ดูเวอร์ชั่นเต็ม : ย้อนระลึกถึง.....สงกรานต์บ้านนา....(ตอนที่ 1)
เฒ่าจังไร
03-25-2008, 06:57 PM
ผ่านปีใหม่ไปแล้ว นี่ก็ใกล้สงกรานต์เข้ามาทุกที ได้ข่าวว่าได้หยุดยาว 12 – 16 เม.ย.51 ด้วยสิ และให้เรียนฟรีอีกต่างหาก เริ่ม พ.ค.51 ระดับรากหญ้าเราได้เฮ ครับ
<O:p
ปีใหม่ระยะเวลาสั้น แต่สงกรานต์ระยะเวลายาว 13 – 15 เม.ย. บางที่เล่นยาวถึงสิ้นเดือน สมัยเป็นเด็กสนุกสนานมาก ๆ ครับ สมัยก่อนไฟฟ้าไม่มี น้ำประปาไม่มี ต้องอาศัยน้ำคลอง หนอง บึง ถ้าแล้งไม่มีน้ำก็ น้ำบ่อ (น้ำสร้าง) และน้ำบาดาลครับ<O:p
<O:p
เด็ก ๆ อย่างเราก็ลงมาเล่นกับหนุ่มสาวคุ้มต่าง ๆ จะเล่นกันแต่ละคุ้ม หรือบางครั้งก็ไปเล่นคุ้มอื่น หรือหมู่บ้านอื่นที่ใกล้เคียงกัน การตีกันฆ่ารันฟันแทงไม่มีเหมือนสมัยนี้ แต่ก่อนหนุ่มสาวบ้านใกล้กันจะรักกันมาก รู้จักกันแทบทุกคน<O:p
<O:p
ปีใหม่สงกรานต์ช่วงไหนที่ตรงกับพระจันทร์เต็มดวง(เดื อนหงาย) หรือข้างขึ้นประมาณ 10 – 15 ค่ำ ถึงข้างแรม 1 – 2 ค่ำ จะลงมาเล่นกัน เพราะพระจันทร์ (อีเกิ้ง) จะขึ้นแต่หัวค่ำหน่อย หนุ่มสาวทุกหลังคาเรือน รวมทั้งคนเฒ่าคนแก่จะลงมาเล่นกันที่ลานกลางบ้าน หรือกลางคุ้มนั้น ๆ เป็นที่สนุกสนาน ประมาณ 5 ทุ่ม ก็ไปนอน
<O:p
ถ้าช่วงไหนที่ตรงกับเดือนแรม ก็จะใช้ตะเกียงเจ้าพายุ (ตะเกียงลาน) ใช้น้ำมันก๊าด บ้านใครมีถือว่าฐานะดี มีความรู้สึกว่าสว่างไสวเหมือนไฟฟ้าสมัยนี้ ถ้าไม่มีตะเกียงเจ้าพายุ ก็ใช้ตะเกียงธรรมดา ขอยืมหลาย ๆ บ้าน ใส่ปี๊ปเปิดข้างและตั้งไว้ในที่สูงหลาย ๆ ดวงก็สว่างเหมือนกัน กันลมได้อีกต่างหาก
<O:p
ถ้าเดือนหงาย พวกเราเด็ก ๆ ก็จะวิ่งเล่นกัน บางกลุ่มก็เล่นตี่จับ, มอญซ่อนผ้า, ปิดตาทายชื่อกัน ส่วนเราชอบบักเบิด หรืออีเบิด คนหนึ่งปิดตาตามจับคนในวงกลม ส่วนแอ้มแปะก็ทำวงกลมไว้ที่พื้นดิน ขนาดเท่ากระโหลกของสนามบาสเก็ตบอล หรืออาจเล็กกว่านั้นแล้วแต่ความเหมาะสม อย่าให้เล็กเกินไปจนอีกฝ่ายไม่มีทางเลือกว่าจะวิ่งเข ้าวงกลมตรงไหน จัดทีม 2 ทีม เป่ายิงฉุบ (ตาโป้ง) กันใครแพ้ได้ออกจากวงและวิ่งหนี อีกฝ่ายก็วิ่งไล่แตะ ประกบคู่ใครคู่มัน หรือสลับคู่ก็ได้ แล้วแต่จะเจอ โดยมีคนเฝ้าวงอยู่ 1 คน หากฝ่ายที่วิ่งออกนอกวงไป ฝ่ายไล่ไม่สามารถแตะหรือจับตัวได้ และวิ่งหลุดเข้าวงได้ 1 คนขึ้นไป ถือว่าฝ่ายที่เฝ้าวงแพ้ ต้องเปลี่ยนกันออกไป และวิ่งไล่กวดกันตลอดทั้งคืน
วิ่งตามใต้ถุนบ้าน ตามถนน ตามที่ต่าง ๆ ไม่ใส่รองเท้าเลยสักคน น่าแปลกมาก ๆ ไม่มีเศษแก้วบาดแม้แต่คนเดียว หนามก็ไม่ตำเลยสักคน แต่พอตอนเช้าไปดู ทั้งเศษแก้ว เปลือกหอย หนาม เต็มไปหมด ยังพูดกับตัวเองเลยว่า "ผ่านไปได้ไงวะ"
ส่วนพวกหนุ่มสาวก็เล่นมอญซ่อนผ้า ปิดตาทายกัน ปิดตาตีหม้อ ตี่จับ ส่วนคนแก่ผู้หญิงก็จะเอาไหมมาสาว คนแก่ผู้ชายเป่าแคน อีกกลุ่มก็ท่องผยา (กลอนเกี้ยวสาว) เกี้ยวพาราสีกันเป็นที่สนุกสนาน ทั้ง ๆ ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ไม่ถือสาหาความกัน ถือว่าเป็นการอนุรักษ์ประเพณีสมัยพ่อแม่ เราก็พลอยได้ความรู้ไปด้วย ...สมัยก่อนเขาจีบกันอย่างนี้นี่เอง บางทีก็ไปรอน้ำบ่อ (รอน้ำสร้าง) เจอกันจีบกันตอนเดือนหงาย บางทีก็ไปเลี้ยงควายด้วยกัน หรือบางทีก็ไปดูหนัง ดูหมอลำ แต่เราชอบดูหนังมากกว่า
สมัยก่อนหนังที่ฉายส่วนมากจะเป็นหนังขายยา 16 มม. หมอลำก็จะเป็นหมอลำกลอน บนเวทีมีกันอยู่ 3 คน แต่ลำจนสว่างคาตา ต่อมามีหมอลำเรื่องต่อกลอน หมอลำเพลิน พัฒนามาเป็นหมอลำซิ่งในปัจจุบัน หนังสมัยก่อน 16 ม.ม. เครื่องหลอด มีคนพากษ์คนเดียว เราชอบดูคนพากษ์มากกว่าดูหนังซะอีก ต่อมาพัฒนาเป็น 35 มม. 70 มม. และจอผ่าโลกของราชาหนังกลางแปลงแอ๊ด เทวดา
ส่วนเราชอบ.........
โป้ยก่าย
03-25-2008, 09:49 PM
แม่นๆ เฒ่าจังไรแม่นความเจ้านั้นหละสมัยก่อนทางอี่สานบ้านเ ฮามีแต่ความอบอุ่น
ผู้บ่าวผู้สาวกะบ่หนีจากบ้านคือสุมื้อนี้ เฮาอยู่กันตามอัตภาพ บ่มีสิ่งยั่วยวนกวนกิเลส
คือสมัยสุมื้อนี้ ฮอดยามนากะลงนาม้วนกัน ฮอดยามเก็บเกี่ยวมีการเอาแฮงหรือว่าลงแขกกัน ยามตีข้าว ฟาดข้าวกะซ้อยกันซุมกันกินต้มเป็ดต้มไก่ ผู้สาวกะมาตีเฟืองสะนุเว้านัวหัวม้วนกัน ยามมีหนังขายยา หรือว่าอ้อมผ้าแล่นเข้าบ้าน กะดีใจแฮงหลายเพิ่นสิได้เบิ่ง
หนัง ผู้บ่าวผู้สาวกะย่างควงกันไปเบิ่งหนัง เด็กเล็กเด็กน้อยผู้เฒ่าผู้แก่กะหอบสาดไปปูเบิ่งหนัง แต่เป็นเด็กน้อยยามหนังบ่ทันฉายเพิ่นห้าวโด่งๆ แล่นไล่เตะกันหน้าจอหนัง บาดยามหนังฉายเลยบ่ได้เบิ่งเพิ่นนอนหลับจ้อย บาดหนังจบเขาได้ปุกเมือบ้าน อิอิ
โป้ยก่าย
03-25-2008, 09:50 PM
แม่นๆ เฒ่าจังไรแม่นความเจ้านั้นหละสมัยก่อนทางอี่สานบ้านเ ฮามีแต่ความอบอุ่น
ผู้บ่าวผู้สาวกะบ่หนีจากบ้านคือสุมื้อนี้ เฮาอยู่กันตามอัตภาพ บ่มีสิ่งยั่วยวนกวนกิเลส
คือสมัยสุมื้อนี้ ฮอดยามนากะลงนาม้วนกัน ฮอดยามเก็บเกี่ยวมีการเอาแฮงหรือว่าลงแขกกัน ยามตีข้าว ฟาดข้าวกะซ้อยกันซุมกันกินต้มเป็ดต้มไก่ ผู้สาวกะมาตีเฟืองสะนุเว้านัวหัวม้วนกัน ยามมีหนังขายยา หรือว่าอ้อมผ้าแล่นเข้าบ้าน กะดีใจแฮงหลายเพิ่นสิได้เบิ่ง
หนัง ผู้บ่าวผู้สาวกะย่างควงกันไปเบิ่งหนัง เด็กเล็กเด็กน้อยผู้เฒ่าผู้แก่กะหอบสาดไปปูเบิ่งหนัง แต่เป็นเด็กน้อยยามหนังบ่ทันฉายเพิ่นห้าวโด่งๆ แล่นไล่เตะกันหน้าจอหนัง บาดยามหนังฉายเลยบ่ได้เบิ่งเพิ่นนอนหลับจ้อย บาดหนังจบเขาได้ปุกเมือบ้าน อิอิ
ขอโทษที่คิดถึง...เด็กดื้อ
03-26-2008, 04:05 AM
มักวันสงกรานต์...เพราะว่าสิมีผุบ่าวเอาแป้งมาปะหน้า ให้...อิอิอิ
แล่วกะแล่นไล่กัน...ได้สาดน้ำ...อิอิอิ...ม่วนจ้า... ได้สาดน้ำ
http://img171.imageshack.us/img171/1797/pic0645yw4.jpg
http://img138.imageshack.us/img138/1875/pic0655tn6.jpg
นวรัตน์
03-26-2008, 06:09 AM
ตะเกียงเจ้าพายุเด้ออ้ายเฒ่า
http://www.tint.or.th/nkc/nkc5001/nkc5001z1.jpg
<TABLE cellSpacing=3 cellPadding=0 width="90%" align=center bgColor=#ffffff border=0><TBODY><TR bgColor=#ffffff><TD class=dee vAlign=center borderColor=#ffffff align=middle height=40>ประวัติความเป็นมาของ " วันสงกรานต์ " และ " นางสงกรานต์ "</TD></TR><TR bgColor=#ffffff><TD borderColor=#ffffff align=left height="100%">สงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยตระกูลภาษาไทแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของ จีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจัก รราศี หรือคือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบาง ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวต่างประเทศเรียกว่า "สงครามน้ำ"
ตามหลักแล้วเทศกาลสงกรานต์กำหนดตามคัมภีร์สุริยยาตร์ ทางโหราศาสตร์ โดยวันแรกของเทศกาลซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ยกเข้าสู ่ราศีเมษ (ย้ายจากราศีมีนไปราศีเมษ) เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์" วันถัดมาเรียกว่า "วันเนา" และวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช ้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า "วันเถลิงศก" จากหลักการข้างต้นนี้ ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์เหลื่อมอยู่ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน หรือ 14-16 เมษายน อย่างไรก็ตามปฏิทินไทยในปัจจุบันกำหนดให้เทศกาลสงกรา นต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ
สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มาก ับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี
พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักใ นพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศ กาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคล าดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีกา รเล่นน้ำ
การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแ ปลงหลายด้านของสังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
นางสงกรานต์
ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่ง รวยทรัพย์แต่อาภัพบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใ จ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กว่าสามปี ก็ไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเ มษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอถึงก็ได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐี จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์ก็มีเมตตาประทานให้เทพบุตรองค์หนึ่งน าม "ธรรมบาล" ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าก็คลอดออกมา เศรษฐีตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย
ต่อมาเมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ซึ่งภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อนกับท้าวกบิลพรหมเป ็นเวลา 7 วัน
ทางธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบ ล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล เขาคิดว่า ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบเรื่องที่นกอินทรีคุยกันตลอด จึงจดจำไว้
ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบ ิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจา ริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน แล้วบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนำพานมารองรับ แล้วก็ตัดเศียรให้นางทุงษะ ผู้เป็นธิดาองค์โต จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนข วารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ
จากนั้นมาทุก ๆ 1 ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียร ท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยน กันตามวันมหาสงกรานต์ ดังนี้
ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม ทุงษะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราช ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ
ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดา ภักษาหารเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)
ถ้าวันอังคารเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม รากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังวราหะ (หมู)
ถ้าวันพุธเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มณฑาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเข็ม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)
ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังคชสาร (ช้าง)
ถ้าวันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิมิทาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (ควาย)
ถ้าวันเสาร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)
ซึ่งนางสงกรานต์ประจำปี 2550 นี้คือ " มโหธรเทวี "
:) :) :) :) :)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
เฒ่าจังไร
03-26-2008, 08:19 AM
ขอบคุณเด็กดื้อ (อินแฮง, เด็กน้อย. ขอบคุณที่รักกัน) ที่เอื้อเฟื้อภาพ เพราะข่อยโพสภาพไม่เป็น (สอนข่อยกะฮ่ายโพดดอก)
เฒ่าจังไร
03-26-2008, 08:20 AM
ขอบคุณนวรัตน์ น้องชายที่น่ารัก ขวัญใจคนเดิมของเฒ่าจังไร ที่เอื้อเฟื้อประวัติสงกรานต์, ขอบคุณมหาการ ที่ร่วมตอกย้ำความเป็นอีสานบ้านของเฮา อยากให้เวลาย้อนกลับไปอีกครั้งครับ
ขอโทษที่คิดถึง...เด็กดื้อ
03-26-2008, 08:31 AM
55555....โอ๊ะคือสิสูนเน๊าะ...เจอเด็กน้อยไม่ยอมนอนน ั่นแมะ
เปิดมาทำงานแต่เช้าเลยนะ...55555....สิเอาสองขั้นติเ จ้านาย
ไม่ทันแล่ว...เอาขั้นบันไดไปก่อนเด้อ..อิอิอิ... ^-^
เฒ่าจังไร
03-26-2008, 08:38 AM
ได้นำเสนอแล้ว โปรดติดตาม
vBulletin v3.7.2, สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.