PDA

ดูเวอร์ชั่นเต็ม : การเลี้ยงหมูป่า


ฅนภูไท
11-26-2007, 07:37 PM
การเลี้ยงหมูป่า

ลักษณะของหมูป่า

http://img150.imageshack.us/img150/6019/wildboar11ar5.jpg

หมูป่า นั้นว่ากันว่ามีพื้นเพหรือถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชี ยนี่เองในทวีปอื่นอาจมีบ้างก็น้อย และโดยเฉพาะในเอเชียนั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งหมูป่าแหล ่งใหญ่ที่สุด หมูป่าในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sus scrofa ที่พบก็มีอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หน้ายาว และพันธุ์หน้าสั้น แต่ก็จะรู้จักลักษณะของแต่ละพันธุ์ เราควรมาทำความรู้จักลักษณะโดยทั่วไปกันเสียก่อน

ลักษณะโดยทั่วไปของหมูป่า คือ มีขนหยาบแข็งสีน้ำตาลเข็มหรือดำ รูปร่างไม่อ้วนเทอะทะเหมือนหมูบ้าน กล่าวคือ มีรูปร่างผอมและสูงมาก ในตัวที่โตๆ อาจสูงถึงเอวคนหรือสูงกว่านี้ก็มี หัวยาวและแหลมกว่าสุกรบ้าน ขาเล็กและเรียวยาว กีบเท้าเล็กแต่แข็งแรงมาก หูเล็ก ตาโตสีดำ คอยาวและสั้น ตาลีบบาง ท้ายหักมาก มีขนแปรงสีดำเข็มและสีดอกเลายาวประมาณ 6 นิ้ว ขึ้นตั้งแต่ท้ายทอยตลอดไปตามแนวสันหลังจนถึงสะโพก ขนส่วนนี้จะตั้งขึ้นได้ โดยเฉพาะในเวลาที่หมูตกใจกลัว หรือเตรียมพร้อมที่จะสู้ ส่วนหางไม่มีขน มีความยาวจนถึงข้อขาหลัง หนังหมูป่าจะหนามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังที่บริเวณไห ล่ อาจจะหนาประมาณ 5 ซม. หรือมากกว่าก็มี จมูกอ่อนแต่แข็งแรงมาก เนื่องจากหมูป่าจะใช้ปลายจมูกขุดคุ้ยดิน หรือจอมปลวกเพื่อหาอาหาร หมูป่าจะมีเขี้ยว 4 เขี้ยว ยาวและแหลมมาก ในตัวผู้ เขี้ยวนี้จะใช้เป็นอาวุธประจำตัวที่สำคัญมากในการป้อ งกันตัว เขี้ยวทั้ง 4 จะโค้งงอขึ้นด้านบน ความยาวของเขี้ยววัดจากโคนถึงปลายยาวประมาณ 4 - 5 นิ้ว และตัวเมียจะมีเต้านมแถวละ 5 เต้า

ลูกหมูป่าเมื่อยังเล็ก สีขนที่ลำตัวลูกหมูป่าจะมีลายเป็นแถบเล็กๆ สีเหลืองสลับขาวพาดตามความยาวของลำตัวคล้ายกับลายแตง ไทย อันจะเป็นการช่วยพรางตัวจากศัตรูได้อย่างดีเยี่ยม เมื่ออายุได้ 5 - 6 เดือน ลายดังกล่าวจึงค่อยๆ เลือนหายไป จนมีสีผิวและขนเหมือนกับพ่อแม่ของมัน

ได้มีผู้ที่ทดลองผสมข้ามพันธุ์ระหว่างหมูป่าหน้ายาวเ พศผู้กับหมูป่าพันธุ์หน้าสั้นเพศเมีย ลูกที่ผสมได้ 6 ตัว พบว่าสีลายแตงไทย 3 ตัว และสีดำมีทางลายสีน้ำตาลออกน้อยมากพอมองเห็นจางๆ 3 ตัว) ฝูงหมูป่าในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะพบว่ามีหมูป่าที่มีรูป ร่างสูงใหญ่กว่าหมูป่าตัวอื่นๆ ในฝูงอยู่ 2 - 3 ตัว และมีอยู่ตัวหนึ่งที่มีกิริยาท่าทางองอาจ วางมาดยืนเด่นอยู่กลางฝูงนั่นก็คือ พญาจ่าฝูง

http://img150.imageshack.us/img150/2938/wildboar12ji9.jpg

หมูป่าเป็นสัตว์ที่กินอาหารได้หลายอย่าง ฉะนั้นจึงมีระบบฟันที่พัฒนาไปมากเหมือนสัตว์เลี้ยงลู กด้วยนมโดยทั่วไปกล่าวคือ มีระบบฟันเป็นแบบ : ¾ ½ ¼ ¾ x2 =44 ฟันหน้าด้านล่างจะยาว แคบและยื่นตรงออกไปข้างหน้า จะทำหน้าที่คล้ายพลั่ว โดยเฉพาะในเวลาที่หาอาหาร โดยการขุดคุ้ยตามพื้นดินหรือตามดินโป่งเป็นต้น ส่วนเขี้ยวของหมูป่าไม่มีราก จะพัฒนาไปมากโดยเฉพาะในตัวผู้ ขนาดของฟันกัดต่อมาเขี้ยวจะค่อยๆ เพิ่มขนาดจากเล็กมาใหญ่ ส่วนฟันกรามพบว่าซี่สุดท้ายจะมีขนาดใหญ่มากคือ มีขนาดเท่ากับฟันกรามซี่ที่ 1 และ 2 รวมกัน ส่วนของกะโหลกศีรษะมีความยาว และลาดเอียง (Slope) มาก โดยที่ส่วนที่เป็นปากและฟันมีความยาวมากคือประมาณ 75 - 80 % ของกะโหลกศีรษะ

สภาพความเป็นอยู่ในธรรมชาติของหมูป่า โดยธรรมชาติแล้ว หมูป่าชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง ขนาดฝูงก็มีตั้งแต่ 5-6 ตัวจนถึงฝูงใหญ่ขนาด 50 ตัวก็มี แต่ละฝูงประกอบด้วยหลายวัย ทั้งเพศผู้และเพศเมีย ในตัวผู้ขนาดใหญ่จะรวมฝูงเฉพาะช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์ แต่ช่วงปกติจะแยกตัวออกจากฝูงและอาศัยอยู่เพียงโดดเด ี่ยว ที่เรียกกันว่า หมูโทน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหมูโทนมีรางกายกำยำใหญ่โต มีเขี้ยวที่ยาวและแหลมคมสามารถที่จะรักษาตัวเองได้ หรืออาจเป็นเพราะว่ามันดุร้ายจนหมูป่าที่มีขนาดเล็กก ว่าไม่อยากอยู่ด้วยจึงพากันแยกฝูงหนีไปเสีย

หมูป่ามีประสาทรับกลิ่นที่ไวมาก แต่มีประสาทตาไม่ค่อยดี รวมทั้งประสาทหูไม่ดีด้วย (นอกจากบางครั้งที่มันเกิดสงสัยเมื่อได้กลิ่นประสาทท ั้งตาและหูจะว่องไวผิดปกติ) จมูกจึงเป็นเสมือนเครื่องรับประกันความปลอดภัยโดยธรร มชาติ หมูป่าเวลาออกหากินจะมีเสียงเอะอะและดังมาก ซึ่งเป็นเสียงไล่กัดกัน กัดกินอาหาร แย่งกันกินอาหาร เกลือกกลิ้งเล่นกันและเสียงนี้สามารถได้ยินในระยะไกล ๆ อย่างไรก็ตามถ้าหากมันเกิดความสงสัยหรือระแวงเหตุร้า ยขึ้นมา หมูป่าจะกลายเป็นสัตว์ที่เงียบที่สุดได้เหมือนกัน คือทุกตัวจะยืนนิ่งและเงียบกริบ ราวกับว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต ครั้นแน่ใจว่าจะมีภัยอันตรายเกิดขึ้นกับมันจะพากันออ กวิ่งหนีพอเข้าป่าได้เรียบร้อยแล้วพวกมันจะยืนนิ่งเง ียบกริบอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจอีกครั้งว่าปลอดภัยแล้วหรือยัง

