PDA

ดูเวอร์ชั่นเต็ม : ประวัติศาสตร์อีสานโบราณ


d-friend
02-18-2007, 02:41 AM
อยากจะรวบรวมและเรียบเรียงบทความเชิงประวัติศาตร์ของ ถิ่นอีสานเรา ตอนแรกว่าจะโพสที่ห้อง บทความ แต่ รู้สึกว่าที่นั่นจะเน้นกวี เดี๋ยวจะเสียบรรยากาศไป เลยขอโพสที่ ห้องนี้แล้วกัน

ไม่รู้คนอื่นจะรู้สึกยังไงเมื่อกล่าวถึง ประวัติศาสตร์ของถิ่นอีสานเรา หลายคนไม่ให้ความสนใจ หรือบางคนที่คิดว่าถิ่นอีสานแห้งแล้ง ไม่มีประวัติศาสตร์อันพิสดารแต่อย่างได เป็นเพียงกลุ่มคนชนบทธรรมดา

ความจริงแล้วถ้าหากศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์แล้ว จะเห็นรู้ว่า ถิ่นอีสานเรานั้นมีอารยธรรมมาก่อนยุคประวัติศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากภาพวาดที่ ผาแต้ม จ.อุบลธารนี หรือบ้านเชียง ที่อุดรธานีเป็นต้น

ผมจะขอรวบรวมประวัติศาสตร์หรืออาณาจักร ในถิ่นอีสานเป็นตอนๆ ไป ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดก็ขอชี้แนะด้วย

d-friend
02-18-2007, 03:01 AM
ก่อนอื่นขอกล่าวถึง "สุวรรณภูมิ" ว่ากันว่า ดินแดนสุวรรณภูมินั้น เป็นดินแดนที่อยู่ตรงกลางระหว่างการไปมาค้าขายของ ชมพูทวีป กับ จีน เป็นเหตุให้สุวรรณภุมินั้นเจริญรุ่งเรื่อง และมีการกล่าวถึงอย่างมากในประวัติศาสตร์ โดยพื้นที่ของสุวรรณภูมินั้น กว้างใหญ่นัก ในปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า จุดศุนย์กลางของสุวรรณภมินั้นอยู่ที่ใด ไทยเองก็พยายามทำให้โลกรู้ว่า แผ่นดินไทยคือสุวรรณภูมิ ในขณะที่พม่าเอง ก็มีหลักฐานว่าดินแดนของพม่าคือจุดศูนย์กลาง สุวรรณภูมิ ความจริงแล้วสุวรรณภูมินั้น รวมตั้งแต่พม่าไปจนถึงเวียดนามโน้นหละ

d-friend
02-18-2007, 03:05 AM
ตอนที่ : 1 อาณาจักรเจนละ

http://www.stsinter.net/books/jenla/image/jenla.jpg
แผนที่ อาณาจักรเจนละ (Janla)
บริเวณที่เป็นจังหวัดอุบลราชธานีนั้น นักโบราณคดี กล่าวว่า เป็นแหล่งอารยธรรมที่มีความเก่าแก่และสำคัญที่สุดในแ ถบภูมิภาคนี้ คือ
1. เป็นแหล่งประกอบพิธีกรรม เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนป ลาย และเป็นศูนย์กลางการติดต่อกับบ้านเมืองภายนอก ดังจะเห็นได้จาก บริเวณภาพเขียนสีที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม
2. เป็นแหล่งพัฒนาการทางสังคมที่นับถือศาสนาฮินดู-พุทธ ดังเห็นได้จากศิลาจารึก ทับหลัง เสมาหิน และโบราณวัตถุอื่นๆ
3. เป็นแหล่งอารยธรรมอีสานปัจจุบัน ดังที่ปรากฎวัดวาอารามพุทธศิลป์ รวมถึงผ้าทอ และเครื่องทองเหลือง เป็นต้น



