PDA

ดูเวอร์ชั่นเต็ม : ทำบุญไม่หวังผล’ แบบสาวปาน


ต้นข้าว
02-20-2008, 10:22 AM
http://www.chiangmaitonightlife.com/th/eventnews/pic_upload/parn.jpg


มีใครบ้างไม่รู้จัก ปาน-ธนพร แวกประยูร นักร้องหญิงที่มีความสามารถ เป็นที่ยอมรับอันดับต้นๆ ของวงการเพลงไทย โดยเอกลักษณ์ในงานเพลงของเธอ คือน้ำเสียงหนักแน่นโดดเด่น และงานเพลงมีเนื้อหาตรงไปตรงมา

เสียงร้องของเธอโดนใจแฟนเพลงผู้หญิงมากเป็นพิเศษ จนงานเพลงได้รับการขนานนามว่า เป็นตัวแทนและเป็นปากเสียงของผู้หญิงยุคใหม่ ไม่นานมานี้เธอร่วมงานกับวงดนตรีเพื่อชีวิต ‘คาราบาว’ ออกผลงานเพลงในอัลบั้ม ‘หนุ่มบาว-สาวปาน’ โดยไม่ทิ้งความเป็นตัวตนของเธอเอง

นั่นคือเรื่องงาน ส่วนอีกด้านของชีวิต อย่างที่ทราบกันดีว่า นักร้องสาวคนนี้ เธอเป็นลูกกตัญญู ชอบทำบุญ และล่าสุดเธอละเว้นเนื้อสัตว์ กลายเป็นมังสวิรัติไปเสียแล้ว

“จริงๆ ไม่มีอะไรหรอกคะ แต่อยากกินก็กิน ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือแก้บนอะไร อยู่ดีๆ ก็เบื่อเนื้อสัตว์ พอเราเบื่อ เราก็ไม่กินมันเอง ประมาณ 3 เดือนแล้ว ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ได้ตั้งสัจจะอะไรไว้นะว่าจะกินถึงเมื่อไร ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์เมื่อไร ก็คงกลับมากิน ตอนนี้ขนาดปูที่ชอบ เห็นแล้วยังไม่อยากกินเลย สัตว์ใหญ่นี่ปานไม่กินอยู่แล้ว แตะน้อยมาก อันนั้นปานตั้งใจเลิก เพราะเขาก็เป็นสัตว์ที่ไม่เคยเบียดเบียนใคร อย่างวัวนี่ นมเขาเราก็กิน แล้วจะกินเนื้อเขาอีก ไม่เอาดีกว่า”

ความคิดนี้มีอิทธิพลมาจากพ่อและแม่ ที่บอกว่าให้เลิกกินเนื้อวัว และที่บ้านของปาน เลิกกินเนื้อวัวได้ 20-30 ปีแล้ว

“อาจจะเป็นเพราะว่าเราบูชาเทพด้วย เท่าที่รู้มาเทพทุกพระองค์ ไม่มีองค์ไหนให้กินเนื้อวัวเลยนะ เป็นเพราะอะไรเราก็ไม่รู้ แต่ในความรู้สึกเรา เขาเป็นสัตว์ใหญ่ เวลาที่เราอ่านหนังสือธรรมะก็มีบอกไว้เหมือนกันว่า อย่าไปเบียดเบียนสัตว์ใหญ่ สัตว์พวกนี้ไม่ได้เป็นนักล่า ไม่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร กินแต่หญ้า”

ปาน-ธนพร เริ่มจากไม่กินเนื้อวัว ต่อมาก็ค่อยๆ เลิกกินหมูและไก่ และเมื่อสามเดือนที่แล้วเลิกรับประทานเนื้อสัตว์ทุกช นิด และยังชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ ส่วนพี่สาวของเธอ รับประทานเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพเท่านั้น

“บางอย่างเขาอาจจะตึงไป (หัวเราะ) เราไม่ถึงขนาดนั้น ไม่มีข้าวกล้อง เรากินข้าวขาวก็ได้ อย่างมังสวิรัติของเราก็เป็นมังแบบเขี่ยเอา แค่ละเฉยๆ ไม่อยากให้คนอื่นมาลำบากกับเรา”

หลังจากละเว้นเนื้อสัตว์ ปานรู้สึกว่าร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น เพราะตั้งแต่วัยรุ่น ปานมักจะปวดประจำเดือน เจ็บหน้าอก ปวดหลัง หลังจากละเนื้อสัตว์อาการเหล่านี้ก็หายไป

“เราก็สังเกตตัวเองว่าเป็นเพราะอาหารหรือเปล่า ซึ่งเราไม่กินเนื้อสัตว์เลย กินเฉพาะไข่เท่านั้นกินทุกวัน และไม่กลัวด้วยว่าเราจะกินไข่วันละกี่ฟอง ส่วนโปรตีนทดแทน เราก็กินเต้าหู้”

หากในอนาคตมีเหตุต้องเลิกเป็นมังสวิรัติ ปานบอกว่า ก็คงจะกินเฉพาะสัตว์เล็กอย่างกุ้ง หอย ปู ปลา และไข่ เท่านั้น เพราะเนื้อสัตว์นั้นทำให้ร่างกายทำงานหนักและยังเพิ่ มธาตุร้อน

“เราสังเกตว่า ทำไมคนที่เป็นมะเร็งไม่กินเนื้อสัตว์เลย กินแต่ปลา เพราะว่ามะเร็งชอบความร้อนใช่ไหม ต้องไม่เพิ่มธาตุร้อนให้มัน ถ้าให้ร่างกายเย็น ต้องกินผักและปลา เห็นไหมว่ามันน่าจะสอดคล้องกัน”

