Way of life > ห้องสมุดบ้านมหา > คลังความรู้ > ประวัติศาสตร์

 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
07-18-2009, 02:16 PM   #1 (permalink)
Maximum learning
ศิลปิน นักเขียน
 
 
วันนี้ในอดีต วันที่ 19 กรกฎาคม



วันนี้ในอดีต วันที่ 19 กรกฎาคม



พ.ศ. 2357 วันเกิดของ แซมมวล โคลท์ นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ประดิษฐ์อาวุธปืนพกที่ใช้บรรจุกระสุนได้ครั้งละหลายๆนัด เพื่อให้ยิงได่เร็วขึ้น ที่เรียกกันว่าลูกโม่

พ.ศ. 2445 ไทยประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ เป็นครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พ.ศ. 2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพิธีหมั้นกับ ม.ร.ว. หญิง สิริกิต์ กิติยากร

พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสอังกฤษ เป็นเวลา 3 วัน




??


พ.ศ. 2492
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
ทรงประกอบพิธีหมั้นกับ ม.ร.ว. หญิง สิริกิต์ กิติยากร














ย้อนกลับไป 56 ปีก่อน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2492 ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีงานเลี้ยงรับรองเล็กๆ ที่อบอุ่นเกิดขึ้น นอกจากจะเป็นวันครบรอบวันเกิด 17 ปี ของหม่อมราชวงส์สิริกิติ์ กิติยากร แล้ว ยังเป็นวันสำคัญ ที่น่าปลื้มปิติสำหรับคนไทยทุกคน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศข่าวทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร ให้คนไทยได้รับรู้

วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสพระราชทานตามโบรารณราชประเพณี ณ วังสระปทุม ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกสีหบัญชรเป็นครั้งแรก ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท

ครั้งนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเห็นประชาชนล้นหลามสุดสายพระเนตร ทำให้ทรงอบอุ่นตื่นตันพระราชหฤทัย แม้ จะทรงพระชนม์น้อย แต่ก็ทรงมีความเข้มแข็ง และมั่นพระทัยในพลังของประชาชน พร้อมกับทรงตั้งพระปณิทานจะทรงร่วมรอยพระยุคล บาทแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงร่วมรับทุกข์และสุขของประชาชนเท่ากับทุกข์และสุขของพระองค์เอง

จนวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปฏิบัติสมดังพระราชหฤทัยเคียงพระวรกายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรง แบ่งเบาพระราชภาระทั้งปวงในการขจัดทุกข์บำรุงสุขพสกนิกรชาวไทยทั้งแผ่นดินมาแล้วถึง 56 ปีแล้ว

ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เดิมมีฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระนาม ? สิริกิติ์ ? พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯพระราชทาน มีความหมายว่า ? ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร ? เป็นพระธิดาองค์ ใหญ่ของหม่อมเจ้า นักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ที่มีพี่ชายสองคน และน้องสาวหนึ่งคนตามลำดับ คือ หม่อม ราชวงศ์กัลยาณกิติ์ หม่อมราชวงศ์อดุลยกิติ์ และหม่อมราชวงศ์บุษบา สธนพงษ์

ในวัยเด็กอยู่ในความดูแลของเจ้าคุณตา เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) และคุณยาย คุณบาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งต่อมาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นคุณท้าววนิดาพิจาริณี ผู้เคยถวายงานในฐานะนางพระกำนัลในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

เนื่องจากหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เจริญวัยในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้รับการปลูกฝังให้ใช้ชีวิตอย่าง เรียบง่าย สมถะ แต่ก็โปรดการเล่นเปียโนมาก จนเมื่อสงครามสิ้นสุดลง และหม่อมเจ้านักขัตรมงคลได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตประจำสำนักเซนต์เจมส์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จึงติดตามคุณพ่อไปอยู่ที่นั่น และเมื่อคุณพ่อย้ายไปดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำประเทศเดนมาร์กและฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จึงย้ายตาม และเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยดนตรีในกรุงปารีส

ทรงพบกันครั้งแรก
ปีพุทธศักราช 2492 ขณะที่หม่อมเจ้านักขัตรมงคลรับราชการในฐานะเอกอัครราชทูตนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งยังทรงดำรง พระราชอิสริยยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุยเดช ได้เสด็จจากเมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มายังชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงได้มาเฝ้ารับเสด็จ

ในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนีมีรับสั่งให้พระราชโอรสทอดพระเนตรหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรด้วยว่าสวยน่ารักไหม ท่านผู้หญิงเกน หลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนเล่าใน ? บันทึก เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ? ว่า หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ไม่ไช่ใครอื่น เป็นหลายแท้ๆของสมเด็จย่า และเป็นคนดี หม่อมหลวงบัวก็เป็นลูกสาวเจ้าพระยาวงศาฯ ซึ่งเป็นคนดี ซื้อตรง และยังทรงกำชับว่า ถึงปารีสแล้วโทรฯบอกแม่ด้วย

ท่านผู้หญิงเกนหลงทรงเล่าในบันทึกต่อมาว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯถึงปารีสแล้ว จึงโทรศัพท์ตอบคำถามพระราชชนนีว่า ? เห็นแล้วน่ารักมาก ?

ทรงจับมืออยู่นาน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เยือนปารีสอีกเพื่อทอดพระเนตรรถยนต์ และทรงเริ่มคุ้นเคยกับครอบครัวของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล พร้อมกับทรงต้องพระราชอัธยาศัยของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ในด้านดนตรีด้วย คราวหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่นอกเมืองโลซาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครอบครัวหม่อมเจ้านักขัตรมงคลเข้าเฝ้าฯ ณ โรงพยาบาล

? ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุ ก็มีรับสังให้ครอบครัวเราเข้าเฝ้า เพราะทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเนตรและพระ เศียร คุณแม่ก็เข้าไปก่อน ตอนเข้าเฝ้าฯ ก็ให้จับพระหัตถ์ท่านแล้วบอกชื่อ พอถึงสมเด็จฯ ท่านก็ทูลว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เพคะ พระ เจ้าอยู่หัวท่านทรงจับมืออยู่นานพอสมควรเลย.. ? ท่านผู้หญิงบุษบา สธนพงษ์ เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในหนังสือ ? ด้วยพลังแห่งรัก ?

ต่อมาสมเด็จพระราชชนนี ทรงขอให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มาศึกษาที่ประเทศสิสเซอร์แลนด์ โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเป็นผู้ปกครอง และเป็นธุระให้เข้าศึกษาที่โรงเรียนประจำซึ่งสอนวิชากุลสตรี และอยู่ใกล้ตำหนักในเมืองโลซาน

ทรงหมั้นเงียบๆ
นับ จากวันที่ทรงพบกันครั้งแรก และทรงเริ่มมีความคุ้นเคยกัน ในวันที่ 19 กรกฏาคม พุทธศักราช 2492 สมเด็จพระราชชนนีได้รับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต่อหม่อมเจ้านักขัตมงคล โดยพิธีหมั้นได้จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่โรงแรมวินด์เซอร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระธำมรงค์เป็นของหมั้นต่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งเป็นพระธำรงค์องค์เดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมอบต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี

จนวันที่ 12 สิงหาคม ปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบในงานเลี้ยงอันเรียบง่าย ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ข่าวอันเป็นสิริมงคลนี้ ทำให้คนไทยเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ประหนึ่งดังแสงสว่างที่ส่องสู่หัวใจทุกดวง ท่ามกลางข่าวอันน่าเศร้าสลดที่จะทรงมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช 2493

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
วันที่ 25 เมษายน พุทธศักราช 2493 สมเด็จพระสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระราชทานตามแบบโบราณราชประเพณี ณ วังสระปทุม และทรงประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรเป็น ? สมเด็จพระราชินี สิริกิติ์ ? พร้อมรับพระราชทานสายสะพายขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์

จากนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จออก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ประทับคู่กันเหนือพระราชอาสน์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร และในวันรุ่งขึ้น เสด็จเป็นการส่วนพระองค์โดยรถไฟไปประทับพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 3 วัน ตามโบราณราชประเพณี โดยโปรดเกล้าฯให้มีผู้ตามเสด็จน้อยมาก ตลอดระยะทางมีประชาชนมากมายต่างพากันมาเฝ้า อย่างเนืองแน่น ทุกดวงหน้าล้วนเบิกบานแจ่มใส

ทรงร่วมครองแผ่นดินโดยธรรม
วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 เป็นวันบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติพระ ราชกรณียกิจปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรม มีพระราชดำรัสว่า ? เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่ง มหาชนชาวสยาม ? และทรงได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอลุยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมราชบพิตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จ พระราชินีให้ดำรงราชฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี วันที่ 7 พฤษภาคม ปีเดียวกัน ทั้งสองพระองค์เสด็จออก สีหบัญชร ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท เพื่อให้พสกนิกรได้เฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี ไม่เพียงเท่านั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ยังทรงตระหนักถึงภารกิจอันหนักหนาในการแบ่งเบาพระราชภาระกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย











ที่มาข้อมูล :
นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2549 เรียบเรียงโดย นัชพร ศิริรังษี



..