ว่ากันว่ากันว่าหมูป่าวิ่งได้เร็วพอ ๆ กับเก้งหรือม้า ไม่กลัวน้ำ ว่ายน้ำเก่ง และชอบเล่นโคลนตมมาก ศัตรูที่สำคัญก็คือ เสือ หมาป่าและหมาไน หมูป่าจัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียวว่องไวม าก มีสันดานลุกลี้ลุกลน ชอบย่ำเท้าหรือตะกุยดินเล่น พรานจึงสังเกตจากรอยเท้าที่มันย่ำตะกุยเพื่อตามล่ามั น ปกติหมูป่าจะเป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยดุร้ายเมื่อเห็นคนจะ วิ่งหนี แต่ถ้าจนตรอกหรือได้รับบาดเจ็บ อาจกับดุร้ายและทำร้ายคนหรือศัตรูของมันได้เหมือนกัน

http://img150.imageshack.us/img150/5282/wildboar13ld3.jpg

หมูป่าเป็นสัตว์ประเภทกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ (Ommivorous) ซึ่งอาหารของหมูป่าก็มีตั้งแต่พวก ผักต่าง ๆ เผือก มัน เห็ด หน่อไม้ ข้าวโพด สับปะรด ถั่วลิสงและหญ้าอ่อนๆ ส่วนสัตว์จำพวกปลวก งู และหนู เวลถูกรบกวนมาก ๆ ก็จะออกหากินในตอนกลางคืนเช่นกัน

http://img150.imageshack.us/img150/9748/wildboar14ou6.jpg

หมูป่าเมื่อเป็นสัดและผสมพันธุ์เรียบร้อย ขนาดตั้งท้องอาจอยู่รวมกับฝูงปกติจนกระทั้งใกล้คลอดจ ึงจะแยกออกจากฝูง เพื่อเตรียมทำรังสำหรับคลอดลูก ส่วนมากจะทำรังด้วยพวกหญ้าและเศษไม้เศษพืช เท่าที่หาได้มากองสุมกันจนมีความสูงประมาณ 1 เมตรกว่าๆ โดยกองบนเนินดิน แม่หมูจะคลานเข้าไปและขุดยกเป็นโพรงแล้วคลอดในโพรงนี ้ เลี้ยงลูกประมาณ 4 เดือนจนลูกโต และแข็งแรง จึงเข้ารวมฝูงใหญ่ และหากินกันตามปกติในลักษณะเช่นเดิมหาเจอก็กินเหมือน กัน หมูป่าจะมีนิสัยการกินอาหารแบบตะกละและแย่งกันกิน การหากินก็จะออกหากินในตอนเช้าตรู่เป็นส่วนใหญ่ หาก

พันธุ์หมูป่าที่ใช้เลี้ยง

http://img150.imageshack.us/img150/1456/wildboar31if1.jpg

ในเมืองไทยมีหมูป่าอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หน้ายาวและพันธุ์หน้าสั้น บางคนได้ยินดังนี้มักประมาณเอาเองว่าคงดูไม่ยากว่าตั วไหนเป็นพันธุ์หน้ายาว ตัวไหนเป็นพันธุ์หน้าสั้น แต่เรื่องจริงๆ แล้วจะประมาณเอาจากความสั้นยาวของหน้าไม่ได้ เพราะบางตัวที่เป็นพันธุ์หน้าสั้นอาจมีหน้ายาวกว่าพั นธุ์หน้ายาวก็ได้หากมีอายุที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยส่วนประกอบอื่นๆ เข้าช่วยกล่าวคือ

พันธุ์หน้ายาว ลักษณะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ หน้ายาวกะโหลกเล็กลำตัวยาวหุ่นเพียวสูง อายุ 2 ปี ขึ้นไปมีความสูงขนาดเอวผม (80 - 90 เซนติเมตร) ขาเล็กและยาวเป็นกลีบเท้าเล็กแต่แข็งแรงมากคล้าย ๆ เก้งจะออกในลักษณะหน้าสูงท้ายต่ำ หูเล็ก แนบชิดลำตัว มีขนสีขาวขึ้นด้านใต้แก้มทั้งสองข้าง และมีขนเป็นแผงขึ้นจากท้ายทอยไปถึงสันหลังขนจะยาวประ มาณ 6 นิ้ว เวลาตกใจขนจะชูสูงขึ้นลักษณะขนโดยทั่วไปจะขึ้นเป็นกล ุ่ม ๆ ละ 3 รูๆ ละ 1 เส้น ตัวผู้จะมีเขี้ยว ตัวเมียไม่มีเขี้ยว และตัวผู้จะมีผาน หรือผื่นไขมัน ซึ่งหนามาก ปืนยิงไม่เข้า ตรงไหล่ขาหน้า ทั้ง 2 ข้าง และมีตุ่มนม 5 คู่ พันธุ์หน้ายาวจะหากินในป่าตื้น
พันธุ์หน้าสั้น ลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์หน้ายาว แต่หัวกะโหลกจะใหญ่กว่า ดูแล้วเหมือนพันธุ์หน้ายาว แต่พันธุ์หน้าสั้นมีลักษณะลำตัวจะกลม เตี้ย หูเล็ก ขาสั้น และหนังจะหนากว่าพันธุ์หน้ายาวนมไม่เกิน 10 เต้า จะหากินป่าลึก จะมีจ่าฝูงฝูงหนึ่งประมาณ 30 ตัว ตัวเมียใกล้คลอดจะแยกจากฝูงไปเลี้ยงลูกประมาณ 4 เดือน และจะเข้าฝูงใหม่
อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้มีผู้ผสมเป็นหมูป่า 2 สาย และ 3 สายกันมากขึ้นรายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสหน้า

การจัดสร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูป่า

http://img150.imageshack.us/img150/9641/wildboar41jy9.jpg

อันดับแรกของการเลี้ยงหมูป่าก็คือ จะต้องมีการสร้างโรงเรือนเลี้ยงหรือคอก ซึ่งโรงเรือนเลี้ยงหมูป่าจะสร้างคล้ายโรงเรือนการเลี ้ยงหมู เป็ด ไก่ธรรมดา เพียงแต่ว่าโรงเรือนสัตว์พวกเป็ด ไก่ เหล่านั้นมักจะสร้างให้โรงเรือนโปร่งอากาศถ่ายเทสะดว ก และรักษาความสะอาดง่าย แต่โรงเรือนหมูป่าจะสร้างให้ทึบกว่าโรงเรือนของสัตว์ พวกนี้ เพราะหมูป่าเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย ถ้าปล่อยให้ตื่นมักจะวิ่งไม่ค่อยหยุด อีกอย่างหนึ่งถ้าตกใจจะมีผลต่อระบบขับถ่ายคือ ทำให้ท้องร่วง

ดังนั้นนอกเหนือจากโรงเรือนซึ่งต้องทำให้ทึบแล้ว รอบๆ โรงเรือนสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตรเศษยังต้องสร้างแผงปิดกั้นรอบๆ โรงเรือนเพื่อไม่ให้หมูป่าเห็นสิ่งรบกวนภายนอกมากนัก แผงกั้นอาจทำด้วยแผงไม้ไผ่หรือทำด้วยกระสอบป่านผ่าซี กและขึงด้วยกรอบไม้ก็ได้

สำหรับพื้นโรงเรือนถ้าเลี้ยงบนพื้นดินธรรมดาแล้วจะทำ ให้เนื้อตัวสกปรก และง่ายต่อการเป็นโรค แต่ถ้าเลี้ยงบนพื้นซีเมนต์หยาบแบบหมูบ้านทั่วไปก็ได้ ผลไม่ดีทำให้เท้าเกิดบาดแผลได้

