View RSS Feed

หนุ่มน้อย


ขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 1 มกราคม 2554

Rate this Entry
ขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 1 มกราคม 2554

กระทรวงแรงงาน 9 ธ.ค.2553 นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง แถลงมติคณะกรรมการค่าจ้างปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2554 ว่า คณะกรรมการค่าจ้างได้พิจารณาโดยคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ตัวเลขเงินเฟ้อ และสภาพเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด มีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2554 ทุกจังหวัด ดังนี้

อัตราต่ำสุด 8 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี และประจวบคีรีขันธ์


ปรับขึ้นในอัตรา 9 บาท 24 จังหวัด ได้แก่ น่าน ตาก สุรินทร์ มหาสารคาม นครพนม ชัยภูมิ ลำปาง หนองบัวลำภู เชียงราย บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ยโสธร สกลนคร ชัยนาท สุพรรณบุรี ตราด ลำพูน สมุทรสงคราม อ่างทอง เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ

ปรับขึ้น 10 บาท 16 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น กำแพงเพชร หนองคาย นครนายก เลย สระแก้ว นครราชสีมา นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรสาคร


ปรับขึ้นในอัตรา 11 บาท มี 6 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส อุบลราชธานี สิงห์บุรี เพชรบุรี และระยอง


ปรับขึ้นในอัตรา 12 บาท 10 จังหวัด ได้แก่ แพร่ พิจิตร สุโขทัย อุดรธานี ยะลา จันทบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี ระนอง และชลบุรี

ปรับขึ้น ในอัตรา 13 บาท 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ตรัง ราชบุรี พังงา ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี


ปรับขึ้น 14 บาท 3 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สตูล และกระบี่


ปรับขึ้นในอัตรา 15 บาท 2 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช และสงขลา


ปรับขึ้นในอัตรา 17 บาท จังหวัดเดียวคือ ภูเก็ต


โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2554 เป็นต้นไป

หลังจากนี้คณะกรรมการค่าจ้างจะรายงานผลการพิจารณาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อลงนามในประกาศกระทรวงแรงงาน ต่อจากนั้น กระทรวงจะส่งประกาศดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษา และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ และแจ้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ให้ลูกจ้างและนายจ้างทราบต่อไป


ด้านลูกจ้างพอใจในจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นเกิน 10 บาท แต่ขอให้ทบทวน 30 จังหวัด ที่ปรับขึ้นไม่ถึง 10 บาท แต่ขอให้รัฐบาลคงสวัสดิการฟรีค่าน้ำ ค่าไฟ รถเมล์ รถไฟและอื่นๆให้กับผู้ใช้แรงงาน และสำคัญคือ รัฐต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมราคาสินค้าให้ได้ผล


การปรับค่าจ้างครั้งนี้ส่งผลให้กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าจ้างขั้นต่ำ 215 บาทต่อวัน ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้นสูงสุดคือ ภูเก็ต ปรับขึ้น 17 บาท ส่งผลให้ภูเก็ตมีค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดเป็น 221 บาทต่อวัน ส่วนจังหวัดพะเยามีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำสุดคือ159บาทต่อวัน