พ.ศ. 2357 วันเกิดของ แซมมวล โคลท์ นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ประดิษฐ์อาวุธปืนพกที่ใช้บรรจุกระสุนได้ครั้งละหลายๆนัด เพื่อให้ยิงได่เร็วขึ้น ที่เรียกกันว่าลูกโม่














แซมมวล โคลท์ ...............เป็นผู้ก่อตั้ง บ.Colt ครับ และเป็นผู้คิดค้นปืนพกลูกโม่ โดยมีแรงบันดาลใจจากพังงาเรือ........ปืนลูกโม่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ แซมมวล โคลท์ คือ Colt Single Action Army (SAA) ขนาด .45 Colt ...............ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพสหรัฐ...............ในยุคปราบอินเดียนแดง จนราบคาบ ..............แซมมวล โคลท์ จึงนำสัญญลักษณ์ ลูกม้าตัวผู้ หักหอกอินเดียนแดงมาเป็นเครื่องหมายการค้าของ Colt


จอห์น โมเสส บราวนิ่ง..................เป็นวิศวกรลูกจ้าง บ.Colt เป็นผู้ออกแบบกระสุน .45 ACP ซึ่งดัดแปลงจากกระสุน .45 Colt ...............เพื่อใช้กับปืนพกขนาด .45 ACP แบบ M1911 และได้รับเข้าประจำการในกองทัพสหรัฐฯในปี 1911 ...................และเป็นผู้ออกแบบปืนและกระสุนอีกมากมาย เช่น .38 super .380 ACP 6.35 .50 BMG ...............ปืน Browning Hipower ปืน 9 มม. ลูกดกใช้แม๊กกาซีนสองแถวกระบอกแรกของโลก .....ปืนกล .30 M1919 ปืนกล .50 BMG M1 M2 ฯลฯ...............


ทั้งสองคน เกิดคนละยุค........แต่เกี่ยวพันกับ บ. Colt

น่าจะเรียกว่าเป็นนักออกแบบอาวุธปืนและกระสุนอิสระมากกว่า

ลองดูผลงาน..........

Firearms

Colt.M1895 Colt-Browning machine gun
Colt Model 1897
FN Browning M1899/M1900
Colt Model 1900
Colt Model 1902
Colt Model 1903 Pocket Hammer (.38 ACP)
Colt Model 1903 Pocket Hammerless (.32 ACP)
Colt Model 1905, the first .45 ACP
Remington Model 8 (1906), a long recoil semi-automatic rifle
Colt Model 1908 Vest Pocket (.25 ACP)
Colt Model 1908 Pocket Hammerless (.380 ACP)
FN Model 1910
U.S. Model 1911, the first .45 ACP military handgun
Winchester Model 1886 lever-action repeating rifle
Winchester Model 1887 lever-action repeating shotgun
Winchester Model 1890 slide-action repeating rifle (.22)
Winchester Model 1892 lever-action repeating rifle
Winchester Model 1894 lever-action repeating rifle
Winchester Model 1895 lever-action repeating rifle
Winchester Model 1897 pump-action repeating shotgun
Browning Auto-5 long recoil semi-automatic shotgun
U.S. Model 1917 water-cooled machine gun
Model 1919 air-cooled machine gun
Browning Automatic Rifle (BAR) of 1917
Browning M2 .50-caliber heavy machine gun of 1921

Cartridges

.25 ACP
.32 ACP
.38 ACP
9mm Browning Long
.380 ACP
.45 ACP
.50 BMG



?



พ.ศ. 2445 ไทยประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ เป็นครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5



การปกครองคณะสงฆ์ไทยสมัยต่างๆ

๑.การปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล
การปกครองระยะต้นๆพระพุทธเจ้าทรงกระทาด้วยพระองค์เองทุกอย่าง พอระยะต่อมาให้พระสาวกช่วยกระทาบ้างเป็นการแบ่งเบาภาระและฝึกหมู่สาวก เพื่อที่จะรับช่วงงานจากพระองค์ครั้นต่อมาตอนใกล้ปรินิพพานทรงมอบความเป็นใหญ่ให้หมู่พระสงฆ์สาวก ส่วนพระองค์ก็ทรงดูแลทั่วไปและทางานด้านการสอนอย่างเดียวเป็นทานอง ?บิดาอบรมบุตรธิดาให้รู้จักการงาน? บั้นปลายชีวิตก็มอบทรัพย์สมบัติให้