เมื่อประมาณไม่เกิน 3,000 ปีมาแล้ว ดินแดนบริเวณที่เป็นจังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะฝั่งเหนือแม่น้ำมูล เริ่มมีชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติสาสตร์ตอนปลาย แต่จะเป็นพวกไหนยังไม่ทราบแน่นอน สมัยหลังๆ ต่อมา ก็มีผู้คนหลายพวกเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้น มีทั้งพวก กวย หรือ กุ่ย (ต่อมาเรียกส่วย) พวกจาม (จากเวียดนาม) พวกขอม (จากเขมร) พวกลาวและพวกกัมพูชา
เอกสารจีนโบราณ เรียกบ้านเมืองยุคแรกๆ ที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำมูล - ชี ว่า "เจนละ"
กษัตริย์องค์สำคัญของอาณาจักรเจนละ คือ "จิตรเสน"
กลุ่มนักวิชาการชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า เรื่องของเจนละ เป็นต้นเค้าของประวัติสาสตร์อาณาจักรขอม กล่าวคือ เชื่อว่าอาณาจักรขอมสืบเนื่องมาจากเจนละ วิวัฒนาการทางประวัติสาสตร์ของเจนละอยู่ในลุ่มน้ำโขง เป็นสำคัญ
จอร์จ เซเดนส์ กำหนดอาณาบริเวณเจนละอยู่ลุ่มน้ำโขงตอนกลางเขตจำปาศั กดิ์ มี "เศรษฐปุระ" เป็นศูนย์กลาง ศาสนสถานหลักของชุมชนแห่งนี้คือวัดภู อันเป็นที่ประดิษฐาน "เทพเจ้าภัทเรศวร"
"จิตรเสน" เมื่อเป็นกษัตริย์ทรงนาม "มเหนทรวรรมัน" ทรงขยายอำนาจข้ามภูเขาดงรัก เข้าสู่ลุ่มน้ำมูล ถึงสุรินทร์ ตลอดลุ่มน้ำป่าสัก
โอรสของจิตรเสน คือ "อีสารวรรมัน" เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อีกองค์หนึ่ง พระองค์ทรงตั้งอีสานปุระเป็นเมืองหลวง เชื่อว่าอยู่ที่สมโบร์ไพรกุก ทางเหนือของนครธม
เจนละมีอายุอยู่ในช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6-9 โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ลุ่มแม่น้ำมูล-ชี ในภาคอีสานของประเทศไทยปัจจุบัน ตลอดลงมาถึงลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
เมื่อมองย้อนหลังไปสู่อดีตอันยาวไกลของอีสาน จะทำให้เราสามารถเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องของเจ นละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฎว่า วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านเมืองในอีสาน นั้น มีมาก่อนที่อื่นในบริเวณใกล้เคียง
สืบเนื่องไปถึงชุมชนบ้านเมืองที่มีหลักฐานร่องรอยเรื ่องของเจนละที่เก่าที่สุด พบแถบจังหวัดอุบลราชธานี - ยโสธร ปัจุจบัน
สรุปได้ว่า ประวัติความเป็นมาของเจนละขึ้นอยู่กับการสั่งสมอำนาจ ของผู้นำท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำมูล-ชี ตอนล่าง เพราะมีจารึกกล่าวพาดพิงถึงกษัตริย์พื้นเมือง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6-7 วึ่งตรงกับระยะเริ่มแรกของอาณาจักรเจนละ เจ้าพื้นเมืองตามที่กล่าวไว้ ในจารึกพบที่ดงเมืองเตย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร จึงน่าจะมีความเป็นมาเกี่ยวกับเจนละยุคเริ่มแรก
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขตอุบลราชธานี - ยโสธร มีหลักฐานความเก่าแก่เกี่ยวกับเจนละ ตั้งแต่เรื่องราวของกษัตริย์สมัยเริ่มต้น ทับหลังแบบสมโบร์ และไพรกแมง ตลอดจนจารึกของพระเจ้าจิตรเสน ซึ่งพบหนาแน่นที่สุดในแถบนี้

บ่าวพล
02-18-2007, 03:22 AM
น่านๆ ข่อยว่าแล้ว ยโสธรต้องมีของดี

ไก่น้อย
02-18-2007, 09:52 AM
ขออนุญาตย้ายมาใว้หม่อง ประเพณีอิสาน สะเนาะ..สิได้อยู่ในหมวดของเก่า / ประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษา ขอบคุณข้อมูลดีๆจากอ้ายเซียงข้องเด้อคะ..เอามาให้น้อ งนุ่ง/เอื้อย อ้าย อิสานบ้านเฮาได้อ่านนำ