สรุปแล้ววิธีที่ดีที่สุดสำหรับพื้นโรงเรือนก็คือ ควรทำเป็นพื้นคอนกรีตแบบขัดมัน เพราะนอกจากจะง่ายต่อการทำความสะอาดแล้วยังเป็นการป้ องกันการกระโดดออกจากคอกเลี้ยงได้ ซึ่งบางตัวกระโดดได้สูงมาก สามารถกระโดดได้สูงกว่า 2 เมตรทีเดียว

http://img150.imageshack.us/img150/6497/wildboar42at6.jpg

ส่วนคอกเลี้ยงหมูป่านั้น ภายในโรงเรือนแต่ละหลังจะแบ่งคอกย่อยออกเป็น 2 ด้าน โดยจะมีทางเดินอยู่ตรงกลาง คอกเลี้ยงควรสร้างด้วยตาข่ายเหล็ก (ลวด) แบบที่ใช้ทำรั้วทั่วๆ ไป ที่มีขนาดตา 6 นิ้ว ขนาดของคอกเลี้ยงแต่ละคอกกว้างประมาณ 2 - 2 .50 เมตร ยาวประมาณ 3 เมตร ในแต่ละคอกเลี้ยงหมูป่าได้ 1 ตัว หรืออาจหลายตัวก็ได้ตามขนาดของหมูที่เลี้ยง คอกแต่ละคอกมีความสูงประมาณ 1.50 เมตร ซึ่งสามารถป้องกันการกระโดดหนีของหมูป่าได้ หรือสูงถึง 1.80 เมตรก็ได้ และมีประตูปิด - เปิดด้านหน้า (ช่องทางเดิน) แต่สำหรับคอกแม่หมูป่าที่มีลูกนั้น จะต้องทำคอกพิเศษโดยเปิดช่อง (จะมีแผ่นเหล็กบางๆ ที่ปิดเปิดได้) ไว้สำหรับให้ลูกหมูออกมาจากคอกใหญ่ได้ เพื่อให้ลูกหมูป่าลอดออกมากินอาหารเสริม แต่จะต้องใช้ไม้ตีกั้นเป็นกรงต่างหากไว้ภายนอกด้วย

ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้ลูกหมูป่าออกมาเดินเพ่นพ่าน และสะดวกในการจับลูกหมูฉีดยา หรือดูแลเวลาเป็นอะไรขึ้นมา เพราะแม่หวงลูกมากหากกระทำในคอกเลี้ยงแม่พันธุ์แล้วอ าจได้รับอันตรายได้

ฅนภูไท
11-26-2007, 08:23 PM
การเริ่มต้นเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์

http://img517.imageshack.us/img517/9371/wildboar51xq8.jpg
พ่อพันธุ์

http://img209.imageshack.us/img209/8471/wildboar52cs0.jpg
แม่พันธุ์

การเลี้ยงหมูป่าขั้นแรกจะต้องซื้อลูกมาเลี้ยงเพื่อเต รียมเป็นพ่อแม่พันธุ์เสียก่อนเพราะหากจะเลี้ยงเพื่อส ่งตลาดราคาลูกหมูป่าค่อนข้างแพงอาจไม่คุ้มทุน ดังนั้นถ้าใครจะเลี้ยงขยายพันธุ์แล้วควรใช้อัตราส่วน พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 7 - 10 ตัว ส่วนราคาของหมูป่าจากฟาร์มขณะนี้ทราบว่าขายคู่ละ 3500-5000 บาท เป็นหมูป่าอายุตั้งแต่หย่านม คือ 60 - 90 วัน ซึ่งพ่อแม่พันธุ์ หนึ่ง ๆ สามมารถใช้งานได้จนถึงอายุนานนับสิบปี

ลักษณะที่ดีของหมูป่าที่จะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ จะมีดังนี้ คือ

รูปร่างสูงโปร่ง
สันหลังตรงและยาว
ส่วนไหล่หนา (ผานไหล่) หนาและกว้าง
สะโพกกว้าง
สำหรับพันธุ์หมูป่าที่จะใช้ทำพันธุ์ก็มีด้วยกัน 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หน้าสั้น และพันธุ์หน้ายาวทั้งสองพันธุ์นี้มีข้อแตกต่างกันก็ต รงที่หมูป่าพันธุ์หน้าสั้นนั้นจะมีขนสีดำทั้งตัว มีลำตัวอ้วนกลมตัวเตี้ย และมีหน้าผากกว้างหูใหญ่กว่า

พันธุ์หน้ายาวเท่าที่สังเกตดูหมูป่าพันธุ์นี้มีการเจ ริญเติบโตที่ค่อนข้างดี แต่ทว่าเมื่อเปรียบเทียบในเรื่องความแข็งแรงแล้วจะสู ้พันธุ์หน้ายาวไม่ได้สำหรับหมูป่าพันธุ์หน้ายาวนั้นจ ะมีขนไม่ค่อยเข้มเท่าใดนัก (คือมีสีดอกเลา) มีลำตัวค่อนข้างแคบ รูปร่างสูงโปร่ง และมีหน้าผากแคบ หูเล็กกว่าพันธุ์หน้าสั้น ทางด้านการเจริญเติบโตให้เนื้อหนังสู้พันธุ์หน้าสั้น ไม่ได้ แต่ทว่าหมูป่าพันธุ์นี้มีความแข็งแรง หรือมีน้ำอดน้ำทนดีกว่ามาก

ส่วนการผสมคัดเลือกพันธุ์นั้นก็มี 2 แบบด้วยกัน คือ

การเอาพันธุ์แท้ผสมกับพันธุ์แท้ด้วยกัน ซึ่งก็ทำโดยผสมคัดเลือกพันธุ์ระหว่างพันธุ์หน้ายาวกั บพันธุ์หน้ายาว และพันธุ์หน้าสั้นกับพันธุ์หน้าสั้น
การผสมคัดเลือกพันธุ์ระหว่างพันธุ์หน้าสั้นกับพันธุ์ หน้ายาว หรือที่เรียกกันว่าลูกผสมระหว่าง 2 สายพันธุ์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้เป็นการรวบรวมเอาความดีของทั้ งสองสายพันธุ์เข้าด้วยกัน เช่น พันธุ์หน้าสั้นมีการเจริญเติบโตที่ดี แต่พันธุ์หน้ายาวจะมีความแข็งแรงกว่า เมื่อนำมาผสมกันแล้วก็จะได้ลูกผสมที่มีความดีของทั้ง สองพันธุ์เข้าด้วยกัน คือ มีทั้งการเจริญเติบโตที่ดีและความแข็งแรง
การเป็นสัดของหมูป่า โดยปกติหมูป่าตัวเมียจะเป็นสัดเร็วมากบางตัวมีอายุเพ ียง 8 เดือน ก็เริ่มเป็นสัดแล้วจึงส่งผลทำให้การผสมพันธุ์ทำได้ค่ อนข้างยากโดยเฉพาะหมูป่าที่ตัวเมียยังมีขนาดเล็ก แต่ตัวผู้มีขนาดใหญ่ทุลักทุเลถึงกับต้องสร้างเปลให้ห มูป่าตัวเมียเพื่อช่วยลดน้ำหนักตัวผู้ที่ขึ้นผสมพันธ ุ์ ซึ่งการผสมพันธุ์ครั้งแรกจะได้ลูกไม่ดกนัก แต่ก็ถือว่าเป็นการฝึกไปในตัว พอมีอายุมากขึ้นหน่อยลูกหมูป่ามีลูกดกขึ้นมาเอง ปกติหมูสาวแรกจะให้ลูก 4-6 ตัว พอมีอายุมากขึ้นอาจให้ได้ถึง 10-12 ตัว และมีบางตัวที่ให้ลูกมากกว่านี้แต่มักจะเลี้ยงไม่รอด เพราะหมูป่ามีนมเลี้ยงลูกแค่ 10 เต้าเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามหมูป่าสาวที่เริ่มเป็นสัดควรจะฝึกให้ผสม พันธุ์เสียตั้งแต่ต้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อโตขึ้นมีอายุมากจะไม่ยอมให ้ตัวผู้ขึ้นผสมพันธุ์ถึงแม้จะเป็นสัดก็ตามที อันนี้จึงเป็นข้อคิดที่ขอฝากไว้ว่า อย่าปล่อยไว้จนขึ้นคานเป็นอันขาด