๒.ตอนหลังสมัยพุทธกาล
คณะสงฆ์แตกแยกออกเป็นหลายคณะ พระพุทธเจ้าทรงแนะนาหลักการป้องกันการวิวาทไว้เช่นหลักแห่งสามัคคีธรรม และหลักแห่งการระงับอธิกรณ์ของสงฆ์เป็นต้น หลักแห่งการป้องกันความแตกแยกนั้น พระองค์ทรงแนะไว้๔ ประการคือ
๑. ให้มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรมในเพื่อนบรรพชิตทั้งที่ลับและที่แจ้งทั้งต่อหน้าและลับหลัง
๒.ให้มีความโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อต่อกันไม่ตระหนี่ในปัจจัย๔ แบ่งปันกันใช้ตามที่มี
๓. ให้มีความเสมอกันโดยศีล
๔.ให้มีความเสมอกันโดยทิฏฐิ

๓.การปกครองคณะสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัย
".....พ่อขุนรามคาแหงกระทาโอยทาน แก้มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตรหลวก(รู้)กว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคนลูกแต่เมืองสีธรรมราชมา.........." เป็นต้น
พระพุทธศาสนาสมัยสุโขทัย เป็นนิกายมหายาน เพราะสืบทอดมาจากสมัยขอมมีอานาจ ครั้นถึงสมัยพ่อขุนรามคาแหงพระองค์ขยายอานาจไปทางใต้ทรงเลื่อมใสในพระเถระนิกายเถรวาท ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกาจึงทรงอาราธนาพระเถระจากเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อมาปรับปรุงพุทธศาสนาและพระ สงฆ์ในสุโขทัยเมื่อคณะสงฆ์ทางใต้ขึ้นไปปรับปรุง คณะสงฆ์สุโขทัยจึงหันกลับมาถือนิกายหินยาน หรือเถรวาทมากขึ้น

คณะสงฆ์สุโขทัยแบ่งออกเป็น๒ คณะใหญ่ๆ คือ
๑. คามวาสี(นิกายเดิม)เป็นพระที่มีอารามอยู่ใกล้บ้านใกล้เมืองหรืออยู่ในบ้านในเมือง เล่าเรียนคันถธุระ(ศึกษาพระไตรปิฎก)
๒. อรัญญวาสีมาจากลังกาทางลังกานิยมเรียกคณะนี้ว่า"วนวาสี" แปลว่า "ผู้อยู่ป่า" ปรากฏในศิลาจารึกว่าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งครองกรุงสุโขทัย
ทรงจัดให้พระมหาสวามีสังฆราชที่มาจากลังกาอยู่ในอรัญญิกประเทศคือ อัมพวันวนารามวัดสวนมะม่วงนอกพระนครเป็นพระอยู่ในอารามป่า เล่าเรียนวิปัสสนา

ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์
๑.การปกครองคณะสงฆ์มิได้แบ่งการปกครอง เป็นการปกครองร่วมกันบังคับบัญชาตามลาดับชั้น
๒. พระสังฆราช เป็นตาแหน่งสูงสุดของการปกครองคณะสงฆ์
๓. "ปู่"คงจะเป็นตาแหน่งรองจากสังฆราช(ปัจจุบันเรียกว่าพระครู)
๔. "มหาเถระ" คงได้แก่พระผู้มีพรรษาผู้คงแก่เรียนรู้ธรรมวินัยทั่วไป แต่มิใช่ตาแหน่งที่กษัตริย์แต่งตั้ง อาจจะมีตาแหน่งทางการปกครองเป็นเจ้าคณะหมู่หมวดหรือสมภารวัดก็ได้
๕.สมัยสุโขทัยตอนปลายได้มีประเพณีพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์คงรับมาจากลังกา
๖. ในสมัยสุโทัยบางครั้งเรียก"คณะคามวาสี"ว่าฝ่ายขวา"คณะอรัญญวาสี" ว่า ฝ่ายซ้ายแต่ชื่อคณะคามวาสีและคณะอรัญญวาสีคงมีใช้ต่อมาจนถึงสมัยอยุธยา
เข้าใจว่า"ตาแหน่งสังฆราช" กับ"ปู่ครู" เป็นสมณศักดิ์ในสมัยนั้น สุโขทัยมีสังฆราชหลายพระองค์แต่การปกครองไม่มีเอกภาพเหมือนกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะหัวเมืองใหญ่ที่เป็นประเทศราชเจ้าเมืองก็ตั้งสังฆราชเป็นประมุขในแต่ละ เมืองเป็นประมุขในสมัยหลังปรากฏเรียกตาแหน่งพระเถระเจ้าคณะเมืองว่า "สังฆราชา" อยู่หลายแห่งสังฆราชจึงมิใช่มีองค์เดียวส่วนปู่ครูนั้น เมืองใหญ่ๆอาจมีหลายองค์ถ้าเมืองเล็กมีองค์เดียวขึ้นตรงต่อสังฆราช

