ดูแบบคำตอบเดียว
10-22-2009, 08:50 AM   #1 (permalink)
auddy228
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
 
 
นางในวรรณคดี ๒ นางเมรี

นางเมรี





มีเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกสาวถึงสิบสองคน (คนสุดท้องชื่อนางเภา) สองคนผัวเมียได้เลี้ยงลูกหญิงทั้งสิบสองนั้น ทรัพย์สมบัติของตนร่อยหรอลงทุกทีจนสิ้นเนื้อประดาตัวบ่าวไพ่ก็พากันหนีหายไปตามกัน ในที่สุดสองผัวเมียก็ยากจน จึงเอาลูกทั้งสิบสองคนนั้นไปปล่อยในป่า ทั้งหมดเดินหลงไปจนไปถึงสวนของนางยักษ์ชื่อว่า"สนธมาร" ครั้นได้เห็นนางสิบสองเดินซัดเซมาดังนั้น ก็มีจิตรักใคร่ จึงพาไปเลี้ยงไว้เหมือนน้องสาวของตัวทั้งสิบสองคน

พี่สาวใหญ่ได้เห็นนางยักษ์กินเนื้อคน จึงบอกแก่พวกน้องๆ และก็พากันหนีไป เมื่อนางยักษ์กลับมาไม่เห็นนางสิบสองก็ออกติดตาม
นางสิบสองหนีไปจนถึงเมืองกุตารนคร เห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ริมสระใกล้กับพระนคร ต่างก็พากันขึ้นไปนั่งพักอยู่บนต้นไทรนั้นครั้งนั้นเจ้าเมืองกุตารนครทรงพระนามว่าพระเจ้ารถสิทธ์ราชพระองค์ได้ประทานหม้อน้ำทองแก่นางค่อมทาสีคนหนึ่งสำหรับตักน้ำสรงถวาย ครั้นถึงเวลานางค่อมก็ถือหม้อน้ำทองไปยังสระนั้นรัศมีเงาของนางหนึ่งอยู่ในน้ำนางคิดว่า เป็นเงาของนาง จึงสำคัญตัวว่างดงามถึงปานนั้น ไม่สมควรจะเป็นหญิงตักน้ำเลย จึงทุบหม้อน้ำแตกเสียและกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธิ์ พระเจ้ารถสิทธ์ก็ประทานหม้อน้ำเงินให้ใหม่ นางค่อมก็นำไปยังสระนั้น และเมื่อเห็นตัวนางงดงามเหมือนคราวก่อนก็บันดาลโทสะขึ้นมา ทุบหม้อน้ำเงินนั้นเสียอีก แล้วกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์ พระเจ้ารถสิทธ์ก็ประทานหม้อน้ำทำด้วยหนังให้ใหม่ นางค่อมก็ไปยังสระ เกิดเหตุเช่นนั้นอีก แต่คราวนี้นางทุบหม้อนั้นเท่าไรก็ไม่แตกเพราะหม้อนั้นเป็นหนัง ส่วนนางสิบสองซึ่งอยู่บนต้นไทรแลเห็นนางค่อมทำดังนั้น ก็อดกลั้นหัวเราะไม่ได้ จึงพากันหัวเราะขึ้น นางค่อมได้ยินเสียงหัวเราะจึงเงยหน้าขึ้นไปดู แลเห็นนางสิบสองคนนั่งอยู่บนต้นไทรใหญ่ รีบกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์ให้ทราบ พระเจ้ารถสิทธ์ ได้ทอด พระเนตรเห็นนางสิบสองโปรดทรงสั่งให้นำวอมารับเข้าไปยัง พระราชวังทั้งสิบสองคน แล้วให้จัดการอภิเษกให้เป็นมเหสี