bandit
02-18-2007, 11:07 PM
น่านๆ ข่อยว่าแล้ว ยโสธรต้องมีของดี


สืบเนื่องไปถึงชุมชนบ้านเมืองที่มีหลักฐานร่องรอยเรื ่องของเจนละที่เก่าที่สุด พบแถบจังหวัดอุบลราชธานี - ยโสธร ปัจุจบัน
สรุปได้ว่า ประวัติความเป็นมาของเจนละขึ้นอยู่กับการสั่งสมอำนาจ ของผู้นำท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำมูล-ชี ตอนล่าง เพราะมีจารึกกล่าวพาดพิงถึงกษัตริย์พื้นเมือง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6-7 วึ่งตรงกับระยะเริ่มแรกของอาณาจักรเจนละ เจ้าพื้นเมืองตามที่กล่าวไว้ ในจารึกพบที่ดงเมืองเตย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร จึงน่าจะมีความเป็นมาเกี่ยวกับเจนละยุคเริ่มแรก
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขตอุบลราชธานี - ยโสธร มีหลักฐานความเก่าแก่เกี่ยวกับเจนละ ตั้งแต่เรื่องราวของกษัตริย์สมัยเริ่มต้น ทับหลังแบบสมโบร์ และไพรกแมง ตลอดจนจารึกของพระเจ้าจิตรเสน ซึ่งพบหนาแน่นที่สุดในแถบนี้



ถึกๆๆๆๆๆๆๆๆต้องแล้วค๊าบบบบบบบบบบบบบบบ

noyinsweden
02-18-2007, 11:32 PM
สิท่าเบิ่งเด้อ

เดียวสิเอาของข่อยอ่าน มาเทียบกันเบิ่งเด้อ

d-friend
02-20-2007, 02:39 AM
ตอนที่ 2 อาณาจักรศรีโคตรบูร

http://www.thatphanom.com/images/_tp2.jpg
รูปภาพจาก thatphanom.com

ตามประวัติน่าจะแบ่งเป็นสอง ยุค คือ ยุคแรก ถือได้ว่าเป็นอาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดเพราะ มีประวัติเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 8 ซึ่งก็ยังไม่ถึง พุทธศตวรรษ ที่ 1 ด้วยซ้ำ ( 100 ปี = 1 ศตวรรษ)

ในตำนานพระธาตุพนมเล่าว่า"ในราว พ.ศ.๘ ศรีโคตรบูรตั้งเมืองหลวงอยู่ใต้ปากเซบ้องไฟ อยู่เหนือสุวรรณเขตประเทศลาว ครั้นต่อมาได้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งอยู่เหนือธาตุพนม ในดงไม้รวกจึงมีนามว่า" มรุกขนคร"มีกษัตริย์ครองเมือง ๕ องค์ องค์สุดท้ายชื่อ พระยานิรุฏฐราช บ้านเมืองเลยเกิดวิบัติล่มร้างเป็นบึงและป่า

จากหลักฐานในส่วนนี้ ทำให้ผู้คนอีกส่วนหนึ่ง เชื่อว่า แท้ที่จริงแล้วศูนย์กลางสุวรรณภมิ น่าจะอยู่ที่นครพนม ไม่ใช่นครปฐม แต่หลักฐานนี้ โดนโต้แย้ง ว่า การที่อาณาจักรศรีโคตรบูรตั้งเมืองหลวงในพ.ศ.๘ นั้นน่าจะผิดพลาดเนื่องจากเวลาห่างจากปีที่พระเจ้าอโ ศกมหาราชส่งพระสมณฑูตออกไปประกาศพระศาสนาในปี พ.ศ.๒๓๖ ถึง ๒๒๘ ปี (หากเป็นพุทธศตวรรษที่ ๘ คือ พ.ศ.๘๐๐ ก็น่าจะพอเชื่อถือได้บ้าง)