การเป็นสัดของแม่หมู่พันธุ์นั้นก็สามารถสังเกตได้เช่ นเดียวกัน แต่ถ้าหากผู้เลี้ยงไม่คุ้นเคยกับการเลี้ยงหมูป่าก็อา จจะสังเกตไม่ออกว่าแม่หมูพันธุ์นั้นเป็นสัดแล้ว เพราะการสังเกตทราบก็ยากเอาการอยู่พอสมควร เนื่องจากมันไม่แสดงอาการเป็นสัดให้เห็นออกมาเด่นชัด มีเพียงอวัยวะเพศบวมแดงเล็กน้อยและมักจะมีอาการเงียบ ซึม ไม่เหมือนกับหมูบ้านที่ร้องกระวนกระวาย จึงควรหมั่นสังเกตให้ดีอยู่เสมอ เมื่อเห็นว่าแม่หมูพันธุ์แสดงลักษณะอาการดังกล่าวออก มาให้เห็นก็ให้จับผสมพันธุ์เสีย

การผสมพันธุ์หมูป่าและการคลอดลูกของหมูป่า

http://img67.imageshack.us/img67/4851/wildboar61ko7.jpg

โดยทั่วไปแล้วอายุที่เหมาะสมสำหรับพ่อแม่พันธุ์ที่เร ิ่มผสมพันธุ์ครั้งแรกจะประมาณ 1 ปี สำหรับการผสมพันธุ์หมูป่านั้นหากใช้พันธุ์เดียวกัน เช่น พันธุ์หน้าสั้นผสมกับพันธุ์หน้าสั้น หรือพันธุ์หน้ายาวผสมกับพันธุ์หน้ายาวนั้นจะให้ลูกไม ่ดก ไม่แข็งแรง โตช้าให้น้ำหนักน้อย

ในการผสมพันธุ์ก็จะใช้อัตราส่วนของพ่อพันธุ์ต่อแม่พั นธุ์ประมาณ 1 : 7 การผสมพันธุ์ก็จะทำกันในวันที่ 3 ของการเป็นสัด (ของตัวเมีย) โดยจะต้อนตัวเมียเข้าไปหาตัวผู้และให้ผสมกับตัวผู้ตั วแรกในช่วงเช้าจากนั้นก็จะต้อนตัวเมียตัวเดิมให้ไปผส มกับตัวผู้ตัวที่ 2 ในช่วงเย็น

ข้อควรระวังในเรื่องการใช้ตัวผู้เป็นพ่อพันธุ์ ไม่ควรใช้ผสมทุกวัน ทางที่ดีควรใช้ผสมวันเว้นวัน และในวันที่ผสมนั้นให้ผสมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม่พันธุ์ที่ถูกผสมพันธุ์และผสมติดแล้วจะตั้งท้องนาน ประมาณ 114-117 วัน (หรือประมาณ 3 เดือน 3 อาทิตย์ 3 วัน) เมื่อได้คำนวณวันที่จะคลอดได้แล้ว ก่อนที่จะคลอดให้เตรียมคอกคลอดเอาไว้ โดยการโรยดินบาง ๆ บนพื้นคอกตลอด เพื่อให้ลูกหมูรู้จักเหมือนกับว่าได้เกิดตามธรรมชาติ และจะล้างดินออกหลังจากคลอดแล้วประมาณ 1-2 อาทิตย์

การคลอดลูกของหมูป่า

http://img116.imageshack.us/img116/3313/wildboar62kr3.jpg

ในการคลอดลูกนั้นแม่หมูป่าจะคลอดเอง โดยไม่มีใครไปช่วยทำคลอดแต่อย่างใด เพราะว่าแม่หมูป่าจะดุร้ายมากเข้าไปใกล้ตัวไม่ได้ ต่อคำถามว่าจะสังเกตรู้ได้อย่างไรว่าแม่หมูกำลังอยุ่ ในช่วงที่ใกล้คลอด ซึ่งก็ขอได้รับคำตอบว่าแม่หมูป่าก็มีอาการกระวนกระวา ยเหมือนกับหมูบ้านเรานี่แหละ แต่ความรุนแรงก็มีมากกว่าบางครั้งจะมีการกัดคอกกัดกร ง คนเข้าใกล้ไม่ได้เลยจึงต้องปล่อยให้มันคลอดเอง เมื่อแม่หมูคลอดลูกออกมาท่ามกลางกองดินลูกที่คลอดออก มาก็สามารถลุกยืนได้ แต่ถ้าหากว่าคลอดในคอกพื้นปูนแล้วลูกหมูจะยืนไม่ค่อย ได้เพราะว่าคอกมีความลื่นทั้งนี้เนื่องจากว่าคอกหมูป ่านี้เป็นพื้นปูนที่ขัดมันนั่นเอง

ลูกหมูที่คลอดมาแต่ละครอกมีปริมาณเฉลี่ยแล้วประมาณ 6 ตัว ในแม่หมูสาวจะให้ลูกน้อยกว่าหมูที่มีอายุมาก อย่างไรก็ตามอัตราการรอดของลูกหมูก็มีไม่เกิน 10 ตัว แม้ว่าแม่หมูตัวนั้นจะคลอดลูกได้มากกว่า 10 ตัวก็ตาม ทั้งนี้เพราะว่าเต้านมของหมูป่ามีเพียง 10 เต้าเท่านั้นมีไม่มากเกินนี้ ถ้าหากว่าแม่หมูป่าตัวใดมีเต้านมมากกว่า 10 เต้า แสดงว่าหมูนั้นเป็นหมูลูกผสม

ในขณะเดียวกันการกินนมของลูกหมูจะกินเต้าใครเต้ามัน ฉะนั้นลูกหมูที่มีขนาดเล็กเกิดมาแล้วแย่งเต้านมกับเข าไม่ได้ก็ไม่สามารถกินนมได้ก็ทำให้ผอมตายไป จึงทำให้ลูกหมูแต่ละครอกรอดตายได้ไม่เกิน 10 ตัว แม้ว่าจะนำออกมาเลี้ยงด้วยนมผงก็ตาม แต่ก็เลี้ยงไม่รอดอาจเป็นเพราะว่านมผงไม่มีภูมิต้านท านโรคก็อาจจะเป็นได้ ดังนั้นควรจับให้ลูกหมูได้กินนมน้ำเหลืองซึ่งมีตอนแร กคลอดก่อนทุกตัวเพราะในนมน้ำเหลืองนี้มีภูมิคุ้มกันโ รคอยู่มาก

การนำลูกหมูในครอกที่มีเกิน 10 ตัว ไปฝากแม่พันธุ์ตัวอื่น นั้นไม่สามารถทำได้เพราะจะถูกแม่หมูกัดตายเนื่องจากม ันรู้ว่าไม่ใช่ลูกของมันโดยสัญชาติญาณนั่นเอง จึงจำไว้ว่าอย่านำลูกหมูป่าจากแม่หนึ่งไปให้อีกแม่เล ี้ยง เพราะมันจะขบตายหมดจะเลี้ยงเฉพาะลูกของตัวเอง

http://img67.imageshack.us/img67/5967/wildboar63zb1.jpg

ลูกหมูป่าแรกเกิดจะมีลายเป็นแถบเล็ก ๆ สีเหลืองสลับขาวพาดตามความยาวของลำตัวคล้ายลายแตงไทย ลายนี้จะเลือนหายไปเมื่ออายุได้ 4-5 เดือน เมื่อลูกเกิดได้ 3 วันฉีดธาตุเหล็กให้ลูกหมู และให้ระวังการเข้าไปฉีดไว้บ้างเพราะแม่หมูป่าหวงลูก มาก

