ชุมชนบ้านมหา > บ้านมหา วาไรตี้ > General-Talk-พูดคุยเรื่องสรรพเพเหระ > โพสต์รูปภาพสวยๆ Pic Post

ตอบกลับ
 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
11-14-2007, 06:16 AM   #31 (permalink)
wit
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
 
 
มาตรฐาน

โอ๊ย เห็นฮูบแหล้ว กะคิดฮอดบ้านหลายคับ คึดเห็นสมัยเป็นเด็กน้อย ขึ่นโคกหาเก็บบักเล็บแมว แลนบาว เอาปลาข่อน นาโคกแนกะเกียวเข่าห่างนกขุ่มพ้อม เว่าแล้วกะขนคิงลุกคับ คันบาววิทย์มีเวลากะหาฮูบ ลอมเข่า รึวากำลังสีเข่า มาให่เบิ่งแนเด้อคับ
 
11-14-2007, 06:57 AM   #32 (permalink)
ฝ่ายบริหารระดับสูง
มาตรฐาน

แจ่มมากครับบ่าววิทย์ กระทู้นี้เอาเป็นกระทู้นําเสนอตั้งแต่ ดํานา เกี่ยวข้าว ตีข้าว เอาข้าวขึ้นเล้าไปเลย เอารูปเลี้ยงตอนขนข้าวขึ้นเล้ามาลงนําเด้อ ขอบคุณมากครับ
 
11-14-2007, 07:23 AM   #33 (permalink)
Super Moderator
มาตรฐาน

โอ่วว มาเบิ่งบาดนี้มีฮอดหมากเล็บเเมว ..ผลไม้ชั้นสูง 555+ ( เว่ามาหละส่มเเข่ว ) คิดพ้อสมัยอ้ายศรีเว่าสูฟัง พาผุสาวไปเก็บหมากเล็บเเมวนั่นนา เพิ่นหยอกกันผุสาวซุกใส่ป่าหมากเล็บเเมว เทื่อสิออกมาได่ 555+
 
11-14-2007, 09:22 AM   #34 (permalink)
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
มาตรฐาน

อ้างถึง:
กระทู้ต้นฉบับโดยคุณ บ่าวเซียงน้อย อ่านกระทู้
แจ่มมากครับบ่าววิทย์ กระทู้นี้เอาเป็นกระทู้นําเสนอตั้งแต่ ดํานา เกี่ยวข้าว ตีข้าว เอาข้าวขึ้นเล้าไปเลย เอารูปเลี้ยงตอนขนข้าวขึ้นเล้ามาลงนําเด้อ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณคับอ้ายเซียงน้อย ผมสิเก็บภาพมาฝากอีกอยู่คับ ::)
 
11-14-2007, 09:25 AM   #35 (permalink)
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
มาตรฐาน

อ้างถึง:
กระทู้ต้นฉบับโดยคุณ ไก่น้อย อ่านกระทู้
โอ่วว มาเบิ่งบาดนี้มีฮอดหมากเล็บเเมว ..ผลไม้ชั้นสูง 555+ ( เว่ามาหละส่มเเข่ว ) คิดพ้อสมัยอ้ายศรีเว่าสูฟัง พาผุสาวไปเก็บหมากเล็บเเมวนั่นนา เพิ่นหยอกกันผุสาวซุกใส่ป่าหมากเล็บเเมว เทื่อสิออกมาได่ 555+
อ้ายสีเล่าเอามือไปแหย่ผู้สาว ผู้สาวเลยซุกเล่าเข้าป่าหมากเล็บแมวตั้วล่ะคับไก่น้อย อิอิอิ::)::)
 
11-15-2007, 03:05 PM   #36 (permalink)
Membership renewed
มาตรฐาน

งามคัก อ้ายวิทย์ เพลงกะม่วน เข้ากับบรรยากาศ เบิ่งแล้วเป็นใจหวิวๆ คึดฮอดบ้านจับใจ คือสิลมวอยๆ เนาะหน้านี้
 
11-15-2007, 11:30 PM   #37 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน

ได้เห็นรูบท่งไฮ่ท่งนาแล้วเย็นตาเย็นใจหลาย
บ่คือเมืองหลวง เมืองลวง เหลียวไปทางใด๋กะมีแต่ตึกมีแต่อิฐแต่ปูนอึดอัดหลายแท้ ๆ พี่น้องเอ้ย
ยามมื้อเซ้ามื้อแลงย่างเล่นนำท่งไฮ่ท่งนา หา งมกบ งมปลา ตามประสาผู้บ่าวลูกทุ่งเป็นตาม้วนคัก
 
