View RSS Feed

ญา ทิวาราช


การเดินทางภาคพิเศษ ตอน ธรรมแห่งวิปัสสนาญาณ

Rate this Entry
แสงธรรมแห่งวิปัสสนาญาณ



"ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์ยังท่องเที่ยวไป จึงมีทุกข์เป็นอันใหญ่หลวง"




ธรรมแห่งวิปัสสนาญาณ

วิชชา คือ ความรู้แจ้ง อันประกอบด้วย

1 ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณเป็นเหตุระลึกได้ถึงขันธ์ที่เคยอาศัยแต่ปางก่อน ง่ายๆคือ ระลึกชาติได้

2 จุตูปาตญาณ คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม
เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจุกขุญาณ

3 อาสวักขยญาณ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย




ญาณในวิปัสสนา

ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือที่จัดเป็นวิปัสสนา คือ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ่มแจ้ง เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง

๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไป ล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด )

๒. ภังคานุปัสสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้ว คำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด )

๓. ภยตูปัฏฐานญาณ (ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว คือ เมื่อพิจารณาความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น )

๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ (ญาณอันคำนึงเห็นโทษ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ เป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ )

๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ (ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ )

๖. มุญจิตุกัมยตาญาณ (ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย คือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น )

๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง คือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงหันกลับไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์ เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป )
๘. สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้ )

๙. สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือ เมื่อวางใจเป็นต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่สิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากนั้นก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แล้วเกิดมรรคญาณให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไป )

วิปัสสนาญาณ ๑๖ มีดังนี้

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ
๒. นามรูปปัจจยปริคคหญาณ
๓. สัมมสนญาณ
๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ
๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ มีนัยอันเดียวกันต่างกันโดยพยัญชนะมีอรรถเสมอกัน
๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ
๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ
๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ มีนัยอันเดียวกันต่างกันโดยพยัญชนะมีอรรถเสมอกัน
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ
๑๒. สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ
๑๓. โคตรภูญาณ
๑๔. มัคคญาณ เป็นโลกุตตรญาณ แสดงถึงความเป็นพระอริยบุคคล
๑๕. ผลญาณ
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ

๑-๑๓ และ ๑๖ เป็น โลกียญาณ
๑๔-๑๕ เป็น โลกุตตรญาณ

ต่อไปนี้จักวิสัชนาญาณแต่ละญาณเป็นลำดับสืบต่อไป


ญาณที่ ๑ : นามรูปปริจเฉทญาณ

นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นปฐมเบื้องต้นของวิปัสสนาญาณ บางท่านว่ายังไม่จัดเป็นวิปัสสนาญาณ ท่านจัดวิปัสสนาเบื้องต้นตั้งแต่อุทยัพพยนุปัสสนาญาณ เป็นตรุณวิปัสสนาเลยทีเดียวเหตุเพราะญาณนี้จักเป็นฝ่ายสมถะประกอบด้วยก็ได้ ท่านจึงว่าอย่างนั้น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก่อนที่จะถึงการกำหนดหมายรู้ในอุทยัพพยญาณนั้น ท่านว่าต้องเจริญตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นปฐมก่อนจนถึงสัมมสนญาณ อันเป็นบาทเบื้องฐานแห่งการเจริญวิปัสสนาที่จะก้าวขึ้นสู่ตรุณวิปัสสนา คือ อุทยัพพยนุปัสสนาญาณ ต่อไป.
วิธีการกำหนดแยกหมายรู้ในปริจเฉทญาณนั้น ให้ดำเนินควบคู่ไปกับสมถะวิธี คือ สมาธิ อันมี ขณิกสมาธิ แล อุปจารสมาธิ จนถึงอัปปนาสมาธิ อันเป็นเอกัคคตาเป็นที่สุด จากนั้นจึงยกสมถะไว้เสียส่วนหนึ่ง ( คือแยกกายกับจิตออกจากกัน ถ้าไม่แยกออกจากกันจักไม่เป็นวิปัสสนาเป็นแน่แท้ ) เพ่งพินิจพิจารณารูปกาย แล นามกาย ตามบัญญัติแลตามสมมติ คือ แยกว่านี้คือ กาย อันมี ธาตุ ๔ เข้าประชุมตกแต่งกันรวมกันเข้าเรียกว่ากาย หรือมหาภูตรูป ๔ ถ้าละเอียดดีดูลึกลงไปถึงกายอันละเอียดที่อาศัยอยู่กับมหาภูตรูป ๔ ( พึงเข้าใจว่ามิใช่กายทิพย์อย่างที่เข้าใจกัน ) คืออุปาทายรูป ๒๔ รวมเข้ากับมหาภูตรูป ๔ รวมได้เป็น รูป ๒๘ แยกได้ตามนัยนี้แล้ว.
จากนั้นแยกนามธรรมออกจากรูปธรรม แยกออกเป็นส่วน ๆ คือ รู้จัก เจตสิก ๓ คือ สัญญาเจตสิก, เวทนาเจตสิก, และสังขารเจตสิก ออกเป็นส่วน ๆ พึงทำความศึกษารู้ว่าอันเจตสิกธรรมทั้ง ๓ นี้ เป็นอาการของจิต, หรือวิญญาณ ที่มีหน้าที่แล่นไปตาม อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอกอีก ๖ จนเกิดกระทบกระทั่งกันเกิดภาวะที่เรียกว่า ผัสสะ , อันผัสสะนั้นพึงแยกให้ได้ว่าก็มี ๖ โดยมีผัสสะทางตา เป็นต้น
พึงกระทำให้ชำนาญแล้วเจริญสมถะวิธีให้ชำนาญก้าวหน้าก็จะมีความรู้ความ ช่ำชองในญาณนี้เป็นอันมากจนเข้าใจว่าอะไรทำหน้าที่อะไรตามสภาวะของมัน ได้ชื่อว่าเจริญ นามรูปปริจเฉทญาณ ได้ชำนาญแล้ว และจะได้เจริญใน นามรูปปัจจยปริคคหญาณ เป็นลำดับสืบต่อไป


