View RSS Feed

สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน


นายฮ้อย : แรมทางต่างถิ่นถึงตลาดนัดบ้านทุ่ง

Rating: 2 votes, 5.00 average.
ในช่วงฤดูร้อนหลังจากว่างเว้นจากภารกิจในท้องทุ่ง ถือได้ว่าเป็นช่วงของการพักผ่อนเพื่อเตรียมแรงไว้สำหรับการทำนาในฤดูกาลที่จะมาถึงนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวกลุ่มแม่บ้านต่างเตรียมถักทอเครื่องนุ่งห่มแพรพรรณเพื่อไว้ใช้ในครอบครัว ส่วนพ่อบ้านก็สานแห สานสวิง เพื่อเตรียมเป็นเครื่องมือจับปลาในหน้าน้ำหลากเช่นเดียวกัน ส่วนพ่อบ้านนักเผชิญโชคแห่งบ้านทุ่งต่างเตรียมสินค้าไปเร่ขายยังต่างถิ่น แรมทางตามหมู่บ้านรายทางจนฝนใหม่มามาเยือนจึงมีโอกาสกลับคืนสู่อ้อมกอดของบ้านเกิด

.


นายฮ้อย : นักเผชิญโชคแห่งบ้านทุ่ง





พ่อบ้านแห่งบ้านทุ่งนักเผชิญโชคหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อนำสินค้าบรรทุกใส่เกวียนอกจำหน่ายยังต่างถิ่น มีหม้อ ไห โอ่งดิน สีเสียด แก่นคูน ขี้กระบ๋อง ไปเร่ขาย ครั้นเมื่อขายสินค้าหมดก็จะซื้อสินค้าจากปลายทางมาเร่ขายระหว่างเดินทางกลับบ้าน คืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนก่อนถึงช่วงฤดูกาลทำนา คือตำนาน “นายฮ้อย” คนกล้าแห่งท้องทุ่งอีสาน



“นายฮ้อย” เป็นภาษาอีสานซึ่งใช้เรียกชื่อกลุ่มบุคคลที่นำสินค้าไปขายยังต่างถิ่น โดยการเดินทางด้วยเท้าหรือใช้เกวียนเป็นพาหนะไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อเร่ขายสินค้าไปตามหมู่บ้านต่าง ค่ำหมู่บ้านไหนก็จะพักตามศาลาวัด ครั้นรุ่งเช้าอาศัยข้าวก้นบาตรจากพระพอประทังชีวิต จากนั้นจึงเดินทางสู่หมู่บ้านอื่นต่อไป ครั้นเมื่อความเจริญเข้ามาสู่บ้านทุ่ง “นายฮ้อย” มักใช้รถจักรยานเป็นพาหนะสำหรับนำสินค้าไปเร่ขายยังต่างถิ่น


นายฮ้อยในอดีตจะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป เช่น นายฮ้อยที่นำสินค้าแพรพรรณไปจำหน่ายต่างถิ่น ในอดีตจะเดินทางด้วยเท้า ครั้นมีการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านต่าง ๆ จึงมีการใช้รถจักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง โดยเฉพาะในเขตหมู่บ้านเรณูนคร หรือที่เรียกว่าเมืองเว-เรณู จะมีนายฮ้อยนำสินค้าเครื่องประดับ กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า สร้อย แหวน เครื่องเงิน ไปจำหน่าย ในขณะเดียวกันก็จะรับซื้อเหรียญกษาปณ์เก่าเพื่อนำมาตีเป็นเครื่องประดับ เช่น แหวน เข็มขัดนาก ขันเงิน ตลอดทั้งรับชื้อธนบัตรรุ่นเก่าเพื่อนำไปจำหน่ายในเมือง






นายฮ้อยขายกระติบข้าวยุคใหม่มีมอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะคู่ใจมีให้เห็นทั่วไปในถิ่นอีสาน

จากข้อเขียนของพิเชษฐ์ สายพันธ์ ได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของชาวเรณูนครในอดีตว่ายามว่างเว้นจากฤดูกาลทำนายังออกเดินทางเพื่อค้าขายในระยะไกล หลังจากขายสินค้าหมดแล้ว ก็จะนำไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ตลอดทั้งเครื่องประดับสำหรับคนในครอบครัว มิได้เพื่อการสะสมทุนหรือขายทุนเพิ่ม ในหน้าฤดูกาลทำนาก็จะกลับมาทำนาตามปกติ จะค้าขายในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น มิได้เพื่อความยั่งยืน


เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของนายฮ้อยที่บ้านเกิดของผู้เขียนที่ใช้ช้างเป็นพาหนะในการเดินทางเพื่อนำผ้าไหม ผ้าโสร่งไปขายที่เมืองเมาะละแหม่ง ประเทศพม่า เดินทางผ่านภูกระดึงเข้าสู่พรมแดนประเทศพม่า ขากลับก็จะซื้อสินค้าจากเมืองพม่ามาขายตามรายทาง ซึ่งต้องใช้ห้วงเวลาในการเดินทางเป็นเวลานานแรมเดือน บางคนถึงกับตั้งถิ่นฐานและมีครอบครัวในต่างถิ่นหรือหายสาบสูญไปก็มี



นายฮ้อยควาย : นักเลงโตเมืองอีสานผจยภัยที่เมืองล่าง




ชุมชนชาวอีสานในอดีตจะใช้วัวและควายเป็นแรงงานหลัก ตลอดทั้งใช้เป็นพาหนะเพื่อการเดินทางหรือขนสัมภาระต่าง ๆ ระหว่างตัวเมืองกับหมู่บ้าน หรือระหว่างหมู่บ้านกับหมู่บ้าน อีกทั้งเนื้อวัวและเนื้อควายถือได้ว่าเป็นอาหารเลิศรสที่หารับประทานได้ในงานบุญประเพณีประจำหมู่บ้านหรืองานแต่งงานในหมู่บ้านเท่านั้น และที่สำคัญถือได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัติที่มีคุณค่าที่ผู้เป็นพ่อและแม่มอบให้กับลูก ๆ เมื่อแยกออกไปมีครอบครัว




ควายฝูงสุดท้ายที่บ้านทุ่งยังมีให้เห็นเป็นขวัญตา

สำหรับวิถีชีวิตของกองคาราวานนายฮ้อยวัวนายฮ้อยควายจากภาคอีสาน เดินทางระหว่างเดือนสองเดือนสามหลังการเก็บเกี่ยว จะมีกองเกวียนนายฮ้อยจากถิ่นที่ราบสูงแถบโคราช ขอนแก่น ชัยภูมิ สุรินทร์ เพื่อนำวัว – ควายไปขายยังเมืองล่างตั้งแต่เขตลพบุรี สระบุรี อยุธยา ครั้นขายวัวควายหมดก็จะกลับคืนสู่ภูมิลำเนาเพื่อกลับมาทำนาในช่วงฤดูฝน







จากข้อมูลการศึกษาภูมิปัญญานายฮ้อยวัว-ควายในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ โดยประสงค์ ยมนัตถ์ พบว่า การเดินทางของนายฮ้อยจะเริ่มขึ้นหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในท้องทุ่งเสร็จราวเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เวลาไปกลับในแต่ละครั้งประมาณ 3 เดือน กองคาราวานที่ร่วมเดินทางในแต่ละครั้งประมาณ 50 คน แต่ละคนจะรับผิดชอบวัว-ควาย นำไปขายประมาณ 15 – 20 ตัว ต้อนวัว – ควายไปขายเมืองล่างโดยใช้เส้นทางผ่านช่องเขาในแนวเทือกเขาพังเหย จังหวัดชัยภูมิ ผ่านช่องสำราญ ช่องตานุด ช่องลำพญากลาง ช่องตะพานหิน เข้าสู่เขตอำเภอลำสนธิ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และจะไปสิ้นสุดกองคาราวานอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี




นายฮ้อยทมิฬ นวนิยายเรื่องดังของลุงคำพูน บุญทวี สู่โลกภาพยนตร์

หากกล่าวถึงยุคสมัยของนายฮ้อยวัวนายฮ้อยควายจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันนั้นตามลักษณะของการสัญจรไปมาและวิถีชีวิตที่ดำเนินอยู่นั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค คือ




ในยุคแรก จะเป็นยุคที่เดินทางด้วยเท้า ต้อนวัว ต้อนควายไปขายยังต่างถิ่น โดยจะมีเครือข่ายของนายฮ้อยตามรายทางเป็นผู้ติดต่อประสานให้ชาวบ้านมาซื้อวัวซื้อควายไว้สำหรับใช้งานตามรายทาง จนถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย การเดินทางในยุคนี้จะมีอุปสรรคหลายประการด้วยกัน ตั้งแต่เรื่องของภูตผีปีศาจ การปล้นสะดมจากนักเลงเจ้าถิ่นในระหว่างการเดินทาง ผู้ที่เป็นหัวหน้ากองคาราวานจะต้องมีความเก่งกล้าทั้งด้านวิชาอาคม ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว การปกครองลูกน้องในคณะที่เดินทางได้




ในยุคกลาง จะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการเดินทางด้วยเท้าเข้าสู่ยุคของความเจริญมีถนนหนทางสัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน จึงมีการใช้รถบรรทุกส่งวัวและควายไปขายยังตลาดนัดโค-กระบือ โดยจะมีพ่อค้าคนกลางทั้งในท้องถิ่นและจากต่างถิ่นมาซื้อเพื่อนำจำหน่ายต่อในท้องถิ่นอีกรอบหนึ่ง


ส่วนในยุคปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การพัฒนาด้านเกษตรกรรม ตลอดทั้งการคมนาคมขนส่งสะดวกสบาย การใช้แรงงานโดยวัวและควายเริ่มลดน้อยลง การเลี้ยงวัวและควายจะเป็นเลี้ยงเพื่อการจำหน่ายเพื่อนำไปบริโภคและดัดแปลงเป็นอาหารประเภทอื่นมากกว่าการเลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน การจำหน่ายวัวและควายจึงผ่านหน่วยงานของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนเป็นตลาดกลางในการจำหน่าย หรือการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้เลี้ยง จึงทำให้มีตลาดการจำหน่ายสะดวกสบายยิ่งขึ้น







วันนี้ควายเหล็กยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ในท้องทุ่ง

รอนแรมจากต่างถิ่นถึงตลาดนัดบ้านทุ่ง


การขายสินค้าของนายฮ้อยในอดีตถือได้ว่าเป็นการขายตรง โดยการนำเอาเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า แพรพรรณ เครื่องประดับ จนถึงการต้อนวัว-ควายไปขายยังเมืองล่าง วิถีชีวิตต้องผลัดจากบ้านเกิดเมืองนอนไปแรมทางต่างถิ่น เพื่อความอยู่รอดและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว ส่วนชายหนุ่มแห่งบ้านทุ่งที่ยังไม่แต่งงาน กำไรที่ได้จากการนำสินค้าไปขายคือทุนรอนสำหรับการสร้างครอบครัวในอนาคต อาจมีสาวคนรักที่รอคอยที่บ้านเกิด หรืออาจพบรักกับสาวต่างถิ่นตามรายทางระหว่างการเดินทางไปกับกองคาราวาน



ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงและวิถีการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันจึงทำให้เปลี่ยนสภาพของ “นายฮ้อย” ในปัจจุบันปรับเปลี่ยนกลยุทธและวิธึขายสินค้าได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การเปิดตลาดนัดจำหน่ายสินค้าประจำอำเภอ หรืองานแสดงสินค้าระดับจังหวัด ระดับประเทศ โดยการนำสินค้าไปวางจำหน่ายตามจุดนัดหมาย ซึ่งมิแตกต่างไปจากวิถีชีวิตของนายฮ้อยแห่งบ้านทุ่งในอดีต เพียงแต่ว่ารูปแบบการขนส่ง และการจำหน่ายที่แตกต่างกัน



วิถีชีวิตของนายฮ้อยที่รอนแรมต่างถิ่นมิแตกต่างกันกับวิถีชีวิตของชาวตลาดนัดบ้านทุ่ง ต่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีและการสร้างฐานะให้มีความมั่นคงสำหรับครอบครัว โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นวิถีชีวิตในครอบครัว และเพื่อวิถีชีวิตของสมาชิกใหม่ในครอบครัวต่อไป
แท็ก: ไม่มี แก้ไข Tags คำค้นหา
Categories
Uncategorized

Comments