สำนักข่าวไทย


http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/140648.html

Comments

  1. สัญลักษณ์ของ หนุ่มน้อย
    บอร์ดค่าจ้างไฟเขียวปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่ม 8-17 บาท ภูเก็ตสูงสุด ขณะที่ประจวบฯบ้าน “เฉลิมชัย”รมว.แรงงานติดกลุ่มต่ำสุด นายจ้างลั่นให้ได้เต็มที่แล้ว ย้อนนายกฯให้จ่ายเพิ่มเป็น 250 บาทตามที่ประกาศไว้
    เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงแรงงาน นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 18 เพื่อพิจารณาการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2554 ภายหลังการประชุม 2 ชั่วโมง นายสมเกียรติ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2554 ทั่วประเทศในอัตรา 8-17 บาท โดยพิจารณาจากตัวเลขค่าจ้างที่แต่ละจังหวัดเสนอมาเป็นหลัก พร้อมกับดูในเรื่องของภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง รวมทั้งพิจารณาถึงการจ่ายชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าขั้นต่ำตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ส่วนต่างของค่าจ้างบางจังหวัดสูงถึง 70-80 บาท ดังนั้นการพิจารณาปรับครั้งนี้ จึงได้ดูเป็นรายภาคเรียงกัน อย่างไรก็ตาม การจ่ายชดเชยในส่วนของค่าจ้างที่มีส่วนต่างไม่สามารถปรับในครั้งเดียวได้ เพราะจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและนายจ้าง จึงต้องดำเนินการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใน 5 ปี
    นายสมเกียรติ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรอบนี้ เพื่อต้องการรักษาอำนาจการซื้อของผู้ใช้แรงงาน ตลอดจนพัฒนาฝีมือแรงงานที่เริ่มเข้าทำงานใหม่ ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในแต่ละวันอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ทั้งนี้ จังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นต่ำสุด 8 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา จาก 151 บาท เป็น 159 บาท ศรีสะเกษ 152 บาท เป็น 160 บาท อำนาจเจริญ 155 บาท เป็น 163 บาท นครสวรรค์ จาก 158 บาท เป็น 166 บาท เพชรบูรณ์ 158 บาท เป็น 166 บาท อุทัยธานี 160 บาท เป็น 168 บาท และประจวบคีรีขันธ์ 164 บาท เป็น 172 บาท
    ปรับขึ้นในอัตรา 9 บาท 24 จังหวัด ได้แก่ น่าน จาก 152 บาท เป็น 161 บาท ตาก จาก 153 บาท เป็น 162 บาท สุรินทร์ 153 บาท เป็น 162 บาท มหาสารคาม 154 บาท เป็น 163 บาท นครพนม 155 บาท เป็น 164 บาท ชัยภูมิ ลำปาง หนองบัวลำภู จาก 156 บาท เป็น 165 บาท เชียงราย บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ยโสธร สกลนคร จาก 157 บาท เป็น 166 บาท ชัยนาท สุพรรณบุรี จาก 158 บาท เป็น 167 บาท ตราด ลำพูน จาก 160 บาท เป็น 169 บาท สมุทรสงคราม จาก 163 บาท เป็น 172 บาท อ่างทอง 165 บาท เป็น 174 บาท เชียงใหม่ 171 บาท เป็น 180 บาท พระนครศรีอยุธยา 181 บาท เป็น 190 บาท สระบุรี 184 บาท เป็น 193 บาท สมุทรปราการ 206 บาท เป็น 215 บาท และกรุงเทพมหานคร 206 บาท เป็น 215 บาท
    ปรับขึ้น 10 บาท 16 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ จาก 153 บาท เป็น 163 บาท มุกดาหาร 155 บาท เป็น 165 บาท กาฬสินธุ์ ขอนแก่น 157 บาท เป็น 167 บาท กำแพงเพชร 158 บาท เป็น 168 บาท หนองคาย 159 บาท เป็น 169 บาท นครนายก 160 บาท เป็น 170 บาท เลย สระแก้ว 163 บาท เป็น 173 บาท นครราชสีมา 173 บาท เป็น 183 บาท นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรสาคร จาก 205 บาท เป็น 215 บาท
    ปรับขึ้น 11 บาท 6 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี 159 บาท เป็น 170 บาท นราธิวาส อุบลราชธานี 160 บาท เป็น 171 บาท สิงห์บุรี 165 บาท เป็น 176 บาท เพชรบุรี 168 บาท เป็น 179 บาท ระยอง 178 บาท เป็น 189 บาท
    ปรับขึ้น 12 บาท 10 จังหวัด ได้แก่ แพร่ พิจิตร จาก 151 เป็น 163 บาท สุโขทัย 153 บาท เป็น 165 บาท อุดรธานี 159 บาท เป็น 171 บาท ยะลา 160 เป็น 172 บาท จันทบุรี 167 บาท เป็น 179 บาท กาญจนบุรี 169 บาท เป็น 181 บาท ลพบุรี 170 บาท เป็น 182 บาท ระนอง 173 บาท เป็น 185 บาท ชลบุรี 184 บาท เป็น 196 บาท
    ปรับขึ้น 13 บาท 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี 159 บาท เป็น 172 บาท ชุมพร 160 บาท เป็น 173 บาท ตรัง 162 บาท เป็น 175 บาท ราชบุรี 167 บาท เป็น 180 บาท พังงา 173 บาท เป็น 186 บาท ฉะเชิงเทรา 180 บาท เป็น 193 บาท ปราจีนบุรี 170 บาท เป็น 183 บาท
    ปรับขึ้น 14 บาท มี 3 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สตูล 159 บาท เป็น 173 บาท กระบี่ 170 บาท เป็น 184 บาท ปรับขึ้น 15 บาท มี 2 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช 159 บาท เป็น 174 บาท สงขลา 161 บาท เป็น 176 บาท และปรับขึ้น 17 บาท มี 1 จังหวัด คือภูเก็ต 204 บาท เป็น 221 บาท
    “สาเหตุที่จังหวัดภูเก็ตได้รับการปรับขึ้นสูงสุด เพราะเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ที่มีค่าครองชีพสูง ซึ่งเดิมอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอปรับขึ้น 11 บาท แต่บอร์ดค่าจ้างกลางได้บวกค่าคุณภาพชีวิต ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจอีก 6 บาท รวมเป็น 17 บาท ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม มีลูกจ้างที่จะได้รับการปรับค่าจ้างครั้งนี้จำนวน 2 ล้านคน เป็นเม็ดเงิน 6,918 ล้านบาท เมื่อรวมกับแรงงานต่างด้าวอีกประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราใหม่ เป็นเงิน 7,700 ล้านบาท เมื่อรวมแล้วจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้น 14,900 ล้านบาท” นายสมเกียรติ กล่าว
    นายปัณณพงษ์ อิทธิ์อรรถนนท์ กรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี มักจะมีข้อถกเถียงกันมาก แต่ปีนี้เป็นปีที่การขึ้นค่าจ้างไม่เกินความคาดหมาย เพราะมีการพูดคุยมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ตัวเลขที่ปรับขึ้นอยู่ในอัตราประมาณนี้
    “อย่างไรก็ตาม ที่มีการพูดกันว่าการขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ ปรับไม่ถึง 250 บาทต่อวัน ตามที่นายกฯ เคยพูดไว้ ผมในฐานะที่เป็นภาคเอกชน ก็บอกได้เลยว่า อัตราที่ปรับขึ้น 8-17 บาท เป็นตัวเลขที่นายจ้างสามารถจ่ายได้แค่นี้ เต็มที่แล้ว เพราะการขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ ส่งผลกระทบกับนายจ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากค่าจ้างฐานล่างได้มีการขยับ ก็จะทำให้ค่าจ้างในระดับบนต้องปรับขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้ารัฐบาลเห็นว่ายังไม่มากพอ ส่วนที่เกินก็ให้รัฐบาลเอามาเสริมให้เต็ม ตามที่ประกาศไว้ ให้ถือว่าเป็นสวัสดิการสำหรับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งก็เหมือนกับการที่รัฐบาลปรับเงินเดือนให้กับลูกจ้างรัฐ” นายปัณณพงษ์ กล่าว
  2. สัญลักษณ์ของ หนุ่มน้อย
    เหตุผลที่บอกเล่าเรื่องนี้ ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนเลิกฟอร์เวิดเมลไร้สาระซะที มันน่ารำคาญมาก

    ถ้าอยากรู้ว่าไร้สาระยังไงก็อ่านซะ
    อันดับ10 - อีเมล์ลูกโซ่
    ...ใช่แล้วครับทุกท่าน มันก็คือ จดหมายลูกโซ่ธรรมดานี่แหละ
    ที่ส่งกันมาส่งแล้วส่งเล่าตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ยังจีบกันด้วยจดหมายรัก จนถึงยุคที่อินเตอร์เน็ตส่งข้อมูล 10 MB ต่อวินาทีได้แล้ว ก็ยังมีจดหมายแบบนี้อยู่บนโลกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แถมเนื้อหาก็ยังลอกมาจากต้น
    ฉบับอาจารย์วิจิตรธรรมโชติเมื่อ 30 ปี ก่อนยังไงอย่างนั้น ช่างน่าภูมิใจจังที่เราสามารถอนุรักษ์มรดกของชาติได้เยี่ยมขนาดนี้ เนื้อหาก็จะประมาณว่าจดหมายฉบับนี้มีมนต์วิเศษ ส่งต่อ 20 คน จะโชคดี ถ้าไม่ส่งตายแน่ เหมือนอย่างนายสมชายสมหมายทหารอากาศอะไรทั้งหลายแหล่ ที่ตายแล้วตายอีกในหลักฐานอ้างอิงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

    ถ้าท่านอยากเป็นคนงมงายในยุคอินเตอร์เน็ตก็เชิญส่งต่อนะครับ แต่ถ้าอยากฉลาดขึ้นบ้างก็...ลบทิ้งเสียเถอะ


    อันดับ 9 - เจ้าแม่กวนอิมโชคดี + พระพิฆเนศโชคดี
    ... สมัย นี้เค้าเผยแพร่ความโชคดีบนอินเตอร์เน็ตแล้วครับท่านผู้อ่าน เมล์ประเภทนี้จะมีรูปเจ้าแม่กวนอิมหรือไม่ก็พระพิฆเนศที่ถ่ายมาจากไหนก็ไม่ รู้ รู้แต่มันเหมือนกันทุกฉบับเลย
    ดูเผินๆ บางคนอาจจะแย้งว่า คนส่งเค้าอยากให้คนได้รับโชคดีไง จะบอกว่าเนื้อหาหลักๆ เหมือนกับอันดับ 10 ไม่มีผิดเพี้ยนครับ แค่เปลี่ยนคำว่าโชคร้ายเป็นโชคดีเท่านั้น แถมยังขู่เหมือนเดิมว่าถ้าไม่ส่ง ซวยแน่ กร๊ากๆๆๆ
    บางเวอร์ชั่นดีหน่อยครับที่ไม่ได้ขู่มาด้วย