ญาณที่ ๒ : นามรูปปัจจยปริคคหญาณ

เมื่อเจริญญาณที่ ๑ โดยชำนิชำนาญแล้วพึงกระทำไว้ในใจเสมออย่าให้คลาดเคลื่อนหรือเสื่อมถอย จากนั้นพึงกำหนดตามนัยที่ ๑ ซ้ำ, แล้วพึงรู้ว่า ทั้งรูปธรรม ทั้ง นามธรรม นั้น ย่อมอาศัยซึ่งกันและกัน ต่างก็เป็นปัจจัยส่งเสริมซึ่งกันและกัน จะมีแต่รูปไม่มีนามก็ไม่ได้ หรือจะมีแต่นามไม่มีรูปก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ต่างเห็นว่าเมื่อมีรูปย่อมมีนาม และอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติเข้าปรุงแต่ง คือปัจจัยทางปฏิจจสมุปบาท คือ เมื่อมีอวิชชา ย่อมมีสังขาร เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยทำให้เกิดสังขาร อย่างนี้เป็นต้น แม้ผัสสะ, เวทนา, อายตนะ ๑๒, สมาธิ, ปัญญา, สัมปชัญญะ, ตัณหา, อุปาทาน, รวมลงเรียกว่า สังขารธรรมทั้งปวงพวกนี้ล้วนมีปัจจัยเข้ามาปรุงเข้ามาแต่ง ให้เกิดขึ้นทั้งนั้น, ปัจจัยอย่างอื่นเราจะมองเห็นว่า กรรมก็ดี, วิบากก็ดี, วัฏฏะวนทั้ง ๓ ก็ดี ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ให้ชีวิตสัตว์เจริญและเสื่อมถอยลง
นี่แลชื่อว่าเจริญในญาณที่ ๒ คือ นามรูปปัจจยปริคคหญาณ ได้โดยสมบูรณ์ และจะ
ปวัติเข้าสู่ สัมมสนญาณ ต่อไป

ญาณที่ ๓ : สัมมสนญาณ

เมื่อเจริญญาณมาตามลำดับแล้ว ปัญญาญาณย่อมเล็งเห็นการเกิดของสรรพสิ่ง หรือสังขารธรรมทั้งปวงว่าเป็นไปเพราะธรรมชาติ เป็นไปด้วยตัวของมันเอง สังขารธรรมมันย่อมตกเข้าสู่แห่งกฎของธรรมชาติลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. อนิจจลักษณะ คือสภาพที่ไม่คงทนถาวร,แปรเปลี่ยนอยู่เสมอ,ไม่คงที่,ไม่แน่นอน
๒. ทุกขลักษณะ คือสภาพที่ทรงไว้ซึ่งทุกข์ เพราะความแปรเปลี่ยนอยู่ตลอด
๓. อนัตตลักษณะ คือสภาวะที่มิใช่ตัว,มิใช่ตน,มิใช่สัตว์,บุคคล,เรา,เขา,บังคับไม่ได้

นี้รวมเรียกว่า ไตรลักษณะ ๓, การหยั่งรู้ หรือการมองเห็นธรรมชาติทั้งปวงนี้ย่อมตกอยู่ในสภาวะแห่งกฎอันนี้ เรียกว่า “ไตรลักษณะญาณ” เป็นสัมมสนญาณอันอุดม ในพระคัมภีร์พระวิสุทธิมรรคท่านกล่าวไว้โดยเอนกปริยายเป็นอันมาก พึงศึกษาดูเอาเองเถิดจักกล่าวย่อ ๆ พอเป็นแนวทางเท่านั้น

ก็แลสัมมสนญาณนี้ พระอรรถกถาจารย์เจ้าก็ดี,พระเกจิกถาจารย์เจ้าก็ดี ท่านจัดให้เป็นพื้นฐานของวิปัสสนาเลยทีเดียว เป็นเพราะว่าสัมมสนญาณนี้รวมความเห็นทุกสภาวะสิ่งลงไปในกฎแห่ง พระไตรลักษณะ ซึ่งพระไตรลักษณะนั้น คือ มรรค แลทางอันที่จะเดินให้เข้าสู่มรรควิถีอันแท้ คืออริยมรรค ฉะนั้นท่านจึงจัดเอาสัมมสนญาณนี้เป็นอันดับ ๑ ในบรรดาญาณทั้งหลายในญาณ ๙ รวมแล้วเป็น ๑๐ ถ้าท่านกล่าวถึงวิปัสสนาญาณ ๑๐ พึงรู้เถิดว่ารวมเอาสัมมสนญาณเข้าด้วย, ถ้าท่านกล่าวเอาเฉพาะวิปัสสนาญาณ ๙ แล้วพึงเข้าใจว่าท่านไม่รวมเอาไว้ด้วย. แต่ถ้าท่านกล่าวถึงโสฬสญาณ ๑๖ แล้ว ท่านรวมเอาไว้ด้วยแน่นอน

พึงเจริญในสัมมสนญาณนี้ให้มาก ๆ ทำความเพียรอันมีสมถะแลวิปัสสนาเข้าด้วยกัน จักบรรลุผลอันอุดมในญาณนี้แลก้าวเข้าสู่ญาณต่อไป คือ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ เป็นลำดับต่อไป





ญาณที่ ๔ : อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ

เมื่อเจริญสัมมสนญาณโดยช่ำชองแลชำนาญแล้วจิตของผู้นั้นย่อมปวัติเข้าสู่ความเห็นในสังขารธรรมทั้งปวงว่าเป็นไปตามกฎพระไตรลักษณะ คือ
- อนิจจตานุปัสสนา เกิดขึ้นแล้วแปรเปลี่ยนไป,คงสภาพคงที่ไม่ได้
- ทุกขานุปัสสนา ความแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดของรูปแลนามบัญญัติ เรียกว่า ทุกข์.
- ด้วยทุกข์ก็ดี,ด้วยการแปรเปลี่ยนไปเองก็ดี ของสังขารธรรมชาตินั้นบังคับไม่ได้เห็นเป็นอนัตตานุปัสสนา.