แต่มีข้อสนับสนุนตามตำนานว่า การสร้างพระธาตุพนมนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จไปประกาศพระศาสนาด้วยพระองค์เอง และในพ.ศ.๘ พระมหากัสสปะและท้าวพญาทั้งห้าพระองค์ได้สร้างพระธาต ุโดยอัญเชิญพระอุรังคธาตุบรรจุไว้ในพระเจดีย์สูง ประมาณ ๘ เมตร สำหรับ ท้าวพญา ๕ พระองค์ที่ร่วมสร้างพระธาตุพนมเมื่อพ.ศ.๘นั้น คือ พญานันทเสน ครองเมืองศรีโคตรบูร พญาจุลณีพรหมทัต ครองแคว้นจุลณี พญาอินทปัตถ์ ครองอินทปัตนคร พญาคำแดง ครองเมืองหนองหารน้อย และพญาสุวรรณภิงคาร ครองเมืองหนองหารหลวง ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ครองเมืองในอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์โ บราณเมื่อครั้งที่ตั้งเมืองหลวงอยู่ใต้ปากเซบ้องไฟ ฝั่งสุวรรณเขตประเทศลาว

(โดยส่วนตัวเหตุผลนี้ก็อาจเป็นไปได้นะครับ)

ยุคหลัง
ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔–๑๕ ครั้งสมัยอาณาจักรทวารวดีมีอำนาจอยู่นั้น บริเวณสองฟากแม่น้ำโขงได้มีการตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่เ รียกว่าอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ หรือ โคตรปุระ แปลว่า เมืองตะวันออก โดยมีพระยาโคตรบอง เป็นผู้ครองนคร ดินแดนแห่งนี้มีเมืองสำคัญคือ เวียงจันท์ หรือเวียงจันทน์ หนองหานหลวง(สกลนคร) มรุกขนคร(นครพนม) เมืองจันทบุรี ศรีสัตนาคนหต ล้านช้างร่มขาว(หลวงพระบาง) เชียงใหม่ เชียงแสน เชียงรุ้ง เป็นต้น

พ.ศ.๑๘๙๖ สมัยอยุธยาตอนต้น พระเจ้าฟ้างุ้มทรงสถาปนานครเวียงจันท์ขึ้นเป็นเมืองห ลวงของราชอาณาจักรลาว

พ.ศ. ๑๙๙๑ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ครองอาณาจักรล้านนา ภายหลังได้อภิเษกพระธิดาของกษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล ้านช้างและได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรล้าน ช้าง ร่วมกันสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักษ์ เพื่อเป็นสัญญลักษณ์แห่งมิตรภาพ (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย)

อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์นี้ได้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันม า และภายหลังได้เป็นอาณาจักรล้านช้าง(ปัจจุบันคือพระรา ชอาณาจักรลาว) ในสมัยกรุงธนบุรีนั้นอาณาจักรลานช้างได้ตกเป็นประเทศ ราชของอาณาจักรสยาม ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นอาณาจักรสยามต้องเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสจึงทำให้อ าณาจักรแห่งนี้ตกอยู่ใต้อำนาจฝรั่งเศสต่อมา

โบราณสถานสำคัญของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์นั้นคือ พระธาตุพนมที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นปูชนีย์สถานพุทธศาสนาสำคัญ โดยสร้างทับบนปราสาทขอมสมัยโบราณ มีตำนานพระธาตุพนมว่า พระธาตุนี้ได้สร้างขึ้นในพ.ศ.๘ สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์โบราณฅโดยก่ออุโมงค์เป็นรูป เตามีประตูปิดเปิด๔ด้านสูง ๕เมตรสำหรับบรรจุพระอุรังคธาตุโดยมีผ้ากัมพลห่อไว้ภา ยในอุโมงค์

ต่อมาพ.ศ.๕๐๐ พระอรหันต์ทั้ง ๕ องค์คือ พระสังขวิชาเถระ พระมหารัตนเถระ พระจุลรัตนเถระ พระมหาสุวรรณปราสาทเถระ และพระจุลสุวรรณปราสาทเถระ พร้อมด้วยพระยาสุมิตธรรมวงศา แห่งเมืองมรุกขนคร ได้ร่วมกันบูรณะพระธาตุพนมสูงประมาณ ๒๔ เมตรและอัญเชิญพระอุรังคธาตุออกมาประดิษฐานบนพานทองค ำ อมรฤาษีและโยธิกฤาษีไปเอาอุโมงศิลาบนยอดเขาภูเพ็กมาต ั้งไว้ชั้นบนของพระธาตุชั้นที่ ๒ซึ่งอยู่สูง ๑๔ เมตรแล้วพระสุมิตธรรมวงศาได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุฐาป นาไว้บนเจดีย์ศิลานั้น

ต่อมาพระโพธิศาล ซึ่งครองเมืองหลวงพระบางเมื่อพ.ศ.๒๐๗๓-๒๑๐๓ นั้นได้ตำนานอุรังคธาตุ(ที่พระธาตุพนม)มาจากกัมพูชา จึงเกิดความศรัทธาและได้มาสร้างบริเวณภูกำพร้าขึ้นเป ็นวัด อุทิศข้าทาสให้แก่พระธาตุ พระไชยเชษฐาธิราช โอรสของพระโพธิศาล ซึ่งสร้างเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวง ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนมเมื่อพ.ศ.๒๑๕๗

ต่อมาพ.ศ.๒๒๓๓-๒๒๓๕ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทน์ได้นำช่าง มาจากเวียงจันทน์มาทำการบูรณะพระธาตุพนมต่อเติมจนสูง ๔๗ เมตรโดยพ่อออกพระขนานโคตพร้อมด้วยบุตรภริยาได้"นำเอาอูบพระชินธาตุเจ้าที่จันทรปุระ(เวียงจันทน์)มาฐ าปนาที่ธาตุปะนม"และบรรจุพระพุทธรุปเงิน-ทอง แก้วมรกต อัญมณีมีค่าไว้มากมาย และพ.ศ.๒๔๘๓-๘๔ กรมศิลปากรได้ทำบูรณะพระธาตุให้สูงขึ้นเป็น ๕๗ เมตร หลังจากนั้นก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่เสมอ

ครั้นเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘ เวลา ๑๙.๓๐ น. เศษ องค์พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงมาทั้งองค์ ยอดพระธาตุฟาดมาทางทิศตะวันออก กรมศิลปากรได้บูรณะตามแบบเดิมเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๒

ข้อมูลจาก thai-archaeology.info

ยังหาแผนที่ไม่ได้ครับ จะพยายามหา

darkpro
05-22-2007, 03:36 AM
เคยได้ยินเกี่ยวกับสุวรรณภูมิ แต่บ่อรู้ในบริเวณใด

หนุ่มน้อยศรีธนญชัย
06-06-2007, 05:55 AM
มาขอติดตามเด้อ ผมกะลูกในบ้านหว่านในส่วนคือกันครับ

jomyut
06-06-2007, 06:32 PM
zผมน้องใหม่ฝากตัวแน่เด้อครับ

พอกะเทิน
06-06-2007, 07:06 PM
สุดยอดเลยครับ ให้ไป 1 แต้ม หามาให้อ่านอีกแนเด้อ

phim678
07-07-2007, 06:12 AM
อยากได้หนังสือ พลังลาวชาวอิสานมาจากไหน

แต่งโดยสุจิตต์ วงษ์เทศค่ะ

คนมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ พอจะทราบบ้างหรือปล่าวคะ ว่า หาซื้อได้ที่ไหน

อยู่พิษณุโลกค่ะ หาซื้อจนทั่วแล้ว ไม่มี คือ อยากอ่านมากๆๆ เคยแอบดูของเพื่อน

อยากมีไว้เป็นของตนเอง ใครทราบแหล่ง บอกด้วยค่ะ..จะไม่ลืมพะระคุณ

คนเมืองแปะ
07-29-2007, 03:22 PM
ขอคุณสำหรับเรื่องราวดีๆครับ

thekong
07-29-2007, 04:16 PM
ผมก็พอจะรู้จัก ศรีโคตรบูรณ์เหมือนกัน นครพนม นะเนี่ย

DJYUI
08-16-2007, 10:10 PM
จารึกจิตรเสน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ชี มูล