    แต่อยากจะบอกว่าการที่เราเช็คเมล์ แล้วพบเมล์จากเพื่อนๆ 10คน
    ต่างคนต่างส่งเมล์หัวข้อนี้มาเหมือนกันทุกคน เรียงเป็นตับในเมล์บ็อกซ์ของเรามันน่ารำคาญโว้ยยยยย


    อันดับ 8 - ลูกผมป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
    ... อันดับนี้จะว่าดีก็ดี จะว่าร้ายก็ร้าย คือดูเผินๆ แล้วผู้ส่งต้องการความช่วยเหลือแน่ๆ จึงมาโพสท์แบบนี้
    บวกหน้าตาที่อยู่พร้อม แต่จะบอกว่าเมล์แบบนี้ ห้าปีผ่านไปก็ยังฟอร์เวิร์ดกันให้เกลื่อน
    คือ ถ้าลูกคุณป่วยเป็นมะเร็งและต้องการความช่วยเหลือด่วน แต่ยังรอคนใจดีอยู่ได้ตั้ง 5 ปีแบบนี้
    ขอ คาดการณ์ว่าร่างกายคงมีภูมิต้านทานดีขนาดหนักแล้วครับ ไม่ก็ตายไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องฟอร์เวิร์ดต่อหรอก เพราะมีกรณีนึงที่มีคนลองติดต่อไปแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง
    แต่ทางต้นสายบอกว่าเป็นเรื่องเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผลร้ายจากความใจดีของพวกเรานั่นเองที่เห็น
    แล้วสงสาร ฟอร์เวิร์ดไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอใครที่ใจบุญกว่า แต่บอกตามตรง เท่าที่เคยประสบมา
    คนฟอร์เวิร์ดจะไม่ให้ความช่วยเหลือ ส่วนคนช่วยเหลือจะไม่ฟอร์เวิร์ด ฮ่วย!

    ถึง ผู้ใดก็ตามที่ประสบปัญหาแนวๆ นี้ ขอแนะนำว่าอย่าส่งทางเมล์เลยครับ เพราะเมื่อมันเผยแพร่ในโลกไซเบอร์แล้ว มันค้างนาน และมันจะกระจายเป็นวงกว้างซึ่งไม่มีทางยับยั้งได้
    แม้ คุณจะได้รับการช่วยเหลือแล้วคุณก็ยังอาจจะได้รับการติดต่อมาอีกต่อไปเป็น ปีๆ ทางที่ดีไปลงประกาศในหนังสือพิมพ์หรืออะไรทำนองนั้นดีกว่านะ


    อันดับ 7 - ไม่ส่งต่อ ไม่มีแฟน
    ... ไม่ รู้ว่าคนเราสมัยนี้กลัวการไม่มีแฟนมาก หรือไม่ก็ไม่มั่นใจในฝีมือการจีบของตัวเอง จึงส่งกันเป็นว่าเล่น เมล์ประเภทนี้จะขึ้นต้นด้วยข้อความดีๆ ภาพน่ารักๆ แต่ลงท้ายด้วยข้อความประมาณว่า

    ส่ง 1-5 คน จะโชคดีเล็กๆน้อย
    ส่ง 6-15 คน จะเจอเนื้อคู่
    ส่ง 16-30 คน เนื้อคู่จะโทรมาหาใน 10 นาที (ดูมัน ยังกะโฆษณาทีวีไดเรคต์)
    และ ถ้าไม่ส่ง โสดตลอดชาติ ประมาณนี้เป็นต้น สังเกตว่ามีระดับความโชคดีให้เลือกด้วย ใครคิดว่าตัวเองโชคดีอยู่แล้วก็ส่งน้อยๆ ใครคิดว่าดวงซวยก็ส่งเยอะๆ อืม...เหมือนชิงโชคเลยเนอะ แต่รู้สึกส่งชิงโชครายการคุณปัญญาจะมีโอกาสมากกว่าซะอีกนะ

    อยากบอกว่า..แฟนถ้าจะมีมันก็คงจะมีเองแหละ ไม่เกี่ยวกับโชคลางบนเน็ตซะหน่อย


    อันดับ 6 - กินชาเขียวเย็นเป็นอันตราย
    ... เมล์ประเภทนี้มีมาเป็นระยะๆ ตามแต่ว่าอะไรที่ฮิตในช่วงนั้น ช่วงแรกมันเป็นโค้ก กินโค้กแล้วอันตราย เอาตะปูแช่โค้ก 1 วัน ตะปูละลาย