11-16-2007, 10:58 AM   #38 (permalink)
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
มาตรฐาน

เป็นภาพที่ให้ความสบายตาแล้วกะสบายใจที่สุดเลยค่ะ น่าภูมิใจเน๊าะ
อีสานบ้านเฮาเหลียวไปทางได่กะบ่อืดบ่อยากหม่องทำอยู่ทำกิน ดีๆๆๆหลายๆๆ

แม้แต่ฝรั่งเพิ่นกะยังสะออนชีวิตชาวไฮ่ชาวนาบ้านเฮากัน มาเบิ่งในเวฟนี่กันค่ะ

เกษตรอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ คุณค่าและประโยชน์ต่อมนุษย์และโลก ที่ไม่ควรมองข้าม
http://www.komchadluek.net/2007/10/1...news_id=162137

ปล.ถ้าเข้าอ่านในเว็บบ่ได่อ่านข้างล่างนี่กะได่ค่ะ
มุมมองคลื่นใหม่-ไมเคิลบาร์นเนท คอมมันส์ "เกษตรกรมีอำนาจ-แต่มองไม่เห็น"

"ถ้าทำงานโดยยึดเงินเป็นตัวหลักเหนือคุณค่าของชีวิต ก็เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง
เกษตรกรทุกวันนี้อยากได้เงินมากก็ต้องพึ่งสารเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่ม ภาคเกษตรไทยปัจจุบันใช้ทุนมากเกินไป ส่งผลให้เกษตรกรเป็นหนี้
เพราะลงทุนมากขึ้น แต่ขายได้เท่าเดิม เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลหลายประเทศพยายามกดดันราคาอาหารให้ต่ำที่สุด
เพื่อสร้างความเข้มแข็งในภาคอุตสาหกรรม"

ข้อมูลจากกรมการข้าวระบุว่าปัจจุบันอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ 50-60 ปี สะท้อนได้ว่า
โฉมหน้าของภาคเกษตรไทยกำลังเปลี่ยนไป เมื่อคนรุ่นใหม่หันหลังให้นาไร่ก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรม
ด้วยทัศนคติที่ว่าอาชีพชาวนาไร้เกียรติและรายได้ต่ำ ทว่าหนุ่มอเมริกัน ไมเคิลบาร์นเนท คอมมันส์
กลับหลงใหลเสน่ห์ชนบทไทย เขาเลือกทำงานที่มูลนิธิสายใยแผ่นดิน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบ
"ห่วงโซ่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออก" พร้อมจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องข้าวระดับนานาชาติ

ที่สำคัญไมเคิล สื่อสารภาษาไทยได้อย่างแตกฉาน จึงไม่มีปัญหาในการพูดคุยกับชาวนาไทยทุกพื้นที่ที่เขาย่างกรายเข้าไป
"คม ชัด ลึก" อาสาจับเข่าคุยกับฝรั่งหัวใจกสิกรรม สะท้อนมุมมองต่อภาคเกษตรไทยที่เขายืนยันว่า "เมืองไทยมีดีมากมาย
แต่คนไทยไม่รู้" ขอย้ำว่าทุกถ้อยคำที่ผ่านการร้อยเรียงเป็นตัวอักษรจากบรรทัดต่อไปนี้
เป็นบทสนทนาที่ "ไมเคิล" ไม่หลุดภาษาบ้านเกิดออกมาแม้แต่ประโยคเดียว


จากแดนขนมปังสู่ถิ่นข้าวหอม
ไมเคิลเล่าว่า เดินมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี ตามโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนไทย-อเมริกา AFS
เรียนระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคมในช่วงหลายปีที่อยู่เมืองไทยเขาได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากมาย
ถือเป็นการจุดประกายให้อยากเรียนรู้โลกกว้าง เพราะค้นพบว่า ตัวเองมีความสุขในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกับชนชาติอื่น
จึงไปเรียนที่สเปน ก่อนบินกลับอเมริกาเพื่อเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยซีแอลเอ รัฐแคลิฟอร์เนีย
และช่วงปิดเทอมเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อจบปริญญาตรี ก็เข้าทำงานเป็นสจ๊วตของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์

"ผมทำหน้าที่สจ๊วตเกือบ 10 ปี ก็เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อนั่งทบทวนรู้สึกว่างานของเราไม่สามารถช่วยคนช่วยสิ่งแวดล้อมได้มากนัก
น่าจะสร้างประโยชน์แก่สังคมให้มากกว่านี้ จำได้ว่าหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ปี 2002 สถานการณ์ต่างๆ
ที่อเมริกาไม่ค่อยดี จึงลาพักร้อนมาเที่ยวเมืองไทย แต่พอมาถึงเมืองไทยจริงๆ ผมก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ
เพราะอยากปักหลักที่เมืองไทย"

ชีวิตการทำงานในเมืองไทยของไมเคิลเริ่มต้นด้วยการช่วยงานเพื่อนชาวไทยรับงานถ่ายสารคดี โฆษณา ภาพยนตร์
โดยมีตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ ประสานงานกับต่างประเทศ โดยเฉพาะการถ่ายทำสารคดีส่งเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก
ซึ่งเขาคิดว่าสามารถปลุกกระแสให้คนหันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและหยุดทำลายทรัพยากรธรรมชาติได้

จุดเปลี่ยนอีกครั้งของไมเคิล เกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนากับ วิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล ประธานมูลนิธิสายใยแผ่นดิน
ซึ่งทำงานส่งเสริมเกษตรกรไทยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ จึงขอเป็นอาสาสมัคร
หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ประมาณ 1 ปี ก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ เขาไม่คำนึงถึงรายได้
เพราะความรู้จากการสอนภาษาอังกฤษก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ อีกทั้งการใช้ชีวิตแบบไทยๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก

"ผมสนใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว ที่บ้าน (อเมริกา) พ่อก็ทำเกษตรอินทรีย์ แต่เป็นแบบมือสมัครเล่นปลูกผักผลไม้กินเอง
ทำปุ๋ยหมักใช้เอง แต่ลูกพี่ลูกน้องของเราทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง พวกเขาทำมากว่า 10 ปี ตอนนี้มีรายได้ดีมาก
ผมจึงพอมีพื้นฐานบ้างแต่ไม่มากนัก โชคดีที่ทางมูลนิธิสายใยแผ่นดินมีบุคลากรด้านนี้เก่งๆ หลายคน จึงได้เรียนรู้เพิ่ม"


รัฐกดราคาสินค้าเกษตรช่วยอุตสาหกรรม
ไมเคิลยอมรับว่า เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ คือ เกษตรกร แต่น่าแปลกที่คนกลุ่มนี้ยากจนที่สุด
ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก ผู้ปลูกข้าวเลี้ยงคนในประเทศจนอิ่มท้อง แล้วยังส่งบางส่วนไปเลี้ยงคนชาติอื่นทั่วโลกกลับรายได้น้อย
อีกทั้งยังถูกมองว่า เป็นอาชีพที่ไร้เกียรติ ซึ่งเขามองว่า แท้จริงแล้วเกษตรกรเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าสูง
แต่ตัวเกษตรกรนั่นเองที่มองไม่เห็นคุณค่าที่มีอยู่ ทุกครั้งที่เดินทางไปต่างจังหวัด กินนอนอย่างเรียบง่ายในชนบทก็ประทับใจมาก

"ถ้าทำงานโดยยึดเงินเป็นตัวหลักเหนือคุณค่าของชีวิต แบบนี้เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง
อย่างเกษตรกรทุกวันนี้อยากได้เงินมากก็ต้องพึ่งสารเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่ม ภาคเกษตรไทยปัจจุบันใช้ทุนมากเกินไป
ส่งผลให้เกษตรกรเป็นหนี้ เพราะลงทุนมากขึ้น แต่ขายได้เท่าเดิม
เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลหลายประเทศพยายามกดดันราคาอาหารให้ต่ำที่สุด เพื่อสร้างความเข้มแข็งในภาคอุตสาหกรรม
นโยบายนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบแนวคิดที่ว่า ถ้าเราต้องการให้อุตสาหกรรมเข้มแข็งต้องกดราคาสินค้าเกษตรให้ถูกที่สุด"


ชาวนามีอำนาจ-แต่อาจมองไม่เห็น
สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือภาพของเกษตรกรไทยจะเป็นห่วงโซ่สุดท้ายที่ใครต่อใครเอารัดเอาเปรียบ
ส่วนโอกาสที่เกษตรกรจะสร้างอำนาจต่อรองเพื่อความอยู่รอดนั้น ไมเคิล ชี้ว่า ที่จริงเกษตรกรมีอำนาจอยู่ในมืออยู่แล้ว
แต่อาจมองไม่เห็น อำนาจที่ว่านี้ อยู่นอกระบบไม่ใช่หวังพึ่งกลไกตลาด แต่เป็นการพึ่งพาตัวเองเป็นอันดับแรก
จากนั้นรวมกลุ่มกันขายอย่างเป็นระบบโดยไม่ยึดติดกับพ่อค้าคนกลาง
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบชาวนาคนหนึ่งปลูกข้าวมาแล้ว 30 ปี กับอีกคนหนึ่งเปิดบริษัทมายาวนานเท่ากัน
ถ้าบริษัทไม่เจ๊งกิจการต้องเติบโตมากแน่ ต่างกับชาวนาที่โตแบบระนาบ

ไมเคิลบอกอีกว่า ศักยภาพด้านการเกษตรกรรมของไทยไม่ด้อยกว่าชาติใด ปัญหาอยู่ที่ว่า
เวลานี้เกษตรกรไทยกำลังสู้กับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สภาวะโลกร้อน น้ำมันแพง
ปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนคุณภาพชีวิตของชาวนาชาวไร่ ส่วนทางรอดเขาแนะว่า
เกษตรต้องเรียนรู้หลักการพึ่งตนเองให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุนการผลิต

"ถ้าไม่ปรับตัว ดูเหมือนว่าในอนาคตเกษตรกรมีแนวโน้วลดลง ต้องขายที่ดิน ลูกหลานแยกย้ายไปทำอาชีพอื่น
ถ้าอาศัยซื้อทุกอย่างจากอุตสาหกรรม ยิ่งกระแสพืชจีเอ็มโอยิ่งน่ากลัว การผูกขาดเรื่องเมล็ดพันธุ์จากนายทุน
เราไม่สามารถกำหนดราคาปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ได้ เพราะนักธุรกิจเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น ขณะที่ราคาผลผลิตขายได้เท่าเดิม อย่างนี้เกษตรกรอยู่ไม่ได้แน่"


เกษตรอินทรีย์คือทางออกที่ยั่งยืน
ฝรั่งหัวใจกสิกรรมคนนี้เชื่อว่าเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรธรรมชาติ เป็นวิธีเดียวที่จะนำภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน
ทั้งนี้ทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวของเกษตรกรเอง ซึ่งวันนี้ส่วนใหญ่ยังไม่กล้าและไม่แน่ใจว่าจะไปรอด จึงจำเป็นต้องมีฟาร์มต้นแบบ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐสนับสนุนโดยใช้วิธีทุ่มงบวิจัย แต่ควรผลักดันองค์ความรู้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ
นอกจากนี้ การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลไทย ดูเหมือนว่ายังคลำไม่ตรงเป้านัก ส่วนใหญ่เน้นช่วยเหลือเรื่องปัจจัยการผลิต
โดยลืมการถ่ายทอดความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตแบบเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศเปิดกว้างมาก ผู้บริโภคต้องการจำนวนมหาศาล ทว่าภาคการผลิตไม่สามารถทำได้ตามออเดอร์
เฉพาะ "ข้าวอินทรีย์" ตลาดอียูต้องการปีละหลายหมื่นตัน แต่ทางสหกรณ์กรีนเนทมีกำลังการผลิตเพียง 3,000 ตันเท่านั้น

"ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์มากขึ้น บางประเทศในยุโรปตั้งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด
เนื่องจากเขาให้ความสำคัญต่อสุขภาพ ขณะที่ผู้บริโภคก็ยอมจ่ายแพงขึ้น ส่วนในเมืองไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ก็นับว่าสูงแล้ว"


สุดท้ายไมเคิล บอกว่า อยู่เมืองไทยต้องกินข้าวเป็นอาหารหลักวางแผนอยู่เมืองไทยแบบยังไม่มีกำหนดกลับบ้านเกิด
ด้วยเหตุผลที่ว่า อยู่แล้วมีความสุข เมืองไทยมีสิ่งดีๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ความโอบอ้อมอารี หรือแหล่งอาหารที่สมบูรณ์
เพียงแค่บางครั้งคนไทยมักมองไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในตัวเองเท่านั้น


ไมเคิลบาร์นเนท คอมมันส์ เกิดที่แอลเอ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มาโตที่แคลิฟอร์เนีย
การเดินทางไกลของเขาเริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี หลังการตัดสินใจร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนไทย-อเมริกา (เอเอฟเอส)
จึงมีโอกาสเรียนระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากมายในช่วงหลายปีที่ใช้ชีวิตในเมืองไทย
ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดประกายให้ไมเคิลอยากเรียนรู้โลกกว้าง เพราะค้นพบว่า
ตัวเองมีความสุขในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติอื่น กระทั่งไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตในอเมริกา


ต่อมาค.ศ.1988 ไมเคิล เลือกไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศสเปน การศึกษาที่แดนกระทิงดุนั้น
เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับบทเรียนในตำรามากนัก แต่เบนความสนใจกับการเรียนรู้นอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น ภาษา วัฒนธรรม
หรือภูมิประเทศ อย่างไรก็ตาม ไมเคิล บินกลับอเมริกาเพื่อเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยซีแอลเอ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ทั้งนี้ในช่วงปิดภาคเรียนปี 1 เดินทางมาเมืองไทยศึกษาเรื่องภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


หลังจบการศึกษาระดับปริญญตรีด้านภาษาศาสตร์ก็ทำงานด้านถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาร่วมกับบริษัทคนไทย
และมาทำงานที่เมืองไทยระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน จึงบินกลับอเมริกาสมัครเป็นสจ๊วตของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์
ในที่สุดหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2002 ไมเคิลหวนกลับมาทำงานในเมืองไทยอีกครั้งที่มูลนิธิสายใยแผ่นดินจนถึงปัจจุบัน

เกรียงศักดิ์ เผ่าอินทร์ หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
 
11-16-2007, 11:19 AM   #39 (permalink)
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
มาตรฐาน

ขอบคุณคับ สาวเมืองกะสิน สำหรับข้อมูลดีดีคับ
 
11-16-2007, 07:57 PM   #40 (permalink)
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา
มาตรฐาน

เฒ่าพ่อ-แม่แต่กี้เพิ่นกะเฮ็ดคือกันล่ะจ้า แต่ว่าเด๋วนี้เพิ่นพากันเฒ่าเหมิดแล่ว เคยเห็นดูบรรยากาศแบบนิตอนน้อยๆ ยังพอจำควมได่ยุจ้า..คึดฮอดเด้ะน้อ..
 
11-16-2007, 08:26 PM   #41 (permalink)
buppharat_in
Guest
มาตรฐาน

สวยมาก เห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศตอนอยู่บ้านนอก (สุพรรณบุรี) เป็นที่ลุ่มการปลูกข้าว อุดมสมบูรณ์อย่างในภาพ และที่ทำให้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆได้ยิ่งขึ้น ก็เพลงประกอบนี่แหละ ใครหนอช่างเลือกฟังแล้วได้ใจดีแท้ ขอบคุณที่สรรหามาให้
 
11-17-2007, 02:34 PM   #42 (permalink)
mod_zi
Guest
มาตรฐาน

โอ่วทุ่งนาทางพุ่นมาคืองามแท้ บ่คือนาทางข่อย ทางทงกุลานะแมะ มีแต่ขี้ดินทรายคั่นฝนบ่ดีกะแล้ง คั่นฝนมาหลายกะท่วม จักสิเซ้ายามใด๋ ผู้เฒ่าจมว่าคั่น
 
11-21-2007, 08:47 AM   #43 (permalink)
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
มาตรฐาน

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเบิ่ง และ ตอบกระทู้คับ
 
11-22-2007, 05:46 PM   #44 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
มาตรฐาน

........... คิดฮอดบ้านเนาะจ้า ขอบคุณสำหรับเจ้าของภาพเด้ออ้ายวิทย์ ภาพนี้อยู่ในใจเสมอเด้อจ้า........จักแม่นเพลงไผเนาะ ขอบคุณเพลงม่วน ๆ นำเด้อจ้า โดนใจเป็นตาหน่ายจ๊ะ
 
11-29-2007, 07:13 AM   #45 (permalink)
suphap
Guest
มาตรฐาน

ดูแล้วคิดถึงบ้านครับ จากหนุ่ม อเมริกา ขอบคุณหลาย ๆ เด้อครับ
 
ชุมชนบ้านมหา > บ้านมหา วาไรตี้ > General-Talk-พูดคุยเรื่องสรรพเพเหระ > โพสต์รูปภาพสวยๆ Pic Post

ตอบกลับ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:32 PM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม