Jong714
03-15-2008, 08:55 AM
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพ ิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
> ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอ ร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
> เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอ ย่างเสียไม่ได้
> เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
> ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจา รย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
> พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบา ย
> เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลา
> นานเป็นแรมเดือน
> แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอ ยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
> ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพรา ะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
> และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
> วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลา ยว่าไม่
> ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
> ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
> เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจ ารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัยไม่รู้จัก
> ใช้เทคโนโลยี่
> ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้า อาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็
> นั่งจนขาเป็นเหน็บชา
> ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้า งอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป
> ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้ องน ้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
> โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งน ี้ถือดี
> ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง
> มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
> ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนท ั้งหมด
> มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเอ งเหนือกว่าทุกประตู
> นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
> นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
> อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็น ว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่
> ค่อยจา
> ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
> วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ
> ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
> การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน
> จัดการไปเสียทุกอย่าง
> เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที ่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
> รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหน ึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
> ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
> อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้
> หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับ
> พระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
> และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำ
> งาน
> อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
> เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั ่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วยท่าน
> ไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ ่มสามเณรน้อย
> ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูป
> ไหนเป็นคนเขียน
> อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟ นขึ้นมา
> แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้ อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้น อโศกที่
> อยู่ ใกล้ๆ
> เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวน ั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน
> คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น
> ไป มาทั้งวัน
> เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู ่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน
> แต่พวกเธอรู้ไหม
> เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่น ั้นอยู่ในใจ
> หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
> สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
> คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม ่คัน
> แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
> เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
> เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
> เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่า นั้นแต่อย่างใด
> ไม่แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่น ต่างหาก
> พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า
> ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร สวดมนต์เย็น
> แล้วขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้นในใจของ พระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ
> นอกสงบแต่ในวุ่น
> วาย
> นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนท ี่หลวงพ่อชี้ให้ดู
> ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
> นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี ่ยนไปเป็นคนละคน
> จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
> จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัว เอง
> เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสื บต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
> "
> อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันก ับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"
> โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลา พระลูกชาย
> แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใ จว่าคำว่า
> หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
> ถ้าเรา ยังเป็น โรค อยู่ในใจ ไม่ว่า เราย้ายงาน ไปที่ไหน เราก็
> บ่นว่าสถานที่เหล่านั้น สกปรก สิ้น
> ดี
> ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอ ร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
> เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอ ย่างเสียไม่ได้
> เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
> ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจา รย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
> พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบา ย
> เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลา
> นานเป็นแรมเดือน
> แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอ ยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
> ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพรา ะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
> และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
> วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลา ยว่าไม่
> ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
> ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
> เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจ ารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัยไม่รู้จัก
> ใช้เทคโนโลยี่
> ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้า อาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็
> นั่งจนขาเป็นเหน็บชา
> ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้า งอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป
> ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้ องน ้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
> โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งน ี้ถือดี
> ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง
> มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
> ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนท ั้งหมด
> มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเอ งเหนือกว่าทุกประตู
> นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
> นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
> อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็น ว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่
> ค่อยจา
> ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
> วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ
> ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
> การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน
> จัดการไปเสียทุกอย่าง
> เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที ่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
> รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหน ึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
> ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
> อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้
> หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับ
> พระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
> และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำ
> งาน
> อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
> เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั ่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วยท่าน
> ไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ ่มสามเณรน้อย
> ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูป
> ไหนเป็นคนเขียน
> อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟ นขึ้นมา
> แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้ อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้น อโศกที่
> อยู่ ใกล้ๆ
> เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวน ั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน
> คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น
> ไป มาทั้งวัน
> เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู ่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน
> แต่พวกเธอรู้ไหม
> เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่น ั้นอยู่ในใจ
> หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
> สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
> คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม ่คัน
> แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
> เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
> เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
> เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่า นั้นแต่อย่างใด
> ไม่แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่น ต่างหาก
> พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า
> ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร สวดมนต์เย็น
> แล้วขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้นในใจของ พระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ
> นอกสงบแต่ในวุ่น
> วาย
> นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนท ี่หลวงพ่อชี้ให้ดู
> ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
> นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี ่ยนไปเป็นคนละคน
> จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
> จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัว เอง
> เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสื บต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
> "
> อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันก ับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"
> โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลา พระลูกชาย
> แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใ จว่าคำว่า
> หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
> ถ้าเรา ยังเป็น โรค อยู่ในใจ ไม่ว่า เราย้ายงาน ไปที่ไหน เราก็
> บ่นว่าสถานที่เหล่านั้น สกปรก สิ้น
> ดี