    ต่อ มาก็เป็นชาเขียวเย็น กินแล้วไขมันจับ เพราะมันเย็น พิสูจน์ได้ด้วยการเทชาเขียวเย็นลงในชามก๋วยเตี๋ยว แล้วจะเห็นไขมันจับเป็นก้อน ปัดโธ่ เทอะไรเย็นๆ ลงน้ำซุป มันก็จับหมดแหละคุณ (ไม่เชื่อไปลองดูได้) หรือไม่ต้องเทน้ำอะไรหรอก เอาก๋วยเตี๋ยวไปแช่เย็น สักพักมันก็จับไขแล้ว เมล์แบบนี้จะใช้ข้อความเหมือนยกข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาอ้าง

    ซึ่งถ้าใครฉลาดๆ หน่อยก็จะจับผิดได้ว่ามันไม่เป็นจริง ส่วนใครโง่ๆ ก็...ฟอร์เวิร์ดต่อปายยย (ล่าสุดนี่รู้สึกจะเป็นโรตีบอยแล้วนะ มันอินเทรนด์ดีโว้ยคนเขียนเมล์แบบนี้)


    อันดับ 5 - จุดจบประเทศไทย
    ... เขียน โดย นิติภูมิ เนาวรัตน์ ชายหนุ่มผู้มองเห็นประเทศอื่นดีกว่าเราในทุกด้าน ส่วนเมืองไทยนั้นกระจอก คอรัปชั่น เฮงซวย ล่มสลายแน่ๆ ถ้าไม่เชื่อกรู ไม่รู้มันเกิดมาเป็นคนไทยทำไมเหมือนกัน เมล์ชนิดนี้เนื้อหาเหมือนต้นฉบับเพราะลอกมา เนื้อหาจะเกี่ยวกับประเทศไทยในปี 2550 ที่จะถูกน้ำท่วม ภัยพิบัติ ฯลฯ สุดท้ายก็จะกลายเป็นเหมือนอาร์เจนติน่า ฯลฯ ดีเหมือนกันวงการฟุตบอลบ้านเราจะได้ไปบอลโลกซะที

    เมล์ แบบนี้จริงๆ ก็จัดว่ามีประโยชน์ เสียแต่ว่ามันทำให้เกิดความแตกแยกได้ง่าย หากผู้อ่านไม่มีวิจารณญาณ จริงๆ คือพวกเราได้แต่อ่านแล้วก็ส่ง ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเกลียดคนที่ถูกอ้างถึงในเมล์ โดยไม่มีหลักฐานอย่างอื่นประกอบการตัดสินใจเลย อีกอย่างคือ เมล์แบบเนี้ยไม่ต้องส่งหรอก ถ้าในปี 2550 มันจะ เป็นอย่างที่อ้างจริงๆ ผู้เขียนเค้าก็มีหลักฐานการเขียนของเค้าอยู่แล้วแหละ ไม่ต้องส่งต่อเพียงเพื่อประกาศให้รู้ว่ากรูเก่งหรอก มันน่ารำคาญรู้มั้ย เพราะว่ามีเมล์เนื้อหานี้ในเมล์บ็อกซ์เกือบร้อยฉบับแล้ว


    อันดับ 4 - ฟอร์เวิร์ดไป 18 คนแล้วกด Alt+F8
    ... ไม่รู้ว่ามีที่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจเป็นเพราะโปรแกรมอีเมล์เมื่อสมัยสิบปีก่อนมีฟังก์ชั่น Atl+F8 ก็ ได้ ปัจจุบันมันไม่มีใช้แล้ว แต่เมล์แบบนี้ก็อาศัยความอยากรู้ของผู้ส่ง มาทำให้มันถูกฟอร์เวิร์ดมาเรื่อยๆ นับสิบปีแล้ว (พูดตรงๆ ก็คือผมได้เมล์แบบนี้มาตั้งแต่เริ่มเล่นเน็ตเมื่อปี 2543 จน บัดนี้ก็ยังได้รับอยู่) เนื้อหาก็จะเป็นว่า มียายแกไปซื้ออาหารหมา อาหารแมว สุดท้ายก็ให้คนขายล้วงไปในกล่อง ถ้าอยากรู้ว่าในกล่องมีอะไร ให้ฟอร์เวิร์ดไป 18 คน แล้วกด Atl+F8 หรืออะไรทำนองนี้ ก็จะพบคำตอบ
    บางเมล์เล่นง่ายกว่านั้น ไม่ต้องอารัมภบทมาก มาถึงก็บอกให้ส่งเลย แล้วกดดูจะพบว่ามีอะไรเปลี่ยนไป

    ไม่ต้องส่งต่อนะครับ ขอร้อง เพราะตั้งแต่มันถูกส่งมาในโลกนี้ ยังไม่เคยมีใครสักคนรู้เลยว่ากด Atl+F8
    แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ...จริงๆ อาจจะพบก็ได้ ...พบว่าตัวเอง>>โง่<<นั่นเอง


    อันดับ 3 - รูปถ่ายวิญญาณ ชายผู้ล่วงลับ
    ... เมล์ แบบนี้เอาความน่ากลัวเข้าว่า เริ่มจากบอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ไปเที่ยวป่า แล้วถ่ายรูปติดวิญญาณมา สองสามวันถัดมาเขาก็ตาย หากใครไม่อยากตาย ให้ส่งต่อ 10 คน มิฉะนั้นวิญญาณในรูปจะตามไปที่บ้าน ตบท้ายด้วยรูปถ่ายวิญญาณที่น่ากลัวก็จริง

    แต่รู้ว่าตัดต่อ เพราะไอ้ผีในรูปนั้น ไปเสิร์ชเวบผีเวบไหนมันก็มี (ใครไม่มี เชยมาก) เป็นรูปต้นแบบที่ถูกนำมาใช้ตัดต่อบ่อยที่สุด


    อันดับ 2 - ยายมาหา
    ... อัน นี้ยังเล่นกับความน่ากลัวไม่เลิก ด้วยการให้เด็กชายคนหนึ่ง เล่าเรื่องน่ากลัวเกี่ยวกับยายตัวเองจะมาเอาชีวิต แกเลยหาทางรอดด้วยการบอกว่าให้ไปเอาชีวิตคนอ่านเมล์นี้แทน
    ฉลาดมากหนุ่มน้อย ไม่ยักรู้ว่ายายเอ็งเล่นเน็ตเป็นด้วย เมล์นี้ยอมรับว่าน่ากลัวจริง แต่ก็ได้มาจนหายกลัวไปแล้ว
    ถ้ายายอยากได้วิญญาณจริง ไปหาวิญญาณเป็ดไก่ตามตลาดสดจะเจอเยอะกว่านะยายจ๋า วันนึงเป็นร้อยตัวเลย


    อันดับ1 - ฮ็อตเมล์เก็บตัง
    ... มาแล้วครับ กับอันดับยอดฮิตที่สุดบนโลกมนุษย์ เมล์นี้มีเนื้อหาบอกว่า ทางฮ็อตเมล์จะทำการเก็บเงินผู้ใช้เมลล์ @hotmail โดยผู้ส่งเมล์จะให้พวกเราช่วยกันฟอร์เวิร์ดไปเยอะๆ เค้าจะได้สงสาร และยกเลิกการเก็บตัง เมลล์ แบบนี้ก็ได้มาตั้งแต่เล่นเน็ตสมัยแรกๆ แล้วถ้ามันเป็นจริง ก็นับว่าฮ็อตเมล์ใจดีมาก จะเก็บตังมาตั้งหลายปีแล้ว ก็ไม่เก็บสักทีเพราะมีคนฟอร์เวิร์ดเยอะ ว่าแต่มันจะรู้ได้ไงวะว่ามีคนฟอร์เวิร์ดน่ะหืม? แรกๆ มันเป็นแค่ข้อความ ต่อมานี้ลงทุนทำแบนเนอร์ปลอมที่มีสัญลักษณ์ฮ็อตเมล์ให้ดูน่าเชื่อถือขึ้น
    ล่าสุดนี่สงสัยรู้ตัวว่าไม่ได้ผล เลยใส่เพิ่มลงไปในหัวข้อด้วยว่า
    คราวนี้เอาจริงแล้ว ฮ็อตเมล์จะเก็บตังเราแล้วล่ะ! (มีการขู่ 555)

    เคย ลองทำเมล์ปลอมแบบนี้เหมือนกัน เพื่อให้เลิกส่งเมล์สไตล์นี้ โดยการใช้เนื้อหาว่าฮ็อตเมล์ต้องเสียเงินนับร้อยล้านดอลล่าร์เพิ่อแก้คดีคน เข้าใจผิดว่าเขาจะเก็บตัง และประกาศจะจับตัวผู้ที่ส่งเมล์ที่ทำให้ทางเขาเสียหาย นั่นคือใครฟอร์เวิร์ดเมลล์แบบนั้นอีก จะถูกตามรอยมา
    ถึงบ้านและถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกันทุกคน ผลก็คือ FWD mail หัวข้อ ฮ็อตเมล์เก็บตัง ก็ยังคงฮิตไม่เสื่อมคลาย