แม้ปานจะมีงานเยอะ ไม่ค่อยมีโอกาสเข้าวัด ทำบุญ ทว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไร ก็ทำบุญเมื่อนั้น เพราะเธอคิดว่า ในเมื่อไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปทำบุญ ปล่อยสัตว์ (ปล่อยนก ปล่อยปลาฯลฯ) สิ่งที่น่าจะทำได้ก็คือ ‘ละเว้นชีวิตสัตว์’

“พอได้ทำแล้วเราสบายใจ ไม่ได้คิดว่าการทำเรื่องแค่นี้เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ ่อะไร เราแค่รู้สึกว่าเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ เราเบียดเบียนชีวิตเขามาเยอะมาก อ้วนขนาดนี้แล้ว (หัวเราะ) เวลาทำบุญไม่ต้องไปคิดมากว่าเขาจะเอาเงินเราไปทำอะไร ในเมื่อเราสามารถให้เขาได้ เราก็ให้ ก็จะทำให้เราสบายใจ แต่ให้แล้วเราเองก็ต้องไม่เดือดร้อน อยู่ในความพอดีของตัวเราด้วย”

ปานเล่าต่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า เรื่องธรรมะก็ศึกษาตลอด เพราะเรายังอยู่ในโลกมนุษย์ที่ยังมีความวุ่นวาย จะไปหาความสงบ ก็ยังคงไม่ถึงเวลาที่จะทิ้งโลกแล้วไปนั่งปฏิบัติ ตอนนี้ก็วางพื้นฐานให้กับตัวเอง พยายามศึกษาและอ่านหนังสือธรรมะ

“ก็พยายามสังเกตรอบๆ ตัวว่าสิ่งที่พระพุทธองค์บอกน่ะใช่ไหม เพราะท่านก็บอกไว้แล้วว่าให้พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเชื่อท่าน ไม่ให้ยึดติดกับตัวพระองค์ท่านเอง แต่อย่าละทิ้งคำสอน เราก็อ่านหลายๆ ตำรา ท่านเขียนไว้ 84,000 พระธรรมขันธ์ นั่นก็แปลว่า ท่านรู้ว่ากิเลสมนุษย์นั้นมีมากเหลือเกิน บางคนอาจจะตรัสรู้ง่ายเหลือเกิน บางคนอาจจะใช้วิถีทางที่ยาวเหลือเกิน มีวิธีเข้าถึงที่ต่างกัน เราควรเรียนรู้จริตตัวเองว่า จริตเราเนี่ย ไปถูกกับคำสั่งสอนสายใด บางทีอาจจะถูกกับสายพระป่า หรืออาจจะเป็นสายใดสายหนึ่ง ยังคงต้องค้นหาไปเรื่อยๆ ขยันอ่านไปเรื่อยๆ”

พอได้ศึกษาธรรมะมากขึ้น ปานเริ่มพอจะรู้ทางแล้วว่า ชอบสายเพ่งสติมากกว่า พยายามเรียกสติและจิตอยู่กับตัวเองตลอดเวลา

“เราต้องรู้จักจิตของตัวเอง พยายามรู้ให้ทันจิต ว่ากำลังไปไหน คิดอะไร และก็มองเข้าไปในจิตตัวเอง อย่าพยายามส่งจิตตัวเองออกไปข้างนอก ทำให้วุ่นวาย ไปยุ่งเรื่องคนอื่น แต่ขณะเดียวกันกลับไม่เคยมองจิตตัวเอง (หัวเราะ) เราต้องพยายามทำให้ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ มีสติ และก็ตามจิตของเราให้ทัน พอเกิดสติแล้วก็เกิดปัญญา เราก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันยากแต่เราต้องฝึกให้เป็นนิสัย”

แรกๆ อาศัยผู้ช่วยฝึก ตอนหลังเริ่มรู้แนว ก็พยายามฝึกด้วยตัวเอง รอบๆ ตัวปานหลายคนเริ่มสนใจธรรมะ ปานถือว่าเป็นสิ่งที่ดี คนที่อาศัยธรรมะของพระพุทธองค์ ถือว่าเป็นวิธีที่ชาญฉลาด ที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคม ที่แสนวุ่นวายในปัจจุบัน อยู่กับตัวเอง ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น

ปานเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวอย่างมาก เธอพยายามดูแลเอาใจใส่พ่อแม่พี่น้อง และเชื่อว่าทุกคนสามารถดูแลชีวิตตัวเองได้แล้ว เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีวิถีทางการดำเนินชีวิตของตัวเ อง

“การจะโอบอุ้มจนคนอื่นดำเนินชีวิตเองไม่ได้ ถือว่าเป็นการทำร้ายเขามากกว่าช่วยเหลือเขา ดังนั้นการสร้างรากฐานที่ดีให้กับทุกคนคือ ปล่อยให้เขาเดินด้วยตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด”

ทว่าสุดท้ายครอบครัวแวกประยูร ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ ‘ชอบทำบุญ’ มีธรรมะในใจ

“ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็จะผ่านมาในจิตเราแค่แวบเดียว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป”

ประโยคนี้ตราตรึงอยู่ในจิตของนักร้อง ที่มีชื่อเสียงอย่าง ‘ปาน-ธนพร แวกประยูร’ เสมอมา



ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์