๔.การปกครองคณะสงฆ์สมัยอยุธยา
ยังคงถือแบบอย่างสุโขทัยแต่เพิ่มขึ้นมาอีกคณะคือ"คณะป่าแก้ว" สืบเนื่องจากตามตานานโยนกกล่าวว่าเมื่อพ.ศ.๑๙๖๕ พระเถระชาวเชียงใหม่๗ รูป พระเถระชาวอยุธยา ๒ รูปและพระเถระชาวเขมร๑ รูป เดินทางไปลังกาและได้บวชแปลงเป็นสิงหลนิกายในสีมาน้าแม่น้ากัลยาณีในสานักพระวันรัตนมหาเถระ เมื่อบวชใหม่แล้วก็ปฏิบัติอยู่ในลังกานานหลายปีจึงเดินทางกลับ ขากลับนิมนต์พระเถรชาวลังการมาด้วย ๒ รูปเมื่อถึงอยุธยาแล้วก็แยกย้ายกันไปเผยแผ่ตั้งนิกายขึ้นมาใหม่เรียกว่า "ป่าแก้ว" (วนรัตน= ป่าแก้ว)คณะนี้ยังปรากฏที่นครศรีธรรมราชและพัทลุง เช่นวัดเขียนคณะป่าแก้วเป็นต้นคณะนี้ปฏิบัติเคร่ง ประชาชนจึงสนับสนุนมาก

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา(พิมพ์พ.ศ.๒๔๕๕)ว่า ".....มูลเหตุแห่งการแยกคณะสงฆ์
ออกเป็น ๒ เกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชราวพ.ศ.๒๔๒๗ พระองค์ทรงระลึกถึงพระมหาเถรคันฉ่อง(ชาวมอญ)จึงโปรดให้เป็นสังฆราชครองวัดมหาธาตุมีพระทินนามว่า สมเด็จพระอริยวงศญาณฯ ครั้งนั้นคณะสงฆ์แยกเป็ย ๒ คณะ คือคณะเหนือให้ขึ้นต่อสมเด็จพระอริยวงศญาณฯคณะใต้ขึ้นต่อสมเด็จพระวันรัตน์ (สังฆราชาเดิมคือ คณะป่าแก้ว) ผู้รู้เห็นว่า พระมหาเถรคันฉ่อง เป็นพระมอญแม้จะมีความดีมากแต่คงไม้ได้เป็นใหญ่ถึงขั้นสังฆราชอาจปกครองเฉพาะพระชาวมอญเท่านั้น คณสงฆ์นั้นสันิษฐานว่าน่าจะแบ่งออกเป็น ๓ คณะ คือ

๑. คณะคามวาสีฝ่ายขวา
๒.คณะอรัญวาสี
๓.คณะคามวาสีฝ่ายซ้าย

ลักษณะการปกครองของคณะสงฆ์
๑. สมณศักดิ์ในสมัยอยุธยาเพิ่มเป็น๓ ขั้น คือสังฆราช กับ พระครูยังเอาแบบสุโขทัย เพิ่มตาแหน่งสมเด็จพระสังฆราชบังคับบัญชาคณะสงฆ์ทั่วอาณาจักร แบ่งการปกครองดังนี้
๑.๑ สมเด็จพระสังฆราชว่าการทั่วราชอาณาจักร
๑.๒ พระสังฆราชว่าการหัวเมืองใหญ่ๆ
๑.๓ พระครู ว่าการหัวเมืองเล็กหรือในราชธานี
ต่อมาจึงยกพระครูให้สูงเท่ากับพระสังฆราชหัวเมือง ที่เราเรียกว่า" พระราชาคณะ" อยู่ทุกวันนี้
๒. ค าว่า "สมเด็จ" เป็นภาษาเขมรที่นามาใช้ต าแหน่งสมเด็จในสมัยพระนารายณ์มหาราช ปรากฏในหนังสือของลาลูแบร์ เรื่องเมืองไทย" ว่า พระวันรัตน์เป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มหาสังฆปรินายกปกครองคณะสงฆ์ทั้งปวงแต่ในหนังสือเก่าๆ มีชื่อ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายคามวาสีส่วนสมเด็จพระวันรัตน์เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสีรูปใดมีพรรษามากรูปนั้นก็เป็นสมเด็จพระสังฆราช