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..คนเรากลัวไม่ได้ใช้ฮ็อตเมลล์ มากกว่ากลัวถูกจับซะอีก 555
    ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นมาก็เพื่ออยากจะประกาศให้โลกรู้ว่า เมล์เนื้อหาแบบเนี้ย มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากแสดงให้คนรู้วาคุณโง่ เชื่อในเรื่องเหลวไหล และเพิ่มเนื้อที่เมล์ขยะในเมลล์บ็อกซ์ของคนอื่นโดยใช่เหตุ แถมเมล์บางอันก็ยังปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ซะอีก (เช่นเมล์ชาเขียวเย็นอันตราย) เป็นการโจมตีคู่แข่งทางการค้าได้โดยไม่ต้องเสียตังอะไรเลย ใช้ประโยชน์จากคนโง่ๆ ที่หลงเชื่อนั่นแหละ

    เลิกฟอร์เวิร์ดได้แล้ว เชื่อว่าใครที่เล่นเน็ตมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ก็เคยได้รับเมล์แบบนี้กันหมดแล้วล่ะ มาช่วยกันฟอร์เวิร์ดแต่เมล์เนื้อหาดีๆ มีคุณค่า อ่านแล้วถึงไม่ได้สาระก็ขอให้ได้ความสบายใจหน่อยเถอะนะ



    *ปล. การ FWD กระทู้ นี้ ไม่ทำให้ผลการเรียนคุณตกต่ำลง หรือทำให้คุณเป็นโสดตลอดชาติ มันไม่มีผลอะไรกับชีวิตคุณทั้งสิ้น นอกจากมีผลทำให้คนอื่นไม่ต้องได้รับเมล์ไร้สาระอีก ถ้าอ่านแล้วเก็บไว้คนเดียวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าช่วยกัน FWD ก็จะทำให้คนอื่นหายโง่ได้ซะที


    via @ นกรู้ดอทคอม
  3. สัญลักษณ์ของ หนุ่มน้อย

    ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
    แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
    ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
    วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
    ของฉันมีกัน
    จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
    พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
    โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
    'ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด
    ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
    พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
    'ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'
    พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
    ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
    'ผมขโมยเองครับ'
    ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
    พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
    จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
    พ่อนั่งลงบนเก้าอี้
    และด่าว่าน้องชายของฉัน
    ' ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
    แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย'
    คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
    หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
    แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
    กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
    น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
    ' พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'
    ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
    ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
    หลายปีผ่านไป
    แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
    ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...
    เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
    เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
    ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
    ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
    คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
    ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
    ' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ'
    แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
    'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'
    ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
    ' ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'
    พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
    'ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
    ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
    พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'
    คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
    ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
    ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ
    ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
    ' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'
    แต่ในขณะเดียวกัน
    ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
    ใครจะรู้ได้ .......
    วันต่อมาในตอนเช้ามืด
    น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
    และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
    ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

    ขณะฉันกำลังหลับ
    ' พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
    ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่'
    ฉันนั่งอยู่บนเตียง
    อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......
    ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....
    ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
    รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
    กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
    ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
    วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
    เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
    'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'
    ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ
    ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
    ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง...ฉันถามเขาว่า
    'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'
    น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
    'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ
    ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'
    ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
    และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
    ' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
    เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'
    จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
    เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
    แล้วพูดว่า
    'ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'
    ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
    ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .
    วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
    ฉันสังเกตเห็นว่า
    หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
    เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
    หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
    'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
    เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'
    แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
    ' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
    วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
    ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
    น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'
    ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
    ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
    ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 'เจ็บมากไหม' ฉันถาม
    'ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
    มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
    แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ...'
    น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
    เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
    น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
    'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
    หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
    หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
    แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
    ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว
    ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
    จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
    น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
    เขาบอกกับฉันว่า

    'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'
    สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว
    เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท...
    แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
    เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
    วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
    และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
    เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
    ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
    น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
    ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
    ' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
    ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้
    ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'
    คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
    ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
    'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
    ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
    คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'
    น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
    ฉันบอกกับน้องว่า
    'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'
    'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'
    น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

    เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
    เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
    ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
    ' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'
    น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล 'พี่สาวของผมครับ' .....

    และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
    'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
    เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.
    เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
    วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
    พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
    และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
    เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
    เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
    ผมสาบานกับตัวเอง
    ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
    และจะทำดีกับเธอ'
    เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
    สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
    คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
    'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'
    ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
    น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
    จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
    วันในชีวิตของคุณและเขา
    คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
    แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง .. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ
    พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
    จบบริบูรณ์....
    ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท
    น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า
    'ซัมซุง'

    ขอขอบคุณ Kunena
    (http://www.sappasit.go.th/sappasit/index.php?option=com_kunena&func=view&id=30&catid=11&Itemid=183 )
  4. สัญลักษณ์ของ หนุ่มน้อย
    มาอ่านดูข่าวที่กล่าวถึงข้างต้น

    Minimum wages hiked but still lag target: Thailand


    Fri, Dec 10, 2010
    The Nation/Asia News Network



    Despite minimum wage hikes ranging from Bt8 (S$0.34) to Bt17 next year, Thai labourers' daily wages will remain below Bt250 - the level the government has said would lift the quality of life and ease social disparity.

