ไก่น้อย
12-26-2007, 01:24 AM
คนสามคน
ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง
หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้อ งไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่าผมถูกใส่ร้ายผมไม่ได้ขโมยเงินใ นหอพระแต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อยๆทุกคนก็หาว่า ผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ
หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า
เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือคนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา
คนเราล้วนมีความฝันความทะยานอยากตามประสาปุถุชนทั่ว ไปไม่ใช่สิ่งเลวร้ายบางครั้งความฝันก็เป็นสิ่ง สวยงามเป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดินเช่นบางคนอยากเป็น นักร้องเป็นนักมวยเป็นดาราถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึ กว่า
โลกนี้ ช่างสว่างไสวสวยงามดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับต น เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ
มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอกแต่เราก็ยิ้ม รับแต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเพราะมันเป็นโลกในมือค นอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้
อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร
สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่ มีผัวแล้วเพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่องชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลวคนอื่นไม่ดีก็เท่ากับเราป ระจานความมืดดำในใจตัวเองออกมาเห็นสิ่งไม่ดีของใครจง เตือนตัวเองว่า อย่าทำอย่าเลียนแบบนั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล
แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเ หล่านั้นเรื่อยๆ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา
เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์เรียนรู้ว่าความเข้ าใจผิดเกิดขึ้นได้เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริงใจเราควรส งบนิ่งยังไม่ต้องชำระใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม
เข้าใจครับหลวงตา เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง
มามุขธรรมะอีกเเล้ว ..ปีหน้าย่านได้จำวัดยุดอก ::)
ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง
หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้อ งไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่าผมถูกใส่ร้ายผมไม่ได้ขโมยเงินใ นหอพระแต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อยๆทุกคนก็หาว่า ผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ
หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า
เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือคนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา
คนเราล้วนมีความฝันความทะยานอยากตามประสาปุถุชนทั่ว ไปไม่ใช่สิ่งเลวร้ายบางครั้งความฝันก็เป็นสิ่ง สวยงามเป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดินเช่นบางคนอยากเป็น นักร้องเป็นนักมวยเป็นดาราถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึ กว่า
โลกนี้ ช่างสว่างไสวสวยงามดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับต น เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ
มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอกแต่เราก็ยิ้ม รับแต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเพราะมันเป็นโลกในมือค นอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้
อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร
สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่ มีผัวแล้วเพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่องชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลวคนอื่นไม่ดีก็เท่ากับเราป ระจานความมืดดำในใจตัวเองออกมาเห็นสิ่งไม่ดีของใครจง เตือนตัวเองว่า อย่าทำอย่าเลียนแบบนั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล
แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเ หล่านั้นเรื่อยๆ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา
เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์เรียนรู้ว่าความเข้ าใจผิดเกิดขึ้นได้เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริงใจเราควรส งบนิ่งยังไม่ต้องชำระใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม
เข้าใจครับหลวงตา เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง
มามุขธรรมะอีกเเล้ว ..ปีหน้าย่านได้จำวัดยุดอก ::)