จิตจะน้อมเห็นแล้วว่ามีเกิดขึ้นย่อมตั้งอยู่, แล้วแปรเปลี่ยน พึงดับไปในที่สุด คือเห็นทุกสิ่งของธรรมชาติว่า เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเองโดยธรรมชาติ ( ตามหลักของปฏิจสมุปบาท ) เรียกว่า เห็นเกิด- เห็นดับ ( ความเกิดดับของรูป-นาม ) การเห็นเกิดเห็นดับนั้น เห็นได้ในขณะเดียวด้วยวิปัสสนาปัญญา จากนั้นจะเห็นด้วยสมถะวิธี คือเห็นด้วยสมาธินั่นเอง

ต่อแต่นี้พึงปฏิบัติตามที่ครูบา-อาจารย์แนะนำพร่ำสอน ถ้ามิพึงปฏิบัติตามแล้วย่อมทำให้แชออกนอกลู่นอกทาง มองเห็นธรรมนั้นเป็นของวิเศษ เหนือบุคคล เหนือธรรมชาติไป ท่านเรียกธรรมอันเป็นเหตุให้ขัดขวางวิปัสสนานี้ว่า “วิปัสสนูกิเลส ๑๐” หรือ “อุปกิเลส ๑๐” ซึ่งจะเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้บรรลุผลในวิปัสสนาญาณชั้นสูงต่อไป.

ต่อไปจักกล่าวถึงอุปกิเลส ๑๐ ที่เป็นตัวขวางกั้นปัญญา อันจะแสดง มีดังนี้ คือ

๑. โอภาโส ความสว่างไม่มีประมาณ เกิดจากจิตที่สงบยิ่งแล้วไปเห็นของจริงตามธรรมชาติเข้าจึงติด เมื่อเข้าไปเห็นของจริงอันนั้น เช่น เห็นกายเป็นธาตุ ๔ ก็ว่าตัวเองเห็น อันนี้ท่านจึงว่าห้ามติดเพราะการเห็นและวิธีดำเนินนั้นเป็นเรื่องของญาณต่าง หาก
๒. ญาณะ ความรู้ไม่มีประมาณ ความรู้ที่จัดเป็นอุปกิเลสคือ รู้เห็นของจริงตามธรรมชาติ จึงให้เข้าใจว่าสิ่งที่รู้เห็นนั้นเป็นธรรมแท้ เป็นเหตุให้ถือตัวมีมานะกระด้างกระเดื่อง แต่ท่านให้เอาความรู้ที่เห็นนั้นเป็นเครื่องมือพิจารณาต่างหาก
๓. ปิติ ความอิ่มใจแรงกล้า คือความเยือกเย็นอันได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น พอเห็นแล้วเลยคิดว่าเป็นธรรมแท้ ๆ จึงทำให้ติด แล้วจะเป็นเหตุให้เหนื่อยหน่ายในธรรมปฏิบัตินั้น ๆ
๔. ปัสสัทธิ ความสงบยิ่ง จะทำให้เกิดเมื่อใดก็ได้ ให้เห็นธาตุเป็นจริงเมื่อใดก็ได้จึงทำให้ติด เป็นเหตุให้หลงในคติ พอใจในผลของการปฏิบัติอยู่แค่นั้น
๕. สุขะ ความสุขอันลึกซึ้งเพราะเห็นธรรมชาติ,ธาตุ ตามความเป็นจริง จึงทำให้ติด เป็นเหตุให้พอใจอยู่แค่นั้น ไม่ปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป
๖. อธิโมกข์ ความน้อมใจเชื่อ เพราะเข้าไปเห็นธรรมที่เป็นจริงเข้าจึงติดจึงน้อมใจเชื่อ หรือมีธรรมผุดขึ้นมาบอกว่าถึงขั้นนั้นขั้นนี้ ได้อริยสัจย์บ้าง, บรรลุธรรมบ้าง, อันนี้จึงเป็นอุปกิเลสเพราะจะไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนของผู้อื่น
๗. ปัคคาหะ ความเพียรอาจหาญ คือเร่งเกินพอดี อยากให้ถึงเร็ว ๆ ด้วยเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ เป็นความปรารถนารุนแรงของใจล้วน ๆ โดยขาดมัตตัญญู คือปัญญาในการรู้จักประมาณ แต่ที่เป็นอุปกิเลสที่ร้ายแรงก็คือ ข้อนี้ทำให้เกิดหย่อนความเพียรไม่ปฏิบัติต่อไปว่าพอดีมาถึงแล้ว
๘. อุปฐานะ สติกล้า เพราะมีสติกล้ามากเกินจึงทำให้เลอะเลือนและความสงสัยก็จะตามมาเป็นลำดับต่อไป
๙. อุเบกขา ความวางเฉย ที่เป็นอุปกิเลสเพราะคิดว่าตัวเองถึงวิมุติธรรมไม่จำเป็นต้องทำต่อไปแล้ว เป็นความเข้าใจตัวเองผิด ท่านจึงห้ามติด
๑๐. นิกันติ ความพอใจ เพราะความพอใจในธรรมที่ละเอียดที่ตัวเองได้จึงเกิดเป็นอัตตวาทุปาทานไปเสีย โดยไม่ยอมรับฟังจากผู้อื่นเลย ท่านจึงว่าเป็นอุปกิเลส

อันวิปัสสนูอุปกิเลส ๑๐ เกิดขึ้นในขันธสันดารของผู้ใดแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดมานะ ทิฏฐิ สำคัญตนว่า ตัวเองถึงมรรค-ถึงผล จะเป็นที่เศร้าหมองแห่งวิปัสสนาเป็นเหตุให้ยับยั้งความเพียรอยู่แค่นั้น

ในขณะที่อุปกิเลส ๑๐ ประการนี้บังเกิด พระไตรลักษณะจะไม่ปรากฏเพราะด้วยเหตุ ๓ ประการคือ