ขออนุญาติ เพื่มเติมนะค่ะ

พระเจ้าจิตรเสน หลักจากขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงพระนามว่า พระเจ้ามเหนทรวรมัน เป็นกษัตริย์องค์สำคัญของเจนละ ที่เรืองอำนาจมากพระองค์หนึ่ง หลักฐานเกี่ยวกับอำนาจของพระองค์นั้น พบอยู่เป็นจำนวนมาก ในดินแดนภาคใต้ของประเทศลาว และบริเวณภาคเหนือ ชองประเทศกัมพูชาปัจจุบัน แต่ที่พบมากที่สุดนั้น น่าจะได้แก่ บริเวณลุ่มแม่น้ำมูล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ทุกครั้งที่พระเจ้าจิตรเสนได้รับชัยชนะ ก็จะสร้างศาสนานุสาวรีย์ พร้อมทั้งจารึก ประกาศพระราชประสงค์ที่สร้างรูปเคาพขึ้น เป็นการอุทิศถวายแด่พระศิวะเทพเจ้า โดยมีพระประสงค์ จะให้เป็นที่สักการะบูชาของปวงชน ณ อาณาบริเวณนั้นๆ อีกทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และเป็นที่ระลึกแห่งชัยชนะของพระองค์ด้วย
หลักฐานเก่าที่สุดที่พบในประเทศไทย ได้แก่ ศิลาจารึกที่ระบุพระนามของพระเจ้าจิตรเสน หรือ พระเจ้ามเหนทรวรมัน ปัจจุบันนี้พบแล้ว จำนวน 10 หลัก มีทั้งจารีกอยู่บนแท่งหิน ที่ทำขื้นโดยเฉพาะ บนฐานประติมากรรม และบนผนังถ้ำ จารึกไว้ด้วยภาษาสันสกฤตเหมือนกันทุกหลัก ถึงแม้จะไม่ปรากฎศักราช แต่เมื่อศึกษาวิเคราะห์รูปอักษรในจารึกแล้ว ทราบว่าเป็นรูปอักษรปัลลวะ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 จารึกเหล่านี้ พบอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 5 หลัก ได้แก่ จารึกปากแม่น้ำมูล 1 และ 2 จารึกปากโดมน้อย จารึกวัดสุปัฏนาราม และ จารึกถ้ำภูหมาไน จารึกถ้ำเป็ดทอง 3 หลัก ที่อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ บริเวณลุ่มแม่น้ำชีตอนบน พบจารึกวัดศรีเมืองแอม ที่อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ในภาคตะวันออก พบจารึกช่องสระแจง ที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
ข้อความในจารึกทั้งหมด แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1. กล่าวถึง พระนามพระเจ้าจิตรเสน ไม่ได้กล่าวถึงพระนามพระเจ้ามเหนทรวรมัน ได้แก่ จารึกถ้ำเป็ดทอง แสดงว่ามีการจารึกในสมัยที่พระองค์ยังเป็นพระเจ้าจิต รเสน ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย ตามบรรพบุรุษ เมื่อทำสงครามชนะข้าศึกแล้วพระองค์ได้สร้างศิวลึงค์ ด้วยความภักดีตามคำสั่งของพระบิดาและพระมารดา
2.กล่าวถึงพระประวัติพระเจ้ามเหนทรวรมัน และการสร้างศึวลึงค์ ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งขัยชนะของพระองค์ ได้แก่จารึกปากแม่น้ำมูล 1 และ 2 จารึกวัดสุปัฎนาราม และ จารึกปากโดมน้อย
3.กล่าวถึงพระประวัติ พระเจ้ามเหนทรวรมัน เหมือนกลุ่มที่ 2 แต่ตอนท้ายต่างกัน คือ ให้สร้างโคอุสภะ ไว้เป็นสวัสดิมงคลแก่ชัยชนะซองพระองค์ ได้แก่ จารึกถ้ำภูหมาไน และ จารึกวัดศรีเมืองแอม
4.กล่าวถึงการสร้างบ่อน้ำไว้ให้แก่ประชาชน ในจารึกช่องสระแจง
หลักฐานจากจารึกที่กล่าวมานี้ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์รุ่นแรกสุดที่พบ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่างชุมชนโบราณในแถบอีสาน กับอาณาจักรเจนละทั้งด้านการปกครอง และศาสนาระยะแรกเริ่ม โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย .....


มีต่อ....

DJYUI
08-16-2007, 10:40 PM
ต่อ....
การพบจารึกของกษัตริย์องค์สำคัญ ของอาณาจักรเจนละ นามว่า "จิตเสน" จำนวน 5 หลัก ซึ่งจารึกหลักที่ 1-3 มีข้อความ รูปอักษร ภาษาตรงกัน พบที่ปากแม่น้ำมูล อำเภอโขงเจียม 2 หลักมีลักษณะเป็นใบเสมาหิน จารึกข้อความด้านเดียว จำนวน 6 บรรทัด ทั้ง 2 หลักมีข้อความที่ตรงกันตามที่ ได้ถอดความไว้ ดังนี้

"พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ทรงพระนามว่า จิตรเสน ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าศรีวีรวรมัน
เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าศรีลารวเคามะ (แปลตามศัพท์ที่อ่าน)
แม้โดยศักดิ์จะเป็นอนุชา แต่ก็เป็นพระเชษฐาของพระเจ้าศรีภวรรมัน ผู้มีพระนามปรากฎในด้านคุณธรรมแต่พระเยาว์ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ได้รับพระนามอันเกิดจากการอภิเษกว่า
พระเจ้าศรีมเหนทวรมัน (หลังจาก) ชนะประเทศ (กัมพู) นี้ทั้งหมดแล้ว ได้สร้างพระศิวลึงค์ อันเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องหมายแห่งชัยชนะของพระองค์ ไว้บนภูเขานี้"
และบริเวณปากลำโดมน้อย อำเภอสิรินธร 1 หลัก และอีก 2 หลักพบที่ถ้ำภูหมาใน หรือถ้ำปราสาท อำเภอโขงเจียม ปัจจุบันได้เคลื่อนย้ายไปอยู่วัดสุปัฎนาราม 1หลัก ซึ่งข้อความส่วนหลักจะเหมือนกัน แต่ตอนท้ายกล่าวถึงการสร้างรูปโคอสุภพ เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ

หลักฐานที่สำคัญภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรเจนละ อีกอย่างหนึ่งได้แก่ ทับหลังแบบถาลาบริวัติ อายุราวพุทธศตวรรษ ที่ 12 ปัจจุบันอยู่ที่วัดสุปัฎรารามทับหลัง และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมแบบไพรกแมง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 ที่วัดสระแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร และโบราณสถานร้างวัดแก่งตอย บ้านโอด ตำบลท่าเมือง อ.ดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

http://img523.imageshack.us/img523/1894/80534084ai4.gif จารึกถ้ำปราสาทหรือถ้ำหมาไน ตั้งอยู่บนหน้าผาชันของเทือกเขาหินทรายบนฝั่งขวาของแ ม่น้ำมูล ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ลักษณะเป็นเพิงผาธรรมชาติไม่ลึกมากนัก ได้พบว่าศิลาจารึกพระเจ้าจิตรเสน ข้อความคล้ายกับศิลาจารึกปากโดมน้อย เพียงแต่ข้อความในตอนท้ายให้สร้างรูปโคอุสภะอันเป็นเ สมือนหนึ่งข้อความมีชัยชนะของพระองค์
นอกจากศิลาจารึกพระเจ้าจิตรเสนแล้ว ยังพบฐานโยนี หน้าบันศิลาโบราณวัตถุที่พบ กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12-13

http://img526.imageshack.us/img526/2678/86173306is0.gif กลุ่มชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม จากโบราณสถานร้างวัดแก่งตอย บ้านโอด ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง เป็นเสากรอบประตูโสมสูตรรูปหัวมกร กำหนดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12-13
http://img443.imageshack.us/img443/7116/31440843gw8.gif3. ศิลาจารึกปากโดมน้อย ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำมูลบริเวณที่ลำโดมน้อยไห ลลงมาบรรจบกับแม่น้ำมูล ลักษณะโบราณสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าสู่แม่น้ำ มูล มีบันไดลงสู่แม่น้ำ ใช้หินธรรมชาติก่อสร้าง
บนโบราณสถานมีศิลาจารึกแท่งสี่เหลี่ยม ยอดคล้ายใบเสมา จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษ 12 เนื้อความกล่าวถึงเจ้าชายจิตรเสนหรือพระเจ้าศรีมเหนท รวรมันได้สร้างศิวะลึงค์อันเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชน ะไว้บนภูเขา
http://img527.imageshack.us/img527/5622/92089521zw5.gifทับหลัง ศิลาจารึกและชิ้นส่วนฐานประติมากรรม วัดสระแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร นำมาจากแหล่งโบราณสถานโรงเรียนบ้านสะพือได้ อำเภอพิบูลมังสาหาร ทับหลังจัดอยู่ในแบบศิลปะเขมรแบบไพรกเมง ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13

ที่มา:..
-ไกด์อุบล.คอม
-งานข้อมูลท้องถิ่น ม.อุบลฯ