บ่าวสายฟ้า
05-09-2006, 03:08 AM
ขะลำ หรือ คะลำ คืออะไร?
ขะลำ,คะลำ หรือ กะลำ บางท่านเชื่อว่ามาจากรากศัพท์ของคำว่า กรรม ซึ่งหมายถึงการกระทำ อันเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของคนอีสานในอดี ต เนื่องจากคะลำเป็นข้อห้ามในการกระทำแสดงออกต่างๆ หรือสิ่งต้องห้าม ต้องเว้น ห้ามประพฤติปฏิบัติ ไม่สมควรที่จะกระทำ ทั้งกาย วาจาและใจ หากละเลย หรือล่วงละเมิดจะเป็นอัปมงคล เป็นบาปกรรม ผิดฮีตผิดคอง นำความเสื่อมเสีย และอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลที่ฝ่าฝืนรวมทั้งมีผลต่อสั งคมที่อยู่ด้วย
ดังนั้นคะลำจึงเป็นดังมาตรการหรือข้อห้ามในการควบคุม ความประพฤติของคนในสังคมและเป็นกฏเกณฑ์ในการจัดความส ัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย ทั้งนี้อาจจะใกล้เคียงกับ 'ขึด' ของทางภาคเหนือ หรือข้อห้ามต่างๆที่มีในภาคกลางและภาคใต้ รวมทั้ง Taboo ในภาษาชาวเมลานีเชีย โดยได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาและหลายคนที่รับปฏิบั ติอย่างเคร่งครัด ซึ่งลางครั้งหลายข้อกะลำไม่มีเหตุผลอธิบายรายละเอียด ว่าเหตุใดจึงต้องคะลำ เห็นว่าเคยถูกสั่งสอนปฏิบัติสืบต่อกันมาจึงได้ปฏิบัต ิสืบต่อกันไป ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าคะลำหลายข้อได้บอกถึงผลข้าง เคียงหรือผลจากการฝ่าฝืนไว้อย่างน่ากลัว น่า "เข็ดขวง" ซึ่งผู้ล่วงละเมิดจะได้รับ ดังนั้นข้อคะลำหลายข้อจึงมีลักษณะอย่างฟันธงว่า "เพราะว่าคะลำจึงห้ามประพฤติ !"
ด้วยเหตุนี้คะลำซึ่งได้กลายเป็นเหตุผลของการห้ามคะลำ ไปในตัว มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองโดยปริยาย แต่ครั้นพอเวลาล่วงเลยผ่านบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คะลำหลายข้อได้ถูกละเลย ละทิ้งและไม่ได้รับความสนใจที่จะประพฤติ ปฏิบัติดังที่เคยเป็นมา ทั้งที่หากพิจารณาถึงข้อคะลำโดยรวมทั้งหมดจะเห็นภาพช ีวิตของคนที่ปรากฏในข้อคะลำทั้งหลายที่บัญญัติ ทั้งนี้การที่บัญญัติข้อคะลำออกมานั้น จำเป็นต้องได้รับประสบการณ์ก่อนจึงจะสามารถเข้าใจถึง ผลที่จะเกิดจากการฝ่าฝืนข้อคะลำ
เช่นนั้นคะลำจึงเป็นผลผลิตหนึ่งที่เกิดจากการกระทำที ่เคยประสบมาในอดีต ภายใต้เงื่อนไขของสิ่งแวดล้อมและเวลาในขณะนั้น เพื่อกำหนดข้อประพฤติ ปฏิบัติของคนในสังคม หลายข้อแฝงด้วยปรัชญาของชีวิตและภูมิปัญญาที่คนอีสาน ในอดีตได้คิดค้นเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมและแบบแผน ปฏิบัติเฉพาะบุคคลเพื่อความดี ความงามตามมาตรฐานสังคมและสวัสดิภาพของชีวิต โดยได้ถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆทั้งมุขปาฐะ ซึ่งเป็นคำสอน ข้อห้ามโดยตรงในชีวิตประจำวัน และผ่านงานวรรณกรรมต่างๆ เช่น ผญา กลอนลำ วรรณคดี นิทานต่างๆ เป็นต้น
ประเภทของคะลำ
ทั้งนี้หากจะแบ่งประเภทของข้อคะลำแล้ว สามารถแบ่งออกกว้างๆตามสิ่งที่ได้ไปเกี่ยวข้อง หรือปฏิสัมพันธ์ได้ 3 ลักษณะคือ
1. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล
2. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับสถานที่
3. ข้อขะลำที่สัมพันธ์กับเวลา
ซึ่งการแบ่งลักษณะดังกล่าวนั้นไม่ได้แยกออกจากกันเป็ นอิสรภาพหากแต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน ในลักษณะองค์รวมความรู้ของค่านิยม บรรทัดฐาน อุดมการณ์ อันจะครอบคลุมไปทั้งหมดของวิถีการดำเนินชีวิตประจำวั น ตั้งแต่การเกิด การอยู่ การกิน การนอน การเจ็บป่วย การแต่งงาน การตาย เป็นต้น ซึ่งจะจัดพฤติกรรมความสัมพันธ์ของผู้คนในระดับต่างๆ เพื่อผลที่น่าปรารถนาทั้งต่อระดับบุคคลและสังคม
1. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล
ข้อคะลำในหมวดนี้หากจะแบ่งย่อยออกไปเพื่อระบุให้ชัดเ จนแล้ว อาจจะสามารถแยกออกไปได้ในส่วนของระดับหรือประเภทของบ ุคคลต่างๆในสังคม เช่น
1.1 สตรีมีครรถ์
ข้อคะลำที่สตรีมีครรถ์ไม่ควรประพฤติปฏิบัติในระหว่าง ช่วงดังกล่าวนั้น มีมากมายทั้งนี้เพื่อต้องการให้ทั้งแม่และเด็กสามารถ ที่จะประสบกับสวัสดิภาพของชีวิตให้มากที่สุด ซึ่งในจำนวนข้อขะลำทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่มักจะเน้นหนัก ไปทางด้านอาหารการกิน(ของแสลง) แบบแผนที่ผู้เป็นว่าที่คุณแม่ควรนำมาประพฤติ ซึ่งห่างละเลยแล้วต้อง คะลำ ถือว่าไม่ดี ไม่งามไม่เหมาะสม หนักเข้าจะเป็นบาปกรรม เสื่อมเสียและอาจถึงแก่ชีวิต เป็นต้น ซึ่งหลายข้อคะลำบางข้อหากมองด้วยความรู้มาตรฐานโดยเฉ พาะหลักสุขลักษณะตามหลักโภชนาการแม่และเด็กแล้วดูจะเ ป็นการขัดกันอยู่หลายข้อ แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพแวดล้อมและเวลาในช่วงเวลานั้น ของสังคมอีสาน ด้วยเงื่อนไข ขีดจำกัดทั้งแพทย์ วิทยาการรักษาแล้ว ความจำเป็นในสวัสดิภาพของชีวิตและเผ่าพันธุ์จึงจำเป็ นต้องบัญญัติข้อคะลำตามที่บรรพบุรุษแนะนำไว้ จากประสบการณ์ที่เคยประสบอย่างเคร่งครัด เนื่องจากความเคารพนับถือแก่บุคคลที่กำเนิดเกิดก่อนผ ู้เฒ่าผู้แก่ในสังคมดั้งเดิม ซึ่งข้อคะลำที่นำมาเป็นตัวอย่างประกอบในการพิจารณามี ดังนี้
ข้อคะลำในการปฏิบัติ เช่น
- ห้ามอาบน้ำเวลากลางคืน เพราะน้ำคาวปลาจะมาก
(ภูมิปัญญาแฝง : เพราะอาจจะหกล้มได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อแม่และเด ็กได้ เนื่องจากในอดีตต้องใช้ไต้ หรือกะบองในการให้แสงสว่างซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ)
- ห้ามข้ามเชือกที่กำลังล่ามวัวควาย ลูกออกมาจะเป็นคนตะกละตะกลาม
(ภูมิปัญญาแฝง : เพราะอาจจะสะดุดเชือกหกล้มได้ หากวัวควายลุกเดินหรือวิ่งชน)
- ห้ามนั่งขวางประตูบ้าน จะทำให้คลอดลูกยาก
(ภูมิปัญญาแฝง : กีดขวางทางเข้าออกของผู้สัญจรไปมา)
- ห้ามนั่งขวางบันไดบ้าน จะทำให้คลอดลูกยาก
(ภูมิปัญญาแฝง : กีดขวางทางเข้าออกของผู้สัญจรไปมา)
- คะลำเย็บที่นอน จะทำให้คลอดลูกยาก
- (ภูมิปัญญาแฝง อาจจะเป็นเหน็บเนื่องจากนั่งนอนหรือเพ็งมากเกินไป)
- คะลำไปงานศพ เดี๋ยวผีคนตายจะมาเกิดด้วย
(ภูมิปัญญาแฝง : ไม่ต้องการให้แม่เด็กต้องพบเจอภาพที่ไม่สวยงาม ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ได้)