๕.การปกครองพระสงฆ์ในสมัยกรุงธนบุรี
อาณาจักรสมัยกรุงธนบุรีตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะถูกพม่าท าลายหลังจากพระเจ้ากรุงธนบุรีรวบรวมอ านาจได้แล้ว ก็มิได้ปรากฏว่าได้พระราชาคณะครั้งกรุงเก่ามาเป็นประมุขสงฆ์พระที่มาเป็นสังฆราชก็เป็นเพียงพระอาจารย์ดี วัดประดู่องค์ที่ ๒ คือ พระอาจารย์ศรีวัดพน้ญเชิง ซึ่งมิใช่พระราชาคณะ รูปที่ ๓พระสังฆราชชื่นซึ่งคงเป็นพระที่ทรงสมณะเก่าสมัยกรุงอยุธยาพระเจ้ากรุงธนบุรีได้เชิญมาจากเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก เดิมคงเป็นพระครูสุธรรมธีรราชมหามุนีเจ้าคณะเมืองระยอง แต่ภายหลัง ในรัชกาลที่ ๑ถูกลดยศลงจากพระสังฆราชลงมาเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี ว่าที่พระวันรัตน์

สรุป การปกครองสงฆ์ยุคนี้เอาแบบอย่างมาจากอยุธยา และในตอนกลางรัชกาลการคณะสงฆ์เจริญมาก แต่ตามพงศาวดารกล่าวว่า ในตอนปลายรัชกาลก็เสื่อมลงเพราะพระเจ้ากรุงธนบุรีสาคัญผิดไปแต่ก็นับว่าพระองค์ก็ทรงได้กอบกู้ฐานะพระสงฆ์ไว้เท่าๆกับการกอบกู้เอกราชของชาติไว้นั้นเอง

๖.การปกครองคณะสงฆ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
๖.๑รัชกาลที่ ๑ทรงปรับปรุงคณะสงฆ์พอสรุปได้ดังนี้
๑) ให้พระภิกษุบางรูปลาสิกขาเพราะทรงปฏิบัติไม่เหมาะในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและโปรดเกล้าให้ตั้งแต่งใหม่หมด สมเด็จพระสังฆราช(ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ซึ่งถูกถอดยศในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพรสังฆราชอีกนับว่าเป็นสังฆราชองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

๒) รัชกาลที่ ๑ ได้ออกกฏหมายสงฆ์ เพิ่มขึ้นจากวินัยสงฆ์อีกด้วยกฏหมายที่ออกมามี ๑๐ ฉบับ ฉบับแรกเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ ฉบับสุดท้ายเมื่อ พ.ศ.๒๓๔๔ นับเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ออกกฏหมายคณะสงฆ์เนื่องจากอยู่ระหว่างการฟื้นฟูบ้านเมืองและเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

๓) สมณศักดิ์ของพระสงฆ์แบ่งออกเป็น๒ อันดับ คือ พระราชาคณะผู้ใหญ่และพระราชาคณะสามัญ พระราชาคณะผู้ใหญ่กาหนดไว้ ๔ ชั้น คือ

๓.๑สมเด็จพระสังฆราช ซ้าย-ขวาได้แก่สมเด็จพระอริยวงศ์และสมเด็จพระวันรัตน์
๓.๒ พระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่อรัญวาสีพระพุทธโฆษาจารย์ผู้ช่วยสังฆปรินายก พระพิมลธรรม เจ้าคณะรองฝ่ายซ้าย พระธรรมวโรดมเจ้าคณะรองฝ่ายขวา
๓.๓พระพรหมมุนี พระธรรมเจดีย์ คณะเหนือ พระธรรมไตรโลก คณะใต้
๓.๔ พระเทพกวี คณะเหนือ พระเทพมุนี คณะใต้ พระญาณไตรโลกเจ้าคณะรองอรัญวาสีนอกจากนี้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญทั้งหมดคือพระเทพโมลีพระธรรมโกษา พระโพธิวงศ์ เป็นต้น แต่พระโพธิวงศ์ยกเป็นชั้นเทพในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือรัชกาลที่ ๑ส่วนพระราชาคณะยังไม่มี

