PDA

ดูเวอร์ชั่นเต็ม : สูตรเฮ็ดสาโทเมืองยโส(บ่าวมหาฝากซี)


bandit
10-13-2006, 11:49 PM
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักเรื่องแป้ง หรือลูกแป้งกันก่อน
ลูกแป้ง ที่ทำกันอยู่ จากอดีต ? ปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 แบบคือ

1. ลูกแป้งสำหรับย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลอย่างเดียว ซึ่งลูกแป้งชนิดนี้ จะมีเชื่อราเป็นตัวย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล (คงไม่ต้องรู้จักชื่อเชื้อราชนิดนี้หรอกนะ) .... เราใช้สำหรับทำข้าวหวาน หรือข้าวหมาก หรือข้าวแช่

2. ลูกแป้งสำหรับย่อยน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งลูกแป้งชนิดนี้ จะมียีสต์เป็นตัวย่อยน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์และคาบอน ไดออกไซด์ .... เราใช้สำหรับหมักน้ำหวานให้เป็นเหล้า เช่นทางภาคกลาง ภาคใต้ที่มีต้นตาลเยอะๆ มักใช้ลูกแป้งชนิดนี้หมักน้ำตาลให้กลายเป็นน้ำตาลเมา หรือกระแช่

3. ลูกแป้งแบบ 2 in 1 ทำสองหน้าที่ในหนึ่งเดียว ซึ่งลูกแป้งชนิดนี้ จะมีทั้งราและยีสต์ผสมอยู่ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ.... ลูกแป้งชนิดนี้แหละ ที่เราเรียกว่าแป้งเหล้าโท.. ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันคร่าวๆ (ไม่ยาดกันทำงาน) คือ

เชื้อรา หน้าที่ย่อยแป้งจากข้าวให้เป็นน้ำตาล จากนั้น ยีสต์ ก็จะย่อยน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์ และคาบอนไดออกไซด์... คุณภาพของแป้งเหล้า จะอยู่ที่อัตราส่วนระหว่างรากับยิสต์ ต้องพอเหมาะพอดี เพราะหากไม่พอเหมาะ เช่น หากยีสต์มากเกินไป ราจะย่อยแป้งเป็นน้ำตาลไม่ทัน ยีสต์กินเร็วกว่า เมื่อคายคาบอนไดออกไซด์ออกมามาก ออกซิเจนเหลือน้อย ราก็จะขาดใจตายก่อนถึงวัยอันควร น้ำตาลก็ได้ไม่มาก... สายพันธุ์ของยีสต์ก็สำคัญเช่นกัน เพราะบางสายพันธุ์เหมาะสำหรับทำน้ำส้มสายชู จึงอาจทำให้สาโท มีรสเปรี้ยวได้ง่าย

ดังนั้น ซื้อแป้งเหล้า ต้องศึกษาประวัติ และอาศัยประสบการณ์ แป้งเจ้าไหน ทำเหล้าอร่อย เป็นต้น

เนื่องจาก แป้งแบบ 2 in 1 ควบคุมอัตราส่วนของราและยีสต์ลำบาก การทำเหล้าโทสมัยใหม่แบบผู้เชี่ยวชาญ จึงนิยมใช้ แป้งสองตัว คือแป้งรา และแป้งยีสต์ โดย หมักข้าวให้เป็นน้ำตาลก่อน (เพื่อให้ได้ความหอมของข้าว) และต้มน้ำตาลผสมลงไป (เพื่อเพิ่มปริมาณ และประหยัดต้นทุน) จากนั้น จึงเติมเชื้อยีสต์ลงไป เพื่อหมักให้เป็นเหล้า...http://img243.imageshack.us/img243/7481/bangfaiyaso041df8.th.jpg (http://img243.imageshack.us/my.php?image=bangfaiyaso041df8.jpg)

bandit
10-13-2006, 11:57 PM
ก่อนจะหมักสาโท... เราลองมาศึกษาวิธีการทำลูกแป้งกันก่อนครับ..

เอาวิธีทำแบบชาวบ้าน ดีกว่าเนาะ... ลูกแป้ง ความจริงทำไม่ยาก หากเกิดในเรือนที่เขาทำ หรือเป็นลูกพ่อแม่ที่ทำแป้งขาย.... และก็ทำไม่ยาก หากเราทำเป็น (พูดอีกก็ถูกอีก) และก็ทำไม่ยากเท่าไหร่ หากเราได้สูตรรวมถึงกรรมวิธีในการทำมา (พูดอีกเดี๋ยวถูกแอก)…

พวกเราในที่นี้ รวมถึงตัวข้อยเอง ไม่ได้เกิดเป็นลูกคนทำแป้งขาย ก็เลยไม่เคยเห็นกรรมวิธี... แต่หลังจากศึกษาดูแล้ว หากจะทำจริงๆ ก็ไม่ยาก

ขั้นแรก ให้เราไปหาซื้อแป้งเหล้า (หรือแป้งข้าวหมาก หากต้องการทำแป้งข้าวหมาก).... ควรหาซื้อจากเจ้าที่มีชื่อเสียงหน่อยนะ (ไม่ต้องเป็นผู้แทนฯก็ได้เด้อ)... เพื่อนำมาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์

หลังจากได้แป้งมาแล้ว ก็เตรียมวัตถุดิบอื่นๆ คือ

- สมุนไพรสำหรับผสมลงในแป้ง (สมุนไพรนี่แหละ คือสูตรลับของแต่ละคนล่ะ)
- แป้งข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าก็ได้ (สมัยก่อน เขาตำ-บดเอา)

สับบดสมุนไพรให้ละเอียด บดลูกแป้งที่เป็นพ่อพันธุ์ให้ละเอียด ผสมแป้งข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวกับสมุนไพรให้เข้ ากัน นำลูกแห้งที่บดละเอียดแล้วผสมลงไปให้เข้ากัน ..ค่อยๆ เติมน้ำเข้าไป นวดแป้งไปเรื่อยๆ เติมน้ำพอให้ปั้นเป็นก้อนได้ จากนั้นปั้นแป้งให้เป็นก้อนโตพอประมาณ เรียงลูกแป้งบนกระด้งหรือภาชนะก้นโปร่ง คลุมด้วยผ้าขาวบาง 2-3 ชั้น บ่มประมาณ 48 ชั่วโมง หรือดูว่ามีปุยขาวๆ เหลืองๆ จับที่ผิวก้อนแป้งแล้ว นั่นแสดงว่าเชื้อราและยีสต์ขยายพันธุ์ มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองแล้ว จากนั้น เพื่อให้มันหยุดขยายพันธุ์ ก็นำไปตากแดดให้แห้ง

เสร็จแล้วเด้อ.. เห็นไหม.. ไม่น่ายากเลย ไปลองทำดูเอาเองเด้อ...
http://img204.imageshack.us/img204/1897/paengsc4.th.jpg (http://img204.imageshack.us/my.php?image=paengsc4.jpg)

bandit
10-14-2006, 12:00 AM
ทำลูกแป้ง
ตัวอย่างสูตรที่พูดถึงข้างบนนั้น บอกเป็นมาตราส่วนที่ชัดเจน ก็จริง แต่ในการทำจริงๆ ของชาวบ้าน ไม่มีใครมานั่งชั่ง ตวง วัตถุดิบขนาดนั้นหรอกนะ กะเอา กะเอา (เหมือนกับสูตรอาหาร กับการทำอาหารของคนที่ทำเป็นแล้วนั่นแหละ คงไม่มีใครชั่งน้ำปลาร้า หรอกนะ)... ที่สำคัญ คือขั้นตอน กะดูว่า เชื้อเจริญเพียงพอหรือยังแก่ความต้องการหรือยัง นั่นแหละ ถ้าเชื้อยังไม่มากพอ นำไปตากแดดดก่อน ก็ไม่ดี หรือบ่มนานเกินไป จนราสร้างสปอร์สีดำ นั่นก็ไม่ดี เหมือนกัน...

พูดถึงการทำลูกแป้งแบบพื้นบ้านที่ใช้ลูกแป้งเก่าแล้ว ต่อไปเรามาดูวิธีการทำลูกแป้งที่ใช้เชื้อบริสุทธิ์ เป็นตัวขยายพันธุ์บ้าง....

การทำลูกแป้งโดยใช้เชื้อบริสุทธิ์


วัตถุดิบในการผลิตลูกแป้ง และเครื่องเทศ (สูตรใหญ่ แบบสมุนไพรเยอะ)

1. เครื่องเทศ 30 กรัม

2. ข่า 300 กรัม

3. กระเทียม 100 กรัม

4. แป้งข้าวเหนียว 850 กรัม

5. ยีสต์ 100 มิลลิลิตร

6. รา 100 มิลลิลิตร

7. น้ำสะอาดปลอดเชื้อ 250 มิลลิลิตร


การเตรียมเครื่องเทศ

1. ดอกจันทร์ 15 กรัม

2. เปราะหอม 15 กรัม

3. กานพลู 15 กรัม

4. โกฐพุงปลา 15 กรัม

5. พริกไทยขาว 50 กรัม

6. พริกไทยดำ 75 กรัม

7. ขิงแห้ง 25 กรัม

8. ดีปลี 50 กรัม

9. ลูกจันทร์เปลือก 40 กรัม

10. แปดกลีบ 15 กรัม

11. ชะเอมไทย 130 กรัม

12. อบเชย 100 กรัม

13. จะค่าน 100 กรัม

14. รากไคร้เครือ 100 กรัม

15. เจตมูลเพลิงแดง 30 กรัม

16. โกฐสอ 50 กรัม

17. โกฐจุฬาลัมพา 25 กรัม

18. มะตูมแห้ง 75 กรัม

นำส่วนผสมของเครื่องเทศทั้งหมดบดให้ละเอียดผสมให้เข้ ากัน

วิธีทำ

บดข่า กระเทียม และขิงให้ละเอียด นำเครื่องเทศที่เตรียมไว้ทั้งหมดมาบดให้ละเอียดผสมให ้เข้ากัน ตักเครื่องเทศมาใช้ 30 กรัม นำส่วนผสมทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน เทเชื้อราและยีสต์บริสุทธิ์ที่เตรียมไว้ลงไปผสมให้เข ้ากัน เติมน้ำสะอาดลงไปทีละน้อย จนสามารถปั้นลูกแป้งเป็นก้อนได้ ปั้นลูกแป้งให้เป็นก้อนกลม ๆ พอประมาณ วางเรียงไว้บนผ้าขาวบางคลุมทับ 2 ชั้น เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมทับ 2 ชั้น นำไปบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้อง จนเชื้อเจริญ สังเกตจากลูกแป้งจะมีเชื้อราขึ้นฟูเส้นใยสีขาวแล้วจึ งนำมาตากแดดให้แห้ง เก็บลูกแป้งไว้ในภาชนะปิดให้มิดชิด

หนุ่มสวีเดน
10-14-2006, 12:01 AM
ดี ครับ
ผมกะอยู่ ยโส คือกัน เเต่ มาเรียน อยู่ สวีเดน ตั้งเเต่ น้อย

bandit
10-14-2006, 12:34 AM
การดื่มเหล่าโทนั่น ผู้ที่บ่ค่อยได้ดื่มประจำต้องระมัดระวัง อย่าดื่มหลายเกินไป เพราะเหล่าโท มันสิมีรสหวาน ทานง่าย ผู้ลังคนกะกินเอากินเอา แต่ว่าในรสที่หวานนั่น ปริมาณแอลกอฮอล์กะมีหลายคือกัน โดยเฉพาะเหล่าโทที่หมักโดนๆ น้ำใสติ่งหลิ่ง กินลงไปออกฮ้อนท้องย่าว กินง่ายๆแต่เมาหลาย อันนี่ต้องระวัง เพราะว่าในเหล่าโทเฮาบ่ได้วัดปริมาณแอลกอฮอล์ เฮาคำนวนปริมาณแอลกอฮอล์ที่กินลงไปบ่ได้ บ่คือเบียร์ ที่มีการคำนวนปริมาณแอลกอฮอล์ได้ว่า มื่อนี่สิให่ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเป็นเท่าได๋ จั่งสิบ่ผิดกฎหมาย กะบ่ให่กินเกิน

ปริมาณแอลกอร์ฮอล์ที่มีประโยช์ต่อร่างกายนั่น มื่อหนึ่งบ่ควรเกิน 1 drinks ซึ่ง 1 drinks เท่ากับปริมาณแอลกอฮอ์ 12 กรัม หรือ เทียบกับ

-วิสกี้ บรั่นดี หรือสุรา 30-40 ซีซี.หรือประมาณ 1 ช้อนโตะ
-ไวน์ 120 ซีซี.
-เบียร์ทั่วไป 360 ซีซี. หรือประมาณกระป๋องหนึ่ง ถ้าเป็นเบียร์ไลท์ กะจั่งค่อยเป็น 1 ขวด

สำหรับเหล่าโท บ่สามารถคำนวนได้ ขึ้นอยู่กับว่า หม่องได๋สิเฮ็ด เหล่าแก่ เหล่าอ่อน กะให่ประมาณเอาเองกะแล้วกัน

แต่ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่ดื่ม แอลกอฮอล์ ตั้งแต่ 3-4 drinks ต่อวันขึ้นไป กลับมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆมากขึ้น เช่น โรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิต โดยเฉพาะโรคตับเด้อ ฉะนั้น เฮาสิดื่มน้อยดื่มหลาย กะให้ลองเปรียบเทียบผลดีกับผลเสียเอาเองกะแล้วกัน เด้อ

การหมักสาโท
พูดเรื่องลูกแป้งมานานแล้ว ต่อไป มาลองดูการหมักเหล้าโทบ้าง (โดยเฉพาะ แบบที่ชมรมเราเคยหมัก งานพาแลง)

เนื่องจากแป้งแต่ละแห่ง ก้อนโตไม่เท่ากันเอย ปริมาณเชื้อภายในไม่เท่ากันเอย... โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย... ดังนั้น เวลาซื้อแป้ง ควรถามคนขาย หรือผู้ผลิต ถึงอัตราการใช้ด้วย เช่น หนึ่งก้อน ต่อข้าว กี่หวด หนึ่งก้อน ต่อข้าวกี่กิโล? เป็นต้น

เมื่อเราได้แป้งเหล้าโทมาแล้ว ให้บดให้เป็นแป้งละเอียดยิบเลย โดยใส่ในครก และใช้สากบดเหมือนกับหมอยาเขาบดยานั่นแหละ (แม่นบ่บุ๊ล่ะ??) การบด ก็ต้องใจเย็น ๆ อย่าใจร้อน ใส่ครกลงไปทีเดียว หลายก้อนเกินไป มันจะบดยาก...

อีกฝ่ายหนึ่ง ให้ไปนึ่งข้าวเตรียมไว้ นึ่งเสร็จแต่ละหวด แล้วต้องนำมาผึ่ง ให้เย็น ข้าวที่จะหมักสาโท ร้อนไม่ดี เพราะคนซาว จะร้อนมือ และเชื้ออาจเสียชีวิตก่อนได้

วันนี้ นึ่งข้าว เตียมไว้ก่อนก็แล้วกัน

คนอื่นๆ ล้างภาชนะให้สะอาด ไว้เด้อ... ไปหาซื้อแผ่นพลาสติก (ผ้ายาง) แบบหนาๆ หน่อย และซื้อหนังยางมาเตรียมไว้ด้วยนา...

หนุ่มสวีเดน
10-14-2006, 12:36 AM
เเต่ผมบ่กินเหล้าโท ดอก อิ อิ

bandit
10-14-2006, 12:39 AM
นำข้าวเหนียวที่เย็นแล้วมาใส่กาละมัง เทน้ำดื่มสะอาดใส่ (ถ้าให้ดี ควรเป็นน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว) จากนั้น ขยี้ข้าวเหนียวเพื่อให้เม็ดแต่ละเม็ดละลายออกจากกัน (เฮ็ดให้มันเยือยออก นั่นหนา) แล้วนำข้าวเหนียวที่ละลายออกจากกันแล้วนั้น ไปใส่ในกาละมังใบอื่น (ขั้นตอนนี้สำคัญนา เพราะถ้าข้าวยังเป็นก้อนอยู่ อาจทำให้ภายในก้อนข้าวนั้น ไม่ได้รับเชื้อ)

เมื่อได้พอประมาณแล้ว ก็นำแป้งสาโทมาโรยใส่ตามอัตราส่วนที่พอเหมาะกับปริมา ณข้าวเหนียว แล้วก็ผสมให้เข้ากัน ถ้ารู้สึกว่าเหนียวเกินไป ก็เติมน้ำสะอาดลงไป เพื่อให้ผสมได้ง่าย แต่ไม่ควรเติมน้ำจนเหลว (ขั้นตอนนี้ ก็สำคัญ ต้องผสมละเลงคลุกเคล้าให้แป้งเข้ากันกับข้าวเหนียวทั ่วๆ)

เสร็จแล้ว ก็นำข้าวเหนียวที่ผสมแป้งแล้ว บรรจุลงไห หรือภาชนะอื่นๆ พอประมาณ (หากทำแบบไม่ใส่น้ำตาลต้มก็บรรจุประมาณ ½ ของภาชนะ... หากทำแบบใส่น้ำตาลต้ม ก็บรรจุประมาณ ¼ ของภาชนะ)

เมื่อได้ปริมาณพอสมควรแล้ว ให้บีบอัดข้าวเหนียวให้แน่นๆ จากนั้น ให้ทำเป็นรูบุ๋มลงไปตรงกลาง เพื่อให้น้ำต้อย (หรือน้ำหยั่น) ไหลมานองอยู่ตรงนั้น เอาไว้ใช้แก้ว(จอก)ตักสาโทมาชิม... ที่สำคัญคือ ทำรูนี้เพื่อให้เป็นที่ระบายอากาศ นั่นเอง
เสร็จแล้ว นำแผ่นพลาสติกมาปิดปาก ใช้หนังยางมัดให้แน่น แบบที่อากาศข้างนอกจะเข้าไปไม่ได้ แล้วนำไปเก็บในที่ร่มมิดชิด เสร็จไปแล้ว หนึ่งไห
หากเปิด ปิดบ่อยๆ อากาศเข้าไปข้างในได้ เชื้อตัวอื่นอาจเข้าไปด้วย เป็นเหตุให้ เน่าเสีย หรือ มีรสเปรี้ยวได้

หลังจากหมักไว้ประมาณ5-10 วัน ก็สามารถทำน้ำต้อยให้เป็นน้ำเหล้าได้ โดยวิธีที่เรียกว่า ผ่าน้ำ นั่นเอง

วิธีแบบชาวบ้าน การผ่าน้ำ ใช้น้ำดื่มสะอาด หรือน้ำต้มสุก มาเทใส่ จนเกือบเต็มภาชนะ ปิดปากเช่นเดิม ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน ก็ กินเป็นเหล้าโทได้ เลย? เนื่องจาก ชาวบ้าน ปลูกข้าวเอง มีข้าวมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำตาลมาต้มน้ำหวานเพื่อผ่าน้ำ จึงใช้ข้าวปริมาณมาก ในอัตรา ½ ของภาชนะบรรจุ ข้าวมาก ก็ได้น้ำตาลมาก ดังนั้น เติมแค่น้ำเปล่าเฉยๆ ก็ยังหวานอยู่ (ถ้าไม่ผิดพลาด ก็ไม่เปรี้ยวหรอก)

วิธีแบบทำขาย หากเราใช้ข้าวมาก ต้นทุนก็สูง จึงใช้ข้าวในปริมาณ1/4 ของภาชนะบรรจุ แต่น้ำที่ใช้ผ่าน้ำ ต้องเป็นน้ำหวานนิดๆ คือนำน้ำตาลมาต้มให้ละลาย และเติมน้ำเปล่าปรุงรสน้ำตาลให้หวานพอประมาณ ทิ้งให้เย็น แล้วก็นำไปเทใส่ จนเกือบเต็ม เช่นกัน (ระวัง อย่าเทแรง เดี๋ยวขี้จะแตก.. ข้าวเหนียว ที่จับกันเป็นแพ จะแตกออก ซึ่งไม่ดี) ... จากนั้น ปิดปากภาชนะให้สนิทดีดังเดิม แล้วนำไปเก็บไว้.... ( เก็บไว้ดีๆ อย่าให้กระบี่โลหิตรู้ที่ซ่อนเป็นอันขาด)

ประมาณ 3-5 วัน ก็นำมากินได้... ยิ่งหมักนาน ความหวานจะค่อยๆ หายไป ความขมจะเข้ามาแทน แอลกอฮอล์ จะมากขึ้นเรื่อยๆ... จะทิ้งไว้นานแค่ไหน ก็แล้วแต่คนชอบ เช่น ถ้าหมักให้นางรำฝ่ายหญิง ก็ ต้องให้หวานๆ หน่อย แอลกอฮอลน้อยหน่อย... เมื่อรู้วันจะเปิดกิน ก็คำนวณกลับ เป็นวันที่ต้องผ่าน้ำ.... นั่นคือ เพื่อให้ได้รสชาติ หลากหลาย วันผ่าน้ำ อาจทำ หลายครั้ง ....

ภาชนะสำหรับหมักสาโท
ภาชนะสำหรับสาโทนั้น ความจริงจะเป็นอะไรก็ได้ ขอให้เก็บน้ำได้ น้ำไม่รั่วซึม และสามารถปิดผนึกกันอากาศและเชื้อโรคเข้าได้ เช่น กระติกน้ำ ถังน้ำ โอ่ง ไห เป็นต้น.

ภาชนะสำหรับหมักสาโท(แบบพื้นบ้าน) ที่ดี ให้รสชาติสาโทอร่อย (ความเห็นส่วนตัวนะครับ) ก็คือภาชนะดินเผาแบบกันซึม เช่นโอ่ง หรือไหซอง (แอ่งดินเผาที่น้ำซึมออกก้นน่ะ ใช้ไม่ได้นะ เพราะน้ำต้อยจะแห้งหมด) และที่ดีที่สุด ก็คือไหซอง นั่นเอง นั่นอาจเป็นเพราะ ลักษณะทรวดทรง รวมถึงการเก็บรักษาอุณภูมิ เหมาะสม ก็เป็นได้

ดังนั้น งานพาแลง จึงมักขโมยไหซองของนางไห มาหมักสาโท เป็นประจำ เป็นเหตุให้นางไห เมากลิ่นสาโทตอนดีดไหบนเวที พุ่นแหล่ว... ที่สำคัญ สาโทที่หมักในไห สงวนไว้สำหรับเลี้ยงนักดนตรี เท่านั้น (ซั่นเด้) ดังนั้น นักดนตรี ทำเอง เพื่อกินเอง จึงทำอย่างพิถีพิถัน ใส่ข้าวครึ่งไห ไม่ต้องใส่น้ำตาลต้ม ทำตามสูตรโบราณ เป๊ะ... หอม แซบ เป็นตาหน่าย กินหลายก็ฮาก...

หนุ่มสวีเดน
10-14-2006, 12:42 AM
คื อ ยาวเเท้ อิ อิ

bandit
10-14-2006, 12:46 AM
เรามาลองแต่งรสแต่งกลิ่นให้สาโท กะนะ
อันนี้ เป็นสูตรเด็ดแบบลับเฉพาะ(แต่เฮ็ดแล้วบ่เมาแสดงว่าบ่เ ด็ดแท้)

1. ทำให้เป็นรสเย็นซ่า ชุ่มคอ ถูกใจคนคอเหล้า

สูตรนี้ ได้มาจาก ดลคนบ้านแคน เด้อ.... การทำก็ไม่ยาก ให้เรียกเด็กน้อยมาหนึ่งคน เอาตังค์ให้มันสัก 5 บาท และบอกให้มันไปซื้อฮอล รสเย็นซ่าส์มา หลังจากได้ฮอลมาแล้ว ก็แบ่งให้เด็กไปอม สักเม็ดสองเม็ดก็ได้ ที่เหลือ เอามาตำบดให้ละเอียด แล้วผสมใส่ลงในข้าวเหนียวพร้อมแป้งเหล้า... หมัก ตามวิธีการทั่วไป ก็จะได้สาโทรสเย็นซ่าส์ ชุ่มคอ... (เย็นคอจริงๆ นะ เคยลองด้วยตัวเองแล้ว)


2. ทำให้มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน

สูตรนี้ สมัยเป็นเด็ก เคยเห็นพ่อท่านทำ เลยจำเอาไว้ แต่ตัวเองยังไม่เคยลองทำดู และสมัยเป็นเด็ก ก็ไม่เคยลองชิมด้วย จึงไม่รู้ว่า มันจะหอมแตกต่างจากทั่วไปอย่างไรบ้าง...

วิธีทำ อาจยุ่งยากหน่อย.. ให้ไปหาตัดไม้ตะโกนามาสักท่อน ถากเอาเปลือกออกให้เหลือเฉพาะแก่นโก และตัดซอยแก่นโกออกเป็นแผ่นๆ จากนั้น นำไปปิ้งบนถ่านไฟ เหมือนปิ้งปลา ให้แก่นโกสุกเหลืองเกือบไหม้นู่นแหละ แก่นโกก็จะมีกลิ่นหอม... นำแก่นโกที่ปิ้งสุกแล้ว ไปใส่ในภาชนะบรรจุ หลังผ่าน้ำแล้ว... น้ำสาโทจะดูดซับกลิ่นหอมของแก่นโกปิ้งเข้าไป ให้หอมหวนชวนรับประทาน ยิ่งขึ้น

วิธีเดียวกันนี้ ตอนงานพาแลง พี่เคยทำการทดลองเหมือนกัน เนื่องจากในกรุงเทพฯ หาแก่นโกไม่ได้ จึงลองซื้อรากไม้สมุนไพรหอมๆ มา และใส่ลงไปหลังผ่าน้ำ... ผลปรากฏว่า เหล้าโทถังนั้น มีกลิ่นหอมเป็นกลิ่นรากไม้สมุนไพรนั้นจริงๆ และเนื่องจากรากไม้แช่อยู่ในน้ำเหล้า จึงมีรสชาติของรากไม้ปนมาด้วย? นี่เป็นถังทดลองถังที่หนึ่ง

ถังที่สอง ลองแต่งกลิ่นด้วยใบเตย โดยนำใบเตยมาม้วนๆ วางบนข้าวเหนียว ที่ผ่านน้ำแล้ว... ปิดถังเก็บไว้... ผลปรากฏว่า น้ำสาโท มีกลิ่นใบเตยจริงๆ แต่ขอบอกว่า ไม่น่ากินหรอกนะ สาโทกลิ่นใบเตยน่ะ... ถ้าเป็นกลิ่นอื่น เช่นกลิ่นใบไผ่ หรือกลิ่นใบข้าว ก็คงจะน่ากินอยู่มั้ง..

จากผลการทดลองครั้งนู้น สรุปได้ว่า เมื่อนำสิ่งที่มีกลิ่นระเหย ไปใส่ลงในถังหมักสาโท น้ำสาโทจะมีกลิ่นนั้นด้วย และเมื่อนำสิ่งที่มีรสแช่ในน้ำสาโท แอลกอฮอลในสาโท จะละลายเอารสนั้นออกมาด้วย...

ดังนั้น หากจะทำการแต่งรส แต่งกลิ่น ก็สามารถทำได้ ซึ่งข้อควรระวังคือ หากต้องการแต่งกลิ่นอย่างเดียว ก็ไม่ควร นำสิ่งแต่กลิ่น แช่ในน้ำสาโท หรือหากจะแช่ ต้องแน่ใจว่า สิ่งนั้นไม่มีรสชาติอันไม่พึงประสงค์ (เช่นรากไม้ ที่ไม่ได้ปิ้ง อาจเป็นกลิ่นรากไม้นั้น ซึ่งทำให้รู้สึกว่าดื่มสาโท อย่างกะดื่มยาต้ม)... นี่แหละ เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องปิ้งแก่นโกจนเกือบไหม้ เหตุผลอย่างหนึ่งคือให้มันหอม และอีกอย่างหนึ่งคือให้มันคายรสทิ้งไป..

อยากให้มีกลิ่นหอมสมุนไพรอะไร ก็ลองหามาแต่งกลิ่นกันดู..... (อย่างเหล้าอุ ก็แต่งกลิ่นด้วยแกลบ นั่นไงล่ะ)http://img179.imageshack.us/img179/313/sato03cf9.th.jpg (http://img179.imageshack.us/my.php?image=sato03cf9.jpg)
น้ำต้อยหรือน้ำหยั่น

bandit
10-14-2006, 12:48 AM
ยังบ่ทันเหมิดเด้นิกำลังได้ทีใจเย็นๆคูบา

หนุ่มสวีเดน
10-14-2006, 12:51 AM
ป้าดๆๆๆๆๆ

bandit
10-14-2006, 12:55 AM
ของแต่งกลิ่นที่ขอเสนอไว้ (แต่ไม่รับประกันความสำเร็จ) คือ ใบไผ่ และ ใบข้าว.... เหตุผล คือ ใบไผ่ ก็นึกถึงสุราไผ่เขียวของจีน ที่หมักโดยมีใบไผ่เป็นส่วนประกอบ... ส่วนใบข้าว ก็นึกถึง ตอนทำนา ถอนกล้าเสร็จแล้ว ก่อนดำ ก็จะตัดปลายกล้าทิ้งไว้บนคันนา พอปลายกล้าโดนแดด กลิ่นมันหอมน่ากินจริงๆ ก็เลยคิดว่า ถ้าเป็นหล้าโทไผ่เขียว น้ำออกเขียวๆ มีกลิ่นหอมใบไผ่กรุ่นๆ คงน่าลิ้มรสไม่น้อย... ถ้าเป็นเหล้าโทใบข้าว น้ำใสนวลๆ มีกลิ่นหอมใบข้าวกรุ่นๆ คงน่าจิบไม่น้อย เช่นกัน
ข้าวสำหรับหมักสาโท ที่ขอเสนอไว้เช่นกัน (และไม่รับประกันความสำเร็จเช่นกัน) คือข้าวเม่า ใช้ข้าวเม่าหมักสาโท (หมักข้าวหวาน ก็น่ากินเนอะ) เป็นเหล้าข้าวเม่า น้ำเขียวใส มีกลิ่นหอมข้าวเม่ากรุ่นละมุน คงน่าดื่มไม่น้อย
หากข้าพเจ้าเป็นคนชอบกินเหล้าโท ก็คงจะลองทำ ลองวิจัย และหมักไว้ต้อนรับจอมยุทธทั้งหลายอยู่หรอก แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบดื่มเหล้า จึงขี้เกียจทดลองทำ... สะล่ะล่ะ
ข้าวที่เหมาะแก่การเอามาหมักเหล้าโท ที่นิยมใช้กัน กะคือ ข้าวเก่า
ข้าวเก่า ในที่นี่บ่ได้หมายถึงข้าวที่นึ่งไว้จนเก่าจนบูดเด้ แต่เป็นข้าวเหนียวเก่าค้างเล้าที่บ่ทันได้เอามากิน เป็นข้าวที่เกี่ยวแล้วมาบ่ต่ำกว่า 1 ปีหรือ 2 ปีขึ้นไป จนข้าวเก่าที่สีออกมา มันเป็นสีเหลืองพุ่นหละ

เหตุผลที่เฮานิยมเอาข้าวเก่ามาหมักสาโทกะอาจสิเพราะว ่า ข้าเก่าเมื่อเฮาเอามานึ่งกินมันสิมีสีเหลือง แล้วกะแข็งนำ กินบ่แซบ เอานิยมกินข้าวใหม่ ที่ขาวๆอ่อนๆหอมๆหลายกว่า กะเลยเอาข้าวเก่ามาเฮ็ดเหล่าโท หรืออีกเหตุผลหนึ่งที่นิยมเอาข้าวเก่ามาเฮ็ดเหล้าโทก ะอาจสิเป็นเพราะว่า ในข้าวเก่า วิตามินหรือเกลือแร่ต่างๆในข้าวอาจสิสลายโตไปเหมิดแล ้วเหลือไว้แต่แป้ง เหมาะกับการหมักของเชื้อราที่มาย่อยสลาย(อันนี่เดาเอ าเด้อ)

เหล้าโทที่หมักมาจากเข้าเก่า สิได้น้ำเหล้าที่เหลืองอุ่ยหุ่ย น่ากินดี
สำหรับข้าวอีกอย่างหนึ่งที่เอามาหมักเหล้าโทแล้วสิได ้น้ำเหล้าที่มีสีสวยงามน่ากิน นั่นกะคือ ข้าวก่ำ เหล้าโทจากข้าวก่ำ แซบอีหลีเด้อ สิบอกให่ แซบคัก โฮ้...เมาจนแผ่นดินปิ้นพุ่นหละเว่ย

อีกเหตุผลหนึ่งที่นิยมนำข้าวเก่ามานึ่งหมักเหล้าโท น่าจะคือว่า ข้าวเก่า นึ่งแล้ว ค่อนข้างแข็ง ไม่นิ่ม ไม่ค่อยติดกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อการผสมกับแป้งเหล้า นั่นคือ หากเป็นข้าวใหม่ เนื่องจากยังมียางอยู่มาก จึงเหนียวมาก ผสมกับแป้งเหล้ายาก แต่ข้าวเก่า ยิ่งเก็บไว้นาน ยางข้าวจะหายไป เม็ดข้าวแยกเม็ดได้ดี จึงผสมกับแป้งเหล้าได้ง่าย....
การหมักน้ำหวานให้เป็นเหล้าด้วยแป้งยีสต์
การทำก็ไม่ยาก เพียงแค่

- ต้มน้ำตาลให้ละลาย ถ่ายใส่ภาชนะอื่นไว้
- เติมน้ำสะอาดลงไปในปริมาณพอเหมาะ ไปเพื่อปรุงรสให้หวานพอดี
- ทิ้งไว้ให้พออุ่นๆ (ประมาณไม่เกิน30องศา) หรือประมาณดื่มแล้วไม่ลวกลิ้น นั่นแหละ
- ตักน้ำหวานที่ปรุงรสแล้วใส่ภาชนะบรรจุ ประมาณ ¾ (หรือเกือบเต็มก็ได้)
- โรยผงแป้งยีสต์ (หรือเชื้อยีสต์) ลงไปพอประมาณ
- ปิดผนึกปากภาชนะให้แน่น
- นำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย....
ประมาณ 3- 5 วัน ก็นำมากินได้ (จำนวนวันขึ้นอยู่กับปริมาณของยีสต์และความหวานของน้ ำ)
น้ำตาลที่นำมาต้ม.... หากต้องการให้เหล้าโทสีใสๆ ควรใช้น้ำตาลทรายขาว... หากต้องการสีน้ำตาลแดง ให้ใช้น้ำตาลทรายแดง (ซึ่งราคาถูกกว่า)
อย่างไรก็ตาม หากต้มแค่น้ำตาลเพียวๆ มาหมักเหล้า ด้วยเชื้อยีสต์บริสุทธิ์ กลิ่นและรสชาติที่ได้ อาจไม่เหมือนสาโทปกติ คือมีแอลกอฮอล์ ก็จริง แต่กลิ่นอาจไม่หอม (เพราะยีสต์ไม่มีน้ำหอม ไม่ได้กินของหอมๆ ลมหายใจเลยไม่หอม) แต่หากใช้แป้งยีสต์ที่มีสมุนไพรต่างๆ ผสมอยู่ ก็ยังจะได้รสและกลิ่นเหมือนสาโทปกติอยู่
สำหรับท่านที่ไม่พอใจ สี กลิ่น ของเหล้าโทน้ำตาลหมักนี้ ก็สามารถแต่งสี แต่งกลิ่นเพิ่มได้ โดยนำใบไม้ หรือดอกไม้ที่ให้สีตามต้องการมาต้ม เช่นสีเขียว ก็มีใบเตย ใบบัวบก เป็นต้น... ซึ่งน้ำหวานที่ใช้หมักเหล้า เป็นสีอะไร ก็จะยังคงอยู่ตามนั้น ...เว้นแต่ว่า ท่านจะใช้แป้งยีสต์สำหรับทำขนมปังมาเป็นเชื้อ เพราะ นั่น จะได้สีใสขาวนวล (เหมือนน้ำซ่าง- น้ำบ่อดิน)
http://img167.imageshack.us/img167/9262/sato01wl3.th.jpg (http://img167.imageshack.us/my.php?image=sato01wl3.jpg)ผ่าน้ำตั๊วบานนิ

bandit
10-14-2006, 01:04 AM
การทำเหล้าอุ
เหล้าอุ ก็ใช้เชื้อแบบเดียวกับเหล้าโทนั่นแหละ แต่ขั้นตอนการทำ และส่วนประกอบนั้นแตกต่างอยู่นิดหน่อย.. ซึ่งจากที่ได้ยินฟังมา (ไม่เคยทำเอง) มีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้


- นำข้าวสารและแกลบมาซาวน้ำ แช่ทิ้งไว้ 3-6 ชั่วโมง (หรือหม่าจนข้าวไหน่)

- นำข้าวและแกลบไปนึ่งให้สุก แล้วนำไปผึ่งให้เย็น

- ผสมลูกแป้งบด ในปริมาณที่เหมาะสม คลุกเคล้าให้เข้ากัน

- นำข้าวและแกลบที่ผสมแป้งแล้ว บรรจุลงไห บีบอัดให้แน่น

- ปิดปากไหด้วยถุงพลาสติก และนำขี้เถ้าผสมน้ำปิดปาก หมักประมาณ 20 วัน

- เวลาจะกิน ก็เปิดออก เติมน้ำดื่มสะอาดลงไป ใช้หลอดดูด(ที่มีที่กรองกันแกลบ) ดูดกินได้เลย
http://img133.imageshack.us/img133/3092/sato02sj8.th.jpg (http://img133.imageshack.us/my.php?image=sato02sj8.jpg)บันจุใส่ไหแบกไปกินหน้าฮ ่านฟังลำนำกัน ขอบคุณคับที่อ่านแล้วนำไปเฮ็ด รับรองเฮ็ดแล้วเป็นแท่แน่นอน กินให่ฮู้จักเวียกจักงานแน่ละบ่แม่นพากันกินแล้วปี้น เพาไต้ฮ่มบักหว่าเด้อพีน้อง

หนุ่มสวีเดน
10-14-2006, 01:08 AM
http://wcs.hopto.org/mount/file/052%20%ca%d2%c7%cd%d2%ba%b9%d3%e1%a1%e8%a7.wma
มาเต้นหน้าฮ้าน เด้อ ;D ;D

ไก่น้อย
10-14-2006, 07:57 AM
โอ่......................คนรู้จริงเนาะ ปารามาจารย์เรื่องสาโทเนาะ อิ อิ คักอิหลีคะ ยามบุญบ้านเฮากะกินยุสาโท หวานๆ แซ่บๆๆ ....เมิดแก้วกะหัวทิ่ม พุ้นแหล่ว ;D 8) 8) 8) 8)

สงัด903
10-15-2006, 01:23 PM
8) จอมยุทธ สาโท ตัวจริงเสียงจริง 8) ผมก่าซิรอกินดอกเด้อครับ คือซิเฮ็ดบ่เป็นดอก :-[ :-[ :-[

บ่าวสายฟ้า
10-15-2006, 11:38 PM
โอ้ เมาขี้เหล้าโท

JAI Sung ma
10-15-2006, 11:48 PM
ขอมัก สุดยอด เหล้าขาว รองลงมาคือสาโท
แต่ก่อนตรวจจับ นำนั่งเฝ่าแก้วเหล้าโทจนเมาจนแล่นหนีบ่เป็นนำคับอิอิ :D :) :) :)

bandit
11-05-2006, 02:28 AM
http://img179.imageshack.us/img179/5784/img0354afn7.jpg (http://imageshack.us)
ของแซบแกล้มกับเหล้าโท (ส้มผักเสี้ยน) กัดขักพิกหน่วยลูกโดดเหมิดหน่วย บ๊ะ สุดยอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

raem
11-05-2006, 02:31 AM
กินกับป่นกุ้งเบิ่งเด้อ น้อ 8) 8) 8)

JAI Sung ma
11-06-2006, 01:05 AM
http://img179.imageshack.us/img179/5784/img0354afn7.jpg (http://imageshack.us)
ของแซบแกล้มกับเหล้าโท (ส้มผักเสี้ยน) กัดขักพิกหน่วยลูกโดดเหมิดหน่วย บ๊ะ สุดยอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

บ่ได่กินมาโดนคิดเห็นภาพกะแซบๆๆหลายๆแย้วคับกินกับแจ ่วบองนำมีเข้าเหนียวฮ้อนจ้ำจนถ้วยแจ๋วข่วมนำเน๊าะคับ อิอิ :D :)เว้าเล่นไปนำกับเพื่อนอีกตามเคยคับ :) :) :)

e la
11-24-2006, 10:34 PM
ว่าสิมาแอบเรียนไปลี้เฮ็ดสูตรเพิ่นกะย้าวยาว เรียนบ่จบจ้อย(ตามระเบียบ..รัตน์ อิอิ)
กะสิได้กินแต่เหล้าโทส่มอิพ่อคือเก่านั่นแหล่ว

บ่าวพล
11-24-2006, 10:42 PM
ส้มผักเสี้ยนกินกับหยังกะแซ่บ แต่ว่าอย่ากินกับ.............................. ;D ;D ;D ;D ;Dอิอิอิอิอิอ

ศรีสะท้าน
11-24-2006, 10:58 PM
ส้มผักเสี้ยนกินกับหยังกะแซ่บ แต่ว่าอย่ากินกับ.............................. ;D ;D ;D ;D ;Dอิอิอิอิอิอ
...โฮ....บาดได๋แท้เหล้าโทซุมเซื่องไว้ท่งนา บาดได๋แท้เพิ่นหลอยมากินอยู่หนี่ตั้วนี่แหม...หืยยย. ..ฮอดบ่อเอิ้นกันเนาะ...ซังคนเด้นอ

บ่าวพล
11-24-2006, 11:01 PM
โอ้ววววว มาบ่าวมาลืมเอิ้นแมะ รอแป๊ปหนึ่งกะลังปั้นขี้พอดี ฮ่าๆๆๆๆๆ ;D ;D ;D

ศรีสะท้าน
11-24-2006, 11:22 PM
โอ้ววววว มาบ่าวมาลืมเอิ้นแมะ รอแป๊ปหนึ่งกะลังปั้นขี้พอดี ฮ่าๆๆๆๆๆ ;D ;D ;D
...หืยยย พอมาฮอดละว่า พอดีกะลังปั้นขี่อยู่ว่านี่แมะ.......ว่าแม่นสิได้กิ นหัวน้ำบ่อแม่นตั้วข่อย..
แต่ว่าขี่มันให่ขอยซะเด้อ สิเอาไปมอมหมาเฮือนผู้สาว.....อาวเอ้ย เจ้าบ่อเคยเห็นหมากินขี่เหล่าโท พอเพิ่นกินคักๆแล้ว เมาย่างเซแซดๆ ไปกะบ่อเป็น แล่นลงตากล้า วนอยู่หั่นแล้วเคิ่งมื้อจังออกได้แมะ คันแทกะบ่อสูงเด้ มันหากไปบ่อถืก จนข่อยนั่งหัวขวัญ โฮ มาคือเจ้าของยามบุญบั้งไฟอยู่กลางท่งแท้ว่ะ....

บ่าวพล
11-25-2006, 12:08 AM
เคยได้ยินอยู่บ่าวทิดฯ แต่บ่อเคยเห็นหมาเมาขี่เหล่าจักเถื่อ คือชิเป็นตาอยากหัว ;D ;D ;D ;D ;D

ศรีสะท้าน
11-29-2006, 08:32 AM
เคยได้ยินอยู่บ่าวทิดฯ แต่บ่อเคยเห็นหมาเมาขี่เหล่าจักเถื่อ คือชิเป็นตาอยากหัว ;D ;D ;D ;D ;D
.....เป็นตาอยากหัวหั่นแหล่วเนาะ ตากล้าตาหนึ่ง ย่างวนแต่เซ้าฮอดเที่ยงเนาะ เพิ่นข่วมคันแท้บ่อได้
อ่ะ ซงคือสิกินเพรียวๆ บ่อมีกับแกล้มซั้นตั๊ว ย่างเซ และๆ บา....... คึดไปคึดมา มาคือเจ้าของยามบุญบั้งไฟแท้ซั้นดอก...

บ่าวพันธ์คนเดิม
12-09-2006, 03:47 AM
จูดโลด

bandit
12-26-2006, 12:51 AM
ว่าสิเฮ็ดเหล่าโทไว่ถ่ากินปีใหม่กะเลิยเหิดก่อนซ่ำ

บ่าวพันธ์คนเดิม
12-27-2006, 12:05 PM
หายไปไสเบิดอ่ะครับ