นางยักษ์ทราบว่า นางสิบสองได้เป็นมเหสีของพระเจ้ารถสิทธ์ผู้ครองเมืองกุตารนครก็มีความเคืองแค้นยิ่งนักจึงสำแดงฤทธิ์รีบไปยังเมืองกุตารนคร ครั้นถึงต้นไทรใหญ่ริมสระ นางจึงแปลงกายเป็นหญิงมนุษย์ มีรูปโฉมสะสวยยิ่งนัก มีรัศมีเปล่งปลั่งดังพระจันทร์เต็มดวง แล้วก็ขึ้นไปนั่งบนต้นไทร ครั้นนางค่อมไปตักน้ำที่สระนั้น แลเห็นรัศมีฉายลงเช่นก่อน แลดูขึ้นไปบนต้นไทรเห็นนางแปลงรูปงดงามเช่นนั้นก็รีบกลับไปกราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์ว่า มีนางเทพธิดามาสถิตอยู่บนต้นไทรนั้นอีกพระเจ้ารถสิทธ์ได้ทรงทราบ ก็รีบเสด็จไปพร้อมด้วยราชบริพารครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นนางมรูปโฉมงดงามยิ่งกว่านางสิบสองนั้นอีก ก็มีพระทัยยินดี ตรัสเรียกนางให้ลงมาข้างล่างแล้วตรัสถามเรื่องราวของนาง ฝ่ายนางสนธมารก็แกล้งทูลด้วยมารยาว่า เป็นหญิงพลัดบ้านเมืองมาและยังมิได้มีสามี ได้ทรงฟังก็ยินดียิ่งนัก มีรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดวอทองออกมารับนางเข้าไปยังพระราชวัง จัดการอภิเษกให้นางเป็นอัครมเหสี และโปรดปรานยิ่งกว่านางสิบสองนั้นอีก
นางสนธมารแกล้งทำเป็นไข้นอนครวญครางอยู่บนแท่นบรรทมนาง พระเจ้ารถสิทธ์ทรงพระวิตกมาก มีรับสั่งให้หาหมอมาตรวจอาการและรักษาโรคนางให้หายโดยเร็ว พวกหมอไม่อาจรักษาโรคนางให้หายได้ นางสนธมาร จึงแสร้งกราบทูลว่า "หม่อมฉันนี้เจ็บมาก จะเอาโอสถขนานใดๆ มารักษาคงไม่หาย ถ้าโปรดควักลูกตานางสิบสองเสียได้เมื่อไรแล้ว นั่นแหละจะหายได้เป็นแน่แท้" พระเจ้ารถสิทธ์ได้ทรงฟังดังนั้นก็ยิ่งสงสาร ด้วยความงวยงงหลงรักนางยักษ์เป็นกำลัง ก็ทรงยอมตามคำของนางสนธมาร ให้ควักลูกตาของนางสิบสองแต่นางสุดท้อง นางควักได้แต่ข้างเดียว พอนางควัก ลูกตานางสิบสองได้สมหวังแล้ว นางก็หายประชวรโดยเร็ว ทำให้พระสามีทรงยินดีเป็นล้นพ้น


นางสิบสองถูกขังอยู่ในอุโมงค์นั้นมีครรภ์ไปทุกนาง เมื่อครบกำหนดนางผู้พี่ทั้งสิบเอ็ดก็คลอดบุตรออกมาเป็นลำดับกัน แต่ด้วยความอดอยากเหลือที่จะทนทาน ทำให้เด็กที่คลอดมาตาย นางได้ฉีก..พเนื้อบุตรของตนออกแจกกันกิน เพื่อประทังความหิวไป วันละเล็กละน้อยดังนี้ตลอดมา ต่างประทังชีวิตอยู่ดัวย..พเนื้อบุตรดุจนางยักษ์มารด้วยกันทั้งนั้น ส่วนนางน้องสุดท้อง ตาบอดข้างเดียวมีความฉลาด และเมตตา ครั้นได้ส่วนแบ่ง..พเนื้อบุตรของนางผู้พี่เหล่านั้นแจกให้ ก็ไม่กิน เก็บไว้ ครั้นต่อมามิช้า นางผู้พี่ขอเนื้อบุตรของนางกิน นางก็เอาเนื้อบุตรของพี่ แจกให้พี่กินวันละเล็กละน้อย และนางอุตส่าห์ ถนอมเลี้ยงบุตรของนางจนเติบใหญ่ ให้ชื่อว่า "รถเสน" หรือ "พระรถ"
ครั้นพระรถเสนเจริญวัยขึ้นถามมารดาว่า "แม่จ๋า ห้องที่เราอยู่นี้เรียกว่าอะไร" มารดาตอบว่า "เขาเรียกว่าอุโมงค์ บิดาของเจ้าสั่งให้ขุดไว้ แล้วให้แม่กับพี่ของแม่ผู้เป็นป้าของเจ้ามาอยู่ในอุโมงค์นี้" พระรถเสนได้ฟังคำมารดาเล่าดังนั้น รู้สึกสงสารและเสียใจคิดว่าเป็นหน้าที่ของตนจะต้องหาเลี้ยงมารดาและป้า จึงเกิดมีความมานะพยายามหาหนทางเล็ดลอดออกจากประตูอุโมงค์จนได้ราวกับว่า มีแสงสว่างส่องให้เห็นทาง ต่อมาพระรถเสนเตร็ดเตร่ไปเที่ยวเล่นในที่ต่างๆ เห็นศาลแห่งหนึ่งมีคนนั่งอยู่เป็นกลุ่ม จึงเข้าไปใกล้ เห็นเด็กเลี้ยงโคอยู่ที่นั่นหลายคน ส่วนพวกเด็กเลี้ยงโคเหล่านั้น เห็นพระรถเสนแปลกหน้ามา ก็ชักชวนให้ไปเที่ยวเล่นด้วยกัน แล้วพาไปเที่ยวสังเวียนชนไก่ดูไก่ชนกันอย่างสนุกสนาน ในไม่ช้าก็เกิดท้าต่อรองกันขึ้นว่าไก่ตัวไหนจะแพ้ชนะ พระรถเสนจึงกล่าวท้าว่า "ถ้าเราแพ้พวกเจ้าเราจะให้ทองและแก้วเครื่องประดับ ถ้าพวกเจ้าแพ้เราเราจะขอข้าวห่อสิบสองห่อเท่านั้น" พวกเด็กเลี้ยงโคเหล่านั้นก็ตกลงรับต่อรองด้วย แต่ในที่สุดก็แพ้พระรถเสนต้องเสียข้าวห่อสิบสองห่อให้แก่พระรถเสนตามสัญญา เมื่อพระรถเสนได้ข้าวห่อแล้วก็นำไปมอบให้แก่มารดาที่อยู่ในอุโมงค์ แล้วกล่าวว่า "แม่จ๋าแม่จงเอาข้าวห่อเหล่านี้ไปรับประทาน และแจกให้แก่ป้าสิบเอ็ดคนนั้นด้วยเถิด" มารดาพระรถเสน ก็รับข้าวห่อไป เมื่อป้าเหล่านั้นได้รับข้าวห่อแล้วก็กินกันอิ่มหนำสำราญแล้วก็กล่าวขอบใจให้ศีลให้พรด้วยความปีติยินดี ตั้งแต่นั้นมาพระรถเสนก็เที่ยวเล่นต่อรองกับคนทั้งหลายนำข้าวห่อ มาเลี้ยงมารดาและป้าทั้งสิบเอ็ดคนเป็นนิตย์ทุกๆ วัน
พระรถเสนถามว่า "ตั้งแต่เราเกิดมาไม่เคยเห็นบิดาเลย ชื่ออะไร และอยู่ที่ไหน" มารดาตอบว่า "บิดาของลูกชื่อว่า พระรถสิทธ์ราช ครองเมืองกุตารนครนี้"
พระรถเสนอุตส่าห์เลี้ยงมารดาและป้าด้วยเที่ยวเล่นต่อรองกับคนทั้งหลาย จนมีชื่อเสียงลือชาปรากฏทั่วไป ความทราบถึงพระกรรณของพระจ้ารถสิทธ์ผู้เป็นพระราชบิดา พระองค์จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปนำ พระรถเสนกุมารเข้ามาเฝ้า แล้วตรัสว่า "เขาลือกันว่าเจ้ามีฝีมือในการเล่นต่างๆ เราอยากทดลองดู เจ้าจงมาเล่นสกากับเรา" พระรถเสนกุมารกราบทูลว่า "ถ้าข้าพระบาทแพ้พระองค์แล้ว จะยอมถวายตัวเป็นข้ารับใช้ ถ้าพระองค์แพ้ข้าพระบาทแล้ว ข้าพระบาทขอพระราชทานข้าวห่อสิบสองห่อเท่านั้น" พระเจ้ารถสิทธ์ทรงยอมรับทำสัญญาแล้วก็ทรงเล่นสกากับพระรถเสนกุมาร ทรงเล่นครั้งแรกแพ้ทรงแก้ ครั้งที่สองก็แพ้อีก พระองค์จึงพระราชทานข้าห่อแก่พระรถเสนกุมารสิบสองห่อตามสัญญา ฝ่ายรถเสนกุมารรับข้าวห่อมาแล้ว ก็ถวายบังคมลา พระเจ้ารถสิทธ์ กลับไปหามารดายังอุโมงค์ เอาข้าวห่อให้มารดา

วันหนึ่งจึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปพาตัวมาเฝ้าแล้วรับสั่งถามว่า "เจ้าชื่อไรเป็นลูกเต้าเหล่าใคร" พระรถเสนกุมารกราบทูลว่า "ข้าพระบาทชื่อว่า รถเสน มารดาข้าพระบาทกับป้าอีกสิบเอ็ดคนเป็นมเหสีของพระเจ้ารถสิทธ์" เมื่อพระเจ้ารถสิทธ์ได้ทรงฟังดังนั้นก็สะดุ้งพระองค์ทรงยินดีตรัสเรียกให้เข้ามานั่งใกล้พระองค์ ทรงสวมกอดและจุมพิตพระโอรส แล้วตรัสว่า "พ่อนี้คือบิดาของเจ้า" ในขณะนั้นนางยักษ์สนธมารนั่งก็ได้มีความหวาดกลัวว่า พระสามีคงจะรู้ความชั่วร้ายของตนด้วยกุมารนี้เป็นแน่แท้ นาง จึงแสร้งทำอุบายเป็นไข้ แต่หมอไม่อาจประกอบโอสถถวายให้โรคของนางทุเลาลงได้
ในที่สุดนางยักษ์สนธมารก็กราบทูลว่า "ยาที่จะรักษาโรคหม่อมฉันให้หายนั้นคือ“มะม่วงหาว มะนาวโห่” มีอยู่ที่เมืองคชปุรนคร ถ้าหม่อมฉันได้ยานั้นมากินแล้วโรคคงหายเป็นแน่แท้" "หม่อมฉันทราบอยู่ว่าไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่จะไปได้ นอกจากพระรถเสนกุมารผู้มีบุญบารมีมากผู้เดียวเท่านั้น ขอพระองค์จงรับสั่งให้พระรถเสนกุมารไปเถิดคงจะสำเร็จเป็นแน่แท้" พระเจ้ารถสิทธ์ก็รับสั่งให้พระรถเสนกุมารมาเข้าเฝ้า แล้วทรงชี้แจงเรื่องราวให้ทราบในที่สุดจึงตรัสว่า
"ลูกรักของพ่อ! เจ้าจงรับเอาสาไปเอายาที่เมืองคชปุรนครให้พ่อสักครั้งหนึ่งเถิด นอกจากเจ้าพ่อไม่เห็นใครที่จะรับอาสาได้แล้ว" พระรถเสนกุมารจึงกราบทูลว่า "หม่อมฉันได้ยินดีจะรับอาสา แต่เป็นห่วงมารดา และป้าผู้ต้องขังอยู่ในอุโมงค์ ถ้าไปเมืองไกลแล้ว ใครจะปฏิบัติมารดาและป้าเล่า" พระเจ้ารถสิทธ์จึงตรัสว่า "ข้อนั้นไม่เป็นไร เป็นภาระของพ่อเอง พ่อจะจัดให้คนดูแลแทนตัวเจ้าอย่าเป็นทุกข์เลย"
พระรถเสนกุมารรับคำนางสนธมารลากลับไปหามารดา เล่าความให้ทราบทุกประการแล้วก็กล่าวคำอำลามารดาและป้าทั้งหลายก็พากันร้องให้เป็นห่วงใย บ่นรำพันไปต่างๆ นานา จนพระรถเสนกุมารออกจากอุโมงค์ไป แล้วพระรถเสนกุมารก็ขึ้นเฝ้าพระราชบิดา ทูลลาเสร็จแล้วกลับมาผูกม้า และไปหานางสนธมารตามที่นางสั่งไว้ นางสนธมารก็เขียนหนังสือยื่นให้ พระรถเสนกุมารรับหนังสือเอาผูกคอม้า แล้วก็ขึ้นขี่ ไปจนถึงอาศรมพระฤาษี ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงเอนกายลงนอนในที่นั้น มิช้าก็เลยหลับไป



พระฤษี ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเดินไปมานึกสงสัยจึงออกมาจากอาศรมเดินที่ยวตรวจดู ครั้นแลไปเห็นม้าก็จึงประหลาดใจ เดินเข้าไปลูบหลังม้า มิช้าก็แลไปเห็นหนังสือที่ผูกคอม้านั้นอยู่ จึงหยิบมาคลี่ออกอ่านดู ในหนังสือนั้นมีว่า

"เจ้าเมรีลูกรักของแม่ แม่ได้ส่งลาภมาให้เจ้าคือรถเสนกุมารผู้ถือสารหนังสือนี้ ถ้ามาถึงกลางวันก็จงกินกลางวัน ถ้าถึงกลางคืนก็จงกินกลางคืนเถิด"

เมื่อพระฤาษีอ่านแล้วพิจารณาดูทราบว่าพระเจ้ารถสิทธ์ผู้ครองเมืองกุตารนครหลงรักนางสนธมาร แล้วให้ลูกของตัวไปเมืองยักษ์ โดยไม่รู้ว่ายักษ์จะกินลูกเสีย คิดจะช่วยพระรถเสนกุมารให้รอดพ้นอันตราย จึงแปลงสาสน์เสียใหม่ว่า "เจ้าเมรีลูกรักของแม่ แม่ได้ส่งลาภมาให้เจ้า คือรถเสนกุมารผู้ถือสารหนังสือนี้ ถ้ามาถึงกลางวันเจ้าจงรับกลางวัน ถ้าถึงกลางคืนให้รับกลางคืน เจ้าจงถนอมเจ้ารถเสนกุมารนี้อย่างผัวที่รักของเจ้าเถิด"

เมื่อพระฤาษีแปลงหนังสือนั้นเสร็จแล้ว จึงเอาผูกคอม้าไว้ดังเดิม แล้วก็เดินเข้าไปปลุกพระรถเสนกุมารให้ตื่นขึ้น แล้วลาพระฤาษี และขี่ม้าถึงแดนเมืองยักษ์ ฝ่ายพวกพลยักษ์ทั้งหลายซึ่งเที่ยวตรวจตราอยู่ และเห็นพระรถเสนกุมารขี่ม้ามาต่างก็ดีใจ พากันวิ่งตรงเข้าไปหวังจะจับกินเสียครั้นพาชีเห็นดังนั้นก็แผดเสียงสนั่น พวกพลยักษ์ก็พากันตกตะลึงอยู่ทันใดนั้นพระรถเสนกุมารจึงแก้หนังสือที่ผูกคอม้านั้นขว้างไปพวกเสนายักษ์รีบเก็บเอาหนังสือนั้นคลี่ออกอ่านดูรู้ความแล้วก็เชิญพระรถเสนกุมารให้เข้าเมือง พามาพัก ณ ที่อันสมควรแล้วไปแจ้งแก่นางเมรีให้ทราบ






นางเมรี มีความยินดียิ่งนัก รีบออกมาต้อนรับโดยเร็ว ครั้นนางได้และเห็นพระรถเสนกุมาร ให้เกิดความรักใคร่เป็นกำลัง จึงเชิญให้เสด็จไปพักบนปราสาทแล้วให้จัดอาหารและผลไม้ที่มีรสโอชาให้เสวย ส่วนนางยักษ์ที่เป็นบริวารของนางเมรีก็มานั่งห้อมล้อมพระรถเสนกุมารอยู่ดาดาษดุจดาวล้อมเดือนฉะนั้น ครั้นแล้วนางเมรีสั่งให้ยักษ์ผู้เป็นเสนาบดีตกแต่งพระนครให้งดงาม แล้วนางก็ให้จัดการอภิเษกพระรถเสนกุมารให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และอภิเษกนางเป็นมเหสี ครอบครองราชสมบัติในคชปุระนครโดยความผาสุกสำราญต่อมา

พระรถคิดถึงมารดาอยากกลับพระนคร แสร้งทำเป็นประชวร ไม่เสด็จออกขุนนางเช่นเคย ฝ่ายนางเมรีพร้อมด้วยนางสนมทั้งหลายต่างมีใจทุกข์ร้อนเฝ้าพยาบาลพระรถเสนอยู่ในปราสาท พระองค์ก็ยังบรรทมซึมเซาอยู่บนพระแท่นเช่นเดิมหาได้มีพระอาการเป็นสุขสบายขึ้นไม่ ในที่สุดนางเมรีจึงกราบทูลแนะนำว่า " พระองค์ควรจะเสด็จประพาสสวนอุทยานเสียบาง คงจะทรงพระสำราญขึ้น"
อำมาตย์จัดวอพระที่นั่งสำหรับเสด็จประพาสสวนอุทยาน แล้วเสด็จไปพร้อมด้วยนางเมรีและนางสนมทั้งหลาย ครั้นถึงสวนอุทยานแล้วทรงดำเนินชมนก ชมไม้ เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็ตรัสชวนนางเมรีและนางสนมทั้งหลายกลับพระนคร ขึ้นประทับบนปราสาทครั้นถึงเวลาค่ำพระองค์มีรับสั่งให้นางเมรีนำดนตรีมาประโคม และฟ้อนรำขับร้องถวายแล้ว พระองค์เสวยพระกระยาหารพร้อมด้วยนางเมรี โปรดให้นางเมรีดื่มสุรา ส่วนพระองค์ทรงแสร้งทำเป็นว่าเสวยสุรากับนาง แต่ที่จริงหาได้เสวยไม่ เมื่อนางเมรีดื่มสุราแล้วก็มีอาการมึนเมาหาสติมิได้

พระรถพระเนตรดูสิ่งของต่างๆ ในปราสาทนั้น ทรงพบห่อของห่อหนึ่งรีบสั่งถามว่า "นี่ห่ออะไร แม่เมรี" นางเมรีทูลโดยไม่มีสติว่า "ห่อลูกตาของนางสิบสอง" แล้วชี้ห่อยาหลายห่อให้ทอดพระเนตรอธิบายสรรพคุณของยาห่อนั้นๆ ว่า "ยาห่อนี้เป็นยาทิพย์สำหรับรักษาตา คือเอาลูกตาในห่อนั้นใส่ลงที่ตา แล้วเอายานี้หยอดตาจะดีดังเก่า ยานี้ถ้าโปรยลงไปจะเกิดเป็นภูเขาขึ้น ยาห่อนี้จะเกิดเป็นป่า ห่อนี้จะเกิดเป็นลม ห่อนี้จะเกิดเป็นไฟ ห่อนี้จะเกิดเป็นฝน ห่อนี้จะเกิดเป็นเมฆ และห่อนี้จะบันดาลให้เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่" พระรถเสนได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงยินดียิ่งนัก พลางดำริว่า "ถ้าเราได้ยาเหล่านี้ไป เราคงจะได้กลับไปเห็นหน้าแม่เราเป็นแน่นอน " พอนางเมรีหลับแล้วพระองค์ก็หยิบเอาห่อลูกตาและห่อยาเหล่านั้นซ่อนมาขึ้นม้ารีบหนีไปในเวลากลางคืน


นางเมรีไม่เห็นพระรถเสนก็ตกใจเที่ยวค้นหาจนทั่วปราสาทไม่พบ ก็รู้แน่ว่าพระองค์หนีไป นางก็ทรงกันแสง ทรงสั่งให้เกณฑ์รี้พลรีบยกออกติดตามพระสามี ในมิช้านางก็ไปทัน พระรถเสนเห็นนางตามมาใกล้ จึงหยิบเอายาห่อหนึ่งโปรยลง ก็บังเกิดเป็นภูเขาขวางหน้ากองทัพไว้ นางเห็นดังนั้นก็หยุดะงัก แล้วยกพลพยายามตามต่ออีก พระรถเสนก็หยิบเอายาห่ออื่นๆ โปรยลงไปทีละห่อ บังเกิดเป็นเครื่องกีดกั้นต่างๆ ตามที่นางบอกไว้ จนถึงห่อยาที่สุดก็เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่ นางอุตส่าห์พยายามติดตามไปจนถึงแม่น้ำใหญ่นั้น นางหยุดแลดูพระรถเสนประทับอยู่ฝั่งโน้น กันแสงพลางกราบทูลว่า "พระสามีที่รักเจ้าข้า!
เสียแรงที่หม่อมฉันสวามิภักดิ์รักใคร่พระองค์เป็นหนักหนาพระองค์ช่างไม่ทรงกรุณาหม่อมฉันบ้างเลย ถ้าหม่อมฉันไม่ได้ไปกับพระองค์แล้ว หม่อมฉันจะขอตายอยู่ที่นี่" แล้วนางก็ทรงกันแสงรำพันทูลพระสามีด้วยประการต่างๆ แต่ก็หาได้รับตอบจากพระสามีไม่ ในที่สุดนางจึงยกหัตถ์ขึ้นตั้งสัจอธิษฐานว่า "ข้าพเจ้าเกิดชาติใดๆ ขอให้ได้อยู่ร่วมกับพระรถเสนทุกชาติไป" พระรถเสนหยุดฟังนางรำพันอยู่ฝั่งโน้น ก็บังเกิดความสงสารนาง ทรงกันแสงอาลัยถึงนาง แต่อุตส่าห์อดกลั้น อยู่ด้วยความกตัญญูในพระมารดา เมื่อเห็นนางเงียบเสียงแล้วจึงตรัสตอบไปว่า "น้องที่รักของพี่! น้องมีคุณแก่พี่มากมายเหลือจะขอบคุณน้องได้ แต่เป็นการจำเป็นที่พี่จะต้องไปสนองคุณพระบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของพี่เสียก่อน น้องอย่าคิดเป็นอย่างอื่นไปเลยทำไมพี่จะไม่รักน้องจำต้องขอลาน้องไปก่อน หวังว่าภายหน้าเราคงจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันต่อไป" ตรัสเท่านั้นแล้วก็ขี่พาชีรีบเสด็จไปจนถึงเมืองกุตารนคร เมื่อนางเมรีเห็นพระรถเสนลับพระเนตรไปแล้วก็ทรงกันแสงเสียพระทัยจนสิ้นชีพอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้นเอง








นางยักษ์เห็นพระรถกลับมาอย่างปลอดภัยก็มีความเสียใจเป็นกำลัง จนใจนางแตกเป็นเจ็ดภาค สิ้นชีวิตอยู่บนปราสาทของนางนั้นเอง ฝ่ายพระรถเสนครั้นมาถึงเมือง ก็รีบเข้าไปหาพระมารดาและป้าในอุโมงค์เอาลูกตาและยาใส่ตามารดาและป้าทั้งสิบเอ็ดคนนั้นเสร็จแล้ว ตาของมารดาและป้าทั้งหลายก็กลับคืนดีเป็นปกติดังเดิม แล้วพระองค์ก็พามารดาและป้าทั้งหลายนั้นขึ้นเฝ้าพระราชบิดา เมื่อพระองค์พามารดาและป้าทั้งหลายนั้นขึ้นเฝ้าพระราชบิดา เมื่อพระรถสิทธ์เห็นพระรถเสนกลับมาและพามารดาและป้าทั้งหลายมาด้วยดังนั้น ก็ประหลาดพระทัยยิ่งนัก ครั้นได้ทรงฟังพระรถเสนทูลเรื่องยักษ์สนธมารซึ่งจำแลงมาเป็นหญิงมนุษย์ และทำอุบายควักลูกตามเหสีของพระองค์เสีย ตลอดจนพระรถเสนไปได้ลูกตามาจากเมืองยักษ์และเอามาใส่ให้มเหสีดีดังเก่า จนถึงพากันมาเฝ้าพระองค์โดยถี่ถ้วนทุกประการแล้ว พระองค์ก็ทรงสงสารพระมเหสีเป็นกำลัง ทรงพระกันแสงพลางตรัสขอโทษพระมเหสีสิบสององค์และกริ้วนางสนธมารยิ่งนักจนภายหลังเมื่อได้ทรงทราบว่านางสนธมารตายเสียแล้วจึงสงบพระพิโรธ กลับทรงโสมนัสยินดี ตั้งให้นางสิบสองนั้นเป็นมเหสีของพระองค์ดังเดิม



 
11 ท่าน ที่ขอบคุณ auddy228
 




Custom Search


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:12 PM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นฯลฯ (ไม่สนับสนุนการคัดลอกข้อมูลมาจากที่อื่น) การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ใช่ต้นฉบับฯ ต้องอ้างอิงที่มาให้ชัดเจน