดิบที่สร้างโคเลสเตอรอลคือกรดไขมันอิ่มตัว
ดังนั้นไข่ซึ่งเป็นแหล่งของโคเลสเตอรอลจึงได้รับการถ อดออกจาก
Black list ทางโภชนาการที่อเมริกา แต่ตรงกันข้าม
แหล่งของกรดไขมันอิ่มตัวหลายอย่างได้รับการบรรจุให้ก ลายเป็นตัวที่ถูกเพ่งเล็งท­างสุขภาพ
ตัวสำคัญได้แก่
นม เนย ชีส รวมทั้ง peanut butter

ผลยืนยันได้ในเชิงปฏิบัติที่เป็นจริง ดังจะเห็นว่า
ประเทศไทยซึ่งถูกประโคมให้กลัวไข่กันมามากกว่า 10 ปี จนปัจจุบันคนไทยกินไข่เพียง
130 ฟอง/คน/ปี แต่คนไทยดื่มนมกันไม่อั้น
เพราะถูกประโคมข่าวว่ายิ่งดื่มนมยิ่งสุขภาพดี
ผลปรากฏว่าคนไทยมีโรคไขมันเลือดสูงมากขึ้นๆทุกปี
รวมทั้งโรคอ้วนทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ไทยมีโรคไขมันเลือดสูง 50% ของประชากรในเมือง แม้แต่เด็กเล็กอายุต่ำกว่า
6 ปี พูดง่ายๆว่าอยู่ในวัยอนุบาลก็มีไขมันเลือดสูง 25% ของประชากร
เด็กเหล่านี้ยังไม่ได้กินอย่างอื่นแน่
แต่ถูกป้อนให้ดื่มนมไม่อั้น

มาดูอย่างประเทศจีนบ้าง จีนกินไข่มากกว่าเรา คือ 330 ฟอง/คน/ปี
กินไข่มากกว่าเรา 3 แต่คนจีนมีโรคไขมันเลือดสูงต่ำกว่าคนไทย
การดื่มนมจึงเป็นกับดักสุขภาพที่ต้องละเลี่ยง

ที่สนุกไปกว่านั้นก็คือ ปัจจุบันทั่วโลกในประเทศที่มีการศึกษาสูง
กำลังหันมาส่งเสริมการบริโภคไข่ ลดละการดื่มนม ที่เบลเยี่ยมมีประดิษฐกรรมใหม่
เขาสร้างไข่ชนิดใหม่ เรียกว่า ไข่โคลัมบัส ไม่ใช่ไข่ของคนที่คริสโตเฟอร์
โคลัมบัสหรอกนะครับ แต่เป็นไข่ที่นอกจากกินแล้วโคเลสเตอรอลไม่สูง
(ซึ่งไข่ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น)
แต่ไข่โคลัมบัสใช้กระบวนการเลี้ยงไก่ด้วยอาหารพื้นบ้ าน
ซึ่งเขาถือว่าอาหารพื้นบ้านจะมีสัดส่วนของโอเมก้า
3 และโอเมก้า 6 ที่ถูกต้องโดยธรรมชาติ เมื่อมาเลี้ยงไก่ด้วยวิธีนี้
จะทำให้ไขมันจำเป็นในร่างกายถูกต้องไปด้วย
เป็นผลให้กินไข่โคลัมบัสควบคุมโคเลสเตอรอลในเลือดได้ อีกต่างหาก

จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องอดกินไข่ ยกเว้นแต่ว่าคุณมีโคเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว
มีนิสัยชอบกินนม กินเนย ก็ขอแนะนำให้งดเนย งดนม
กินไข่อย่างเดียวโคเลสเตอรอลจะไม่สูงอย่างแน่นอน

สงัด903
10-18-2007, 11:26 AM
goodสุดยอดครับ น้องติ๊กต็อก ที่หาสาระดีๆมาสู่กันให้ได้ความรู้...บัดนี่มาเด้อมา อ่านเอา ไผว่ากินไข่แล่วซิเป็น โคเลสเตอรอล กะเข่ามาอ่านเอา ข่อยกะกินไข่ซุมื่อ มันกะคือแซบคือเก่า::)::)::)