การเลี้ยงหมูเล็กและแม่พันธุ์หลังคลอด

http://img116.imageshack.us/img116/91/wildboar71fc7.jpg
ลูกหมูหลังคลอดเกิดมาแล้วจะปล่อยให้กินนมแม่ไปเรื่อย ๆ จากลูกหมูมีอายุ 45 - 50 วันก็จะหย่านม การหย่านมนั้นก็ทำโดยปล่อยลูกหมูให้อยู่ในคอกตามปกติ แต่จะไล่ต้อนแม่หมูออกจากคอกไปเลี้ยงยังคอกที่ว่าง แต่ในช่วงก่อนที่จะอย่านมนั้นลูกหมู นอกจากจะได้รับนมจากแม่ของมันแล้วลูกหมูก็จะได้กินอา หารหมูอ่อนตามไปด้วย ทั้งนี้และทั้งนั้นลูกหมูจะเริ่มหัดเลียรางตามแม่ของ มันเมื่อมีอายุได้ประมาณ 15 วัน

ฉะนั้นในช่วงนี้จึงต้องใส่อาหารหมูอ่อนให้อาหารนั้นก ็เป็นอาหารอัดเม็ดของหมูบ้านที่เลี้ยงกันโดยทั่วไปนั ่นเอง ปริมาณการให้อาหารจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามกำลังความสามารถของลูกหมูที่จะกินได้ แม้ว่าจะหย่านมลูกหมูแล้วก็ตาม ลูกหมูก็จะได้รับอาหารอัดเม็ดนี้ต่อไปอีกประมาณ 10 วัน หรือลูกหมูมีอายุประมาณ 60 วันนั่นเอง จึงเปลี่ยนเป็นอาหารลูกขุนซึ่งเป็นอาหารผสมเอง

สำหรับแม่พันธุ์ที่ทิ้งลูกไปแล้วนั้นก็จะเลี้ยงอาหาร หมูพันธุ์ตามปกติ ซึ่งจะให้อาหารที่มีโปรตีนประมาณ 13% เท่านั้น ปริมาณการให้ในแต่ละตัวในบรรดาพ่อแม่พันธุ์ทั้งหมดนั ้นก็ใช้ตัวละประมาณไม่เกิน 1 กิโลกรัม ต่อวัน การให้อาหารจะให้กินสองเวลาด้วยกันกล่าวคือเวลาเช้า ประมาร 7.00 น. ให้อาหารประมาณ 0.4-0.5 กิโลกรัมและอาจจะให้อีกเวลา 15.00 น.ในปริมาณเท่า ๆ กัน ส่วนน้ำนั้นก็มีให้ตลอดอาจใช้การให้น้ำแบบอัตโนมัติเ หมือนกับหมูบ้านที่เลี้ยงกันโดยทั่วไปก็ได้

http://img514.imageshack.us/img514/2909/wildboar72nv4.jpg

การให้หัดให้กินน้ำจากที่ให้น้ำอัตโนมัติในช่วงแรกนั ้น เพียงแต่กดให้น้ำไหลและเมื่อหมูป่าเกิดความหิวมันก็จ ะเข้ามากัดก๊อกน้ำกินเอง หลังจากหย่านม 1 อาทิตย์ แม่หมูจะเป็นสัดให้ผสมต่อได้ (ตัวเมียเป็นสัด 21 วันครั้ง) ทำให้ได้ลูก 2 ครอกต่อปี
การเลี้ยงดูหมูขุน

ในการเลี้ยงดูหมูขุนนั้นจะให้อาหารสองเวลา เช้า 7.00 น. และบ่ายเวลา 15.00 น. เหมือนกันโดยให้ในปริมาณ 0.4-0.5 กิโลกรัมต่อเวลาต่อตัว เมื่อลูกหมูมีอายุ 4 เดือนก็จะทำการถ่ายพยาธิและอีก 4 เดือน ถัดไปก็ถ่ายพยาธิอีกครั้ง หมูขุนที่เลี้ยงในฟาร์มนี้ ควรจัดให้อยู่คอกละประมาณ 4 ตัว (คอกขนาด 2-2.50 x 3เมตร)

ฉะนั้นอาหารที่ให้ก็เฉลี่ยให้รวมทั้ง 4 ตัว อาหารที่ให้นั้นจะมีโปรตีนต่ำเพียง 9% เท่านั้น ระยะขุน 2 เดือนแรกนั้นจะเร่งการเจริญเติบโตถึงการให้อาหารโปรต ีน 13 % สำหรับอาหารที่ให้นั้นก็มีส่วนประกอบของรำละเอียด ปลายข้าว รำหยาบ และหัวอาหาร รำยาบนั้นให้เพื่อเป็นยาระบายและใส่ลงไปโดยไม่ได้คิด โปรตีนรวมด้วย

การให้อาหารจะเพิ่มปริมาณขึ้นเมื่อหมูโตขึ้นด้วยจนกร ะทั้งสามารถจับจำหน่ายได้ (การให้อาหารเฉลี่ยตั้งแต่เล็กไปจนจำหน่ายได้นั้นจะใ ช้ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน)

การเลี้ยงดูหมูขุนเพื่อส่งตลาดเวลาที่เลี้ยงจะแตกต่า งกัน คือ ถ้าเป็นพันธุ์หน้าสั้นจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน ส่วนพันธุ์หน้ายาวจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ทั้งนี้เพราะหมูป่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดก็ตรงหนัง ของมัน พันธุ์หน้าสั้นหนังจะหนาเร็วเลยถูกเชือดเร็ว พันธุ์หน้ายาวหนังหนาช้าก็ยืดเวลาเชือดออกไปอีก 4 เดือน ทีนี้จะมีคนถามอีกว่าถ้าเอาพันธุ์หน้าสั้นผสมกับพันธ ุ์หน้ายาว(ตัวผู้หน้ายาวตัวเมียหน้าสั้น) ก็จะได้ลูกผสมที่มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์หน้าสั้น หนังหนาเร็วกว่าพันธุ์หน้ายาว และใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือนจึงส่งเชือด เกี่ยวกับต้นทุนค่าอาหาร เมื่อคิดคำนวณต้นทุนอาหารแล้วตกราว 800 กว่าบาทเท่านั้น

ตลอดระยะเวลาเลี้ยงขุน 1 ปีเต็ม ซึ่งจะให้ได้หมูป่าที่มีน้ำหนักประมาณ 60-70 กิโลกรัม แต่เมื่อผ่าซากออกมาแล้วจะได้ส่วนของเนื้อประมาณ 40 กิโลกรัมเท่านั้น คิดคำนวณอัตราการแลกเนื้อแล้วจะได้ประมาณ 2 เท่า เมื่อขายได้ราคาประมาณตัวละสองพันบาทเศษ หากว่าเราสามารถเพาะพันธุ์หมูป่าได้เอง เมื่อคิดหักลบต้นทุนการเลี้ยงด้านต่าง ๆ แล้วจะมีกำไรอยู่ไม่น้อย

ฅนภูไท
11-26-2007, 08:27 PM
อาหารและการให้อาหารเลี้ยงหมูป่า

http://img148.imageshack.us/img148/2919/wildboar73xb6.jpg

อาหารนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในหลา ยๆ อย่างทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าหมูป่าจะเจริญเติบโตให้ผล ผลิตเต็มความสามารถ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหารที่กินเข้าไป

