View RSS Feed

ญา ทิวาราช


การเดินทาง ตอนจบ

Rate this Entry
เดินทางผ่านชั่วดีมีสุขทุกข์พัวพัน ทรหดอดทนและขวนขวาย
จิตอัดหุ้มชุ่มกรรมวิบากไพศาล อวิชชาหลงบงการเนิ่นนานมา
สร้างตัวตนยึดแน่นไร้แก่นสาน สุดทุกข์โทษการเกิดตายหน่ายฤทัย
ปัญญาญาณผลาญกิเลสล้างกมล สู่การก้าวย่างหลุดพ้นรู้แดนพุทธภูมิ


การปฏิบัติธรรม พึงมี...

ว่าด้วยหลักการปฏิบัติสมาธิภาวนา

1. ก่อนภาวนาให้พิจารณาว่า ตั้งแต่เกิดมานี้ มีความสุขจริงหรือไม่ ร่างกายเราหิว ต้องแสวงหาอาหารวันละ 3 มื้อ อิ่มแล้วนึกว่า ประเดี๋ยวก็หิวอีก ต้องกินต้องถ่าย วุ่นวาย เพราะอาหาร ทำงานเหนื่อยยาก ให้ได้เงินเพื่อซื้ออาหาร บรรเทาความหิวกระหาย แล้วร่างกายก็เหม็นสกปรกทุกวัน ให้วิจัยสังเกตดูร่างกายเรา เขา เป็นสุขเป็นทุกข์ ถ้ายังมองไม่เห็นทุกข์ ก็ยากที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนาได้ เพราะคิดว่าเป็นคนมีความสุข โลกนี้น่าอยู่ นอกจากนี้เรายังเดินเข้าหาความตายทุกลมหายใจเข้าออก เราในที่นี้หมายถึง จิตที่มาอาศัยอยู่ในกายที่มีเลือดเนื้อ ไขมัน กระดูก ที่เสื่อมสลายตลอดเวลา เซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายมีอายุ 1 เดือน 2 เดือน 2 ปี ก็ตาย สังเกตเห็นง่าย คือ เส้นผมและเล็บงอกยาวต้องตัด สะอาดหรือสกปรก เหงื่อไคล ก็คือเซลล์ที่ตายแล้วจากผิวหนัง ต้องชำระล้าง ถ้าไม่ล้างก็เหม็นเน่าเป็นซากศพ
ร่างกายตายแน่นอน แต่จิตไม่ตายตามร่างกาย เราปฏิบัติเพื่อให้จิตเลิกยึดติดกับร่างกายเสีย เราเชื่อพระพุทธองค์ว่าท่านมีปัญญา พ้นทุกข์จากการเวียนเกิด เวียนตาย เราปฏิบัติตามท่านเราก็พ้นทุกข์จากการเกิดเป็นคน สัตว์ เทวดาได้ ดูร่างกายมีอะไรดี โลกนี้เป็นสุขจริงหรือ ถ้าเป็นสุขก็เป็นความสุขชั่วคราว คือสุขหลอกลวง ไม่ช้าไม่นานก็ทุกข์ ความสุขทางโลกคือความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส ของสวยงาม อ่อนนุ่ม แต่วัตถุธาตุคนทุกอย่างมีแต่ผุพังสลาย แม้ทรัพย์สมบัติมีหลายล้าน ก็ต้องเจ็บป่วยตาย ไม่มีใครช่วยเราเป็นสุขได้จริง ๆ นอกจากจิตเรา จะฝึกหัด ปฏิบัติ เจริญสมาธิ ภาวนา แล้วท่านจะได้พบความสุขจริง คือ จิตเป็นสุขยิ่งกว่าสุขใด ๆ ในโลก นี่เป็นตัวปัญญาเพื่อจิตฉลาด คิดรู้เท่าทันสภาวะธรรมชาติ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นเปลี่ยนไป สลายตัวในที่สุดคือ อนิจจัง (ความแก่) ทุกขัง(ความเจ็บปวด) อนัตตา( ความแตกสลายตายไป ) คิดแบบนี้เพื่อเพิ่มปัญญาบารมีให้เต็ม
2. มีความขยันหมั่นเพียรดูลมหายใจตนเอง อย่าสนใจเรื่องคนอื่น เขาจะดีจะชั่วเรื่องของเขา เรื่องของเราคือชำระจิตใจให้สะอาด สว่างไสว เบิกบานด้วยพุทโธ แล้วเราจะช่วยคนรอบข้างให้มีความสุขได้อย่างมหัศจรรย์ ไม่ท้อถอยเมื่อมีอุปสรรค
3. มีจิตเมตตาคิดสงสารเพื่อนมนุษย์ทั่วไป มีอารมณ์ที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์โดยไม่หวังการตอบแทน มีการทำบุญในพระพุทธศาสนาเพื่อพระศาสนาจะได้รุ่งเรือง เต็มใจในการให้ทาน เป็นการตัดกิเลสตัวสำคัญ คือ ความโลภออกไปโดยอัตโนมัติไม่รู้ตัว
4. ไม่ยอมละเมิดศีล 5 ตัวตายดีกว่าผิดศีล 5 ไม่ยุยง ไม่ยินดี เมื่อผู้อื่นผิดศีล เป็นศีลบารมีคือ กำลังใจเต็มในศีล
5. ทำจิตให้สะอาด ไม่ยอมให้นิวรณ์ 5 คือ รักในรูป เสียง กลิ่น รส ความโกรธพยาบาท ความฟ้งซ่าน รำคาญใจ ความง่วงเหงาหาวนอน ความสงสัยในผลของการปฏิบัติ มาเป็นเจ้าหัวใจ คือทรงสมาธิ (จิตอยู่ในฌาน) เป็นปกติ นึกพุทโธ หรือสวดมนต์ก็ดีเพื่อไล่สิ่งสกปรก ออกจากใจ
6. มีจิตอดทนต่อความยากลำบาก การปฏิบัติธรรมเป็นการง่ายกว่าการไปหาเงินเลี้ยงชีวิต เพราะไม่ต้องออกแรงกายให้เหนื่อย ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินตรา ใช้จิตคิดพิจารณาสบาย ๆ จะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่มีใครว่า เพียงแต่จิตเราต้องไล่กิเลส ความวิตกกังวล ความคิดไร้สาระ ออกจากจิตให้ได้ ฝืนใจระงับอารมณ์ที่ไม่ถูกใจ ไม่หวั่นไหว มีอารมณ์อดกลั้นเป็นปกติ ถ้ามีความโกรธกับบุคคลที่เขาทำไม่ถูกใจ ก็คิดว่าในจิตใจเขาก็มีความทุกข์เช่นเรา อย่าทำให้ความทุกข์เพิ่มขึ้นโดยจุดไฟเผาจิตใจเราด้วยการโกรธตอบ ใช้น้ำเย็นคือความเมตตาสงสาร ขอให้เขาเป็นสุขเถิด จิตใจเราจะสงบสุขเยือกเย็น ใบหน้าแจ่มใส ไม่แก่เร็ว หลับเป็นสุข ตายแล้วยิ่งสุขมากกว่าคือ ไปเกิดเป็นพรหม ข้อนี้มีทั้งขันติบารมีและ เมตตาบารมี เป็นการเดินทางใกล้พระนิพพานเต็มที
7. มีความจริงใจ คือ สัจจะบารมี ตั้งใจปฏิบัติความดี ด้วยศีล สมาธิ พิจารณาโลกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์จริง เพื่อมรรคผล คือพระนิพพานในชาตินี้ การปฏิบัติเพื่ออริยผลก็เป็นของง่ายเมื่อมีความจริงใจ
8. อธิษฐานบารมี มีความตั้งใจจริงในการปฏิบัติสมาธิ ภาวนา คือตั้งใจทำไปจนกว่าจะหมดลมหายใจจึงจะหยุดเลิกทำ คือ การทำความดีโดยไม่สนใจกายที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ยาก ในการเกิดเป็นคน เราดูแลเอาใจร่างกายอย่างดีมานาน ประคบประหงมให้อาหารอย่างดี เสื้อผ้า ที่นอน แต่ร่างกายก็เหม็นทุกวัน แก่เฒ่าทุกวัน เจ็บป่วยเสมอ และเดินทางเข้าหาความแตกสลาย พังทลาย คือตายในที่สุด พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานที่ใต้ต้นโพธิ์ว่า ถ้าพระองค์ไม่สำเร็จพระโพธิญาณ จะไม่ยอมลุกจากที่นี้ แม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งก็ตามที และพระองค์ก็ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในคืนนั้น เราก็อธิษฐาน ปฏิบัติสมาธิภาวนา เพื่อพ้นทุกข์ หมดกิเลส เข้าเสวยสุขพระนิพพานในชาตินี้ ทำจิตใจให้มั่นคงจริงจัง
9. มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ทาน คน สัตว์ เป็นปกติ ให้ทานพระภิกษุสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงในพระพุทธศาสนา บุญกุศลในการให้ทานในพระพุทธศาสนาทำให้เรามีทรัพย์สมบูรณ์ ไม่อดอยากยากจน มั่งมีตลอดกาล ให้ทานแก่คนยากจน ทำให้เรามีคนรัก เมตตา และความโลภ ความอยากได้ทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ ในโลกก็หมดไป ยิ่งให้ยิ่งได้ คือ ได้อริยทรัพย์ที่เป็นสุขตลอดกาลทั้งชาตินี้ชาติหน้า
10. อุเบกขาบารมี เมื่อมีอารมณ์ที่ถูกใจ ขัดใจ ก็ปลงตกว่า เรื่องอย่างนี้มันเป็นธรรมดาของโลกแท้ ๆ คือเราจะต้องเจอโลกธรรม 8 หนีไม่พ้นพยายามบังคับใจให้นิ่ง ๆ ยิ้มเข้าไว้ เฉยไว้ เดี๋ยวได้ดีเอง โลกธรรม 8 ที่เป็นธรรมดาในโลกนี้คือ ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีคนนินทาว่าร้าย มีความสุขกายใจ มีความทุกข์กายใจ
เราต้องการปฏิบัติธรรมเอาชนะโลก ไม่หนีโลกทำใจให้สะอาดกว่าเหตุการณ์ในโลก

ว่าด้วยวิปัสสนาญาณ

อารมณ์สมถะละเอียด ที่ควรระวัง ซึ่งไม่ใช่วิปัสสนาญาณแท้ เป็นเพียงญาณโลกีย์ ต่อเมื่อนักปฏิบัติยกจิตเป็นพระอริยเจ้าอย่างต่ำชั้นพระโสดาบันแล้ว อาการ 10 อย่างนี้จะเปลี่ยน โลกุตตรญาณ คือ ความรู้ยิ่งกว่าทางโลก ควรระมัดระวังไม่ให้หลงว่าท่านได้มรรคผล อุปกิเลส 10 อย่าง มีดังนี้


1) โอภาส จิตกำลังพิจารณาวิปัสสนาญาณอยู่ระดับอุปจารสมาธิ ย่อมเกิดแสงสว่างมาก จงอย่าพึงพอใจว่าได้มรรคผล อย่าสนใจแสงสว่าง ให้ปฏิบัติต่อไป
2) ญาณ ความรู้เช่นทิพจักขุญาณ จากจิตที่เป็นสมาธิภาวนา สามารถเห็นนรก สวรรค์ พรหมโลก รู้อดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้ตามสมควร เลิกทำต่อไป หลงผิดคิดว่าได้ บรรลุมรรคผล ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ควรระมัดระวังไม่ให้หลงผิด
3) ปีติ ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม เบิกบาน มีขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหล กายลอย กายเบา โปร่งสบาย สมาธิแนบแน่น เป็นผลของสมถะ ยังไม่ใช่มรรคผล
4) ปัสสัทธิ ความสงบระงับด้วยฌานสมาธิ ความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง คล้ายจะไปสิ้น ท่านว่าเป็นอุเบกขาฌานในจตุตฌาน อย่าเพิ่งหลงผิดว่า บรรลุมรรคผล
5) สุข ความสบายกายใจ เมื่ออยู่ในสมาธิ อุปจารฌานระดับสูง หรือ ฌาน 1-ฌาน4 มีความสุขกาย จิต อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต เป็นผลของภาวนา ไม่ใช่มรรคผล
6) อธิโมกข์ อารมณ์น้อมใจเชื่อโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้พิจารณาถ่องแท้ เป็นอาการศรัทธา ไม่ใช่มรรคผล
7) ปัคคาหะ ความเพียรพยายามแรงกล้าไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรค อย่าเพิ่งเข้าใจว่าบรรลุมรรคผลเสียก่อน เป็นการหลงผิด
8) อุปัฎฐาน มีอารมณ์เป็นสมาธิ สงัด เยือกเย็น แม้แต่เสียงก็ไม่ได้ยิน อารมณ์ที่กายกับจิตแยกกันเด็ดขาด เป็นปัจจัยให้นักปฏิบัติคิดว่าบรรลุมรรคผล
9) อุเบกขา ความวางเฉย เป็นอารมณ์ในสมาธิฌาน 4 ต้องระวังอย่าคิดว่าวางเฉยเป็นมรรคผล
10) นิกันติ แปลว่าความใคร่ไม่อาจมีความรู้สึกได้เป็นอารมณ์ของตัณหา สงบไม่ใช่ตัดได้เด็ดขาด อย่าพึ่งเข้าใจว่าบรรลุมรรคผล กิเลสยังไม่หมดเพียงแต่ฌานกดไว้


การปฏิบัติกรรมฐานแบบนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่เราปฏิบัติ ก็เพื่อจะกำจัดกิเลส เครื่องร้อยรัดในจิตใจ ให้คนสัตว์ต้องจมอยู่ในวงกลมของการเวียนว่ายตายเกิดนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทุกคนกำจัด
สังโยชน์ กิเลสที่ทำให้จิตไม่สะอาด 10 อย่าง มีดังนี้

1. สักกายทิฏฐิ มีความเห็นผิดว่าร่างกายเป็นของเรา ร่างกายขันธ์ 5 มีในจิตและจิตคือขันธ์ 5 เป็นความเห็นไม่ถูกต้อง ทำให้จิตมีความหลงไม่ฉลาด
2. วิจิกิจฉา มีความลังเล สงสัย ในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ โดยคิดว่าไม่ใช่หนทางบรรลุมรรคผล เพื่อความสุขในพระนิพพานจริงบางท่านคิดว่าพระนิพพานสูญสลายไปเลย หรือบาป บุญ ไม่มี นรก สวรรค์ นิพพาน ไม่มี เป็นความเข้าใจผิด อย่างนี้เป็นกิเลส ทำให้เวียนว่ายตายเกิดต่อไป
3. สีลัพพตปรามาส ไม่รักษาศีลจริงจัง ศีล 5 ไม่ครบ ขาดตกบกพร่อง
4. กามฉันทะ มีจิตยินดี พอใจในรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัสที่อ่อนนุ่ม รสอร่อย รูปงาม กลิ่นหอม เสียงไพเราะ
5. พยาบาท-ปฏิฆะ มีอารมณ์ผูกโกรธ จองล้างจองผลาญเป็นปกติ ไม่พอใจหรือหงุดหงิดรำคาญ มีอารมณ์ไม่ฉลาด ไม่สะอาด
6. รูปราคะ ยึดถือว่ารูปฌาน เป็นคุณธรรมพิเศษสูงสุด เป็นความเห็นผิด
7. อรูปราคะ ยึดมั่นในฌานที่ไม่มีรูป โดยคิดว่าเป็นคุณพิเศษที่ทำให้หลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด
8. มานะ มีอารมณ์ถือตัว ถือตน ถือชั้นวรรณะ ถือว่าว่าดีกว่าเขา เลวกว่าเขา เสมอเขา
9. อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน คิดวิตกกังวล นอกลู่นอกทางพระนิพพาน
10. อวิชชา มีความคิดว่า โลก และสมบัติของโลกดีน่าอยู่ น่ารักใคร่ พอใจ มีความห่วงใยในร่างชีวิต ร่างกาย มนุษย์ สวรรค์ พรหม เป็นของดีมีสุข เป็นความรู้ไม่จริง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ยั่งยืน เป็นอนัตตา สูญสลายในที่สุด คนเกิดมาเท่าไรตายหมดเท่านั้น คิดว่าเกิดเป็นคนดี สวรรค์ดี มีความสุข
การที่จะกำจัดเครื่องร้อยรัดสังโยชน์กิเลส 10 อย่างนี้ เคล็ดลับในการปฏิบัติอย่างง่ายที่สุด ถ้าท่านไปเปิดในขรรธวรรค พระไตรปิฏก ที่พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายได้รวบรวมไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาว่า พระพุทธองค์ทรงสอนไว้มีมากมาย ชอบใจแบบไหน ก็ปฏิบัติแบบที่ถูกนิสัยของท่าน มีคนถามปัญหาพระพุทธเจ้าว่า กิเลสร้อยแปดพันเก้าทั้งหลายนั้น จะตัดกิเลสทั้งหมดออกจากจิตใจ ตัดด้วยอะไร พระพุทธองค์ตอบว่า ตัดจุดเดียว คือ ขันธ์ 5 รูป ร่างกาย ให้พิจารณาว่า 1. รูปร่างกาย คือ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ 2. เวทนา ความรู้สึก สุข ทุกข์ หนาว ร้อน 3. สัญญา คือ ความจำได้ หมายรู้ 4. สังขาร คือ ความคิดดีคิดชั่ว คิดเฉย ๆ 5. วิญญาณ ระบบประสาททั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความเจ็บ ปวดทางประสาท สมอง ไขสันหลัง ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเขา ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่ใช่ขันธ์ 5 เราคือ จิตที่มาอาศัยขันธ์ 5 ชั่วคราว ถ้าจิตไม่ผูกพันในขันธ์ 5 อารมณ์นั้นเมื่อไร จิตก็จะพ้นจากกิเลส สังโยชน์ 10 เป็นพระอริยเจ้าทันที ท่านกล่าวว่า ไม่มีอะไรยาก พระอรหันต์ทุกพระองค์ ท่านมีจุดตัดอย่างเดียว คือ ขันธ์ 5 เท่านั้น ที่สอนมากก็เพื่อป้องกันคนชอบสงสัย
สังโยชน์ 10 อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านย้ำให้นักปฏิบัติสนใจให้มาก เพราะ เป็นสิ่งวัดจิตใจว่าสะอาดมากน้อยเพียงใด
ถ้ากำจัดกิเลสได้ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 3 ท่านว่า ผู้นั้นบรรลุพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ถ้าตัดได้ 5 ข้อ คือข้อ 1 ถึงข้อ 5 ท่านผู้นั้นบรรลุพระอนาคามี ถ้าตัดได้เด็ดขาดหมดทั้ง 10 ข้อ ท่านผู้นั้นได้บรรลุอรหัตตผล การที่จะบรรลุหรือสำเร็จความมุ่งหมายให้พ้นทุกข์แท้จริง ท่านควรจะรู้จุดมุ่งหมายที่ กำจัดออกจากใจ มีอะไรเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางเสียก่อน ไม่ใช่เดาสุ่ม ไม่รู้จุดของกิเลส ท่านให้ตัดง่าย ๆ เป็นข้อ ๆ ไปตั้งแต่ ข้อ 1 สักกายทิฏฐิ นั้น พระโสดาบันมีปัญญาแค่ไม่ลืมความตาย พระสกิทาคามี ก็รู้ตัวว่าชีวิตนี้ตายแน่ มีจุดมุ่งหมายคือพระนิพพาน สักกายทิฏฐิ ของท่านที่เป็นพระอนาคามี คือ เห็นว่าร่างกายเป็นส้วมหรือซากศพเคลื่อนที่ จิตมาอาศัยอยู่ในร่างกายเหม็นเน่าชั่วคราว พระอรหันต์ท่านตัดสักกายทิฏฐิเด็ดขาด คิดว่าร่างกายกับจิตคนละส่วนกัน จิตไม่ใช่ขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เป็นสมบัติของตัณหา กิเลส อวิชชา อุปาทาน พระอรหันต์ท่านมีความเห็นว่า ร่างกายไม่มีในเรา เราไม่ใช่ร่างกาย (เราในที่นี้หมายถึง จิต หรืออาทิสมานกาย หรือกายในกาย) ท่านแบ่งแยกเป็นคนละส่วน ไม่มีจิตใยดีในขันธ์ 5 อีกต่อไป จิตเป็นสุขอย่างยิ่ง แม้ยังไม่ตาย ท่านเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ขันธ์ 5 ยังมีชีวิตอยู่ แต่จิตเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ 5 แยกกันเด็ดขาด ถ้าขันธ์ 5 พระอรหันต์เสื่อมสลายตายไปจิตท่านก็จะพุ่งตรงเสวยวิมุตติสุขแดนอมตะนิพพาน ท่านเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน

จะขอกล่าวถึงอวิชชาและสุญญตาเล็กน้อย

วิชชาแปลว่า ความรู้ อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ อะไรคืออวิชชา

การเห็นว่าร่างกายและโลกนี้น่าอยู่เป็นสุขนี่แหละคือ ความไม่รู้ความจริงของชีวิตว่า ชีวิตร่างกายเต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก ต้องทุกข์ทนมีภาระสารพัด จะต้องเอาใจใส่ดูแล เจริญสุขในทรัพย์สมบัติของโลก มีความรักใคร่ชีวิตตนเอง ครอบครัว อุปาทาน หลงทึกทักเอาว่าเป็นชื่อของเรา ตัวเรา ทรัพย์สมบัติของเราจริง มีจิตผูกพันในชีวิต สิ่งของรอบข้างเป็นของเราตลอดกาล ชื่อว่าท่านมีฉันทะ พอใจ ราคะ มีความกำหนัดยินดีในสมบัติของท่าน เรียกว่าความไม่รู้ หรือความไม่ฉลาด

สุญญตา หมายถึงอะไร

สุญญตา หมายถึงความไม่มีอะไรเหลือเลย เป็นศูนย์ ไม่มีค่าสูญสิ้นหมด สุญญตาเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นเอง แล้วเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สลายไปในที่สุด ขันธ์ 5 รูปร่างกาย เวทนา ความรู้สึกทุกข์ สังขาร ความคิดทั้งหลาย สัญญา ความจำทั้งหลาย วิญญาณ ความรู้สึกระบบประสาททั้งหลายในกาย คือ สุญญตา ไม่มีอะไรเหลือ แตกสลายหายไปเป็นสูญ พระอรหันต์ท่านสามารถแยกจิตบริสุทธิ์ ออกจากขันธ์ 5 ได้เด็ดขาด ขันธ์ 5 นั้นก็สูญสลายไปจากจิตบริสุทธิ์ของท่าน พร้อมด้วยตัณหา ความอยาก อุปาทาน ความยึดหมายว่า มีตัวตนเป็นนั่นเป็นนี่(อัตตา) กิเลส ความเศร้าหมองของจิต อวิชชา ความไม่ฉลาดรอบรู้ธรรมชาติของสุญญตา อกุศลกรรม การผิดศีล ดังนี้สมบัติของขันธ์ 5 คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา อกุศล ก็พลอยหายไป จิตเป็นพุทธะ สะอาด สว่าง ฉลาด เป็นผู้รู้ เป็นผู้เบิกบานตลอดกาล ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระนิพพาน


สัจธรรมนั้นมีอยู่แล้ว รอแต่คนค้นพบ
มรรคผลนิพพานนั้นมีอยู่แล้ว รอแต่ผู้บรรลุ


__________________

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม



ธุจ้าขอขอบคุณในมารับชมและติดตามครับ:l-

Updated 13-11-2010 at 16:03 by ญา ทิวาราช

แท็ก: ไม่มี แก้ไข Tags คำค้นหา
Categories
Uncategorized

Comments