- คะลำไปเบิ่งคนคลอดลูก เดี๋ยวเด็กในท้องจะชักชวนกันไปในทางไม่ดี
(ภูมิปัญญาแฝง : ไม่ต้องการให้แม่เด็กต้องพบเจอภาพที่ไม่สวยงาม ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ได้)
- คะลำปิดหน้าต่างประตู (ไม่บอกเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : ต้องการให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก)
- คะลำตอกตะปู (ไม่บอกเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะกระเทือนต่อลูกในท้อง และรบกวนคนอื่น)
- ห้ามตำหนิผู้อื่น ลูกออกมาจะบ่ดีเป็นเหมือนที่ตำหนิ
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลทางด้านอารมณ์และจิตใจ)
- ห้ามทำท่าทางเลียนแบบคนพิกลพิการไม่สมประกอบ ลูกออกจะเหมือนอย่างที่ทำ
(ภูมิปัญญาแฝง : ไม่เหมาะสม ไม่ดีไม่งาม แสดงถึงความไม่มีมารยาท)
- คะลำนั่งยองๆ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้)
- คะลำนั่งชันเข่า (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้)
- คะลำนั่งคุกเข่า (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้)
- คะลำพลิกด้านใบตอง (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำเผาหอย เผาปู (ไม่ทราบเหตุผล)
- ห้ามเดินเร็ว ให้เดินช้า
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหกล้มได้รับอันตรายได้)
- คะลำขึ้นที่สูง (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะตกลงมาได้รับอันตรายได้)
- คะลำนั่งบนที่สูง (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะตกลงมาได้รับอันตรายได้)
- คะลำนั่งลงแรงๆ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อลูกในครรภ์ได้)
- คะลำนอนหงาย นอนคว่ำ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อลูกในครรภ์ได้ หรือหากนอนหงายอาจล่อแหลมที่จะเกิดอุบติเหตุ เช่น สิ่งของหล่นใส่ คนเดินไปมาหกล้มใส่เป็นต้น)
- ห้ามอาบน้ำร้อน (ไม่ทราบเหตุผล)
- ห้ามอาบน้ำสกปรก
- ห้ามเอาครกกับสากแช่อยู่ด้วยกัน จะทำให้คลอดลูกลำบาก
- (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทที่งดงามแก่ผู้ที่จะเป็นแม่)
- ห้ามชะโงกดูน้ำในบ่อ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะวิงเวียนและตกลงไปได้)
- ห้ามเดินข้ามขัว(สะพาน) (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : ในอดีตสะพานทั่วไปจะมีลักษณะเป็นท่อนไม้ขนาดเล็กพอที ่คนเดียวจะเดินข้ามได้ ดังนั้นอาจจะเป็นอันตรายได้)
เป็นต้น
ข้อคะลำเรื่องอาหาร เช่น
- คะลำกินกล้วยแฝด จะได้ลูกแฝด
- คะลำกินเนื้อควายเผือก (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินอาหารที่ติดอยู่กับไม้ย่าง
(ภูมิปัญญาแฝง : ดูแล้วไม่งาม ไม่เหมาะสม)
- คะลำกินผักข่า (ผักชะอม) (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินปลาเพี้ย (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินปลาชะโด (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินไข่ (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินเผือกมัน (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินเห็ด (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินอาหารรสจัด
- คะลำกินเนื้อเต่าเพ็ก (เต่าตัวเล็ก) (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินเนื้อตะพาบน้ำ (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินแมลง แตน ต่อ (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินปลาร้า (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินของดองมึนเมา
- คะลำกินเนื้อกระต่าย (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินข้าวจี่
- คะลำกินเมล็ดมะขามคั่ว
- คะลำกินอาหารที่มีไขมัน
เป็นต้น
1.2 สตรีแม่ลูกอ่อน
แม่ลูกอ่อนหรือผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ ยังอยู่ในภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตของผู้เป ็นแม่และทารกที่เพิ่งคลอดได้ ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงยังมีข้อประพฤติ ปฏิบัติหรือข้อห้ามข้อคะลำที่ผู้เป็นแม่ลูกอ่อนต้องค ะลำอยู่หลายอย่าง
ข้อคะลำในการปฏิบัติ เช่น
- ห้ามเดินไปไหนไกลๆ คะลำ
- ห้ามเดินเร็ว ให้เดินช้าๆ
(ภูมิปัญญาแฝง : หากประสบอุบัติเหตุอาจจะเป็นอันตราย เช่น ตกเลือด หรือกระทบกระเทือนบาดแผลที่ยังไม่หายสนิท)
- ห้ามนั่งยองๆ หรือนั่งพับเพียบ
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะเป็นอันตรายหรือพระทบกระเทือนต่อบาดแผลได้)
- ห้ามไกลเปล อู่ที่ว่างของเด็กทารก จะทำให้ผีมาเอาเด็กไป
- (ภูมิปัญญาแฝง : ผู้เชื่อโชคลางเห็นว่าเป็นลางไม่ดี เท่ากับแช่งให้เด็กตาย)
- ห้ามให้ใครข้ามเปล อู่เด็กทารก จะทำให้เด็กร้องไห้งอแง ไม่ยอมหลับนอน
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหกล้มหรือมีสิ่งของหล่นใส่เด็กเป็นอันตรายได้)
- ห้ามกล่อมลูกเวลากลางคืน
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะก่อความรำคาญ รบกวนผู้คนที่ยังหลับนอนอยู่)
- ห้ามหลับนอนกับสามี
- ห้ามนอนใกล้กับสามี
- ห้ามนอนหัวสูง (ไม่ทราบเหตุผล)
- ห้ามนอนหงาย
- ห้ามนอนนอกมุ้ง
- ห้ามนอนกลางวัน
- ขณะอยู่ไฟ (อยู่กรรม) ห้ามออกห่างหม้อไฟเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
- ห้ามทำงานบ้าน (คะลำเวียก)
(ภูมิปัญญาแฝง : ยังไม่แข็งแรง อาจกระทบกระเทือนต่อสุขภาพและบาดแผลได้)
- ห้ามนำเด็กทารกออกจากชายคาบ้าน คะลำ
(ภูมิปัญญาแฝง : เด็กยังไม่แข็งแรง กะโหลกศรีษะยังไม่หุ้มดี อาจจะไม่สบายได้ง่าย)
- ห้ามเอารกเด็กไปฝัง เพราะจะทำให้เด็กปัญญาทึบ
(ภูมิปัญญาแฝง : เกรงว่าหากฝังไม่มิดชิด สัตว์ป่าหรือสุนัข สัตว์เลี้ยงอาจมาคุ้ยเขี่ยได้)
- ให้ซักผ้าอ้อมก่อนเพล(ประมาณเที่ยง) และให้ถือขมิ้นและมีดน้อยๆไปด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้ผีร้ายตามมาเอาตัวเด็กไปได้
(ภูมิปัญญาแฝง : หากมัวชักช้าโอ้เอ้อาจจะทำให้เสียการงานอย่างอื่นไปด ้วย บังคับทางอ้อม)
เป็นต้น
ข้อคะลำเรื่องอาหาร ทั้งนี้เชื่อว่าหากรับประทานเข้าไปแล้วจะก่ออันตรายต ่อแม่ลูกอ่อน เป็นของแสลง ผิดสำแดง ซึ่งหากพิจารณาตามหลักโภชนาการแล้ว เข้าใจว่าสิ่งของที่คะลำนั้นยากต่อการย่อยเผาผลาญ และอาจมีผลต่อร่างกายที่ยังอ่อนแอของแม่และอาจมีผลต่ อลูกได้ ตัวอย่างคะลำ เช่น
- ห้ามกินเนื้อควายเผือก
- ห้ามกินไข่มดแดง
- ห้ามกินของหมักดอง
- ห้ามกินผักชะอม
- ห้ามกินฟัก
- ห้ามกินดอกขี้เหล็ก
- ห้ามกินใบสะระแหน่
- ห้ามกินกล้วยหอม
- ห้ามกินข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ)
- ห้ามกินเนื้อหมู
- ห้ามกินเนื้อกระต่าย
- ห้ามกินเป็ดเทศ
- ห้ามกินห่าน
- ห้ามกินแมงดานา
- ห้ามกินปลาร้า
- ห้ามกินปลาชะโด
- ห้ามกินปลาอีจน
- ห้ามกินปลาสลิด
- ห้ามกินเห็ดขาว เห็ดกะด้าง
- ห้ามกินตะพาบน้ำ
- ห้ามกินหน่อไม้
- ห้ามกินปลาหมึก
- ห้ามกินมะละกอสีม่วง
- ห้ามกินน้ำเย็น
- ห้ามกินไก่งวง
- ห้ามกินใบโหระพา
- ห้ามกินสะเดา
- ห้ามกินปลาเพลี้ย
- ห้ามกินปลานกเขา
- ห้ามกินปลาอีวน
- ห้ามกินเต่าเพ็ก
เป็นต้น
1.3 คนเจ็บป่วย
ข้อคะลำสำหรับคนเจ็บป่วยนั้น โดยภาพรวมเป็นข้อที่ห้ามปฏิบัติของผู้ป่วยในแต่ละ
โรค ซึ่งจะบอกกล่าวโดยรวมทั่วไปว่าสิ่งใดควรเว้นควรไม่กร ะทำ หลีกเลี่ยงแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งนี้ขอให้พิจารณาภายใต้เงื่อนไขของสังคมอีสานในอด ีตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยเหลือดูแลตัวเอง ทั้งนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ สาธารณสุขที่ยังไม่สามารถย่างกรายเข้ามาในสังคมดังกล ่าว และได้สืบทอดปฏิบัติสืบต่อกันมานับหลายร้อยปีจากการส ังเกต ลองถูกลองผิด สั่งสมเป็นข้อคะลำที่ควรระลึกไว้ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาดังนี้
- ห้ามกินหมากไม้ทุกชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง มะม่วง ทุเรียน ลำไย อ้อย มะละกอ สับปะรด
- ห้ามกินถั่วฝักยาว
- ห้ามกินของรสเปรี้ยว
- ห้ามกินข้าวต้มห่อ
- คนเป็นวัณโรคห้ามกินของหมักดอง เช่น ปลาส้ม สัมวัว หน่อไม้ดอง
- คนเป็นไออย่ากินหมากเขือ กุ้ง ปลาซิว ส้มตำ มะเกลือ อาหารรสจัด หัวกลอย หัวมัน เพราะมันจะทำให้คันคอ ไอไม่หยุด
- คนถูกหมาว้อ(หมาบ้า)กัด บ่ให้กินลาบเทา(สาหร่ายชนิดหนึ่ง) มันจะเป็นบ้าคือเก่า
- บ่ให้ผู้หญิงเป็นระดูเก็บผักอีเลิศ ผักสะระแหน่ ผักมันจะตายหมด
- คนป่วยนอนบนฟูก จะทำให้หายป่วยช้า
- คนเป็นฝีหนอง เป็นหิด กลากเกลื้อน ห้ามกินไก่และของหมักดอง
- คนเป็นคางทูม ห้ามกินไข่
- คนเป็นโรคประสาทห้ามกินน้ำมันหมู
เป็นต้น
1.4 เด็กเล็ก
เด็กถือว่าเป็นวัยที่จะต้องเติบใหญ่ เป็นผู้สืบทอดความรู้ รักษาระเบียบแบบแผนของสังคมในอนาคตต่อไป จึงเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องมีการปลูกฝังแบบแผน ความประพฤติในสังคมอีสานโดยผ่านคะลำ ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ และควบคุมพฤติกรรมของเด็กให้อยู่ในระเบียบแบบแผนที่พ ึ่งปรารถนาของสังคม และเป็นการเพาะกล้าของความคิด ความรู้ ค่านิยม อุดมการณ์ บรรทัดฐานบางอย่างให้แก่คนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งด ้วย ซึ่งข้อคะลำที่ผู้ใหญ่นำมาใช้กับเด็กรุ่นหลังมักจะเป ็นลักษณะการปราบและปรามพฤติกรรมที่ไม่พึ่งปรารถนา และแสดงถึงผลที่ฝ่าฝืนข้อห้ามข้อคะลำดังกล่าวให้น่าก ลัว หรือบางครั้งจะไม่แสดงเหตุผลแต่จะบอกว่าคะลำ ซึ่งนั้นมักจะทำให้เด็ก(ส่วนใหญ่)สยบยอมต่อข้อคะลำเห ล่านั้น พร้อมกันนั้นยังเป็นการควบคุมหรือบอกข้อควรปฏิบัติระ หว่างผู้ใหญ่ต่อเด็ก และบางข้อยังสามารถใช้กับบุคคลทั่วไปได้ด้วย, ทั้งนี้ภายใต้บริบทแวดล้อมในขณะนั้นที่เป็นตัวหล่อหล อมความคิด การรับฟัง เชื่อถือผู้ใหญ่ที่เกิดมาก่อนด้วย ซึ่งตัวอย่างข้อคะลำที่ยกมามีดังนี้
- ห้ามทักว่าเด็กที่เกิดใหม่ว่าน่ารัก เพราะถ้าผีรู้จะตามมาเอาตัวเด็ก หรืออายุเด็กจะสั้น
(ภูมิปัญญาแฝง : เป็นการปรามทั้งตัวแม่เด็กและตัวเด็กที่เกิดขึ้นมาไม ่ให้หลงระเริงต่อคำชมยกย้อป้อปั้น สร้างนิสัยไม่พึ่งปรารถนาตามมา)
- อย่าป่อน(หย่อน)เด็กเล็กลงเรือน เป็นเชิงหยอกล้อ เพราะจะทำให้เด็กอายุสั้น
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะเกิดอุบัติเหตุเด็กพลัดตกลงไป และอาจจะอายุสั้นจริงๆได้)
- ห้ามเอาจิ้งหรีดมากัดกันเล่น ฟ้าจะผ่าเอาได้
(ภูมิปัญญาแฝง : ควบคุมพฤติกรรมที่ควรประพฤติ ให้มีจิตใจเมตตา)
- อย่าให้เด็กนั่งบนหลังสุนัข จะทำให้เด็กนิสัยเหมือนสุนัข
(ภูมิปัญญาแฝง : สุนัขอาจแว้งมากัดเป็นอันตรายได้ และไม่ให้รังแกสัตว์)
- อย่านั่งหันหลังขณะที่นั่งบนหลังวัว ควาย จะเป็นอัปมงคล
(ภูมิปัญญาแฝง : มองไม่เห็นทาง ควบคุมสัตว์ไม่ได้ อาจตกลงมาเป็นอันตรายได้)
- อย่าเคาะหรือตีหัวเด็ก จะทำให้เด็กปัสสาวะรดที่นอน
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะกระทบกระเทือน เป็นอันตรายต่อสมองของเด็กได้)
- อย่าตีหัวแมว เพราะเมื่ออายุมากจะทำให้ศรีษะสั่น
(ภูมิปัญญาแฝง : ห้ามรังแกสัตว์ให้มีเมตตา)
- ห้ามนอนกินอาหาร จะเป็นงู
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะมีผลต่อระบบย่อยอาหาร และฝึกมารยาทที่เหมาะสม)
- ห้ามเล่นข้าวสาร จะทำให้มือด่าง
(ภูมิปัญญาแฝง : ข้าวเป็นอาหารไม่ควรนำมาเล่น และเป็นการสอนให้รู้สำนึกในคุณข้าวด้วย)
- เด็กขณะพูดกับผู้ใหญ่อย่าอมนิ้ว
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาท และบุคลิกภาพ)
- ห้ามจับหางสุนัข จะทำให้สุนัขกินลูกไก่
(ภูมิปัญญาแฝง : สุนัขอาจจะรำคาญและแว้งกัดทำอันตรายได้)
- ด่าพ่อแม่บุพการีผู้มีพระคุณ ตายไปจะเป็นเปรตปากเท่ารูเข็ม
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม และมารยาท ค่านิยมและควบคุมพฤติกรรมของเด็กและบุคคลทั่วไป)
- อย่าเดินใกล้ผู้ใหญ่
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยามสังคม พฤติกรรมที่เหมาะสม)
- อย่าลักขโมยของพ่อแม่ จะทำใหตีนบาทสั้นมือฮี
- (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรม)
- ห้ามโกหกหลอกลวง
- อย่าเดินข้ามขาผู้ใหญ่ ขาจะด้วน
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม มารยาทสังคม)
- ห้ามเด็กกินไข่ร้างรัง
- ห้ามเด็กทารกที่ฟันยังไม่ขึ้นส่องกระจก
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม พฤติกรรมให้เหมาะสมกับวัย)
- ห้ามเด็กกินไส้และพุงปลาช่อน
- ห้ามตีก้นเด็ก จะทำให้เด็กเป็นซางตานขโมย
- เวลาอุ้มเด็กทารกห้ามพูดหนักหรือเบาเกินไป
- ห้ามเป่าลมปากใส่หน้าเด็ก
- (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะมีเชื้อโรคติดต่อไปยังเด็กได้)
- เวลาอุ้มเด็กห้ามโยนเด็ก
- (ภูมิปัญญาแฝง : เด็กอาจจะหลุดมือ เป็นอันตรายได้)
- ห้ามเด็กกินจาวมะพร้าว
- ห้ามเด็กกินเครื่องในไก่ จะทำให้เป็นดื้อด้าน ดื้อรั้น
- (ภูมิปัญญาแฝง : ตามหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอวัยวะดังกล่าวมีสารเคมีท ี่เป็นพิษเจือปนอยู่)
เป็นต้น
1.5 ผู้ที่ร่ำเรียนวิชาความรู้ เช่น ผู้เรียนไสยศาสตร์ หมอยา (หมอยาสมุนไพร หมอยากระดูก หมอยาเป่า) หมอธรรม
ถือว่าเป็นปูชนียบุคคลสำคัญในสังคมอีสานเมื่อครั้งอด ีต เนื่องจากเป็นทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นต่อวิถีชีวิต ซึ่งจะเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อคนอีสานทุกเพศทุ กวัย เนื่องจากในช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต เช่น การเกิด การเจ็บป่วย การตาย และงานพิธีกรรมต่างๆ บุคคลดังกล่าวต้องได้รับเชิญมาประกอบพิธีกรรม หรือไม่มักจะเป็นข้อขะลำส่วนตัวเพื่อสร้างความเชื่อม ั่นต่อคุณวิชาที่ตนเรียนมา ดังนั้นในส่วนของฮีตปฏิบัติของบุคคลดังกล่าวจึงต้องเ คร่งครัดเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณความดีความสามารถข องตนเองและสร้างความนาเชื่อถือศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งข้อคะลำบางกล่าวอาจจะหาเหตุผลมาชี้แจงได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมหรือจรรยาบรรณที่ผู้ร่ำเรียนทางด้านนี้ต้องมี เชื่อกันว่าสำหรับผู้ที่เรียนคาถาอาคมหากฝ่าฝืนจะมีอ าการผิดครู อาจจะเกิดสิ่งไม่ดีต่อตนเอง เช่น คาถาอาคมเสื่อม เป็นบ้า เป็นผีปอบ เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างของข้อคะลำมีดังนี้ เช่น
- ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า จะทำให้วิชาคุณไสยจะเสื่อม
- ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน
- ห้ามลอดเครือกล้วยที่ใช้ไม้ค้ำไว้
- ห้ามลอดกี่ทอผ้า
- ห้ามลอดจ่อ (เครื่องมือเลี้ยงตัวไหม)
- ห้ามลอดใต้บันได
- ห้ามกินฟักทอง
- ห้ามกินแตง
- ห้ามกินฟัก แฟง
- ห้ามกินมะเฟือง
- ห้ามกินผักกระถิน (ภาษาอีสานเรียกผักกะเสด) นอกจากว่าเวลาที่กินนั้นไม่มีใครเรียกว่าผักกะเสด จึงจะสามารถกินได้ เนื่องจากถือว่าเป็นของเศษเหลือเดน
- ห้ามกินอึ่งอ่าง
- ห้ามกินปลาไหล
- ห้ามกินน้ำเต้า
- ห้ามกินเนื้อควาย
- ห้ามเล่นชู้
- ห้ามกินอาหารใดในงานศพ จะทำให้คาถาอาคมที่เรียนมาเสื่อม
- เวลากินข้าว ห้ามไม่ให้เอามือไปชนกับมือคนอื่นที่ร่วมสำรับ มันคะลำ
- ห้ามดื่มสุราที่เหลือจากคนอื่นดื่มไปแล้ว
- ห้ามกินเนื้องู เนื้อสุนัข เนื้อแมว เนื้อม้า และเนื้อเต่า มันคะลำ
นอกจากนี้ยังมีข้อคะลำข้อห้ามปฏิบัติของผู้ที่มีวิชา อาคมที่สอดคล้องกับอาชีพหลักของครอบครัว ซึ่งจะจำเพาะเจาะจงว่าเป็นคะลำอย่างยิ่ง เช่น ผู้มีอาชีพคล้องช้าง, ทั้งนี้ข้อคะลำดังกล่าวยังได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้ องกับบุคคลอื่นๆข้างเคียงด้วย เช่น ภรรยาคู่ชีวิต อีกนัยหนึ่งอาจจะสอดคล้องกับข้อที่ควรปฏิบัติของผู้เ กี่ยวข้อง อาจจะเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ไปคล้องช้าง และเป็นอุบายตักเตือนห้ามปรามผู้ที่อยู่บ้านปฏิบัติต นให้เหมาะสมทั้งกาย วาจา และใจเพื่อรอคอยผู้ชายที่ออกไปคล้อง และข้อเตือนใจเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นแ ก่ผู้ที่อยู่บ้าน เป็นการป้องกันสวัสดิภาพไปด้วย ซึ่งข้อคะลำของภรรยาหรือฝ่ายหญิงที่อยู่เรือน นับตั้งแต่ฝ่ายสามี ฝ่ายชายออกเดินทางออกไปทำกิจดังกล่าว คือ
- ห้ามตัดผม
- ห้ามหวีผม
- ห้ามแต่งหน้า
- ห้ามพูดคุยกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะผู้ชาย
- ห้ามรับญาติมาพักอาศัยอยู่ภายในบ้าน
- ห้ามกวาดบ้านไปทางด้านทิศเหนือ
- ห้ามไปไกลจากบ้านของตน
- ห้ามกล่าวคำหยาบโลน
- ห้ามแสดงอาการโกรธขึ้ง
- ห้ามนั่งบนบันได
- ห้ามปีนต้นหม่อน
- ห้ามทิ้งของลงจากเรือน เว้นแต่ว่ามีคนรอรับอยู่ข้างล่าง
- ห้ามถอนฟืนออกจากเตาขณะที่กำลังหุงต้ม
- ต้องกราบไหว้เทวดา ผีรักษาทุกคืนก่อนนอน
เป็นต้น
มีต่อ ข้างล่าง
ขะลำ,คะลำ หรือ กะลำ บางท่านเชื่อว่ามาจากรากศัพท์ของคำว่า กรรม ซึ่งหมายถึงการกระทำ อันเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของคนอีสานในอดี ต เนื่องจากคะลำเป็นข้อห้ามในการกระทำแสดงออกต่างๆ หรือสิ่งต้องห้าม ต้องเว้น ห้ามประพฤติปฏิบัติ ไม่สมควรที่จะกระทำ ทั้งกาย วาจาและใจ หากละเลย หรือล่วงละเมิดจะเป็นอัปมงคล เป็นบาปกรรม ผิดฮีตผิดคอง นำความเสื่อมเสีย และอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลที่ฝ่าฝืนรวมทั้งมีผลต่อสั งคมที่อยู่ด้วย
ดังนั้นคะลำจึงเป็นดังมาตรการหรือข้อห้ามในการควบคุม ความประพฤติของคนในสังคมและเป็นกฏเกณฑ์ในการจัดความส ัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย ทั้งนี้อาจจะใกล้เคียงกับ 'ขึด' ของทางภาคเหนือ หรือข้อห้ามต่างๆที่มีในภาคกลางและภาคใต้ รวมทั้ง Taboo ในภาษาชาวเมลานีเชีย โดยได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาและหลายคนที่รับปฏิบั ติอย่างเคร่งครัด ซึ่งลางครั้งหลายข้อกะลำไม่มีเหตุผลอธิบายรายละเอียด ว่าเหตุใดจึงต้องคะลำ เห็นว่าเคยถูกสั่งสอนปฏิบัติสืบต่อกันมาจึงได้ปฏิบัต ิสืบต่อกันไป ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าคะลำหลายข้อได้บอกถึงผลข้าง เคียงหรือผลจากการฝ่าฝืนไว้อย่างน่ากลัว น่า "เข็ดขวง" ซึ่งผู้ล่วงละเมิดจะได้รับ ดังนั้นข้อคะลำหลายข้อจึงมีลักษณะอย่างฟันธงว่า "เพราะว่าคะลำจึงห้ามประพฤติ !"
ด้วยเหตุนี้คะลำซึ่งได้กลายเป็นเหตุผลของการห้ามคะลำ ไปในตัว มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองโดยปริยาย แต่ครั้นพอเวลาล่วงเลยผ่านบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คะลำหลายข้อได้ถูกละเลย ละทิ้งและไม่ได้รับความสนใจที่จะประพฤติ ปฏิบัติดังที่เคยเป็นมา ทั้งที่หากพิจารณาถึงข้อคะลำโดยรวมทั้งหมดจะเห็นภาพช ีวิตของคนที่ปรากฏในข้อคะลำทั้งหลายที่บัญญัติ ทั้งนี้การที่บัญญัติข้อคะลำออกมานั้น จำเป็นต้องได้รับประสบการณ์ก่อนจึงจะสามารถเข้าใจถึง ผลที่จะเกิดจากการฝ่าฝืนข้อคะลำ
เช่นนั้นคะลำจึงเป็นผลผลิตหนึ่งที่เกิดจากการกระทำที ่เคยประสบมาในอดีต ภายใต้เงื่อนไขของสิ่งแวดล้อมและเวลาในขณะนั้น เพื่อกำหนดข้อประพฤติ ปฏิบัติของคนในสังคม หลายข้อแฝงด้วยปรัชญาของชีวิตและภูมิปัญญาที่คนอีสาน ในอดีตได้คิดค้นเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมและแบบแผน ปฏิบัติเฉพาะบุคคลเพื่อความดี ความงามตามมาตรฐานสังคมและสวัสดิภาพของชีวิต โดยได้ถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆทั้งมุขปาฐะ ซึ่งเป็นคำสอน ข้อห้ามโดยตรงในชีวิตประจำวัน และผ่านงานวรรณกรรมต่างๆ เช่น ผญา กลอนลำ วรรณคดี นิทานต่างๆ เป็นต้น
ประเภทของคะลำ
ทั้งนี้หากจะแบ่งประเภทของข้อคะลำแล้ว สามารถแบ่งออกกว้างๆตามสิ่งที่ได้ไปเกี่ยวข้อง หรือปฏิสัมพันธ์ได้ 3 ลักษณะคือ
1. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล
2. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับสถานที่
3. ข้อขะลำที่สัมพันธ์กับเวลา
ซึ่งการแบ่งลักษณะดังกล่าวนั้นไม่ได้แยกออกจากกันเป็ นอิสรภาพหากแต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน ในลักษณะองค์รวมความรู้ของค่านิยม บรรทัดฐาน อุดมการณ์ อันจะครอบคลุมไปทั้งหมดของวิถีการดำเนินชีวิตประจำวั น ตั้งแต่การเกิด การอยู่ การกิน การนอน การเจ็บป่วย การแต่งงาน การตาย เป็นต้น ซึ่งจะจัดพฤติกรรมความสัมพันธ์ของผู้คนในระดับต่างๆ เพื่อผลที่น่าปรารถนาทั้งต่อระดับบุคคลและสังคม
1. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล
ข้อคะลำในหมวดนี้หากจะแบ่งย่อยออกไปเพื่อระบุให้ชัดเ จนแล้ว อาจจะสามารถแยกออกไปได้ในส่วนของระดับหรือประเภทของบ ุคคลต่างๆในสังคม เช่น
1.1 สตรีมีครรถ์
ข้อคะลำที่สตรีมีครรถ์ไม่ควรประพฤติปฏิบัติในระหว่าง ช่วงดังกล่าวนั้น มีมากมายทั้งนี้เพื่อต้องการให้ทั้งแม่และเด็กสามารถ ที่จะประสบกับสวัสดิภาพของชีวิตให้มากที่สุด ซึ่งในจำนวนข้อขะลำทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่มักจะเน้นหนัก ไปทางด้านอาหารการกิน(ของแสลง) แบบแผนที่ผู้เป็นว่าที่คุณแม่ควรนำมาประพฤติ ซึ่งห่างละเลยแล้วต้อง คะลำ ถือว่าไม่ดี ไม่งามไม่เหมาะสม หนักเข้าจะเป็นบาปกรรม เสื่อมเสียและอาจถึงแก่ชีวิต เป็นต้น ซึ่งหลายข้อคะลำบางข้อหากมองด้วยความรู้มาตรฐานโดยเฉ พาะหลักสุขลักษณะตามหลักโภชนาการแม่และเด็กแล้วดูจะเ ป็นการขัดกันอยู่หลายข้อ แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพแวดล้อมและเวลาในช่วงเวลานั้น ของสังคมอีสาน ด้วยเงื่อนไข ขีดจำกัดทั้งแพทย์ วิทยาการรักษาแล้ว ความจำเป็นในสวัสดิภาพของชีวิตและเผ่าพันธุ์จึงจำเป็ นต้องบัญญัติข้อคะลำตามที่บรรพบุรุษแนะนำไว้ จากประสบการณ์ที่เคยประสบอย่างเคร่งครัด เนื่องจากความเคารพนับถือแก่บุคคลที่กำเนิดเกิดก่อนผ ู้เฒ่าผู้แก่ในสังคมดั้งเดิม ซึ่งข้อคะลำที่นำมาเป็นตัวอย่างประกอบในการพิจารณามี ดังนี้
ข้อคะลำในการปฏิบัติ เช่น
- ห้ามอาบน้ำเวลากลางคืน เพราะน้ำคาวปลาจะมาก
(ภูมิปัญญาแฝง : เพราะอาจจะหกล้มได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อแม่และเด ็กได้ เนื่องจากในอดีตต้องใช้ไต้ หรือกะบองในการให้แสงสว่างซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ)
- ห้ามข้ามเชือกที่กำลังล่ามวัวควาย ลูกออกมาจะเป็นคนตะกละตะกลาม
(ภูมิปัญญาแฝง : เพราะอาจจะสะดุดเชือกหกล้มได้ หากวัวควายลุกเดินหรือวิ่งชน)
- ห้ามนั่งขวางประตูบ้าน จะทำให้คลอดลูกยาก
(ภูมิปัญญาแฝง : กีดขวางทางเข้าออกของผู้สัญจรไปมา)
- ห้ามนั่งขวางบันไดบ้าน จะทำให้คลอดลูกยาก
(ภูมิปัญญาแฝง : กีดขวางทางเข้าออกของผู้สัญจรไปมา)
- คะลำเย็บที่นอน จะทำให้คลอดลูกยาก
- (ภูมิปัญญาแฝง อาจจะเป็นเหน็บเนื่องจากนั่งนอนหรือเพ็งมากเกินไป)
- คะลำไปงานศพ เดี๋ยวผีคนตายจะมาเกิดด้วย
(ภูมิปัญญาแฝง : ไม่ต้องการให้แม่เด็กต้องพบเจอภาพที่ไม่สวยงาม ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ได้)
- คะลำไปเบิ่งคนคลอดลูก เดี๋ยวเด็กในท้องจะชักชวนกันไปในทางไม่ดี
(ภูมิปัญญาแฝง : ไม่ต้องการให้แม่เด็กต้องพบเจอภาพที่ไม่สวยงาม ซึ่งจะส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ได้)
- คะลำปิดหน้าต่างประตู (ไม่บอกเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : ต้องการให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก)
- คะลำตอกตะปู (ไม่บอกเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะกระเทือนต่อลูกในท้อง และรบกวนคนอื่น)
- ห้ามตำหนิผู้อื่น ลูกออกมาจะบ่ดีเป็นเหมือนที่ตำหนิ
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลทางด้านอารมณ์และจิตใจ)
- ห้ามทำท่าทางเลียนแบบคนพิกลพิการไม่สมประกอบ ลูกออกจะเหมือนอย่างที่ทำ
(ภูมิปัญญาแฝง : ไม่เหมาะสม ไม่ดีไม่งาม แสดงถึงความไม่มีมารยาท)
- คะลำนั่งยองๆ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้)
- คะลำนั่งชันเข่า (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้)
- คะลำนั่งคุกเข่า (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้)
- คะลำพลิกด้านใบตอง (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำเผาหอย เผาปู (ไม่ทราบเหตุผล)
- ห้ามเดินเร็ว ให้เดินช้า
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหกล้มได้รับอันตรายได้)
- คะลำขึ้นที่สูง (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะตกลงมาได้รับอันตรายได้)
- คะลำนั่งบนที่สูง (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะตกลงมาได้รับอันตรายได้)
- คะลำนั่งลงแรงๆ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อลูกในครรภ์ได้)
- คะลำนอนหงาย นอนคว่ำ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อลูกในครรภ์ได้ หรือหากนอนหงายอาจล่อแหลมที่จะเกิดอุบติเหตุ เช่น สิ่งของหล่นใส่ คนเดินไปมาหกล้มใส่เป็นต้น)
- ห้ามอาบน้ำร้อน (ไม่ทราบเหตุผล)
- ห้ามอาบน้ำสกปรก
- ห้ามเอาครกกับสากแช่อยู่ด้วยกัน จะทำให้คลอดลูกลำบาก
- (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทที่งดงามแก่ผู้ที่จะเป็นแม่)
- ห้ามชะโงกดูน้ำในบ่อ (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะวิงเวียนและตกลงไปได้)
- ห้ามเดินข้ามขัว(สะพาน) (ไม่ทราบเหตุผล)
(ภูมิปัญญาแฝง : ในอดีตสะพานทั่วไปจะมีลักษณะเป็นท่อนไม้ขนาดเล็กพอที ่คนเดียวจะเดินข้ามได้ ดังนั้นอาจจะเป็นอันตรายได้)
เป็นต้น
ข้อคะลำเรื่องอาหาร เช่น
- คะลำกินกล้วยแฝด จะได้ลูกแฝด
- คะลำกินเนื้อควายเผือก (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินอาหารที่ติดอยู่กับไม้ย่าง
(ภูมิปัญญาแฝง : ดูแล้วไม่งาม ไม่เหมาะสม)
- คะลำกินผักข่า (ผักชะอม) (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินปลาเพี้ย (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินปลาชะโด (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินไข่ (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินเผือกมัน (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินเห็ด (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินอาหารรสจัด
- คะลำกินเนื้อเต่าเพ็ก (เต่าตัวเล็ก) (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินเนื้อตะพาบน้ำ (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินแมลง แตน ต่อ (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินปลาร้า (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินของดองมึนเมา
- คะลำกินเนื้อกระต่าย (ไม่ทราบเหตุผล)
- คะลำกินข้าวจี่
- คะลำกินเมล็ดมะขามคั่ว
- คะลำกินอาหารที่มีไขมัน
เป็นต้น
1.2 สตรีแม่ลูกอ่อน
แม่ลูกอ่อนหรือผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ ยังอยู่ในภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้งชีวิตของผู้เป ็นแม่และทารกที่เพิ่งคลอดได้ ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงยังมีข้อประพฤติ ปฏิบัติหรือข้อห้ามข้อคะลำที่ผู้เป็นแม่ลูกอ่อนต้องค ะลำอยู่หลายอย่าง
ข้อคะลำในการปฏิบัติ เช่น
- ห้ามเดินไปไหนไกลๆ คะลำ
- ห้ามเดินเร็ว ให้เดินช้าๆ
(ภูมิปัญญาแฝง : หากประสบอุบัติเหตุอาจจะเป็นอันตราย เช่น ตกเลือด หรือกระทบกระเทือนบาดแผลที่ยังไม่หายสนิท)
- ห้ามนั่งยองๆ หรือนั่งพับเพียบ
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะเป็นอันตรายหรือพระทบกระเทือนต่อบาดแผลได้)
- ห้ามไกลเปล อู่ที่ว่างของเด็กทารก จะทำให้ผีมาเอาเด็กไป
- (ภูมิปัญญาแฝง : ผู้เชื่อโชคลางเห็นว่าเป็นลางไม่ดี เท่ากับแช่งให้เด็กตาย)
- ห้ามให้ใครข้ามเปล อู่เด็กทารก จะทำให้เด็กร้องไห้งอแง ไม่ยอมหลับนอน
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหกล้มหรือมีสิ่งของหล่นใส่เด็กเป็นอันตรายได้)
- ห้ามกล่อมลูกเวลากลางคืน
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะก่อความรำคาญ รบกวนผู้คนที่ยังหลับนอนอยู่)
- ห้ามหลับนอนกับสามี
- ห้ามนอนใกล้กับสามี
- ห้ามนอนหัวสูง (ไม่ทราบเหตุผล)
- ห้ามนอนหงาย
- ห้ามนอนนอกมุ้ง
- ห้ามนอนกลางวัน
- ขณะอยู่ไฟ (อยู่กรรม) ห้ามออกห่างหม้อไฟเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
- ห้ามทำงานบ้าน (คะลำเวียก)
(ภูมิปัญญาแฝง : ยังไม่แข็งแรง อาจกระทบกระเทือนต่อสุขภาพและบาดแผลได้)
- ห้ามนำเด็กทารกออกจากชายคาบ้าน คะลำ
(ภูมิปัญญาแฝง : เด็กยังไม่แข็งแรง กะโหลกศรีษะยังไม่หุ้มดี อาจจะไม่สบายได้ง่าย)
- ห้ามเอารกเด็กไปฝัง เพราะจะทำให้เด็กปัญญาทึบ
(ภูมิปัญญาแฝง : เกรงว่าหากฝังไม่มิดชิด สัตว์ป่าหรือสุนัข สัตว์เลี้ยงอาจมาคุ้ยเขี่ยได้)
- ให้ซักผ้าอ้อมก่อนเพล(ประมาณเที่ยง) และให้ถือขมิ้นและมีดน้อยๆไปด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้ผีร้ายตามมาเอาตัวเด็กไปได้
(ภูมิปัญญาแฝง : หากมัวชักช้าโอ้เอ้อาจจะทำให้เสียการงานอย่างอื่นไปด ้วย บังคับทางอ้อม)
เป็นต้น
ข้อคะลำเรื่องอาหาร ทั้งนี้เชื่อว่าหากรับประทานเข้าไปแล้วจะก่ออันตรายต ่อแม่ลูกอ่อน เป็นของแสลง ผิดสำแดง ซึ่งหากพิจารณาตามหลักโภชนาการแล้ว เข้าใจว่าสิ่งของที่คะลำนั้นยากต่อการย่อยเผาผลาญ และอาจมีผลต่อร่างกายที่ยังอ่อนแอของแม่และอาจมีผลต่ อลูกได้ ตัวอย่างคะลำ เช่น
- ห้ามกินเนื้อควายเผือก
- ห้ามกินไข่มดแดง
- ห้ามกินของหมักดอง
- ห้ามกินผักชะอม
- ห้ามกินฟัก
- ห้ามกินดอกขี้เหล็ก
- ห้ามกินใบสะระแหน่
- ห้ามกินกล้วยหอม
- ห้ามกินข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ)
- ห้ามกินเนื้อหมู
- ห้ามกินเนื้อกระต่าย
- ห้ามกินเป็ดเทศ
- ห้ามกินห่าน
- ห้ามกินแมงดานา
- ห้ามกินปลาร้า
- ห้ามกินปลาชะโด
- ห้ามกินปลาอีจน
- ห้ามกินปลาสลิด
- ห้ามกินเห็ดขาว เห็ดกะด้าง
- ห้ามกินตะพาบน้ำ
- ห้ามกินหน่อไม้
- ห้ามกินปลาหมึก
- ห้ามกินมะละกอสีม่วง
- ห้ามกินน้ำเย็น
- ห้ามกินไก่งวง
- ห้ามกินใบโหระพา
- ห้ามกินสะเดา
- ห้ามกินปลาเพลี้ย
- ห้ามกินปลานกเขา
- ห้ามกินปลาอีวน
- ห้ามกินเต่าเพ็ก
เป็นต้น
1.3 คนเจ็บป่วย
ข้อคะลำสำหรับคนเจ็บป่วยนั้น โดยภาพรวมเป็นข้อที่ห้ามปฏิบัติของผู้ป่วยในแต่ละ
โรค ซึ่งจะบอกกล่าวโดยรวมทั่วไปว่าสิ่งใดควรเว้นควรไม่กร ะทำ หลีกเลี่ยงแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งนี้ขอให้พิจารณาภายใต้เงื่อนไขของสังคมอีสานในอด ีตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยเหลือดูแลตัวเอง ทั้งนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ สาธารณสุขที่ยังไม่สามารถย่างกรายเข้ามาในสังคมดังกล ่าว และได้สืบทอดปฏิบัติสืบต่อกันมานับหลายร้อยปีจากการส ังเกต ลองถูกลองผิด สั่งสมเป็นข้อคะลำที่ควรระลึกไว้ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาดังนี้
- ห้ามกินหมากไม้ทุกชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง มะม่วง ทุเรียน ลำไย อ้อย มะละกอ สับปะรด
- ห้ามกินถั่วฝักยาว
- ห้ามกินของรสเปรี้ยว
- ห้ามกินข้าวต้มห่อ
- คนเป็นวัณโรคห้ามกินของหมักดอง เช่น ปลาส้ม สัมวัว หน่อไม้ดอง
- คนเป็นไออย่ากินหมากเขือ กุ้ง ปลาซิว ส้มตำ มะเกลือ อาหารรสจัด หัวกลอย หัวมัน เพราะมันจะทำให้คันคอ ไอไม่หยุด
- คนถูกหมาว้อ(หมาบ้า)กัด บ่ให้กินลาบเทา(สาหร่ายชนิดหนึ่ง) มันจะเป็นบ้าคือเก่า
- บ่ให้ผู้หญิงเป็นระดูเก็บผักอีเลิศ ผักสะระแหน่ ผักมันจะตายหมด
- คนป่วยนอนบนฟูก จะทำให้หายป่วยช้า
- คนเป็นฝีหนอง เป็นหิด กลากเกลื้อน ห้ามกินไก่และของหมักดอง
- คนเป็นคางทูม ห้ามกินไข่
- คนเป็นโรคประสาทห้ามกินน้ำมันหมู
เป็นต้น
1.4 เด็กเล็ก
เด็กถือว่าเป็นวัยที่จะต้องเติบใหญ่ เป็นผู้สืบทอดความรู้ รักษาระเบียบแบบแผนของสังคมในอนาคตต่อไป จึงเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องมีการปลูกฝังแบบแผน ความประพฤติในสังคมอีสานโดยผ่านคะลำ ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ และควบคุมพฤติกรรมของเด็กให้อยู่ในระเบียบแบบแผนที่พ ึ่งปรารถนาของสังคม และเป็นการเพาะกล้าของความคิด ความรู้ ค่านิยม อุดมการณ์ บรรทัดฐานบางอย่างให้แก่คนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งด ้วย ซึ่งข้อคะลำที่ผู้ใหญ่นำมาใช้กับเด็กรุ่นหลังมักจะเป ็นลักษณะการปราบและปรามพฤติกรรมที่ไม่พึ่งปรารถนา และแสดงถึงผลที่ฝ่าฝืนข้อห้ามข้อคะลำดังกล่าวให้น่าก ลัว หรือบางครั้งจะไม่แสดงเหตุผลแต่จะบอกว่าคะลำ ซึ่งนั้นมักจะทำให้เด็ก(ส่วนใหญ่)สยบยอมต่อข้อคะลำเห ล่านั้น พร้อมกันนั้นยังเป็นการควบคุมหรือบอกข้อควรปฏิบัติระ หว่างผู้ใหญ่ต่อเด็ก และบางข้อยังสามารถใช้กับบุคคลทั่วไปได้ด้วย, ทั้งนี้ภายใต้บริบทแวดล้อมในขณะนั้นที่เป็นตัวหล่อหล อมความคิด การรับฟัง เชื่อถือผู้ใหญ่ที่เกิดมาก่อนด้วย ซึ่งตัวอย่างข้อคะลำที่ยกมามีดังนี้
- ห้ามทักว่าเด็กที่เกิดใหม่ว่าน่ารัก เพราะถ้าผีรู้จะตามมาเอาตัวเด็ก หรืออายุเด็กจะสั้น
(ภูมิปัญญาแฝง : เป็นการปรามทั้งตัวแม่เด็กและตัวเด็กที่เกิดขึ้นมาไม ่ให้หลงระเริงต่อคำชมยกย้อป้อปั้น สร้างนิสัยไม่พึ่งปรารถนาตามมา)
- อย่าป่อน(หย่อน)เด็กเล็กลงเรือน เป็นเชิงหยอกล้อ เพราะจะทำให้เด็กอายุสั้น
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะเกิดอุบัติเหตุเด็กพลัดตกลงไป และอาจจะอายุสั้นจริงๆได้)
- ห้ามเอาจิ้งหรีดมากัดกันเล่น ฟ้าจะผ่าเอาได้
(ภูมิปัญญาแฝง : ควบคุมพฤติกรรมที่ควรประพฤติ ให้มีจิตใจเมตตา)
- อย่าให้เด็กนั่งบนหลังสุนัข จะทำให้เด็กนิสัยเหมือนสุนัข
(ภูมิปัญญาแฝง : สุนัขอาจแว้งมากัดเป็นอันตรายได้ และไม่ให้รังแกสัตว์)
- อย่านั่งหันหลังขณะที่นั่งบนหลังวัว ควาย จะเป็นอัปมงคล
(ภูมิปัญญาแฝง : มองไม่เห็นทาง ควบคุมสัตว์ไม่ได้ อาจตกลงมาเป็นอันตรายได้)
- อย่าเคาะหรือตีหัวเด็ก จะทำให้เด็กปัสสาวะรดที่นอน
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะกระทบกระเทือน เป็นอันตรายต่อสมองของเด็กได้)
- อย่าตีหัวแมว เพราะเมื่ออายุมากจะทำให้ศรีษะสั่น
(ภูมิปัญญาแฝง : ห้ามรังแกสัตว์ให้มีเมตตา)
- ห้ามนอนกินอาหาร จะเป็นงู
(ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะมีผลต่อระบบย่อยอาหาร และฝึกมารยาทที่เหมาะสม)
- ห้ามเล่นข้าวสาร จะทำให้มือด่าง
(ภูมิปัญญาแฝง : ข้าวเป็นอาหารไม่ควรนำมาเล่น และเป็นการสอนให้รู้สำนึกในคุณข้าวด้วย)
- เด็กขณะพูดกับผู้ใหญ่อย่าอมนิ้ว
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาท และบุคลิกภาพ)
- ห้ามจับหางสุนัข จะทำให้สุนัขกินลูกไก่
(ภูมิปัญญาแฝง : สุนัขอาจจะรำคาญและแว้งกัดทำอันตรายได้)
- ด่าพ่อแม่บุพการีผู้มีพระคุณ ตายไปจะเป็นเปรตปากเท่ารูเข็ม
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม และมารยาท ค่านิยมและควบคุมพฤติกรรมของเด็กและบุคคลทั่วไป)
- อย่าเดินใกล้ผู้ใหญ่
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยามสังคม พฤติกรรมที่เหมาะสม)
- อย่าลักขโมยของพ่อแม่ จะทำใหตีนบาทสั้นมือฮี
- (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรม)
- ห้ามโกหกหลอกลวง
- อย่าเดินข้ามขาผู้ใหญ่ ขาจะด้วน
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม มารยาทสังคม)
- ห้ามเด็กกินไข่ร้างรัง
- ห้ามเด็กทารกที่ฟันยังไม่ขึ้นส่องกระจก
(ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม พฤติกรรมให้เหมาะสมกับวัย)
- ห้ามเด็กกินไส้และพุงปลาช่อน
- ห้ามตีก้นเด็ก จะทำให้เด็กเป็นซางตานขโมย
- เวลาอุ้มเด็กทารกห้ามพูดหนักหรือเบาเกินไป
- ห้ามเป่าลมปากใส่หน้าเด็ก
- (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะมีเชื้อโรคติดต่อไปยังเด็กได้)
- เวลาอุ้มเด็กห้ามโยนเด็ก
- (ภูมิปัญญาแฝง : เด็กอาจจะหลุดมือ เป็นอันตรายได้)
- ห้ามเด็กกินจาวมะพร้าว
- ห้ามเด็กกินเครื่องในไก่ จะทำให้เป็นดื้อด้าน ดื้อรั้น
- (ภูมิปัญญาแฝง : ตามหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอวัยวะดังกล่าวมีสารเคมีท ี่เป็นพิษเจือปนอยู่)
เป็นต้น
1.5 ผู้ที่ร่ำเรียนวิชาความรู้ เช่น ผู้เรียนไสยศาสตร์ หมอยา (หมอยาสมุนไพร หมอยากระดูก หมอยาเป่า) หมอธรรม
ถือว่าเป็นปูชนียบุคคลสำคัญในสังคมอีสานเมื่อครั้งอด ีต เนื่องจากเป็นทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นต่อวิถีชีวิต ซึ่งจะเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อคนอีสานทุกเพศทุ กวัย เนื่องจากในช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต เช่น การเกิด การเจ็บป่วย การตาย และงานพิธีกรรมต่างๆ บุคคลดังกล่าวต้องได้รับเชิญมาประกอบพิธีกรรม หรือไม่มักจะเป็นข้อขะลำส่วนตัวเพื่อสร้างความเชื่อม ั่นต่อคุณวิชาที่ตนเรียนมา ดังนั้นในส่วนของฮีตปฏิบัติของบุคคลดังกล่าวจึงต้องเ คร่งครัดเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณความดีความสามารถข องตนเองและสร้างความนาเชื่อถือศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งข้อคะลำบางกล่าวอาจจะหาเหตุผลมาชี้แจงได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมหรือจรรยาบรรณที่ผู้ร่ำเรียนทางด้านนี้ต้องมี เชื่อกันว่าสำหรับผู้ที่เรียนคาถาอาคมหากฝ่าฝืนจะมีอ าการผิดครู อาจจะเกิดสิ่งไม่ดีต่อตนเอง เช่น คาถาอาคมเสื่อม เป็นบ้า เป็นผีปอบ เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างของข้อคะลำมีดังนี้ เช่น
- ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า จะทำให้วิชาคุณไสยจะเสื่อม
- ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน
- ห้ามลอดเครือกล้วยที่ใช้ไม้ค้ำไว้
- ห้ามลอดกี่ทอผ้า
- ห้ามลอดจ่อ (เครื่องมือเลี้ยงตัวไหม)
- ห้ามลอดใต้บันได
- ห้ามกินฟักทอง
- ห้ามกินแตง
- ห้ามกินฟัก แฟง
- ห้ามกินมะเฟือง
- ห้ามกินผักกระถิน (ภาษาอีสานเรียกผักกะเสด) นอกจากว่าเวลาที่กินนั้นไม่มีใครเรียกว่าผักกะเสด จึงจะสามารถกินได้ เนื่องจากถือว่าเป็นของเศษเหลือเดน
- ห้ามกินอึ่งอ่าง
- ห้ามกินปลาไหล
- ห้ามกินน้ำเต้า
- ห้ามกินเนื้อควาย
- ห้ามเล่นชู้
- ห้ามกินอาหารใดในงานศพ จะทำให้คาถาอาคมที่เรียนมาเสื่อม
- เวลากินข้าว ห้ามไม่ให้เอามือไปชนกับมือคนอื่นที่ร่วมสำรับ มันคะลำ
- ห้ามดื่มสุราที่เหลือจากคนอื่นดื่มไปแล้ว
- ห้ามกินเนื้องู เนื้อสุนัข เนื้อแมว เนื้อม้า และเนื้อเต่า มันคะลำ
นอกจากนี้ยังมีข้อคะลำข้อห้ามปฏิบัติของผู้ที่มีวิชา อาคมที่สอดคล้องกับอาชีพหลักของครอบครัว ซึ่งจะจำเพาะเจาะจงว่าเป็นคะลำอย่างยิ่ง เช่น ผู้มีอาชีพคล้องช้าง, ทั้งนี้ข้อคะลำดังกล่าวยังได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้ องกับบุคคลอื่นๆข้างเคียงด้วย เช่น ภรรยาคู่ชีวิต อีกนัยหนึ่งอาจจะสอดคล้องกับข้อที่ควรปฏิบัติของผู้เ กี่ยวข้อง อาจจะเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ไปคล้องช้าง และเป็นอุบายตักเตือนห้ามปรามผู้ที่อยู่บ้านปฏิบัติต นให้เหมาะสมทั้งกาย วาจา และใจเพื่อรอคอยผู้ชายที่ออกไปคล้อง และข้อเตือนใจเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นแ ก่ผู้ที่อยู่บ้าน เป็นการป้องกันสวัสดิภาพไปด้วย ซึ่งข้อคะลำของภรรยาหรือฝ่ายหญิงที่อยู่เรือน นับตั้งแต่ฝ่ายสามี ฝ่ายชายออกเดินทางออกไปทำกิจดังกล่าว คือ
- ห้ามตัดผม
- ห้ามหวีผม
- ห้ามแต่งหน้า
- ห้ามพูดคุยกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะผู้ชาย
- ห้ามรับญาติมาพักอาศัยอยู่ภายในบ้าน
- ห้ามกวาดบ้านไปทางด้านทิศเหนือ
- ห้ามไปไกลจากบ้านของตน
- ห้ามกล่าวคำหยาบโลน
- ห้ามแสดงอาการโกรธขึ้ง
- ห้ามนั่งบนบันได
- ห้ามปีนต้นหม่อน
- ห้ามทิ้งของลงจากเรือน เว้นแต่ว่ามีคนรอรับอยู่ข้างล่าง
- ห้ามถอนฟืนออกจากเตาขณะที่กำลังหุงต้ม
- ต้องกราบไหว้เทวดา ผีรักษาทุกคืนก่อนนอน
เป็นต้น
มีต่อ ข้างล่าง