๑. อนิจจลักษณะไม่ปรากฏ เป็นเพราะสันตติปกปิดกำบังอยู่
๒. ทุกขลักษณะไม่ปรากฏ เป็นเพราะอริยาบถปกปิดกำบังอยู่
๓. อนัตตลักษณะไม่ปรากฏ เป็นเพราะฆนสัญญา คือความมิได้พิจารณาธาตุทั้ง ๔ ปกปิด
กำบังอยู่



หากจะกำจัดเสียซึ่งอุปกิเลสอันมีสันตติปกปิดกำบังอยู่นั้นพึงกระทำแลปฏิบัติดังนี้ดังนี้
๑. ให้พิจารณา ความเกิด-ความฉิบหาย-ความตาย แห่งกองรูปธรรม-นามธรรม เป็นเนือง ๆ แล้วอนิจจลักษณะจะปรากฏ
๒. พิจารณาความตายเป็นมรณสัญญาอยู่เนือง ๆ หรือพิจารณาความเจ็บปวด-ป่วยไข้ ด้วยทุกขเวทนาต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ ทุกขลักษณะจะปรากฏแก่ผู้เจริญ
๓. พึงพิจารณากาย แยกกายออกเป็นธาตุทั้ง ๔ ว่าไม่มีหญิง-ไม่มีชาย-สัตว์-บุคคล - ตัวตน-เราเขา แสดงอาการ ๓๒ อยู่ในมโนทวารให้แจ้งชัดโดยวิปัสสนาแล้วอนัตตลักษณะจะปรากฏ

หากผู้ใดเจริญได้ดังปรากฏแล้วทั้ง ๓ ลักษณะนี้ย่อมผ่านพ้นอุปกิเลส ๑๐ ประการ อันเป็นตัวขวางตัวกั้นวิปัสสนานี้ออกเสียได้และจะได้เจริญต่อไปใน ภังคญาณ ต่อไป



ญาณที่ ๕ : ภังคานุปัสสนาญาณ

ภังคญาณ คือ การเจริญความดับและความเสื่อมสูนย์แห่งกองรูปธรรม-นามธรรม ว่ามีความดับมีความฉิบหายเป็นไปธรรมดา ผู้ปฏิบัติพึงเจริญวิปัสสนาวิธี ๗ ประการดังต่อไปนี้คือ
๑. อนิจจานุปัสสนา เห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นนิตย์
๒. ทุกขานุปัสสนา เห็นความทุกข์ทนอยู่ไม่ได้เป็นนิตย์
๓. อนัตตานุปัสสนา เห็นความมิใช่ตัวมิใช่ตนอยู่เป็นนิตย์
๔. นิพพิทานุปัสสนา เห็นความเบื่อหน่ายเป็นนิตย์
๕. วิราคานุปัสสนา สำรอกกิเลสได้เป็นตทังคปหาน ( ละได้ชั่วคราว )
๖. นิโรธานุปัสสนา เจริญความดับ ( นิพพาน ) ดับกิเลสได้เป็นตทังคปหาน ( นิพพานชั่ว
คราว )
๗. ปฏินิสสัคคานุปัสสนา จิตน้อมไปสู่พระนิพพาน

เมื่อเจริญและฉลาดในปัญญาแลวิธีในอนุปัสสนาทั้ง ๗ ประการฉะนี้แล้ว ผู้เจริญย่อมได้รับอานิสงส์แห่งการเจริญในภังคานุปัสสนา ๘ ประการ ( กล่าวไว้ในพระคัมภีร์พระวิสุทธิมรรค ) คือ
๑. สละความเห็นในภพออกเสียได้ ( ข่มสัสสตทิฏฐิ )
๒. สละความไคร่ในชีวิต ( ไม่อาลัยในชีวิต ) ไม่กลัวตาย
๓. หมั่นประกอบ ( ในภาวนา ) ทุกเมื่อ
๔. เลี้ยงชีพบริสุทธิ์ ไม่มีโทษ ( เว้นอิจฉาจาร )
๕. มีความมักน้อย-สันโดษประการหนึ่ง
๖. มิได้สะดุ้ง ตกใจกลัวแก่ภัยอันตราย ( หมดความกลัวเพราะไม่เยื่อใยในตน )
๗. มีความอดทน,อดกลั้นด้วยดี ว่าง่าย-สอนง่าย ไม่กระด้างกระเดื่อง
๘. อดทนต่อความยินร้าย-ยินดี – อดทนต่อกามคุณที่บังเกิดขึ้นได้ ( ข่มลงเสียได้ )

กาลเมื่อผู้ปฏิบัติเจริญแลกระทำกิจในภังคญาณโดยแก่กล้าแล้ว จิตของผู้นั้นจะก้าวขึ้นสู่
ภยตูปัฏฐานญาณ เป็นลำดับต่อไป



ญาณที่ ๖ : ภยตูปัฏฐานญาณ

ภยตูปัฏฐานญาณ เป็นภาวะที่จิตกระทำซึ่งภังคญาณโดยแก่กล้าในวิปัสสนาแล้ว ภย คือความเห็นเป็นภัยใหญ่ เห็นว่าภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ แลอรูปภพ ที่รูปธรรมแลนามธรรมเข้าไปเป็นภาวะของภพนั้น ๆ คือการเข้าไปเกิดแลจุติในภพนั้น ๆ เป็นของน่ากลัว ประดุจหลุมถ่านเพลิง ย่อมที่จะหลีกหนีไม่พ้น แลจะต้องเป็นไปโดยเที่ยงแท้และแน่นอน ด้วยอำนาจกรรม-วิบาก-แลปฏิสนธิวิญญาณจิต ด้วยการเห็น อนิจจตา แลทุกขตา แลอนัตตา ในภพทั้งสาม แลเห็นความตายเป็นของแน่นอน ภาวะจิตของผู้ปฏิบัติจะปวัติไปสู่ความเห็นว่าเป็นภัย เป็นของน่ากลัว ดุจหลุมถ่านเพลิง หลุมหอก แหลน หลาว ฉะนั้น

ถามว่าจิตของผู้ปฏิวัติไปสู่ภยตูปัฏฐานญาณนี้กลัวตายหรือไม่ ขอวิสัชนาว่า ความกลัวตายนั้นถูกขจัดเป็นตทังคปหานในภังคญาณแล้ว แลไฉนเล่าจะเกิดในภยตูปัฏฐานญาณอีกเล่า มีแต่จะสดุ้ง-กลัวในภพทั้งสามเป็นแน่แท้ทีเดียว แลไคร่จะให้ผ่านพ้นไปจาการเวียนตาย-เวียนเกิดในภพทั้งสามนี้เสีย

เป็นอันเร่งด่วนแลต้องกระทำ แลไม่ยึดติดในอดีต-แลปัจจุบัน-แลอนาคต เพราะอนิจจตาก็ดี,ทุกขตาก็ดี,แลอนัตตาก็ดี ได้ปรากฏแจ้งแล้วในอดีต-อนาคต-แลปัจจุบันว่าไม่เป็นสิ่งที่แน่นอน ภาวะจิตย่อมไม่ยึดติดในภาวะทั้งสามด้วยประการฉะนี้

ตราบเมื่อผู้ปฏิบัติพึงเจริญแลอุตสาหะกระทำจิตให้กล้าหาญในสมถะแลภยตูปัฏฐาน ญาณแล้ว จิตของผู้นั้นจะปวัติตนาการก้าวขึ้นสู่ อาทีนวญาณ สืบต่อไป










ญาณที่ ๗ : อาทีนวานุปัสสนาญาณ

เมื่อผู้ปฏิบัติประพฤติโดยมิย่อหย่อนแลมีความเพียรรีบเร่งอันมั่นคงแล้ว จิตแลสติ ปัญญา ญาณ จะไตร่ตรองทวนกลับเป็นอนุโลมแลปฏิโลมในภยตูปัฏฐานญาณ อย่างมั่นคงและกล้าหาญ จิตของผู้นั้นย่อมมองเห็นสังขารธรรมทั้งปวงอันมี มหาภูตรูป ๔, ขันธ์ ๕, อายตนะภายใน-ภายนอก ๑๒, แลภพ การเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศรก ความสะอื้น ความพิไรรำพันนั้นเปรียบเสมือนเงา หรืออสรพิษติดตามตัวอยู่ตลอด ย่อมมองเห็นแต่โทษในสังขตธรรม คือรูปแลนาม ฝ่ายเดียว มิเห็นประโยชน์แลสุขเลย แลเห็นแต่โทษที่เกิดขึ้นอันมีเพราะกรรม และวิปากธรรม อันเกิดจากการกระทำของตัวสัตว์เองทั้งสิ้น แลเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนที่ต้องทำให้เกิดทุกข์นี้ย่อมมีเหตุ-แลมีปัจจัยปรุงแต่งทั้ง สิ้น หามิได้เห็นสิ่งอื่นสิ่งใดเลยที่มิมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จิตของผู้นี้ย่อมปวัตติการขึ้นสู่ความเห็นอันเป็นโทษฝ่ายเดียว เหตุเพราะเห็นสังขตธรรมทั้งปวงเป็นภัยอันใหญ่หลวง

เมื่อเห็นภัยแลย่อมเห็นโทษในตัวของมันเองโดยอัตโนมัติวิธีมิมีผู้ใดผู้หนึ่ง ชักจูงให้เห็น จิตนี้ย่อมปวัตติเข้าสู่ อาทีนวญาณ โดยสมบูรณ์ แลจิตของผู้นั้นย่อมแล่นแลมุ่งหมายสู่แดนเกษมคือพระนิพพานฝ่ายเดียวมิแช เชือนไปทางอื่นแล้วโดยลักษณะที่เห็นด้วยวิปัสสนา เป็นอาทีนวานุปัสสนาญาณ

ฉะนั้นในคัมภีร์พระวิสุทธิมรรคท่านจึงกล่าวไว้ว่า ภยตูปัฏฐานญาณแลอาทีนวญาณเป็นญาณอันเดียวกัน เพียงต่างกันโดยพยัญชนะและอรรถนั้นเป็นอันเดียวกัน อันนี้ถูกเป็นแน่แท้มิแปรผันหรือคลาดเคลื่อนใดเลย

ผู้เห็นโทษในภพทั้ง ๓ แลทุกข์ในวัฏฏะวนทั้งปวงด้วยอาทีนวญาณนี้แล้วพึงเจริญแลพิจารณาให้มากให้ รอบคอบในญาณวิปัสสนา,และสมถวิธี พึงรักษาไว้ให้แม่นมั่น จากนั้นจิตจะปวัติขึ้นสู่ นิพพิทาญาณ เป็นอันดับต่อไป





ญาณที่ ๘ : นิพพิทานุปัสสนาญาณ

ด้วยอาศัยการเห็นภัยในสังขารธรรมทั้งปวงด้วยภยตูปัฏฐานญาณ แลอาศัยการเห็นโทษแห่งภพทั้งสาม มีสุคติภพและนิรยภพด้วยอาทีนวญาณแล้ว จิตของผู้เจริญด้วยญาณทั้ง ๒ จักจำต้องเร่งเจริญสมถและเร่งเจริญวิปัสสนาทั้ง ๗ คือ
- อนิจจานุปัสสนา
- ทุกขานุปัสสนา
- อนัตตานุปัสสนา
- นิพพิทานุปัสสนา
- วิราคานุปัสสนา
- นิโรธานุปัสสนา
- ปฏินิสสัคคานุปัสสนา

ทั้ง ๗ ประการให้ครบแลโดยชำนิชำนาญ จิตก็จะเบื่อหน่ายในสังขาร หรือสังขตธรรมทั้งปวง อยากหลุดและอยากพ้นจากภพทั้งสามโดยเต็มกำลัง

จิตของผู้ปฏิบัติถึงขั้นนี้พึงเพ่งพิจารณาด้วยญาณแลเจริญวิปัสสนาให้มาก และพึงเจริญในสมาธิหรือสมถะภาวนาให้ปรากฏแจ้งชัด เพราะจะทำให้มองเห็นสังขารธรรมคือความเบื่อหน่ายได้เต็มกำลังและประกอบ สมบูรณ์ด้วยขันติ วิริยะ อย่างพอเพียงเพื่อทำให้นิพพิทาญาณแก่กล้ายิ่งขึ้นโดยลำดับแห่งสมาธิและ วิปัสสนา เมื่อเจริญสมาธิและวิปัสสนาโดยแก่กล้าในนิพพิทานุปัสสนาญาณแล้วจิตจะก้าว ขึ้นสู่ มุญจิตุกามยตาญาณ เป็นคำรบต่อไป



ญาณที่ ๙ : มุญจิตุกัมยตาญาณ

เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญนิพพิทาญาณสืบต่อโดยเป็นสันตติมิให้คลาดเคลื่อนในอนุ ปัสสนาปัญญาญาณแล้ว ผู้นั้นย่อมที่ไคร่จะพ้นจากสังขารธรรมทั้งปวงอย่างเต็มกำลัง และเห็นภัยและโทษ และความเบื่อหน่ายในสังขารธรรมอย่างเต็มที่ จิตของโยคาวจรย่อมรู้ทางที่จะไปที่จะให้พ้นจากภพแลสัตตาวาส ๙ แลวิญญาณฐิติ ๗ แลวัฏฏะภพ แลเห็นทางมิใช่ทางโดยแท้ คือแดนเกษม คือพระนิพพานฝ่ายเดียว จิตของผู้นั้นจะมิได้ติดและมิได้เกี่ยวข้องกับสังขารธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เลย แลพึงเจริญให้มาก ทำความเพียรในอิทธิบาททั้ง ๔ ประการนั้นให้ชำนิชำนาญจักผ่านพ้นจากญาณนี้และเข้าสู่ “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” สืบต่อไปเป็นลำดับ

สำหรับผู้เจริญถึงขั้นนี้แล้วพึงรู้ได้โดยสมมุติแลบัญญัติเท่านั้นหาไม่อย่า พึงยึดแลติดในสมมติและตัวบัญญัติในวิปัสสนานี้ ก็จะทำให้ญาณนี้แก่กล้าและไคร่จะพ้นจากสมมติและบัญญัตินี้เสียเต็มกำลัง

และจำเป็นต้องเจริญสมถะจิตให้มีความเข้มแข็งเต็มกำลังเพื่อเป็นตัวช่วยแล สนับสนุนจิตปัญญาให้เห็นแจ่มชัดกล้าแข็งยิ่งขึ้น แลจะกล่าวถึงปฏิสังขานุปัสสนาญาณ เป็นลำดับต่อไป



ญาณที่ ๑๐ : ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ


ก็แลเมื่อพระโยคาวจรเจริญมุญจิตุกัมยตาญาณโดยอนุปัสสนาทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ลำดับนั้นพึงยกเอาสังขารธรรมทั้งปวง มี รูปแลนาม มีธาตุ ๔, ขันธ์ ๕, อายตนะภายในภายนอกทั้งปวง เป็นต้นนั้นขึ้นสู่พระไตรลักษณะญาณ โดยพิจารณารูป-นาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจตา, พิจารณารูป-นามเป็นสภาวะที่ทรงไว้ซึ่งทุกข์ เป็นทุกขานุปัสสนา.แลยกยกรูปทั้งปวงเข้าสู่สภาวะเป็นอสุภะวิปัสสนา

โดยแยกกายออกเป็นชิ้นเป็นอันเป็นส่วน เป็นอาการสักแต่ว่ามันเข้ามาประชุมกันแลตกแต่งกันเข้าเป็นตัวตนแห่งเรา และเรานั้นจะบังคับมันมิให้แปรเปลี่ยนแลมิให้เจ็บ,มิให้ทุกข์แลมิให้มันดับ สลายได้ไม่ จักเข้าสู่อนัตตานุปัสสนาโดยประการทั้งปวง

ก็แลจิตที่เห็นกายและนามทั้งปวงนั้นสักแต่ว่ารูปและนามเท่านั้นมิใช่เป็น เรา,เขา, จิตย่อมลดและคลาย เป็นวิราคะธรรม คือไคร่ที่จะสลัดออกจากกายอันสกปรก,และนามอันเป็นเหตุให้ทุกข์นี้เสียโดย เร็วพลัน มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่แดนเกษม คือ พระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น

ก็จิตของผู้ปฏิบัติเจริญถึงปฏิสังขานุปัสสนาญาณนี้แล้วนั้น ควรรักษาและเจริญสมถะวิธี แลพิจารณาตัวสมมติ,ตัวบัญญัติ โดยความเป็นจริงของธรรมชาติให้มาก แลยกเอาอริยมรรคมีองค์ ๘ ขึ้นมาเป็นทางเดินอย่างแม่นมั่น ซึ่งทางเดินอันนี้เป็นมรรคล้วน ๆ โดยอนุโลมแลปฏิโลม ด้วยประการต่าง ๆ จิตของผู้นั้นก็จะกล้าแข็งยิ่งขึ้น และจะผ่านพ้น ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ เป็นลำดับ แล้วเข้าสู่ สังขารุเปกขาญาณ เป็นลำดับต่อไป


ญาณที่ ๑๑ : สังขารุเปกขาญาณ

เมื่อผู้ปฏิบัติจำเริญวิปัสสนาในปฏิสังขานุปัสสนาญาณสืบต่อมาโดยลำดับแล้ว จากนั้นพึงยกเอาสังขตธรรมทั้งปวงมีรูป-มีนาม มีธาตุ ๔ , ขันธ์ ๕ , และอายตนะภายในภายนอก ๑๒, นั้น ยกทวนเป็นอนุโลมแลปฏิโลมในความเป็นไปแห่งกฎของธรรมชาติคือ พระไตรลักษณะ เป็นอนิจจัง,เป็นทุกขัง,เป็นอนัตตา, แลเข้าหาเหตุและปัจจัยแห่งความเกิดขึ้น,ตั้งอยู่,แลดับไป ของสังขตธรรมทั้งปวง ด้วยความเป็นไปแห่งอำนาจของปฎิจจสมุปบาทธรรม ด้วยว่าถ้ามีสิ่งนี้,สิ่งนี้เป็นปัจจัยย่อมทำให้เกิดมีสิ่งนี้,สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงดับ, ด้วยพิจารณาทวนรอบในปฎิจจสมุปบาท ไม่หยุดยั้งด้วยวิปัสสนาญาณทั้งปวงแล้ว, จิตของผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นของจริงที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติแล้วจิตของผู้ นั้นย่อมวางเฉยต่อสังขตธรรมทั้งปวงและมิได้รักและมิได้ชังในสังขารธรรมทั้ง ปวงนั้นไม่แลไคร่จะพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชแลภพทั้งสามอย่างเดียวเท่า นั้น
ด้วยว่าสังขารุเปกขาญาณนี้ย่อมเป็นญาณที่จำทำให้บุคคลนั้นก้าวขึ้นสู่แห่ง ความเป็นพระอริยบุคคล ๗ จำพวก ( โปรดดูในตำรา,และคัมภีร์เถิดมีพวกสัทธานุสารี เป็นเบื้องต้น ) จิตของผู้ปฏิบัติย่อมปฏิวัติเห็นความสุญเปล่าของสังขารธรรมทั้งปวงโดยเอนก ปริยาย มิได้ยึดและมิได้ตกแต่งด้วยประการใดเลย ลำดับนั้นวิโมกข์ ๓ ย่อมเกิดแก่ผู้ปฏิบัติตามลักษณะแห่งอนุปัสสนาที่ตัวเองพิจารณาและเจริญเป็น พื้นฐาน คือ
๑. ถ้าพิจารณาอนิจจตา โดยชำนิชำนาญแล้วย่อมได้อนิมิตตวิโมกข์ เพราะพิจารณาสังขารธรรมทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงด้วย “อนิจจานุปัสสนาญาณ”
๒. ถ้าพิจารณาทุกขตา โดยชำนิชำนาญแล้วย่อมได้อัปปณิหิตวิโมกข์ เหตุเพราะพิจารณาสังขารธรรมทั้งปวงเป็น “ทุกขานุปัสสนาญาณ”
๓. ถ้าพิจารณาอนัตตา โดยชำนิชำนาญแล้วย่อมได้สูญญตวิโมกข์ เหตุเพราะพิจารณาสังขารธรรมทั้งปวงเป็น “อนัตตานุปัสสนาญาณ”

ด้วยวิโมกข์ ๓ เป็นไวพจน์แห่งพระนิพพานล้วน ๆ นั่นแสดงว่าจิตของผู้ปฏิบัติย่อมยึดหน่วงเอาแต่พระนิพพานเป็นอารมณ์ฝ่าย เดียวแลไม่ยึดภพทั้ง ๓, สัตตาวาส ๙,แลวิญญาณฐิติ ๗ เป็นอารมณ์เลย จำเพาะเอาแต่พระนิพพานเป็นอารมณ์ฝ่ายเดียว

ด้วยชนิดและวิโมกข์ ๓ ที่ภาวะจิตเข้าไปเห็นแลสัมผัสได้นี้จัดให้แยกประเภทและพระอริยบุคคลออกเป็นจำพวก ๆ ถึง ๗ จำพวกนั่นเอง

เมื่อปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้วพึงอย่าละอุตสาหะเร่งอุตสาหะเป็นทวีคูณพึงฉลาดใน วิปัสสนาวิธีและสมถะวิธีที่ตัวเองจำเพาะเจริญเถิด จิตของผู้ปฏิบัติจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติและเป็นไปตามธรรมชาติของมันเอง คือเข้าสู่กระแสของพระนิพพานเป็นปัจจุบันอารมณ์ ด้วยวิปัสสนาญาณที่เจริญและแก่กล้าขึ้นตามลำลำดับ
ในลำดับนี้จิตของผู้ปฏิบัติจะไม่ยึดแลติดในสมมติแลบัญญัติและสมถะ,วิปัสสนา ด้วยประการทั้งปวง จิตมุ่งตรงสู่พระนิพพานฝ่ายเดียว เพราะสังขารุเปกขาญาณนี้เชื่อมต่อกับมรรคจิตคืออริยมรรคฝ่ายเดียวนั่นเอง.


ญาณที่ ๑๒ : สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ

พึงเข้าใจเถิดว่าผู้ปฏิบัติเมื่อจิตปฏิวัตติกาลเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณแล้ว ลำดับนั้นพึงทบทวนญาณทั้งปวง ตั้งแต่อุทยัพพยญาณจนถึงสังขารุเปกขาญาณด้วยอนุปัสสนาวิธีตามหลัก
ปฏิจจสมุปบาท ให้ทวนไป ( อนุโลม )แลทวนกลับเป็น ( ปฏิโลม ) วิธีด้วยสติ,ปัญญา,สมาธิ,สัมปชัญญะวิธีโดยธรรมชาติ ด้วยความเป็นไปเองในตัวของมันเอง โดยธรรมวิธีของมัน จิตก็จะหน่วงพระนิพพานอย่างแนบแน่นและมิได้ปลดปล่อย แต่จะปลดปล่อยภพทั้ง ๓,ตัณหาทั้ง ๓,อุปาทานทั้ง ๔,ความรักความพอใจในขันธ์ ๕,แลอายตนะทั้งปวงจะดับเห็นเป็นวิปัสสนาวิธีเป็นเอกโดยอย่างเดียว

ลำดับนี้ญาณนี้ได้ชื่อว่า “อนุโลมญาณ” เพราะทวนกลับทวนเข้าในญาณทั้งปวง ได้ชื่อว่า“สัจจานุโลมมิกญาณ” เพราะเห็นสัจจะคืออริยสัจจะ ของจริงทั้งปวงแลมิได้ยึดในอริยสัจจะนั้นเป็นคำรบอีก ด้วยความเป็นไปแห่งญาณนี้ “โคตรภูญาณ” จะเกิดขึ้นมาขั้นชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น.

ญาณที่ ๑๓ : โคตรภูญาณ
๑๔ : มรรคญาณ
๑๕ : ผลญาณ
๑๖ : ปัจจเวกขณญาณ

เมื่ออนุโลมญาณดับแล้วเพียงขณะเดียวโคตรภูญาณจะบังเกิดขึ้นเพียงขณะชั่ว ก้าวขาหรือชั่วสายฟ้าแลบ เพียงอุปมาเท่านี้ยังช้ากว่าโคตรภูญาณ, อันโคตรภูญาณนี้เป็นญาณขั้นระหว่างปุถุชนกับอริยชน เมื่อโคตรภูญาณดับแล้วจิตย่อมเป็นอริยมรรคจิต-อริยมรรคญาณโดยสมบูรณ์ มีโสดาปัตติมรรคจิต-โสดาปัตติมรรคญาณ เป็นต้นมีอรหัตมรรคจิต-อรหัตมรรคญาณเป็นปริโนสาน

ด้วยอำนาจแห่งมรรคจิตและมรรคญาณนั้นย่อมละแลประหารเสียซึ่งกิเลสและบาปธรรม แลสังสารวัฏทั้งปวงเป็นสมุทเฉทปหานด้วยอำนาจแห่งอริยมรรคจิตอริยมรรคญาณนั้น ๆ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น เมื่อโสดาปัตติมรรคจิต-โสดาปัตติมรรคญาณดับแล้ว สภาวะจิตย่อมลุถึงโสดาปัตติผลทันที ด้วยมรรคแลผลมีนัยอันเดียวกัน ดุจหน้ามือกับหลังมือหรือดุจคมมีดแลสันมีด, ลำดับนั้นความฉลาดในวิธีมีปฏิสัมภิทา ๔ เป็นต้นย่อมบังเกิดในผลญาณอันนั้นตามแต่อำนาจแลวาสนาของตน ๆ ที่เคยสั่งสมและกระทำมาเป็นปุเรชาติรวมทั้งปัจจุบันชาติแลได้เป็นพระ อริยบุคคล ๗ จำพวกโดยสมบูรณ์แลแยกประเภทโดยธรรมชาติแห่งธรรมมิมีผู้ใดมาแยกให้และให้เป็น ไป และพึงรู้กิเลส,สังโยชน์,อนุสัย,และบาปธรรมที่ละได้และที่ยังคงเหลืออยู่ที่ จะต้องบำเพ็ญให้ยิ่งขึ้นไปที่ที่จะละบาปธรรมนั้น ๆ เสียเป็นปัตจัตตังในตัวของมันเองอย่างสมบูรณ์ เป็นไปด้วยปัจจเวกขณญาณวิธีอันสมบูรณ์แลเป็นผู้สิ้นสังสารวัฏ,หรือยังต้อง ติดค้างอยู่ในภพนานเท่าใดนั้น จำเพาะรู้ได้เป็นปัจจเวกขณญาณวิธีนี้เอง

ลำดับนั้นพึงเจริญสังขาร-อินทรีย์ต่อไปอยู่ยับยั้งสังขารอินทรีย์เป็น วิหารธรรมเพื่อเมตตาสั่งสอนแลแนะนำสัตว์โลกให้สิ้นสังสารวัฏตามอำนาจวาสนา ของแต่ละบุคคล ๆ หรืออยู่เป็นไปด้วยธรรมดาสามัญ ตามอุปนิสัยแลวาสนาของตน ๆ นั้นเถิด จักไม่แสดงโดยพิสดารจักยุติไว้เพียงเท่านี้

พึงศึกษาในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค,หรือพระวิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์เจ้านั้นเถิดท่านแสดงไว้ดีแลบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงแล้ว.


วิโมกข์ ๓ คือ ความหลุดพ้น, ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น

๑. สุญญตวิโมกข์ (ความหลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนัตตา คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ อาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส )

๒. อนิมิตตวิโมกข์ (หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตา แล้วถอนนิมิตเสียได้ อาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต)

๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ (หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นทุกข์ คือ หลุดพ้นด้วยเห็นทุกขตา แล้วถอนความปรารถนาเสียได้ อาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ )

วิสุทธิ ๗ คือ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้น ๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดมุ่งหมายคือนิพพาน
๑. สีลวิสุทธิ ( ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์และให้เป็นไปเพื่อ สมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ปาริสุทธิศีล ๔
๒. จิตตวิสุทธิ ( ความหมดจดแห่งจิต คือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่ง วิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ( ความหมดจดแห่งทิฏฐิ คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ( ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย,ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัด ความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ข้อนี้ ตรงกับ ธรรมฐิติญาณ หรือ ยถาภูตญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์
๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ( ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มจากเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่าอุทยัพยานุปัสสนา เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อน ๆ แล้วมีวิปัสสนูกิเลสเกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ วิปัสสนาญาณนั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์
๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ( ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณที่ พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณหรืออนุโลมญาณ อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิดโคตรภูญาณ คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ วิปัสสนาญาณ ๙
๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ( ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ในอริยมรรค ๔ หรือมรรคญาณ อันเกิดถัดจากโคตรภูญาณเป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้น ๆ ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขาหรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
วิสุทธิ ๗ เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปเพื่อบรรลุนิพพาน ดุจรถ ๗ ผลัดส่งต่อกันให้บุคคลถึงที่หมาย






สัจธรรมนั้นมีอยู่แล้ว รอแต่คนค้นพบ
มรรคผลนิพพานนั้นมีอยู่แล้ว รอแต่ผู้บรรลุ


ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม

Comments

  1. สัญลักษณ์ของ ฮักณ.ทุ่งใหญ่
    สาธุครับ ผู้ใผ่ธรรมทั้งหลายอ่านแล้วจักขอบคุณในธรรมนั้นครับ สาธุ