เฒ่าจังไร
03-22-2008, 12:19 PM
ความรักครั้งแรกตั้งแต่เป็นหนุ่มและครั้งต่อ ๆ มา ของเรา ไม่ค่อยโลดแล่นมากนัก ด้วยการที่ไม่อยากแสวงหาหรือข้องเกี่ยวกับใคร และด้วยความที่เกิดมาจากครอบครัวที่ยากจนสุด ๆ และขาดโอกาสหลาย ๆ อย่าง แต่สิ่งที่พ่อแม่ไม่ให้น้อยหน้าคนอื่นคือการศึกษา เพราะการทำไร่ทำนาเหนื่อยและลำบากมาก เรายังมีเวลาเกณียณ แต่ท่านต้องทำตลอดชีวิต....เว่ามาฮอดนี่ข่อยสิไห่...
พี่ของเรา 3 คน ตั้งแต่ประถมถึงมัธยม ขอข้าวก้นบาตรพระมากิน ก็เห็นสอบได้ที่ 1 ทุกคน สอบเข้าทำงานก็ได้ที่ 1 ได้งานทำตั้งแต่จบ ม.ศ.3 มีบ้านมีรถกัน ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 25 ปี ส่วนเรา ป.1 – 6 สอบได้ที่ 1 หมด ส่วนมัธยม จากหน้ามือกลายเป็นหลังเท้า เพราะคนเราทำเหมือนกันได้ แต่เส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน (แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้.....อันนี้เรื่องจริง ๆ )
จับใบแดงได้เป็นทหารเกณฑ์ 2 ปีเต็ม ๆ จนปลดออกมา แล้วไปเป็นยามอยู่กรุงเทพฯ 2 ปี ชีวิตก็ยังไม่มีแก่นสารอะไร กลับไปทำไร่ ทำนา ก็ทำไม่เก่ง เพราะไม่เคยทำ หนีกลับมาเป็นยามต่อ บุญพาวาสนาส่งได้กลับมาเป็นทหารอีก เมื่ออายุเกือบจะ 30 ปี บรรจุครั้งแรกที่กาญจนบุรี แล้วย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 36 จนถึงปัจจุบัน ......แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนอะไร...ส่งสอบเลื่อนตำแหน่ง ...สละสิทธิ์ทุกปี (ไม่ใช่ไม่มีความสามารถ แต่..ไปเป็นไม้ประดับให้เขา)... ถ้าได้มาก็ถือว่ากำไร...อ๊ะ..ฟังต่อ ๆ
อายุล่วง 26 ปี จึงได้แต่งงาน และเจ้าสาวก็เห็นหน้ากันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นก็เขียนจดหมายติดต่อกัน 7 ปี จึงแต่งงาน และเจ้าสาว (เด็กดื้อ) ก็มีหนุ่มมาจีบบ้าง ... 7 ปีที่เขียนจดหมายถึงกัน เขาก็รักเราเหมือนพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง...(ปัจจุ บัน เขาก็รักเราเหมือนพี่ชายเสมอ ไม่ได้รักแบบคู่รัก เราก็รักเขาเหมือนน้องรัก จึงมีลูกด้วยกัน ฮ่า ๆ )
ด้วยความที่เราเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย และหนุ่มที่มาจีบเขาก็แต่งงานไปก่อน เขาจึงหันมาสนใจเราในฐานะคู่รัก เจอกันครั้งที่ 2 พามาเที่ยวบ้าน ครั้งที่ 3 สู่ขอแต่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ยอม เราเขียนจดหมายถึงพ่อแม่เจ้าสาวว่า หากชาตินี้ลูกไม่ได้มีวาสนาเป็นลูกของพ่อและแม่ ลูกก็ขอเป็นลูกชายคนหนึ่ง ผ่านมาทางนี้ก็จะขอแวะกินข้าวบ้าง
แม่เจ้าสาวเขียนจดหมายตอบ เรื่องที่ลูกรักกันแม่ไม่ขัดข้อง ตามด้วยลายมือของพ่อเจ้าสาว เขียนสั้น ๆ แต่มีความหมาย “ไฟเขียวผ่านตลอด” การสู่ขอครั้งที่ 2 จึงเกิดขึ้น และได้แต่งงานกันจนถึงปัจจุบันเกือบจะครบ 20 ปีแล้ว เรามีอะไรที่เหมือนกันมาก ตั้งแต่เกิดมา..คือ ภาพความยากจนที่พ่อแม่ไม่มีเงินมีทองมากองให้เราแต่พ ่อแม่ก็สอนให้ลูกไม่จนปัญญา และให้ใช้ชีวิตที่พอเพียงตลอดมา "ความคิดเพียงพอ เศรษฐกิจพอเพียง แน่นอน"
ส่วนเด็กดื้อก็เป็นลูกจ้างประจำอยู่ 14 ปี ได้ 2 ขั้นบ่อยมาก ๆ เพราะเขาเป็นคนขยัน และเป็นคนจริงใจกับคนอื่นเสมอ แต่เขาก็ลาออกจากลูกจ้างประจำ เพราะสอบ ก.พ. ได้เมื่อตอนอายุ 35 ปี ทุกวันนี้ชีวิตเหมือนสูตรสำเร็จถึงแม้ไม่รวย แต่ก็ถือว่าทุกอย่างลงตัวเป๊ะ ๆ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก บ้านพักฟรี น้ำไฟ นิดหน่อย ใครจะรวยหรือจนมีรถมีรา มีเงินมีทอง ก็เป็นเรื่องของเขา เรามีเงินเดือนกินไปวัน ๆ ก็ดีแล้ว ..... ญาติพี่น้องไม่มี มาขอยืม เรามีก็ให้เขาไป ไม่มีก็ไม่ให้ คืนก็คืน ไม่คืนก็ไม่ทวงถาม
ที่ทำงานให้เราไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราก็ไป ใช้เราพิมพ์ เราก็พิมพ์ ไม่ใช้ก็เปิดเว็บบ้านมหาและหาหนังสือมาอ่านเล่น ที่ทำงานกับบ้านพักห่างกัน ประมาณ 20 ก้าว ของเด็กดื้อห่างเดินประมาณ 15 นาที ลูกเดินไปโรงเรียน 10 นาที ค่ารถไม่เสีย ค่าเรือไม่ต้องจ้าง ฝนตกรถติด ก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่เกี่ยว อิ อิ
ตอนเช้าวิ่งออกกำลังกาย เลิกงานตอนเย็นร้องเพลงคาราโอเกะที่บ้าน คอมฯ ก็เครื่องมือสองเก่า ๆ เล่นเน็ตได้เหมือนกัน ทีวีก็ 14 นิ้ว จอสี มีทรูวิชั่นอีกต่างหาก ท่านดูอะไร ผมก็ดูได้เหมือนท่าน ซักผ้าด้วยมือ ได้ออกกำลัง กินข้าวนอกบ้าน พาลูกไปดูหนัง ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน-บนบก ไม่เคย (ไม่ต้องมาถาม)
รถไม่มี ก็ขึ้นรถเมล์รถแท็กซี่ กลับต่างจังหวัดปีละ 2 ครั้ง ปีใหม่และสงกรานต์ มีคนโทรจองตัวเพียบ อยากให้เราไปด้วย ขึ้นไปนั่งเฉย ๆ เมาก็นอน ตื่นขึ้นถึงบ้านพอดี
ข้าวไม่เคยซื้อ (ซื้อเฉพาะกับข้าว) พ่อตาแม่ยายขนมาให้ถึงบ้าน กินไม่หมดเกิดหนอนเกิดมอดเอาคืน
เงินหมดไม่มีใช้ สิ้นเดือนมันก็มาใหม่ เพราะมันเป็นเงินเดือน เขาให้เราใช้ให้หมดเป็นเดือน ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ (เงินหมด ยศยังอยู่อ่ะ...รู้ป่ะ)
โทรศัพท์มือถือ เด็กดื้อใช้โนเกีย 3315 ตัวเลขปุ่มหาย หน้ากากถลอกหมด.....เปลี่ยนหน้ากากใหม่ให้ ยังโดนด่า (อยากเอาใจเมีย..สม):g
เราใช้มือ 2 จอสี... ใช้ยางรัดเพราะแบตมันเด้งออก ... แต่มีเอ็มพี 3 ถ่ายรูปได้พุ่นเด๊ะ.. (ข่อยกะมีคือกัน) แค่นี้ก็เท่ห์แล้ว ฮ่า ๆ ๆ
ทำชีวิตให้สบาย ๆ ไม่ต้องซีเรียส มีก็กิน ไม่มีก็....ต้องกิน ฮ่า ๆ ๆ
จงจำไว้ว่า "เทียบสูงเราขาด เทียบต่ำ เรายังเหลืออีกเยอะ" หมายถึง อย่าไปเทียบคนที่สูงกว่าเรา ให้เทียบคนที่ต่ำกว่า แล้วจะรู้ว่า เรามีชีวิตที่ดีกว่าหลายต่อหลายคนเป็นไหน ๆ เมื่อเรามีโอกาสดีกว่าเขา สิ่งที่ทำได้ก็คือ "การแบ่งปัน" ครับ :g
พี่ของเรา 3 คน ตั้งแต่ประถมถึงมัธยม ขอข้าวก้นบาตรพระมากิน ก็เห็นสอบได้ที่ 1 ทุกคน สอบเข้าทำงานก็ได้ที่ 1 ได้งานทำตั้งแต่จบ ม.ศ.3 มีบ้านมีรถกัน ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 25 ปี ส่วนเรา ป.1 – 6 สอบได้ที่ 1 หมด ส่วนมัธยม จากหน้ามือกลายเป็นหลังเท้า เพราะคนเราทำเหมือนกันได้ แต่เส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน (แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้.....อันนี้เรื่องจริง ๆ )
จับใบแดงได้เป็นทหารเกณฑ์ 2 ปีเต็ม ๆ จนปลดออกมา แล้วไปเป็นยามอยู่กรุงเทพฯ 2 ปี ชีวิตก็ยังไม่มีแก่นสารอะไร กลับไปทำไร่ ทำนา ก็ทำไม่เก่ง เพราะไม่เคยทำ หนีกลับมาเป็นยามต่อ บุญพาวาสนาส่งได้กลับมาเป็นทหารอีก เมื่ออายุเกือบจะ 30 ปี บรรจุครั้งแรกที่กาญจนบุรี แล้วย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 36 จนถึงปัจจุบัน ......แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนอะไร...ส่งสอบเลื่อนตำแหน่ง ...สละสิทธิ์ทุกปี (ไม่ใช่ไม่มีความสามารถ แต่..ไปเป็นไม้ประดับให้เขา)... ถ้าได้มาก็ถือว่ากำไร...อ๊ะ..ฟังต่อ ๆ
อายุล่วง 26 ปี จึงได้แต่งงาน และเจ้าสาวก็เห็นหน้ากันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นก็เขียนจดหมายติดต่อกัน 7 ปี จึงแต่งงาน และเจ้าสาว (เด็กดื้อ) ก็มีหนุ่มมาจีบบ้าง ... 7 ปีที่เขียนจดหมายถึงกัน เขาก็รักเราเหมือนพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง...(ปัจจุ บัน เขาก็รักเราเหมือนพี่ชายเสมอ ไม่ได้รักแบบคู่รัก เราก็รักเขาเหมือนน้องรัก จึงมีลูกด้วยกัน ฮ่า ๆ )
ด้วยความที่เราเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย และหนุ่มที่มาจีบเขาก็แต่งงานไปก่อน เขาจึงหันมาสนใจเราในฐานะคู่รัก เจอกันครั้งที่ 2 พามาเที่ยวบ้าน ครั้งที่ 3 สู่ขอแต่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ยอม เราเขียนจดหมายถึงพ่อแม่เจ้าสาวว่า หากชาตินี้ลูกไม่ได้มีวาสนาเป็นลูกของพ่อและแม่ ลูกก็ขอเป็นลูกชายคนหนึ่ง ผ่านมาทางนี้ก็จะขอแวะกินข้าวบ้าง
แม่เจ้าสาวเขียนจดหมายตอบ เรื่องที่ลูกรักกันแม่ไม่ขัดข้อง ตามด้วยลายมือของพ่อเจ้าสาว เขียนสั้น ๆ แต่มีความหมาย “ไฟเขียวผ่านตลอด” การสู่ขอครั้งที่ 2 จึงเกิดขึ้น และได้แต่งงานกันจนถึงปัจจุบันเกือบจะครบ 20 ปีแล้ว เรามีอะไรที่เหมือนกันมาก ตั้งแต่เกิดมา..คือ ภาพความยากจนที่พ่อแม่ไม่มีเงินมีทองมากองให้เราแต่พ ่อแม่ก็สอนให้ลูกไม่จนปัญญา และให้ใช้ชีวิตที่พอเพียงตลอดมา "ความคิดเพียงพอ เศรษฐกิจพอเพียง แน่นอน"
ส่วนเด็กดื้อก็เป็นลูกจ้างประจำอยู่ 14 ปี ได้ 2 ขั้นบ่อยมาก ๆ เพราะเขาเป็นคนขยัน และเป็นคนจริงใจกับคนอื่นเสมอ แต่เขาก็ลาออกจากลูกจ้างประจำ เพราะสอบ ก.พ. ได้เมื่อตอนอายุ 35 ปี ทุกวันนี้ชีวิตเหมือนสูตรสำเร็จถึงแม้ไม่รวย แต่ก็ถือว่าทุกอย่างลงตัวเป๊ะ ๆ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก บ้านพักฟรี น้ำไฟ นิดหน่อย ใครจะรวยหรือจนมีรถมีรา มีเงินมีทอง ก็เป็นเรื่องของเขา เรามีเงินเดือนกินไปวัน ๆ ก็ดีแล้ว ..... ญาติพี่น้องไม่มี มาขอยืม เรามีก็ให้เขาไป ไม่มีก็ไม่ให้ คืนก็คืน ไม่คืนก็ไม่ทวงถาม
ที่ทำงานให้เราไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราก็ไป ใช้เราพิมพ์ เราก็พิมพ์ ไม่ใช้ก็เปิดเว็บบ้านมหาและหาหนังสือมาอ่านเล่น ที่ทำงานกับบ้านพักห่างกัน ประมาณ 20 ก้าว ของเด็กดื้อห่างเดินประมาณ 15 นาที ลูกเดินไปโรงเรียน 10 นาที ค่ารถไม่เสีย ค่าเรือไม่ต้องจ้าง ฝนตกรถติด ก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่เกี่ยว อิ อิ
ตอนเช้าวิ่งออกกำลังกาย เลิกงานตอนเย็นร้องเพลงคาราโอเกะที่บ้าน คอมฯ ก็เครื่องมือสองเก่า ๆ เล่นเน็ตได้เหมือนกัน ทีวีก็ 14 นิ้ว จอสี มีทรูวิชั่นอีกต่างหาก ท่านดูอะไร ผมก็ดูได้เหมือนท่าน ซักผ้าด้วยมือ ได้ออกกำลัง กินข้าวนอกบ้าน พาลูกไปดูหนัง ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน-บนบก ไม่เคย (ไม่ต้องมาถาม)
รถไม่มี ก็ขึ้นรถเมล์รถแท็กซี่ กลับต่างจังหวัดปีละ 2 ครั้ง ปีใหม่และสงกรานต์ มีคนโทรจองตัวเพียบ อยากให้เราไปด้วย ขึ้นไปนั่งเฉย ๆ เมาก็นอน ตื่นขึ้นถึงบ้านพอดี
ข้าวไม่เคยซื้อ (ซื้อเฉพาะกับข้าว) พ่อตาแม่ยายขนมาให้ถึงบ้าน กินไม่หมดเกิดหนอนเกิดมอดเอาคืน
เงินหมดไม่มีใช้ สิ้นเดือนมันก็มาใหม่ เพราะมันเป็นเงินเดือน เขาให้เราใช้ให้หมดเป็นเดือน ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ (เงินหมด ยศยังอยู่อ่ะ...รู้ป่ะ)
โทรศัพท์มือถือ เด็กดื้อใช้โนเกีย 3315 ตัวเลขปุ่มหาย หน้ากากถลอกหมด.....เปลี่ยนหน้ากากใหม่ให้ ยังโดนด่า (อยากเอาใจเมีย..สม):g
เราใช้มือ 2 จอสี... ใช้ยางรัดเพราะแบตมันเด้งออก ... แต่มีเอ็มพี 3 ถ่ายรูปได้พุ่นเด๊ะ.. (ข่อยกะมีคือกัน) แค่นี้ก็เท่ห์แล้ว ฮ่า ๆ ๆ
ทำชีวิตให้สบาย ๆ ไม่ต้องซีเรียส มีก็กิน ไม่มีก็....ต้องกิน ฮ่า ๆ ๆ
จงจำไว้ว่า "เทียบสูงเราขาด เทียบต่ำ เรายังเหลืออีกเยอะ" หมายถึง อย่าไปเทียบคนที่สูงกว่าเรา ให้เทียบคนที่ต่ำกว่า แล้วจะรู้ว่า เรามีชีวิตที่ดีกว่าหลายต่อหลายคนเป็นไหน ๆ เมื่อเรามีโอกาสดีกว่าเขา สิ่งที่ทำได้ก็คือ "การแบ่งปัน" ครับ :g