    The Central Wage Committee yesterday approved higher minimum wages for 2011.

    The biggest rise was awarded to workers in Phuket, where the minimum wage will rise Bt17 from Bt204 to Bt221.


    Workers in seven provinces - Phayao, Si Sa Ket, Amnat Charoen, Nakhon Sawan, Phetchabun, Uthai Thani and Prachuap Khiri Khan - won the lowest increase of Bt8.

    "As a representative from the private sector, I can say that this is the most we can offer," said Pannapong Itattanont, secretary-general of the Employers' Confederation of Thai Trade and Industry and a member of the committee.

    Pannapong said the move would inevitably affect employers, as the hike would push up salaries in general. If the government thought wages were still too low, it could top up minimum wages to Bt250, he said.

    "This would be a kind of welfare for workers, like when the government raises civil servants' pay."

    For 2010, minimum wages were raised from Bt1 to Bt8.

    Sukij Kongpiyacharn, president of the Thai Garment Manufacturers Association, said the increase of 3-5 per cent was acceptable. Manufacturers supported the government adjusting wages in light of the higher cost of living, he said.

    However, as manufacturing costs would rise while exporters could not raise product prices, Sukij suggested the government draw up standards for labour wage hikes to facilitate business planning in the short, medium and long term.

    "The government previously floated the idea of increasing the minimum wage to Bt250. It was extreme, and it's unclear what it was based on," he said.

    Kitti Chaiwattanatorn, managing director of major shoemaker Ecco (Thailand), shrugged off the increase, saying the company already paid wages above the minimum rates. The company's plant is in Phichit province, where wages will be raised Bt12 to Bt163.

    Ecco plans to hire an additional 500 workers per year, Kitti said.

    Labour Ministry permanent secretary Somkiat Chayasriwong, the committee chairman, said the changes were based on proposals from each province, as well as inflation, cost of living and employers' ability to pay.

    The committee also considered inflation compensation, as minimum wages had been raised at rates lower than inflation over the past 10 years resulting in a differential of Bt70-Bt80 in wages in different provinces.

    Somkiat said that one-time compensation would affect employers and the economy so the issue would be tackled gradually over five years.

    "Phuket wins the biggest increase as it is a major tourist destination where cost of living is high. Earlier, the provincial wage committee proposed a hike of Bt11, but the Central Wage Committee increased it," he said.

    Based on Social Security Office data, 2 million workers would enjoy this round of pay rises which totals Bt6.9 billion, he said.

    "Coupled with Bt7.7 billion to be paid out to 2 million foreign workers, this will inject Bt14.9 billion into the economy."

    Wage hikes by province

    Bt8

    Phayao, Si Sa Ket, Amnat Charoen, Nakhon Sawan, Phetchabun, Uthai Thani, Prachuap Khiri Khan

    Bt9

    Nan, Tak, Surin, Maha Sarakham, Nakhon Phanom, Chaiyaphum, Lampang, Nong Bua Lamphu, Chiang Rai, Buri Ram, Roi Et, Yasothon, Sakhon Nakhon, Chai Nat, Suphan Buri, Trat, Lamphun, Samut Songkhram, Angthong, Chiang Mai, Ayutthaya, Saraburi, Samut Prakan, Bangkok

    Bt10

    Phitsanulok, Mae Hong Son, Uttaradit, Mukdahan, Kalasin, Khon Kaen, Nong Khai, Nakhon Nayok, Loei, Sa Kaew, Nakhon Ratchasima, Nonthaburi, Nakhon Pathom, Pathum Thani, Samut Sakhon

    Bt11

    Pattani, Narathiwat, Ubon Ratchathani, Sing Buri, Phetchaburi, Rayong

    Bt12

    Phrae, Phichit, Sukhothai, Udon Thani, Yala, Chanthaburi, Kanchanaburi, Lop Buri, Ranong, Chon Buri

    Bt13

    Surat Thani, Chumphon, Trang, Ratchaburi, Phang-Nga, Chachoengsao, Prachin Buri

    Bt14

    Pattalung, Satun, Krabi

    Bt15

    Nakhon Si Thammarat, Songkhla

    Bt17

    Phuket (to Bt221)

    -- The Nation/Asia News Network
  5. สัญลักษณ์ของ หนุ่มน้อย
    มีของฝากให้คุณครู แม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติ