View RSS Feed

ญา ทิวาราช


พักใจกับศาลาริมทาง 3

Rate this Entry
พักใจกับศาลาริมทาง ตอน ผิดที่ไม่รู้

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย การปลงชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปนั้น ถ้าใครทำมากแล้ว ชาชินแล้ว เชี่ยวชาญแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่นรก หรือไปสู่กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือไปสู่เปรตวิสัย ผลแห่งการปลงชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปสถานเบาที่สุด คือทำให้เป็นผู้มีอายุน้อยเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย การลักขโมยสมบัติที่เจ้าของไม่ได้ให้นั้น ถ้าใครทำมากแล้ว ชาชินแล้ว เชี่ยวชาญแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่นรก หรือไปสู่กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือไปสู่เปรตวิสัย ผลแห่งการลักขโมยสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้สถานเบาที่สุด คือทำให้เป็นผู้มีสมบัติพินาศเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์

ดูกรภิกษุทั้ง หลาย ความประพฤติผิดทางกามนั้น ถ้าใครทำมากแล้ว ชาชินแล้ว เชี่ยวชาญแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่นรก หรือไปสู่กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือไปสู่เปรตวิสัย ผลแห่งความประพฤติผิดทางกามสถานเบาที่สุด คือทำให้เป็นผู้มีศัตรูและภัยเวรเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย การพูดเท็จนั้น ถ้าใครทำมากแล้ว ชาชินแล้ว เชี่ยวชาญแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่นรก หรือไปสู่กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือไปสู่เปรตวิสัย ผลแห่งการพูดเท็จสถานเบาที่สุด ย่อมทำให้ถูกกล่าวตู่ด้วยคำที่ไม่เป็นจริงเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การดื่มน้ำเมานั้น ถ้าใครทำมากแล้ว ชาชินแล้ว เชี่ยวชาญแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่นรก หรือไปสู่กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือไปสู่เปรตวิสัย ผลแห่งการดื่มน้ำเมาสถานเบาที่สุด ย่อมทำให้เป็นบ้าเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์



ทาง ธรรมชาติข้อหนึ่งที่พุทธศาสนานำมาเปิดเผย คือ คนเราไม่ได้ผิดตั้งแต่เกิด ถ้าชีวิตลำบาก ถ้าชีวิตเป็นทุกข์ หรือถ้าเห็นว่าการมีชีวิตคือความผิดพลาด
ก็หาใครมารับโทษไม่ได้ เพราะต้นเหตุของความผิดทั้งปวงเริ่มขึ้นก่อนที่ใครจะเกิดมาเสียอีก!

กล่าว เช่นนั้นเพราะธรรมชาติไม่ได้เริ่มต้นแบบจู่ ๆ ก็ให้กำเนิดก้อนเลือดก้อนเนื้อขึ้นมา ก่อนหน้านั้นต้องมีกรรมดีบางอย่าง
เอื้อให้จิตวิญญาณสามารถหยั่งลงในครรภ์มนุษย์เพศหญิงได้ หากปราศจากบุญเก่าของทารกเองเป็นปัจจัยหลักแล้ว
ก็ไม่มีทางที่จิตจะปรากฏขึ้นในครรภ์ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงระดับมนุษย์ได้เลย แม้ชายหญิงจะมีสัมพันธ์ทางเพศกันนานกี่เดือนกี่ปีก็ตาม

เมื่อทราบว่า บุญเป็นปฐมเหตุให้เกิดเป็นมนุษย์ได้ ก็ต้องทราบต่อไปด้วยว่าบุญหรือบาปเองก็ไม่มีทางเกิดขึ้นลอย ๆ บุญคือนามธรรมที่บอกว่ามีการกระทำในทางดี ส่วนบาปคือนามธรรมที่บอกว่ามีการกระทำในทางร้าย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายหลงก่อบาปเพราะไม่รู้ว่าจะนำภัยมาสู่ตน หรือแม้เพลิดเพลินทำบุญก็ไม่รู้ว่าจะมีรางวัลแบบไหนมากำนัล

การไม่ตั้งใจเว้นขาดจากการประพฤติผิดใน ศีล ก็คือการปล่อยใจให้แกว่งไกวไปตามแรงกระทบของกิเลส เป็นบาทฐานให้ความเห็นแก่ตัวงอกเงยขึ้น ส่วนการตั้งใจเว้นขาดจากการประพฤติผิดในศีล ก็คือการตีกรอบไม่ให้ความเห็นแก่ตัวกำเริบเกินขอบเขตอันควร กับทั้งจุดประกายให้เห็นค่าของการลดความเห็นแก่ตัวลงได้มาก

พอเลิก เห็นแก่ตัว เลิกอยากได้อะไรให้ตัวเองแบบผิด ๆ เราจะเป็นคนดีได้ไม่จำกัด แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเห็นแก่ตัว เอาแต่อยากได้อะไรให้ตัวเองท่าเดียว เราก็เป็นคนเลวแบบคาดเดาไม่ได้ ว่าจะถึงสุดขีดแห่งความชั่วร้ายที่ตรงไหน

บาง คนอุตส่าห์แต่งตัว แต่งใบหน้า แต่งน้ำเสียงให้ดูดีมีระดับ มีเสน่ห์ มีความน่าอบอุ่น แต่เมื่อถูกจับได้ว่าเป็นคนทุศีล ก็ย่อมทำให้ผู้อื่นรู้สึกแย่กับทุกสิ่งที่ดูดีในตัวเขาทั้งหมด แม้แต่ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกันก็อาจพลอยฟ้าพลอยฝน ถูกมองเหมารวมว่าเลวทรามตามไปด้วย

ผู้ตั้งมั่นอยู่ในความเป็นคนทุศีล ย่อมได้ชื่อว่าอยู่ในโลกมืด ถึงฟ้ากว้างสว่างไสวอยู่แท้ ๆ แต่ตากลับเห็นได้แค่เพียงสลัวเลือน เหมือนติดอยู่ในคุกแคบ นั่นก็เพราะความมืดของจิตอันเปื้อนเปรอะด้วยบาป ไม่เอื้อให้หูตาทำงานได้กว้างขวางนัก

สังเกตเข้ามาในตัวเรายาม ประพฤติผิดในศีลให้มาก แล้วจะพบว่าลักษณะของทุกข์ทางใจไม่ได้มีแค่อาการโทมนัสหรือเศร้าโศกอาดูร อย่างเดียว ยังมีรูปแบบความทุกข์ทางใจอีกหลายชนิด ล้วนถือกำเนิดจากการไม่ยอมรักษาศีลทั้งนั้น แถมสั่งสมมากแล้วจะกลายเป็นโรคทางใจ แล้วลุกลามต่อเป็นโรคทางกาย ซึ่งก็หมายความว่าชะตาชีวิตแม้ดีอยู่ก่อน ก็อาจพังครืนลงได้ทั้งหมด

แค่ เห็นว่าการไม่ตั้งใจรักษาศีลเป็นเหตุแห่งทุกข์ มีโทษใหญ่ ก็เพียงพอแล้วที่ผู้ปรารถนาความสงบใจจะหันมาถือศีลให้มั่น ตั้งใจไว้ล่วงหน้าให้ดีว่าแม้มีเหยื่อล่อยั่วยวนชวนผิดศีลใด ๆ เราก็จะไม่หลงกลอีกเลย

หากมีเรื่องยั่วยวนให้ประพฤติผิดในศีลแล้ว ห้ามใจได้ แต่ละครั้งเราจะพบว่าสติและความสว่างทางจิตเจริญงอกงามขึ้นทุกที กับทั้งพร้อมจะรับรู้อะไรต่ออะไรตามจริง คือ เห็นโทษโดยความเป็นโทษ เห็นประโยชน์โดยความเป็นประโยชน์ ไม่ใช่กลับกันเยี่ยงคนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ต้นเหตุของการกระทำที่ ผิดพลาด อันนำไปสู่ความทุกข์และความเดือดร้อนนั้น ทั้งหลายทั้งปวงก็มาจากความไม่รู้ว่าผลของบาปมีจริง อีกทั้งไม่ตระหนักด้วยว่าผลของบาปเป็นสิ่งพิสูจน์ทราบได้ด้วยใจ ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าที่สุดของความผิดก็คือความไม่รู้ เมื่อยังไม่รู้ ยังไม่มีวิธีพิสูจน์ทราบให้เชื่ออย่างถูกต้อง ก็เท่ากับยังต้องเป็นผู้หลงทำผิด ก่อความเดือดเนื้อร้อนใจให้ตนเองและผู้อื่นอยู่ร่ำไป
ขอเพียง คนเรารู้ล่วงหน้าชัด ๆ ว่าทำบาปแต่ละครั้งจะต้องรับโทษทัณฑ์อย่างไร ก็จะไม่มีใครยอมเผลอทำบาปเลยสักครั้งเดียว และขอเพียงคนเรารู้ล่วงหน้าแน่ ๆ ว่าทำบุญแต่ละครั้งจะได้รับการสมนาคุณขนาดไหน ทุกคนก็จะขวนขวายทำบุญกันทั้งวันทั้งคืน โดยแทบไม่อยากหยุดพักสักนาที

แย่ตรงที่ในทางปฏิบัติแล้ว ธรรมชาติบีบให้พวกเรารู้สึกว่าต้องไม่รักษาศีลเท่านั้น จึงจะได้อะไรดี ๆ เป็นรางวัล เช่น

ไม่รักษาศีล จึงจะมีสิทธิ์สะใจที่ได้ฆ่าหรือทำร้ายศัตรูผู้ทำให้เราเคียดแค้น

ไม่รักษาศีล จึงจะมีสิทธิ์สมหวังที่ได้ฮุบข้าวของของคนอื่นมาเป็นของตน

ไม่รักษาศีล จึงจะมีสิทธิ์เติมเต็มความฝันที่ได้เสพสมกับลูกเขาเมียใคร

ไม่รักษาศีล จึงจะมีสิทธิ์โล่งใจที่ได้โกหกเอาตัวรอด

ไม่รักษาศีล จึงจะมีสิทธิ์สำราญที่ได้กินเหล้าเมายาฮาเฮกับเพื่อน ๆ

เท่านั้นไม่พอ ในโลกที่ความเห็นแก่ตัวเป็นใหญ่ การรักษาศีลดูเหมือนเป็นความดักดานของคนโง่ เพราะต้องเสียประโยชน์ต่าง ๆ นานา เช่น

รักษาศีลแล้วต้องปล่อยให้ศัตรูลอยนวล

รักษาศีลแล้วไม่มีทางได้ในสิ่งที่เกินกำลังซื้อหา

รักษาศีลแล้วต้องเอาแต่น้ำลายหกมองคนมีเจ้าของ

รักษาศีลแล้วเสียประโยชน์จากการพูดความจริง

รักษาศีลแล้วเข้าสังคมที่นิยมแอลกอฮอล์ได้ยาก

เมื่อ ภาพชีวิตปรากฏอยู่เช่นนี้ เราย่อมถามตัวเองบ่อย ๆ ว่าจะต้องรักษาศีลไปเพื่ออะไร หากเหตุผลไม่ดีพอ ทุกคนย่อมพ่ายแพ้ต่อกิเลส ไม่อยากฝืนใจต้านทานแรงขับดันทางธรรมชาติ หรือถึงแม้เมื่อรักษาศีลสำเร็จก็ไม่อยากชมตัวเองว่าฉลาดสักเท่าใด

มุม มองทั้งหมดอาจเปลี่ยนแปลง ถ้าเราลงรายละเอียดเป็นข้อ ๆ จนเห็นตามจริงว่า แค่ผิดที่กายก็เปื้อนที่ใจได้เดี๋ยวนั้น และเมื่อใจเปื้อนบ่อย ในที่สุดย่อมมืดมน ย่อมคล้ายคนหลงทางที่ค่อย ๆ ถูกต้อนเข้าสู่ส่วนลึกของถ้ำมากขึ้นทุกที กระทั่งสุดท้ายก็ไปตั้งมั่นอาศัยอยู่ตรงก้นถ้ำแห่งความมืด ยากที่แสงจากฟ้าใสจะสาดเข้าไปถึง

ศึกษาให้ตลอดสาย แล้วในที่สุดจะตระหนักว่าโวหารเช่น ‘ไม่รู้คือไม่ผิด’ ใช้ได้กับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ถ้าให้ธรรมชาติเป็นผู้ตัดสิน ธรรมชาติจะตัดสินว่า ‘แค่ไม่รู้ก็ผิดแล้ว’ ต่างหาก เพราะการอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นี้ ความไม่รู้กฎนั่นแหละ คือต้นตอสำคัญของการทำผิดกฎทั้งปวง!

ในทางกลับกัน ยิ่งรู้จักโทษของการทำผิดกฎมาก แนวโน้มของการทำผิดกฎก็มีสิทธิ์ลดลงได้เท่านั้น

1 : โทษของการเป็นผู้ฆ่า จิต ที่เป็น ปกติสุขไม่อาจคิดลงมือฆ่า การจะเอาชีวิตใครได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะส่วนลึกรู้อยู่ว่าเป็นเรื่องผิด เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ แม้แต่มดตัวน้อยก็ดิ้นรนเอาชีวิตรอดยามจวนตัว อยากดำรงสภาพของตนเองจนกว่าจะถึงอายุขัย การตัดสิทธิ์ในการดำรงชีวิตของผู้อื่นจึงนับเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้เขาจะอยู่ในอัตภาพเล็กเพียงใดก็ตาม

การตายเป็น ความทุกข์ของผู้ตาย ถ้าเราเป็นผู้หยิบยื่นความตายให้กับเขา ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากฆ่า สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความหวั่นไหวลังเลใจ กระวนกระวาย กระสับกระส่ายไม่สบายตัว

ทุกข์ จะทวีตัวขึ้นเมื่อตัดสินใจฆ่าจริง สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นแรงดันร้อน ๆ อัดแน่นอยู่ในอก ตลอดจนเกิดความตึงเครียดขึ้นในหัว ต่อให้ภายนอกดูนิ่ง ก็คล้ายมีลูกไฟวิ่งพล่านอยู่ข้างใน

ทุกข์จะทวี ตัวขึ้นอีกเมื่อมีการพยายามฆ่า สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นการฝืนใจ เค้นเอาโทสะขึ้นมาพยายามเอาชนะมนุษยธรรมที่ติดตัวมาแต่แรกเกิด

ทุกข์ จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อลงมือฆ่า สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นความรู้สึกเหี้ยมเกรียมก่อตัวขึ้นมากพอที่จะระงับความละอายต่อบาปลง ชั่ววูบ หรือดับสำนึกเมตตาปรานีลงชั่วขณะหนึ่ง

ทุกข์จะไม่จบโดยง่าย แม้เมื่อฆ่าสำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกผิดที่ยืดเยื้อ เพราะตระหนักว่าชีวิตเมื่อตกล่วงไปแล้ว ย่อมไม่อาจเอากลับคืนมาได้ แม้ผู้ฆ่าจะสำนึกเสียใจเพียงใดก็ตาม

ถ้าสัตว์ที่ถูกฆ่ามีร่างจ้อยจน ดูไร้ค่า เช่น มดและแมลง ก็ไม่ต้องอาศัยกำลังใจในการปลิดชีวิตมากนัก ทุกข์ในขณะต่าง ๆ จึงอาจปรากฏเป็นของเล็กเกินกว่าจะจับสังเกตได้

หรือ ในอีกทางหนึ่ง แม้ผู้ถูกฆ่าจะเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยกำลังใจในการทำบาปยิ่งกว่าฆ่าสัตว์หลายร้อยหลายพันเท่า ความทุกข์ในการลงมือฆ่าก็อาจถูกกลบเกลื่อนด้วยความพึงใจที่สามารถกำจัด ปรปักษ์ได้สำเร็จ

ความไม่เห็นค่าของชีวิต กับความสะใจที่ฆ่าสำเร็จ จึงเปรียบเหมือนม่านอำพรางทุกข์ทางใจของเราได้ แต่ขอเพียงเราใส่ใจสังเกต ก็จะพบว่าทุกข์ทางใจอันเกิดจากการฆ่า ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ

บทที่ 2 : โทษของการเป็นขโมย จิต ที่เป็น ปกติสุขไม่อาจคิดลงมือขโมย การจะถือเอาทรัพย์สินของใครมาเป็นของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องใช้จิตที่เป็น ทุกข์เท่านั้น เพราะส่วนลึกรู้อยู่ว่าเป็นเรื่องผิด เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ แม้แต่เศษเงินสักบาทก็เป็นประโยชน์กับเจ้าของได้ การฉกฉวยประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตนจึงนับเป็นเรื่องน่าอาย แสดงถึงความไร้ศักดิ์ศรี ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยวิธีแอบขอคนอื่นกินโดยไม่ให้เขารู้ตัว

ของที่หาย ไปย่อมเป็นทุกข์แห่งเจ้าของ ถ้าเราเป็นผู้ทำให้ของของเขาหาย ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากขโมย สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความตื่นเต้นแบบมีพิรุธ เหมือนตัวเราที่หน้าไม่อายพยายามโผล่ขึ้นมาเอาชนะตัวเราที่ยังรักศักดิ์ศรี อยู่

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นเมื่อตัดสินใจคิดขโมยจริง สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความทึบตัน ไม่อาจปลอดโปร่งสบายใจไปได้ ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่ากำลังจะปล้นน้ำพักน้ำแรงที่มีศักดิ์ศรีของผู้อื่น ด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ไร้ศักดิ์ศรีของตน

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นอีกเมื่อมี การพยายามขโมย สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นการฝืนใจ เค้นเอาความโลภขึ้นมาพยายามเอาชนะความกลัวถูกจับได้ ต่อให้เป็นมืออาชีพมากี่สิบปีก็ต้องกำเกร็งด้วยความระแวงระวัง ตัวลีบเล็กลงทุกคราวไป

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อลงมือขโมย สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นความรู้สึกฝืดฝืน ราวกับถูกต่อต้านจากตัววัตถุ ซึ่งกระแสต่อต้านนั้นก็คือสิทธิ์แห่งเจ้าของที่แฝงอยู่ในตัววัตถุนั่นเอง

ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อขโมยสำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้อยู่แก่ใจว่าข้าวของที่ได้มาไม่ใช่ของของเรา ต่อให้พยายามใช้ของอย่างเป็นสุขเพียงใด ก็ขาดความภาคภูมิใจที่สุจริตชนทั้งโลกเขามีกัน

ถ้าทรัพย์ที่ขโมยมามี ค่าน้อย ก็อาจไม่ต้องอาศัยกำลังใจในการขโมยมากนัก ทุกข์ในขณะต่าง ๆ จึงอาจปรากฏเป็นของเล็กเกินกว่าจะจับสังเกตได้

หรือในอีกทางหนึ่ง แม้จะเป็นทรัพย์มีค่าควรแก่ความไม่สบายใจ แต่ทว่าความมีค่าของทรัพย์นั้นเองก็อาจท่วมทับความไม่สบายใจได้มิดชิด เพราะมัวเพ่งคิดอยู่แต่ว่าเราได้ทรัพย์มามาก เราจะนำทรัพย์ไปใช้ให้หนำใจ

ความ ไม่รู้จักเห็นใจผู้อื่นที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน กับความโสมนัสที่ได้ของสมประสงค์ จึงเปรียบเหมือนม่านอำพรางทุกข์ทางใจของเราได้ แต่ขอเพียงเราใส่ใจสังเกต ก็จะพบว่าทุกข์ทางใจอันเกิดจากการขโมย ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ

บทที่ 3 : โทษของการเป็นชู้ จิต ที่เป็นปกติ สุขไม่อาจคิดลงมือคบชู้ การจะคบชู้ได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะรู้ ๆ กันทั้งโลก ทุกชาติทุกภาษา ว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องบาดใจ แม้แต่การแตะเนื้อต้องตัวคนมีเจ้าของด้วยความกำหนัด ก็นับว่าสมควรอดสูใจได้แล้ว เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าจะมากหรือน้อยก็เป็นการล่วงละเมิดสมบัติต้องห้ามของ ผู้อื่นอยู่ดี

ฝ่ายหญิงมีรูปเป็นทรัพย์ เมื่อยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ก็ต้องถือว่าทรัพย์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ ปกครองเลี้ยงดู แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นในสังคมประชาธิปไตยที่ชายหญิงต่างเลี้ยงดูตนเองได้ อันนำไปสู่การมีสิทธิเท่าเทียมกัน ชายหญิงต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วม กล่าวคือนับแต่การหมั้นหมายประกาศจองตัวกันและกันอย่างเป็นทางการ ให้นับว่าทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในร่างกายของอีกฝ่ายเสมอกัน ห้ามฝ่ายใดละเมิดสัญญาด้วยการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น ขณะเดียวกันถ้าคนอื่นมามีเพศสัมพันธ์ทั้งรู้ว่าหมั้นหมายแล้ว ก็นับว่าผิดศีลเช่นกัน

เนื้อหนังคนเราเปรียบเสมือนอาหารอันโอชะที่ น่าแหนหวงสำหรับเจ้าของ ถ้าต้องลักกินขโมยกินเพียงเพื่อให้หายอยาก ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร แม้เหมือนอิ่มหมีพีมัน ใจก็อดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังใช้มือที่สกปรกหยิบอาหารใส่ปาก ทุกคำย่อมเจืออยู่ด้วยพิษหรือเชื้อโรคอันเป็นโทษ ให้ผลเป็นทุกข์ การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นขัดแย้งกับส่วนลึกที่ยังมีมโนธรรม และมโนธรรมจะส่งแรงต้านความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้เสมอ

ทุกข์จะ ทวีตัวขึ้นเมื่อตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจเริ่มก้าวพ้นเขตสว่างเข้าสู่แนวสนธยา ถึงแม้รู้สึกว่ามืดลงทุกที แต่ความตื่นเพริดไปกับจินตนาการที่เร้าใจ ก็รุนหลังเราให้มุ่งหน้าไปเรื่อย เยี่ยงคนไม่กลัวความมืดในป่ารกชัฏ เพียงเพราะได้กลิ่นยวนใจของเหยื่อล่อจากที่นั่น

ทุกข์จะทวีตัวขึ้น อีกเมื่อพยายามมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นการฝืนใจ เค้นราคะขึ้นมาเอาชนะความกลัวถูกปฏิเสธ หรือกลัวถูกด่าทอ หรือกลัวถูกจับได้

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุด เมื่อลงมือมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นความหน้ามืด ดับสำนึกผิดชอบชั่วดีลง ราวกับทั้งชีวิตเหลือแต่การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณไม่ต่างจากสัตว์โลกทั่วไป

ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนมีเจ้าของสำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกไม่ดี น่าดูถูก ผิดที่ผิดทาง หรือกระทั่งชวนให้ขยะแขยง และที่สำคัญคือรู้สึกว่าต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ จะให้ใครรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของ

ถ้าคนมีเจ้าของไม่ค่อยมี เสน่ห์ทางเพศนัก สำนึกผิดชอบชั่วดีของเรามักจะกลับมาเร็ว และรู้สึกแย่กับพฤติกรรมของตนเต็มที่ แต่ถ้าคนมีเจ้าของเป็นพวกมีเสน่ห์ทางเพศสูง สำนึกผิดชอบชั่วดีของเรามักจะถูกกดไว้ ใจจะทะยานต่อตามแรงฉุดจากเสน่ห์ทางเพศของฝ่ายนั้น กระทั่งพุ่งลิ่วไปบนเส้นทางเห็นผิดเป็นชอบ สำคัญว่ากงจักรเป็นดอกบัว กว่าจะรู้สึกตัวว่าหลงเดินบนเส้นทางอันเน่าเหม็นและระทมทุกข์ ก็ตกอยู่ในเงามืดจนยากจะคลำหาเส้นทางใหม่เสียแล้ว

บทที่ 4 : โทษของการเป็นคนลวงโลก จิต ที่เป็น ปกติสุขไม่อาจคิดพูดโกหกมดเท็จ การจะโกหกมดเท็จได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์เท่านั้น เพราะไหนจะต้องพยายามแต่งเรื่องขึ้นใหม่ ไหนจะต้องออกแรงบิดความจริงอันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยปากอันเล็กกระจ้อยร่อย แม้แต่การกลับซ้ายให้กลายเป็นขวาเพียงนิดเดียว ก็อาจพาคนหลงตามคำหลอกของเราไปลงเหวได้แล้ว ทุกคำมุสาที่นึกว่าเล็กน้อย จึงอาจก่อมหันตภัยใหญ่หลวงเกินกว่าจะคาดเดาได้

การรู้ตัวว่าโดนหลอก เป็นความทุกข์ของผู้ถูกหลอก ถ้าเราเป็นคนหลอกเขา ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะรู้สึกถึงความฝืดฝืน นั่นเพราะธรรมชาติของความจริงมีเหตุมีผล การอยากโกหกก็คือการอยากทำลายเหตุผล ซึ่งค้านกันกับสำนึกแบบมนุษย์ที่ต้องการเหตุผลตามจริง

ทุกข์จะทวีตัว ขึ้นเมื่อตัดสินใจหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเหมือนใจถูกคลุมไว้ด้วยฝ้าหมอกมายา นั่นเพราะการตั้งใจแต่งเรื่องหลอกคนอื่น ก็คือการพลิกเอาตัวเองออกจากความจริงอันสว่างไปสู่ความเท็จอันมืด จึงไม่มีทางที่ใจจะสดใสโปร่งโล่งไปได้

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นอีกเมื่อ พยายามคิดคำลวงให้คนอื่นหลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นคล้ายมีตัวเราที่รูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากเดิมกำลังดิ้นพล่าน พยายามจินตนาการจับต้นชนปลายความจริงกับความเท็จให้ต่อกันติด ที่มโนภาพของตัวเราแตกต่างจากเดิม ราวกับแปลกไปไม่ใช่ตัวเรา ก็เพราะขณะจิตนั้นเราไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ตัวจริงตามที่กำลังเป็น

ทุกข์ จะทวีตัวขึ้นถึงขีดสุดเมื่อต้องฝืนขยับปากหลอกลวงคนอื่นให้หลงเชื่อ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นการออกแรงเค้นคำ แตกต่างจากเมื่อพูดความจริงอย่างสบายอารมณ์ นั่นเพราะเรารู้ว่าความจริงเป็นเส้นตรง แต่จะอาศัยปากของเราเข้าไปดัดเส้นตรงนั้นให้เบี้ยวบิดผิดรูป แน่นอนว่าจิตใจและปากคอของเราย่อมเบี้ยวบิดผิดตามไปด้วย ไม่อาจตรงอยู่ได้

ทุกข์ จะไม่จบโดยง่ายแม้เมื่อหลอกลวงให้คนอื่นหลงเชื่อได้สำเร็จ สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกเหมือนมีสองภาค ภาคหนึ่งรู้ความจริง อีกภาคหนึ่งรู้ว่ามีความลวงซ้อนความจริงขึ้นมา อีกทั้งต้องคอยปกปิดให้ดี ยิ่งภาคแห่งความลวงหนาขึ้นกลบภาคแห่งความจริงมากขึ้นเท่าใด เราจะยิ่งรู้สึกคล้ายเกิดหน้ากากปิดบังหน้าตาของตนมากขึ้นเท่านั้น จนวันหนึ่งส่องกระจกเงาแล้วอาจรู้สึกครึ่งจริงครึ่งฝัน ถามตัวเองว่านี่ใบหน้าของเราแน่หรือ?

ในทางปฏิบัติแล้ว การหลอกคนได้มักทำให้ภูมิใจ เพราะหลงนึกว่าตัวเองฉลาด และเห็นว่าคนอื่นโง่ ดังนั้น ทุกข์ที่เกิดจากการฝึกเป็นนักแต่งเรื่องจึงไม่ปรากฏชัดในช่วงต้นวัย ต่อเมื่อหลอกคนอื่นจนกระทั่งจิตทำงานเป็นอัตโนมัติ คล้ายหลอกได้แม้กระทั่งตัวเองให้เชื่ออะไรผิด ๆ หลงตัดสินใจโง่ ๆ และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงตระหนักว่าที่สุดของการเป็นคนลวงโลก ก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนจากการไม่รู้จักตนเองเสียแล้ว

บทที่ 5 : โทษของการเป็นคนขี้เหล้าเมายา จิต ที่เป็นปกติสุขไม่อาจคิดบั่นทอนสติของตนเองด้วยสิ่งใด ๆ การจะดื่มเหล้าหรือเสพยาที่มีผลข้างเคียงร้ายแรงได้ต้องใช้จิตที่เป็นทุกข์ เท่านั้น เพราะคนเราจะรู้สึกดีที่สุดได้ก็ต่อเมื่อมีสติเป็นตัวของตัวเองอย่างสมบูรณ์ แม้แต่การจิบเหล้าเพียงน้อย กลิ่นและรสของมันก็อาจมีมนต์ย้อมใจให้นึกครึ้ม คิดอ่านพูดจาแปลกประหลาดไปกว่าตัวตนเดิม ๆ ได้แล้ว

การถูกรบกวนโดยคน ไร้สติสัมปชัญญะเป็นความทุกข์ของผู้ถูกรบกวน ถ้าเราเป็นคนรบกวนเขาอย่างไร้สติสัมปชัญญะ ใจเราจะเป็นสุขไปได้อย่างไร การสังเกตเข้ามาในตนเองจะทำให้เห็นทุกข์เป็นขณะ ๆ อย่างชัดเจน

ทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่ออยากดื่มเหล้าหรือเสพยา สังเกตเข้ามาในตนเอง จะรู้สึกถึงความผิดปกติที่ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้ตนเอง เหมือนใจโหยหาบางสิ่งที่ขาดหาย ทั้งที่เดิมทีกายใจก็เบาอยู่ แต่กลับกระเสือกกระสนหาทางทำให้มันหนักอึ้งเสียอย่างนั้น

ทุกข์จะทวี ตัวขึ้นเมื่อตัดสินใจดื่มเหล้าหรือเสพยา สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นอาการทุรนทุรายแบบต้องเอาให้ได้ เมื่อไม่ได้ก็จะเป็นจะตายเอา

ทุกข์ จะทวีตัวขึ้นอีกเมื่อพยายามดื่มเหล้าหรือเสพยา สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นคล้ายเรากำลังกรอกยาลดความสามารถคิดอ่าน ลดสมรรถภาพในการเผชิญปัญหา หรือทำร้ายสุขภาพของตัวเองอยู่ดี ๆ นี่เอง

ทุกข์จะทวีตัวขึ้นถึงขีด สุดเมื่อดื่มเหล้าหรือเสพยาแบบไม่บันยะบันยัง สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นคล้ายเรากำลังตกอยู่ในห้วงฝันร้ายเลื่อนเปื้อนวกวน และในฝันร้ายก็อาจถูกหลอกว่ากำลังเป็นสุข ทั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน ร่างกายวิปริตผิดปกติไปทั้งระบบอยู่ชัด ๆ แค่ทรงตัวให้อยู่นิ่งก็ยากเหลือเกินแล้ว

ทุกข์จะไม่จบโดยง่ายแม้ เมื่อสร่างเมาแล้ว สังเกตเข้ามาในตนเอง จะเห็นเป็นความรู้สึกมึนงง ซึมเซา บางครั้งก็ปวดหัวตัวร้อน แต่พอร่างกายกลับเป็นปกติก็อยากสร้างเหตุของความผิดปกติทางกายขึ้นอีก จึงมีแนวโน้มจะดื่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งติดเหล้าอย่างที่เรียกว่าเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ก่อให้เกิดอาการทางกายต่าง ๆ เช่น เสียงแห้ง มือสั่น ความจำเสื่อม ฟุ้งซ่านจัด ฉุนเฉียวง่าย ขี้ระแวงอย่างไร้เหตุผล ใช้ความรุนแรงโดยขาดสติ ที่สุดก็เป็นโรคตับแข็ง มีสิทธิ์ตายทรมาน กล่าวโดยสรุปคือเป็นทุกข์ได้ทั้งกับตนเองและสังคมรอบข้างครบวงจร

ใน ทางปฏิบัติแล้ว ขี้เมาส่วนใหญ่มีชีวิตที่เคร่งเครียดเป็นทุกข์ ไม่ใช่เพราะอยากสนุกสนาน แต่อยากลืมความจริง อยากหนีจากโลกความจริงไปอยู่ในโลกของความฝันมากกว่า ซึ่งเหล้ายาก็ปรากฏตัวเป็นทางลัดที่หาง่ายกว่าอย่างอื่น และเมื่อเดินอยู่บนทางลัดนั้นแล้ว ก็ยากมากที่จะเห็นว่าตัวเองกำลังเดินลาดลงต่ำไปทุกที

การไม่ตั้งใจเว้นขาดจากการประพฤติผิดใน ศีล ก็คือการปล่อยใจให้แกว่งไกวไปตามแรงกระทบของกิเลส เป็นบาทฐานให้ความเห็นแก่ตัวงอกเงยขึ้น ส่วนการตั้งใจเว้นขาดจากการประพฤติผิดในศีล ก็คือการตีกรอบไม่ให้ความเห็นแก่ตัวกำเริบเกินขอบเขตอันควร กับทั้งจุดประกายให้เห็นค่าของการลดความเห็นแก่ตัวลงได้มาก

พอเลิก เห็นแก่ตัว เลิกอยากได้อะไรให้ตัวเองแบบผิด ๆ เราจะเป็นคนดีได้ไม่จำกัด แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเห็นแก่ตัว เอาแต่อยากได้อะไรให้ตัวเองท่าเดียว เราก็เป็นคนเลวแบบคาดเดาไม่ได้ ว่าจะถึงสุดขีดแห่งความชั่วร้ายที่ตรงไหน

บาง คนอุตส่าห์แต่งตัว แต่งใบหน้า แต่งน้ำเสียงให้ดูดีมีระดับ มีเสน่ห์ มีความน่าอบอุ่น แต่เมื่อถูกจับได้ว่าเป็นคนทุศีล ก็ย่อมทำให้ผู้อื่นรู้สึกแย่กับทุกสิ่งที่ดูดีในตัวเขาทั้งหมด แม้แต่ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกันก็อาจพลอยฟ้าพลอยฝน ถูกมองเหมารวมว่าเลวทรามตามไปด้วย

ผู้ตั้งมั่นอยู่ในความเป็นคนทุศีล ย่อมได้ชื่อว่าอยู่ในโลกมืด ถึงฟ้ากว้างสว่างไสวอยู่แท้ ๆ แต่ตากลับเห็นได้แค่เพียงสลัวเลือน เหมือนติดอยู่ในคุกแคบ นั่นก็เพราะความมืดของจิตอันเปื้อนเปรอะด้วยบาป ไม่เอื้อให้หูตาทำงานได้กว้างขวางนัก

สังเกตเข้ามาในตัวเรายาม ประพฤติผิดในศีลให้มาก แล้วจะพบว่าลักษณะของทุกข์ทางใจไม่ได้มีแค่อาการโทมนัสหรือเศร้าโศกอาดูร อย่างเดียว ยังมีรูปแบบความทุกข์ทางใจอีกหลายชนิด ล้วนถือกำเนิดจากการไม่ยอมรักษาศีลทั้งนั้น แถมสั่งสมมากแล้วจะกลายเป็นโรคทางใจ แล้วลุกลามต่อเป็นโรคทางกาย ซึ่งก็หมายความว่าชะตาชีวิตแม้ดีอยู่ก่อน ก็อาจพังครืนลงได้ทั้งหมด

แค่ เห็นว่าการไม่ตั้งใจรักษาศีลเป็นเหตุแห่งทุกข์ มีโทษใหญ่ ก็เพียงพอแล้วที่ผู้ปรารถนาความสงบใจจะหันมาถือศีลให้มั่น ตั้งใจไว้ล่วงหน้าให้ดีว่าแม้มีเหยื่อล่อยั่วยวนชวนผิดศีลใด ๆ เราก็จะไม่หลงกลอีกเลย

หากมีเรื่องยั่วยวนให้ประพฤติผิดในศีลแล้ว ห้ามใจได้ แต่ละครั้งเราจะพบว่าสติและความสว่างทางจิตเจริญงอกงามขึ้นทุกที กับทั้งพร้อมจะรับรู้อะไรต่ออะไรตามจริง คือ เห็นโทษโดยความเป็นโทษ เห็นประโยชน์โดยความเป็นประโยชน์ ไม่ใช่กลับกันเยี่ยงคนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ต้นเหตุของการกระทำที่ ผิดพลาด อันนำไปสู่ความทุกข์และความเดือดร้อนนั้น ทั้งหลายทั้งปวงก็มาจากความไม่รู้ว่าผลของบาปมีจริง อีกทั้งไม่ตระหนักด้วยว่าผลของบาปเป็นสิ่งพิสูจน์ทราบได้ด้วยใจ ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าที่สุดของความผิดก็คือความไม่รู้ เมื่อยังไม่รู้ ยังไม่มีวิธีพิสูจน์ทราบให้เชื่ออย่างถูกต้อง ก็เท่ากับยังต้องเป็นผู้หลงทำผิด ก่อความเดือดเนื้อร้อนใจให้ตนเองและผู้อื่นอยู่ร่ำไป





ที่มา โดย ดังตฤณ
จาก: FW mail


__________________

ขอความสุข ความเจริญในธรรม จงมีแด่ทุกท่าน เทอญ

Comments