ฅนภูไท
01-09-2008, 12:17 AM
ราชรถสำหรับเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
http://img107.imageshack.us/img107/884/551000000140602yh4.jpg
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยถูกต้องตามประเพณีและสมพระเกียรติ ในฐานะทรงเป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ในพระมหากษัตริย์ไทยถึงสองพระองค์ ต้องมีเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศอย่างหนึ่ง คือ "ราชรถ"
หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ คือ กรมศิลปากร โดย คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า ได้เสนอเรื่องนี้ให้รัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยต่อไป
สำหรับความรู้เรื่อง "ราชรถ" กระทรวงวัฒนธรรมได้เผยแพร่ดังนี้ ในสมัยก่อนพระมหากษัตริย์จะได้รับการยกย่องให้มีฐานะ เปรียบเหมือนเทพเจ้าหรือเป็นองค์สมมติเทพ ตามคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ซึ่งประเทศไทยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้นำประเทศที่มีอำนาจเด็ดขาด สูงสุด และมีความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้องค์ประกอบแวดล้อม เช่น ที่อยู่อาศัย สิ่งของเครื่องใช้ การแต่งกาย การดำรงชีวิต ย่อมต้องแตกต่างจากสามัญชนทั่วไป ต้องมีความเป็นพิเศษโดดเด่น เป็นรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งแสดงลักษณะหรือสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความเป็นพระมหากษัตริย์
ดังนั้น การประดิษฐ์หรือการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ จึงมักจะมาจากคติความเชื่อในลัทธิศาสนาพราหมณ์ด้วย ที่เชื่อกันว่าเทพเจ้าสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นวิมาน บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นใจกลางของจักรวาล เขาพระสุเมรุนี้มีเทือกเขาและมหาสมุทรล้อมรอบอยู่อีก 7 ชั้น ที่เชิงเขาเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดที่เรียกว่า สัตว์หิมพานต์ และบรรดานักษิทวิทยาธรผู้ทรงคุณวิเศษทั้งหลาย ซึ่งช่างศิลปะไทยโบราณก็ได้ใช้เป็นหลักในการจินตนากา ร หรือการกำหนดรูปแบบของงานศิลปะไทย และราชรถ ซึ่งเป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ และยังเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศอย่างหนึ่งของ พระมหากษัตริย์ ก็ถูกสร้างขึ้นตามคติความเชื่อนี้เช่นกัน คือ มีบุษบกซึ่งเป็นส่วนยอดของราชรถ เปรียบเสมือนพระวิมานอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งมีขนาดสูงใหญ่อลังการ คือ ตัวราชรถ มีเทวดาและสัตว์หิมพานต์ เช่น ครุฑ และนาค ซึ่งอาศัยอยู่ที่ป่าหิมพานต์เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งช่างได้นำเรื่องราวและแนวความคิดทางศาสนามาผูกแล ะคิดประดิษฐ์เป็นลวดลายไทย มีนาค ครุฑ และเทพพนมประดับอยู่โดยรอบราชรถ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงสวรร คต พระองค์ย่อมต้องเสด็จกลับไปสถิตยังสรวงสวรรค์ตามเดิม ซึ่งก็คือพระวิมานที่ประทับอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุนั่ นเอง เราจึงใช้ราชรถในการอัญเชิญพระบรมศพไปสู่พระสุเมรุมา ศ
คำว่า ราชรถ เป็นคำภาษาบาลี มาจากคำว่า ราช+รถ ซึ่งหมายถึง ทางรถหรือทางเดินของพระราชาหรือพระเจ้าแผ่นดิน โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าราชรถ คือ รถศึกของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่า ราชรถในวรรณคดี
แต่ "ราชรถ" ในที่นี้จัดเป็นเครื่องประดับราชอิสริยยศของพระมหากษ ัตริย์ประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ เป็นเครื่องราชูปโภคที่แสดงออกถึงฐานะและบทบาทอันเป็ นสมมติเทพหรือเทวราชาของพระเจ้าแผ่นดิน
หลักฐานเกี่ยวกับราชรถที่ใช้ในพระราชพิธีต่างๆ ที่เก่าที่สุดในประเทศไทย พบว่ามีขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และราชรถก็ไม่ได้ใช้สำหรับพระราชพิธีพระบรมศพเพียงอย ่างเดียวเช่นในปัจจุบัน แต่ยังใช้ในการพระราชพิธีอื่นๆ อีกด้วย เช่น ใช้เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคหรือเสด็จเลียบพระนคร และใช้เป็นราชรถทรงพระราชสาร สมัยที่กรุงศรีอยุธยามีความเจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต ่างประเทศ
ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นไว้เมื่อ พ.ศ. 2002 ในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งได้กล่าวถึงพระราชพิธีหนึ่งที่พระมหากษัตริย์เสด ็จด้วยราชรถ คือ พระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งหมายถึงพระราชพิธีที่พระเจ้าแผ่นดินทำพิธีราชาภิ เษกอีกครั้งหนึ่งเมื่อปราบพระเจ้าแผ่นดินอื่นให้อยู่ ในอำนาจได้มาก เพื่อยกพระองค์ขึ้นเป็นใหญ่กว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งหล าย พระราชพิธีครั้งนั้นมีกำหนด 21 วัน มีการละเล่นมหรสพ 1 เดือน ซึ่งนับว่าเป็นพระราชพิธีที่ใหญ่มาก ตอนท้ายของพระราชพิธีนี้มีว่า "ครั้นเสร็จเสด็จด้วยพระราชรถให้ทานรอบเมือง" นอกจากนี้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงใช้ราชรถเพื่อเชิญพระราชสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่โปรดเกล้าให้เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ เป็นราชทูต นำมาจากฝรั่งเศส เพื่อเจริญความสัมพันธ์ทางพระราชไมตรี เมื่อพุทธศักราช 2229 ซึ่งบาทหลวงเดอชัวชี ได้เขียนบันทึกบรรยายไว้ถึงวันแห่พระราชสาร เมื่อนำขึ้นเรือตอนถึงกรุงศรีอยุธยาว่า "เมื่อขึ้นฝั่งท่านราชทูตเชิญพระราชสารไปด้วย แล้วนำไปประดิษฐานไว้เหนือราชรถ เป็นมหาพิชัยฤกษ์...พอถึงพระทวารชั้นนอกขบวนก็แห่หยุ ด ท่านราชทูตลงจากเสลี่ยงแล้วเชิญพระราชสารจากราชรถประ คองพานพระราชสารย่างเข้าไปในเขตพระราชวัง"
ส่วนการใช้ราชรถสำหรับพระราชพิธีพระบรมศพ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏว่าได้ใช้ในงานพระเมรุมาศ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ไม่ปรากฏนามของราชรถ ต่อมาในตอนปลายสมัยอยุธยาได้ใช้พระมหาพิชัยราชรถ ในงานพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเทพราชา สมเด็จพระเจ้าเสือ และสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ตามลำดับ
ในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้กล่าวถึงพระมหาพิชัยราชรถเป็นครั้งแรก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อ พ.ศ. 2328 ว่า "เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา ที่สมุหพระกลาโหม กราบทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมข้าพระพุท ธเจ้าขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหาพิไชย ราชรถเรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย เรือพระที่นั่งไกรสรมุข เรือกระบวนใหญ่น้อย และเครื่องสรรพยุทธทั้งปวง เมืองเอก โท ตรี จัดว่า ทั้งไพร่พลฝ่ายทหารแด่พระบาทสมเด็จบรมนารถบพิตรพระเจ ้าอยู่หัวขอเดชะ"
จะเห็นได้ว่า "ราชรถ" ได้มีการใช้ต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุ ธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ และในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คงเหลือราชรถอยู่เพียงไม่กี่หลังหรืออาจเพียงหลังเดี ยว และอาจมีสภาพใช้การไม่ได้ดี ดังที่ปรากฏในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาถูกทำลายยับเยินเมื่อคราวเสีย กรุงครั้งที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชประส งค์ที่จะฟื้นฟูขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ที่เคยมีและเคยปฏิบัติครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาขึ้น จึงโปรดฯ ให้สร้างปราสาทราชมณเฑียรพระราชวัง และสิ่งก่อสร้างหลายอย่างเลียนแบบสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะราชรถ พระองค์ได้โปรดฯ ให้สร้างขึ้นใหม่อีก 7 หลัง ดังปรากฏข้อความในหนังสือพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็ จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2310-2363 ได้กล่าวถึงราชรถไว้ดังนี้
http://img107.imageshack.us/img107/884/551000000140602yh4.jpg
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยถูกต้องตามประเพณีและสมพระเกียรติ ในฐานะทรงเป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ในพระมหากษัตริย์ไทยถึงสองพระองค์ ต้องมีเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศอย่างหนึ่ง คือ "ราชรถ"
หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ คือ กรมศิลปากร โดย คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า ได้เสนอเรื่องนี้ให้รัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยต่อไป
สำหรับความรู้เรื่อง "ราชรถ" กระทรวงวัฒนธรรมได้เผยแพร่ดังนี้ ในสมัยก่อนพระมหากษัตริย์จะได้รับการยกย่องให้มีฐานะ เปรียบเหมือนเทพเจ้าหรือเป็นองค์สมมติเทพ ตามคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ซึ่งประเทศไทยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้นำประเทศที่มีอำนาจเด็ดขาด สูงสุด และมีความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้องค์ประกอบแวดล้อม เช่น ที่อยู่อาศัย สิ่งของเครื่องใช้ การแต่งกาย การดำรงชีวิต ย่อมต้องแตกต่างจากสามัญชนทั่วไป ต้องมีความเป็นพิเศษโดดเด่น เป็นรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งแสดงลักษณะหรือสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความเป็นพระมหากษัตริย์
ดังนั้น การประดิษฐ์หรือการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ จึงมักจะมาจากคติความเชื่อในลัทธิศาสนาพราหมณ์ด้วย ที่เชื่อกันว่าเทพเจ้าสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นวิมาน บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นใจกลางของจักรวาล เขาพระสุเมรุนี้มีเทือกเขาและมหาสมุทรล้อมรอบอยู่อีก 7 ชั้น ที่เชิงเขาเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดที่เรียกว่า สัตว์หิมพานต์ และบรรดานักษิทวิทยาธรผู้ทรงคุณวิเศษทั้งหลาย ซึ่งช่างศิลปะไทยโบราณก็ได้ใช้เป็นหลักในการจินตนากา ร หรือการกำหนดรูปแบบของงานศิลปะไทย และราชรถ ซึ่งเป็นเครื่องใช้อย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ และยังเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศอย่างหนึ่งของ พระมหากษัตริย์ ก็ถูกสร้างขึ้นตามคติความเชื่อนี้เช่นกัน คือ มีบุษบกซึ่งเป็นส่วนยอดของราชรถ เปรียบเสมือนพระวิมานอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งมีขนาดสูงใหญ่อลังการ คือ ตัวราชรถ มีเทวดาและสัตว์หิมพานต์ เช่น ครุฑ และนาค ซึ่งอาศัยอยู่ที่ป่าหิมพานต์เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งช่างได้นำเรื่องราวและแนวความคิดทางศาสนามาผูกแล ะคิดประดิษฐ์เป็นลวดลายไทย มีนาค ครุฑ และเทพพนมประดับอยู่โดยรอบราชรถ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงสวรร คต พระองค์ย่อมต้องเสด็จกลับไปสถิตยังสรวงสวรรค์ตามเดิม ซึ่งก็คือพระวิมานที่ประทับอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุนั่ นเอง เราจึงใช้ราชรถในการอัญเชิญพระบรมศพไปสู่พระสุเมรุมา ศ
คำว่า ราชรถ เป็นคำภาษาบาลี มาจากคำว่า ราช+รถ ซึ่งหมายถึง ทางรถหรือทางเดินของพระราชาหรือพระเจ้าแผ่นดิน โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าราชรถ คือ รถศึกของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่า ราชรถในวรรณคดี
แต่ "ราชรถ" ในที่นี้จัดเป็นเครื่องประดับราชอิสริยยศของพระมหากษ ัตริย์ประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ เป็นเครื่องราชูปโภคที่แสดงออกถึงฐานะและบทบาทอันเป็ นสมมติเทพหรือเทวราชาของพระเจ้าแผ่นดิน
หลักฐานเกี่ยวกับราชรถที่ใช้ในพระราชพิธีต่างๆ ที่เก่าที่สุดในประเทศไทย พบว่ามีขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และราชรถก็ไม่ได้ใช้สำหรับพระราชพิธีพระบรมศพเพียงอย ่างเดียวเช่นในปัจจุบัน แต่ยังใช้ในการพระราชพิธีอื่นๆ อีกด้วย เช่น ใช้เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคหรือเสด็จเลียบพระนคร และใช้เป็นราชรถทรงพระราชสาร สมัยที่กรุงศรีอยุธยามีความเจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต ่างประเทศ
ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นไว้เมื่อ พ.ศ. 2002 ในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งได้กล่าวถึงพระราชพิธีหนึ่งที่พระมหากษัตริย์เสด ็จด้วยราชรถ คือ พระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งหมายถึงพระราชพิธีที่พระเจ้าแผ่นดินทำพิธีราชาภิ เษกอีกครั้งหนึ่งเมื่อปราบพระเจ้าแผ่นดินอื่นให้อยู่ ในอำนาจได้มาก เพื่อยกพระองค์ขึ้นเป็นใหญ่กว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งหล าย พระราชพิธีครั้งนั้นมีกำหนด 21 วัน มีการละเล่นมหรสพ 1 เดือน ซึ่งนับว่าเป็นพระราชพิธีที่ใหญ่มาก ตอนท้ายของพระราชพิธีนี้มีว่า "ครั้นเสร็จเสด็จด้วยพระราชรถให้ทานรอบเมือง" นอกจากนี้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงใช้ราชรถเพื่อเชิญพระราชสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่โปรดเกล้าให้เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ เป็นราชทูต นำมาจากฝรั่งเศส เพื่อเจริญความสัมพันธ์ทางพระราชไมตรี เมื่อพุทธศักราช 2229 ซึ่งบาทหลวงเดอชัวชี ได้เขียนบันทึกบรรยายไว้ถึงวันแห่พระราชสาร เมื่อนำขึ้นเรือตอนถึงกรุงศรีอยุธยาว่า "เมื่อขึ้นฝั่งท่านราชทูตเชิญพระราชสารไปด้วย แล้วนำไปประดิษฐานไว้เหนือราชรถ เป็นมหาพิชัยฤกษ์...พอถึงพระทวารชั้นนอกขบวนก็แห่หยุ ด ท่านราชทูตลงจากเสลี่ยงแล้วเชิญพระราชสารจากราชรถประ คองพานพระราชสารย่างเข้าไปในเขตพระราชวัง"
ส่วนการใช้ราชรถสำหรับพระราชพิธีพระบรมศพ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏว่าได้ใช้ในงานพระเมรุมาศ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ไม่ปรากฏนามของราชรถ ต่อมาในตอนปลายสมัยอยุธยาได้ใช้พระมหาพิชัยราชรถ ในงานพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเทพราชา สมเด็จพระเจ้าเสือ และสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ตามลำดับ
ในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้กล่าวถึงพระมหาพิชัยราชรถเป็นครั้งแรก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อ พ.ศ. 2328 ว่า "เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา ที่สมุหพระกลาโหม กราบทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมข้าพระพุท ธเจ้าขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหาพิไชย ราชรถเรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย เรือพระที่นั่งไกรสรมุข เรือกระบวนใหญ่น้อย และเครื่องสรรพยุทธทั้งปวง เมืองเอก โท ตรี จัดว่า ทั้งไพร่พลฝ่ายทหารแด่พระบาทสมเด็จบรมนารถบพิตรพระเจ ้าอยู่หัวขอเดชะ"
จะเห็นได้ว่า "ราชรถ" ได้มีการใช้ต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุ ธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ และในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คงเหลือราชรถอยู่เพียงไม่กี่หลังหรืออาจเพียงหลังเดี ยว และอาจมีสภาพใช้การไม่ได้ดี ดังที่ปรากฏในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาถูกทำลายยับเยินเมื่อคราวเสีย กรุงครั้งที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชประส งค์ที่จะฟื้นฟูขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ที่เคยมีและเคยปฏิบัติครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาขึ้น จึงโปรดฯ ให้สร้างปราสาทราชมณเฑียรพระราชวัง และสิ่งก่อสร้างหลายอย่างเลียนแบบสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะราชรถ พระองค์ได้โปรดฯ ให้สร้างขึ้นใหม่อีก 7 หลัง ดังปรากฏข้อความในหนังสือพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็ จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2310-2363 ได้กล่าวถึงราชรถไว้ดังนี้