อาหารหลัก คือ ผักและเศษอาหารที่มีอยู่ทั่วไป เช่น ผักบุ้ง ผักตบ หญ้าขน หรืออื่น ๆ ที่พอจะหาได้ แต่ในอาหารที่ให้กินนี้ควรผสมธาตุอาหารอื่นบ้าง เช่น รำ หรือหัวอาหารนิดหน่อยทั้งจะต้องให้ในปริมาณเหมาะสมไม ่ใช่กินกันตลอดเวลา หมูป่าจะได้มีเนื้อหนา ไม่มีมัน ถ้าให้หัวอาหารหรืออาหารถุงก็ได้ หมูป่าจะโตไว ตัวใหญ่ แต่ปัญหาจะตามมา คือทำให้มีไขมันมาก หนังไม่กรอบ และไม่หนา ถ้าหมูป่ามีปัญหาแบบนี้ การจำหน่ายจะมีปัญหาทันที

อาหารที่ใช้เลี้ยงหมูป่า แบ่งเป็น 5 ระยะ โดยให้วันละสองมื้อ (เช้า-เย็น)

1.อาหารสำเร็จหมูดูดนม ให้จนกระทั่งถึงลูกหมูหย่านม
2.อาหารหมูรุ่น (ช่วงนี้จะกินอาหารประมาณวันละ 0.5 กิโลกรัม) ให้กับลูกหมูหลังหย่านม นาน 2.5 เดือน
3.อาหารหมูขุน (ช่วงนี้จะกินอาหารประมาณวันละ 0.5 กิโลกรัม)ให้จนหมูมีอายุ 1 ปี แล้วส่งชำแหละจะได้น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม
4.อาหารพ่อแม่พันธุ์และระยะหลังตั้งท้อง แม่หมูที่ผสมติดแล้วจะให้กินอาหารวันละ 1 กิโลกรัมเป็นเวลา 2.5 เดือน แล้วจึงให้อาหารเพิ่มขึ้นเป็น 15 กิโลกรัม ต่อวันจนถึงอีก 2 อาทิตย์จะคลอด ให้กินอาหารเพียง 1 กิโลกรม ต่อวัน
5.อาหารแม่หมูเลี้ยงลูก เมื่อคลอดแล้วให้กินอาหาร 3 กิโลกรัมต่อวัน ว่ากันว่าการให้อาหารหมูป่าจะประหยัดมาก เพราะหมูป่ากินอาหารน้อยกว่าหมูบ้านถึง 5 เท่า อาหารเลี้ยงหมูบ้าน 1 ตัว จึงเลี้ยงหมูป่าได้ 5 ตัว ปกติจะให้อาหารหมูป่าวันละ 2 มื้อ มื้อละครึ่งกิโลกรัม
ส่วนเรื่องน้ำก็ให้เพียงวันละ 1 แกลลอนเท่านั้น การให้อาหารหมูทั่วไป อาจให้อาหารลูกหมูในช่วงแรก ถัดไปจึงเปลี่ยนเป็นอาหารหมูใหญ่

การผสมอาหารต้องไม่ให้หัวอาหารมากเกินไป เพราะมักจะทำให้หมูป่าท้องร่วง ทำให้เปลืองโดยใช่เหตุ แต่ถ้ามีพวก พืช ผัก เช่น เผือก มัน ต้นอ้อย ทีเหลือกินเหลือใช้ จะใช้เป็นอาหารเสริมได้อย่างดี

อาหารสามารถให้ได้โดยเวลาเช้าหั่นหยวกกล้วยแล้วนำไปผ สมกับรำข้าว ในอัตราหยวกกล้วย 3 ส่วน รำ 1 ส่วน ให้กินวันละ 2 เวลาเช้า-เย็น ปริมาณการให้จะสังเกตุจากการกินของหมูป่า ว่าตักให้กินขนาดไหนจึงจะพอดี ในช่วงกลางวันอาจเสริมด้วยผักตบชวาหัวมันหรือกล้วย เรื่องการให้อาหารจึงทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ สำหรับน้ำที่ให้กินจะใช้วิธีการตั้งถังเก็บน้ำไว้แล้ วปล่อยน้ำไปตามสายยางซึ่งที่สายยางจะต่อที่ให้น้ำสำห รับหมูไว้ ซึ่งเป็นแบบที่ใช้ในฟาร์มทั่วไป

หมูป่าชอบกินหญ้าอ่อนเป็นอาหารเหมือนกันโดยเฉพาะหญ้า ขน จึงควรที่จะได้จัดหาไปให้หมูป่าได้กิน หรือควรที่จะได้ปลูกไว้ให้กินเป็นอาหารเสริม
ยกเว้นเพียง 2 อย่างที่ไม่ควรนำมาเป็นอาหาร ก็คือ ใบกระถินกับมันสำปะหลังดิบ และไม่ควรให้หมูกินเป็นอาหารอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อหมูป่า

การจัดการและการป้องกันโรค

การเลี้ยงหมูป่ามีความคล้ายคลึงกับการเลี้ยงหมูบ้านม าก จะมีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้างก็ตรงที่ว่า แสงแดด หมูป่าต้องการแสงแดดมากกว่าหมูบ้าน จึงควรเปิดโอกาสให้มีแสงแดดส่องถึงคอกหมู ความสงบ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหมูป่าตกใจง่าย ประสาทสัมผัสรับรู้เร็วที่สุด โดยเฉพาะเรื่องเสียง หากมีเสียงดังแล้วจะวิ่งกันไม่หยุดโดยเฉพาะเล็บของหม ูป่าจะตะกุยกับพื้น มาก ๆ เข้ามันแรงขนาดขุดพื้นปูนจนมีกลิ่นเหม็นไหม้เลยทีเดี ยวฉะนั้นพื้นหินจึงจำเป็นจะต้องขัดมันใครที่คิดว่ากา รเลี้ยงหมูป่าจะต้องการให้หมูป่าออกกำลังกายมากหรือว ิ่งมาก ๆ เพื่อไม่ให้มีไขมันนั้นจึงไม่เป็นเรื่องจริง

ความสะอาด ในด้านความสะอาดก็เช่นกันหมูป่าแทนที่จะชอบเลอะเทอะเ หมือนว่าอยู่ดง แต่ความจริงชอบความสะอาด ควรจะมีการฉีดน้ำล้างคอกทุกวันและราดน้ำยาฆ่าเชื้อทุ กอาทิตย์จะช่วยป้องกันโรคได้ดีมาก หากโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงทำให้สะอาดดีแล้วจะไม่มีปัญ หาอะไรเกี่ยวกับโรค เพราะปกติหมูป่ามีความต้านทานโรคสูงอยู่แล้ว ไม่มีโรคประจำตัวอะไรมากนัก

การป้องกันโรค หมูป่าไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคนักเพราะเป็นสัตว์ที่แ ข็งแรงอยู่แล้ว อาจมีบ้างก็ในลูกหมูก่อนหย่านม เช่นท้องร่วง โรคปอดบวม แต่มีอาการเพียงเล็กน้อยเมื่อให้ยาที่ถูกต้องก็ไม่มี ปัญหาอะไร (โรคของหมูป่ามันจะไม่ค่อยแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น ถ้าหากว่าโรคยังคุกคามไม่มาก เมื่อหมูไม่แสดงอาการตั้งแต่แรกที่โรคเข้าแทรกก็ทำให ้เราไม่รู้ว่าหมูเป็นโรค จะรู้ก็ต่อเมื่อโรคแทรกซ้อนมากขึ้นจนแก้ปัญหาไม่ได้แ ล้ว จึงแสดงอาการให้เห็น บางตัววันนี้ยังสังเกตเห็นท่าทางยังปกติอยู่แต่เมื่อ ถึงวันรุ่งขึ้นหมูตัวนั้นก็นอนตายคาคอกก็มี)

โรคอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วนี้ก็มีโรคขี้เรื้อน ซึ่งมักจะเกิดในหน้าหนาว แต่โรคนี้เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการฉีดยา โดยในการฉีดยานั้น ให้ฉีดไปบนสันหลังของหมูป่า ทั้งนี้คนฉีดจะอยู่นอกคอก เมื่อหมูป่าเข้าใกล้ก็เอาเข็มจิ้มลงไปบนหลังแล้วฉีดป ล่อยยาเข้า

ถ้าเป็นหมูใหญ่จะมีเรื่องการถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน พร้อมทั้งต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญในหมู เช่น โรคอหิวาต์ โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ ซึ่งจะเข้ามาช่วยดูแลและให้คำแนะนำในเรื่องของการฉีด วัคซีนป้องกันโรค

อย่างไรก็ตามระหว่างการเลี้ยงหมูป่าในปัจจุบันแทบจะไ ม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับโรคภัย จึงเป็นการช่วยสร้างความมั่นใจในการลงทุนเลี้ยงหมูป่ าได้เป็นอย่างดี

การจัดจำหน่ายและการตลาดของหมูป่าและแนวทางการเลี้ยง หมูป่าเพื่อการค้า

ในการดำเนินการเลี้ยงหมูป่าเพื่อการค้าเราสามารถจัดจ ำหน่ายหมูป่าออกเป็น 3 ลักษณะคือ

1. การจำหน่ายลูกหมูพันธุ์

2. การจำหน่ายพ่อหมูขุน

3. การจำหน่ายหมูชำแหละ

การจำหน่ายลูกหมูพันธุ์

โดยจะจำหน่ายในช่วงที่ลูกหมูป่ามีอายุหลังหย่านม คือประมาณ 60-90 วัน ส่วนราคาก็คู่ละ 3500-5000 บาท โดยตัวผู้จะมีราคาถูกกว่าตัวเมีย อาทิเช่น ในราคาคู่ละ 3500 บาท จะมีราคาตัวผู้ 1000 บาท และตัวเมีย 2500 บาท

การจำหน่ายลูกหมูขุน

โดยจะจำหน่ายเมื่อได้เลี้ยงจนอายุ 8 เดือน ถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละพันธุ์ที่ใช้เลี้ย ง กล่าวคือ ได้มีผู้ทดลองเลี้ยงหมูป่าลูกผสม ระหว่างพันธุ์หน้ายาวตัวผู้กับพันธุ์หน้าสั้นตัวเมีย ลูกผสมที่ได้จะมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์หน้าสั้น และหนังจะหนาเร็วกว่าพันธุ์หน้ายาว เลี้ยงเพียง 8 เดือน ก็เชือดส่งร้านค้าได้แล้ว แต่ถ้าเป็นพันธุ์หน้ายาวหรือพันธุ์หน้าสั้นโดยตรงแล้ วจะต้องเลี้ยงนานถึง 10 เดือน ถึง 1 ปี จึงจะเชือดได้เพราะหนังหนาช้า

อย่างไรก็ตามจากการที่ผู้บริโภคเนื้อหมูป่าจะนิยมบริ โภคหนังหมูป่า ด้วยสาเหตุที่หนังของหมูป่าจะนุ่มกรอบ เคี้ยวอร่อยไม่มีมันเลี่ยนแบบหมูบ้านก็ตาม แต่หนังไม่ควรหนาเกิน 3 เซนติเมตร เพราะจะเหนียวเกินไปเคี้ยวไม่อร่อย

ดังนั้นหนังของหมูป่าจะหนาช้าหนาเร็วจึงมีความสำคัญอ ยู่มาก โดยเฉพาะในรายที่เลี้ยงหมูป่าเป็นการค้าเพราะนั่นหมา ยถึงระยะเวลาในการเลี้ยงจนถึงขนาดที่จะส่งขายได้ดังท ี่กล่าวมา

การจำหน่ายหมูชำแหละ (อาจรับซื้อหมูขุนจากแหล่งอื่นด้วยก็ได้)

โดยจะเชือดและชำแหละส่งตามร้าน อาหาร สวนอาหาร และภัตตาคาร หรือตามตลาดสดทั่วไปสำหรับราคาหมูป่าชำแหละก็จะตกประ มาณ กิโลกรัมละ 85 - 120 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาลและสภาพท้องถิ่นนั้นๆ ในการเชือดหมูป่าก็เหมือนกับการเชือดหมูบ้าน ตัวผู้ของหมูป่าจึงอาจมีกลิ่นสาบบ้าง จึงต้องมีวิธีลดกลิ่น คือหลังจากฆ่าใหม่ๆ จะต้องรีบเชือดลูกอัณฑะออกโดยเร็วเสียทั้งพวง วิธีนี้จะทำให้เนื้อหมูป่าลดกลิ่นสาบลง และแทบจะไม่มีกลิ่นจนแยกไม่ออกว่าเป็นเนื้อหมูตัวผู้ หรือตัวเมียส่วนการชำแหละจำหน่ายนั้นก็จะต้องให้มีเน ื้อติดหนังด้วยในทุกๆ ครั้งเสมอไป

http://img148.imageshack.us/img148/3267/5x0gcfj2k4fu6.jpg

ในการจำหน่ายหมูป่า ถ้าเราต้องการที่จะจำหน่ายให้ครบทั้ง 3 ลักษณะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นหมายถึง กิจการของการเลี้ยงหมูป่าของฟาร์มจะต้องขยายเติบโตมา กขึ้น สำหรับการรับรองบริการด้านต่างๆ ที่กำหนดไว้ เพื่อให้ดำเนินไปตามเป้าหมาย ฟาร์มจะต้องมีมาตรฐาน การเลี้ยงที่ดีจากผู้เลี้ยงที่มีความสามารถการบริหาร ในฟาร์มต้องเป็นไปอย่างพร้อม เพื่อสนองการผลิตให้เพียงพอ

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้จะพบว่า มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูบ้านรายย่อยไม่น้อยราย จำใจต้องละทิ้งอาชีพของตนไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าประสบปัญหาความยุ่งยากในเรื ่องของการตลาด ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของราคาหมูบ้าน การกดราคาซื้อหมูบ้านมีชีวิตให้ถูกลง ยิ่งไปกว่านี้ราคาหัวอาหาร ปลายข้าว รำ และยารักษาโรคก็แพงขึ้นไปอีก ทำให้เกิดภาวะการขาดทุน เกษตรกรรายย่อยก็ไม่มีเงินทุนที่จะดำเนินการเลี้ยงคร ั้งใหม่ต่อไป เพราะการลงทุนเลี้ยงสุกรจำเป็นต้องใช้เงินทุนสูง

อีกประการหนึ่งก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลก็ไม่ได้มีแผนการ ระยะสั้นระยะยาวอะไรที่จะคอยช่วยเหลือหรือแก้ไขด้วยค วามจริงใจและจริงจังแต่อย่างใด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการเลี้ยงหมูป่าเพื่อเป็นการ ค้ากันบ้างก็พอจะมองเห็นลู่ทางว่า มันน่าจะมีท่าทางไปได้ดีกว่าหมูบ้านแน่ ขณะนี้มีผู้นิยมเนื้อหมูป่าไปบริโภคกันมากขึ้นตามร้า นอาหาร ตามภัตตาคารก็เริ่มจะมีหมูป่าไว้บริการกันมากขึ้น อาหารจากเนื้อหมูป่าค่อนข้างแพงยังซื้อหากันได้ยาก

จากการบริโภคเนื้อหมูป่าในรสชาติสำหรับคนชอบกินอาหาร แปลกก็ดี หรือติดใจเนื้อหนังที่ไม่เหมือนหมูบ้านก็ดี ทำให้เนื้อหมูป่ามีราคาสูงพอสมควร ( ขณะนี้ราคากิโลกรัมละ 80 - 120 บาท ) อีกทั้งจำนวนหมูป่าธรรมชาติก็ลดลง ยกเว้นบางป่าที่พอจะมีที่ซุกหัวได้เช่น ตามเขตอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอะไรพวกนั้น ซึ่งกำลังลดลงทุกทีเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเราคิดจะเลี้ยงหมูป่ากันเพื่อที่จะส่งขายต ามท้องตลาดเสียตั้งแต่วันนี้

สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่

มีสุขฟาร์ม หมูป่า อ. วิเชียรบุรี จ. เพชรบูรณ์ ( ตรงสำนักงานเกษตร อ. วิเชียรบุรี ) เบอร์โทร. 09-045-8051 จำหน่ายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์หมูป่าแท้ มีทั้งหน้าสั้นหน้ายาว อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ให้คำปรึกษารวมทั้งวิธีการเลี้ยงฟรี หรือแวะเข้ามาดูที่ฟาร์มก่อนได้ ติดต่อ ผู้กองจิระ 09-684-2989 sa-on ฟาร์ม จำหน่ายหมู่ป่า ทั้งหน้าสั้น หน้ายาว ราคาแบบกันเอง มีให้เลือกมากมายหลายขนาด สนใจติดต่อ หรือแวะชม บ.บดมาด ต.พอกน้อย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (ฟาร์ามติดถนนใหญ่ สกล-อุดร) หรือติดต่อ 0-4274-6188,0-7949-6948,0-9570-9499,0-1055-9244,0-9574-9537 น้องมดฟาร์ม อ.คลองหาด จ.สระแก้ว 06-1522920 จำหน่ายพันธุ์หมูป่า หน้าสั้นและหน้ายาว และขายเนื้อ ประสิทธิ์

ฅนภูไท
11-26-2007, 08:43 PM
แถมอีกนิดหนึ่งเด้อ

ข้อแตกต่างระหว่างหมูป่ากับหมูบ้าน

http://img69.imageshack.us/img69/9493/wildboar21sj8.jpg
จะเห็นลักษณะที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คือ

- ขน ขนของหมูป่าแต่ละเส้นจะยาวและหยาบมาก มีรูขุมขนที่หนังจะรวมกันเป็นกระจุก ๆ ละ 3 รู ๆ ละ 1 เส้นขณะที่รูขุมขนของหมูบ้านจะกระจายไปทั่วตัวไม่รวม เป็นกระจุก นอกจากนี้หมูป่าจะมีขนแผงสีดำเข็ม ยาวประมาณ 6 นิ้วขึ้นไป ตั้งแต่ท้ายทอยตลอดไปตามแนวสันหลังจนถึงตะโพก ขนแผงนี้จะตั้งลุกชันเวลาได้ยินเสียงผิดปรกติหรือได้ กลิ่นศัตรู แต่หมูบ้านไม่มีขนแผง
- ใบหน้า ใบหน้าของหมูป่าจะมีลักษณะหน้าเสี้ยม ปากแหลมยาว หูเล็กตั้งแข้งแนบศีรษะ ตาดุพอง และที่แก้มของหมูป่าจะมีแนวขนสีขาวพาดผ่านคร่อมสันจม ูก ส่วนหมูบ้านนั้นกลับหน้าสั้น ปากสั้น หูใหญ่ ตาไม่ดุ และไม่พอง ถ้าอ้วนมากตาจะหยี ส่วนที่แก้มก็ไม่มีแนวขนสีขาว
- ส่วนไหล่หน้า หรือที่เรียกว่า ผานของหมูป่าจะสูงกว่าขาหลังทำให้รูปร่างของหมูป่าไห ล่สูงท้ายต่ำ และที่ไหล่สองข้างเหนือขาหน้าทั้งซ้ายและขวา จะมีเกาะหรือผื่นไขมันนูนออกมาเป็นไตแข็ง สำหรับความหนาของเกาะหรือแผ่นไขมัน จะเพิ่มตามอายุคือถ้าหมูป่ามีอายุ 3 ปีเกาะจะหนาประมาณ 3 ซม. ถ้าอายุ 5 ปี เกาะจะหนาประมาณ 5 ซม. ส่วนหมูบ้านนั้นส่วนไหล่หนาหรือผานนั้นไม่แตกต่างจาก ขาหลังมาก และไม่มีเกาะหรือแผ่นไขมัน
- ขา ขาของหมูป่าจะเล็กเรียว คล้ายขาเก้ง กีบเท้าเล็กดำ ปลายกีบหนา 2 กีบแหลมเล็ก กีบลอยสูงจากพื้นมาก แต่ของหมูบ้านขาอ้วนกลมค่อนข้างสั้น กีบเท้าใหญ่ ปลายกีบหนา 2 กีบใหญ่ กีบลอยสูงจากพื้นไม่มาก
- เขี้ยว เป็นส่วนที่เด่นที่สุดของหมูป่าโดยเฉพาะในตัวผู้เขี้ ยวนี้จะงอกยาวออกมานอกปากให้เห็นเมื่อมีอายุ 4 - 5 ปี ในธรรมชาติเขี้ยวนี้จะใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ส่วนหมูบ้านจะไม่มีเขี้ยว
ส่วนอื่น เช่น ท้องของหมูป่าจะเป็นท้องติ้ว คือท้องไม่ห้อย หางเล็กเรียว และสั้น ส่วนหมูบ้านนั้นท้องไม่ติ้วหรือท้องกลับห้อย หางยาว อ้วนกลม และที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ หมูป่าจะมีประสาทหูไวมาก มีภูมิต้านทานโรคสูง โรคน้อย หมูบ้านมีโรคมาก
- การเป็นสัด การคลอดลูก และการเลี้ยงดู ลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของหมูป่าและหมูบ้าน คือเวลาเป็นสัดหมูป่าจะดุกว่าธรรมดา ถ้าอยู่กับดินจะขุดคุ้ยดินจนเป็นหลุมลึกและกว้างเกือ บเท่าตัว ออกลูกเองโดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ ลูกหมูที่คลอดใหม่จะมีทางลายน้ำตาลคล้ายลายแตงไทยหรื อปลาชะโด เมื่อลูกหมูอายุ 4 เดือนขึ้นไป ลายนี้จะจางหายไปเอง แม่หมูมีเต้านม 10 เต้า เลี้ยงลูกเก่งกว่าหมูบ้าน ไม่นอนทับลูก ยิ่งแก่ยิ่งลูกดก หมูสาวจะให้ลูก 4 - 6 ตัว แต่หมูอายุ 4 ปี จะให้ลูก 10 - 11 ตัว ส่วนหมูบ้านเวลาเป็นสัดหรือออกลูกจะไม่ดุ ถ้าพื้นคอกเป็นดินก่อนคลอดจะคุ้ยดินเช่นกัน แต่หลุมไม่ลึกและกว้างมากนัก บางตัวออกลูกยากต้องมีคนคอยช่วยเหลือ เลี้ยงลูกไม่เก่ง ชอบนอนทับลูก มีเต้านมประมาณ 8 - 12 - 14 - 16 เต้า ยิ่งแก่ยิ่งมีลูกน้อย เพราะนมไม่พอ อย่างไรก็ตามในแง่อุ้มท้องทั้งหมูป่าและหมูบ้านนั้นใ ช้เวลาใกล้เคียงกันคือ 114 วัน
- ลักษณะเนื้อและคุณภาพเนื้อ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญในความแตกต่างกันที่สุดของหมูป ่ากับหมูบ้าน " เนื้อ " หมูป่านั้นเป็นเนื้อที่ไม่มีมันคั่นกลางระหว่างเนื้อ กับหนัง คือเนื้อกับหนังจะอยู่ติดกันและเนื้อแดงของหมูป่าจะแ ข้งกว่าเนื้อหมูบ้าน เพราะกินน้ำน้อยกว่า ส่วนเนื้อของหมูบ้านจะมีมันคั่นกลางระหว่างเนื้อกับห นังคือ เป็นเนื้อสามชั้น เนื้อนิ่มและแฉะมาก เพราะหมูบ้านกินน้ำมาก