๖.๒ รัชกาลที่๒
คณะสงฆ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง สมณศักดิ์ที่น่าสนใจ คือรัชกาลที่ ๒ทรงตั้งพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าวาสุกรีซึ่งผนวชอยู่ที่วัดพระเชตุพนเป็น "พระองค์เจ้าพระราชาคณะกรมหมื่นนุชิตชิโนรสศรีสุคตขัตติยวงศ์"แต่มีสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะชั้นสามัญ

๖.๓ รัชกาลที่๓
ทรงปฏิรูปคณะสงฆ์ขึ้นเหตุการณ์ที่สาคัญเกี่ยวกับคณะสงฆ์มีดังนี้

๑)โปรดให้รวมพระอารามหลวงและอารามราษฎร์ในกรุงเข้าเป็นคณะหนึ่งต่างหากเรียกว่า "คณะกลาง" ขึ้นในกรมหมื่นนุชิตชิโนรส

๒) คณะสงฆ์เพิ่มขึ้นมี ๔ คณะคือ
๒.๑ คณะเหนือ
๒.๒ คณะใต้
๒.๓คณะกลาง
๒.๔ คณะอารัญวาสี

๓) มีคณะใหม่เกิดขึ้นในรัชกาลนี้อีก คือคณะธรรมยุติ ครั้งแรกจานวนน้อยอาศัยอยู่กับคณะกลาง

๖.๔ รัชกาลที่๔
คณะสงฆ์เริ่มดีขึ้น จานวนพระสงฆ์เริ่มมากขึ้นตั้งแต่คร้งรัชกาลที่ ๓ทั้งยังมีคณะใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการคือคณะธรรมยุติและคณะอรัญวาสีเดิมกลับหายไปไม่ทราบชัดว่าหายไปไหนตอนเริ่มรัชกาลยังมีอยู่คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศเป็นเจ้าคณะแต่ชื่ออรัญวาสีค่อยๆหายไปในภายหลัง ด้านสมณศักดิ์รัชกาลนี้เพิ่มมากขึ้นและทรงเห็นว่า กรมหมื่นนุชิตชิโนรสทรงคุณธรรมยิ่งกว่าสังฆนายกอื่นๆจึงโปรดตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก สถาปนาขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส" เป็นประธานสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรและทรงสถาปนาพระพิมลธรรม (อู่) วัดสุทัศน์ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณอนัโรมตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๓ที่จะให้เป็นสังฆราช แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นสังฆราชเป็นเพียงเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือเท่านั้น และทรงยกพระพุทธโฆษาจารย์(ฉิม)เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ด้วยส่วนการปกครองหัวเมืองแต่เดิมต าแหน่งเป็นพระสังฆราชา รัชกาลที่ ๔โปรดให้เปลี่ยนเป็น สังฆปาโมกข์ มียศเทียบเท่าพระครูแต่บางเมืองก็มียศเท่าพระราชาคณะ ใช้ราชทินนามเหมือนกรุงเทพฯ

๖.๕ สมัยรัชกาลที่๕
เป็นระยะที่กิจการทุกส่วนของประเทศได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากระบบเก่าสู่ระบบใหม่ด้านศาสนาก็เช่นเดียวกัน มีการปฏิรูปขึ้นในทุกๆด้านเวลานั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้ทรงช่วยในด้านการคณะสงฆ์เป็นอย่างดี
ด้านสมณศักดิ์มีที่น่าสนใจคือในรัชกาลนี้ได้เพิ่มสมณศักดิ์ชั้น "ราช"ขึ้นใหม่ครั้นก่อนพระราชาคณะมี ๔ ชั้น คือ พระราชาคณะสามัญ ๑ ชั้นเมื่อเพิ่มชั้นราชขึ้น จึงมี ๕ ชั้น ส่วนชั้นสามัญกลายเป็นชั้นที่ ๖จึงเรียงตามลาดับใหม่ได้ดังนี้
๑. ชั้นสมเด็จ
๒.ชั้นรองสมเด็จ
๓. ชั้นธรรม
๔. ชั้นเทพ
๕. ชั้นราช
๖.ชั้นเทพ

และต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของบางต าแหน่งเช่นเลื่อนพระพรหมมุนีจากชั้น ๓ ขึ้นเป็นชั้น ๒เลื่อนพระธรรมโกษาจารย์จากชั้นสามัญเป็นชั้นที่ ๓ เป็นต้นเรื่องสำคัญในวงการสงฆ์คือการมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์อย่างจริงจังขึ้นซึ่งควรจะรู้โดยละเอียดไว้ดังนี้

พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ร.ศ.๑๒๑
ก่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้เราทราบมาแล้วว่าคณะสงฆ์จัดเป็น ๓ นิกายคือ
๑. มหานิกาย
๒. ธรรมยุติกนิกาย
๓.รามัญนิกาย
ทั้งหมดนี้สืบมาจากทักษิณนิกายหรือเถรวาทแต่ก็มีอุตรนิกายหรือมหายานอยู่บ้างคือพระญวนกับพระจีนฝ่ายหลังนี้มิได้รับการยกย่องเป็นพระภิกษุสงฆ์คงถือว่าเป็นนักพรตเท่านั้น มาถึงรัชกาลที่ ๕จึงทรงตั้งหัวหน้าฝ่ายญวนเป็นพระครูและฝ่ายจีน เป็นพระอาจารย์ก่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ยังคงมี ๔ คณะเหมือนรัชกาลที่ ๓
๔ คือ
๑. คณะเหนือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(แสง) วัดราชบูรณะ เป็นเจ้าคณะใหญ่โดยมากรวมเอาวัดทางเหนือมาขึ้นกับคณะนี้และคณะนี้ก็ขึ้นตรงต่อมหาดไทย
๒. คณะใต้ สมเด็จพระวันรัตน์ (ฑิต) วัดมหาธาตุเป็นเจ้าคณะใหญ่รวมเอาวัดทางใต้มาขึ้นกับคณะนี้และขึ้นต่อกรมพระกลาโหมและกรมท่า
๓. คณะกลาง สมเด็จพระพ าฒาจารย์ (หม่อนเจ้าสังฆฑัต) วัดพระเชตุพนเป็นเจ้าคณะใหญ่รงมเอาวัดในส่วนกลางและนครเขื่อนขันธ์(อ.พระประแดง)มาขึ้นในคณะนี้แต่ที่ปรากฏจริงวัดในส่วนกลางไปขึ้นต่อคณะเหนือก็มีคณะใต้ก็มีสับสนอยู่

๔. คณะธรรมยุติ เวลานั้นยังไม่มีสมเด็จเจ้าคณะใหญ่มีพระศาสนโสภณเป็นเจ้าคณะรอง รวมเอาวัดธรรมยุติทั่วราชอาณาจักรขึ้นคณะนี้ผู้ปกครองต่อมาเป็นพระราชาคณะที่เป็นเจ้าเสียส่วนมากกสมเด็จเจ้าคณะใหญ่ของคณะนี้มีฐานานุกรมเป็นพิเศษกว่าคณะอื่นๆ การปกครองแบ่งเป็นคณะ ๔ คณะนี้ที่น่าสนใจก็คือม่ทราบเหตุใดจึงแบ่งเช่นนี้เข้าใจว่า เปลี่ยนมาจากคณะคามวาสีฝ่ายซ้ายคณะอรัญวาสีและคณะคามวาสีฝ่ายขวา ครั้งกรุงเก่าคือ
คณะเหนือ =คณะคามวาสีฝ่ายซ้าย
คณะใต้ = คณะคามวาสีฝ่ายขวา
คณะอรัญวาสี
คณะกลาง
ทั้งหมดนี้มีมาแล้วครั้งรัชกาลที่ ๓ ต่อมาคณะอรัญวาสีค่อยๆหายไปรวมกับคณะคามวาสีจึงเหลือเพียง ๓ คณะครั้นต่อมาจึงมีคณะธรรมยุติขึ้นจึงเป็น ๔ คณะอีกครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕ (ร.ศ.๑๒๑)พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ตราพระราชบัญญัติ

ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ขึ้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติธรมวินัยให้สอดคล้องกับการปกครองบ้านเมือง พ.ร.บ.ฉบับนี้กาหนดให้มีเจ้าคณะใหญ่อีก๔ คณะ รวมเป็น ๘ รูป ทั้ง ๘ รูปนี้เป็น "กรรมการมหาเถรสมาคม"ท าหน้าที่เป็นศูนย์กลางกานปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร พ.ร.บ.ฉบับนี้กาหนดให้มีสมเด็จพระสังฆราชองค์เดียวเป็นผู้บัญชาเด็ดขาดเป็นประธานของมหาเถรสมาคม การปกครองแบ่งออกเป็นมณฑลเมือง แขวง และวัดทั้งหมดนี้แบ่งกันขึ้นตาม

คณะใหญ่ทั้ง ๔ พ.ร.บ.นี้มี ๔๕ มาตราและให้เสนาบดีกระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือ ร.ม.ต.กระทรวงศึกษา)รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้สาหรับคณะธรรมยุตินั้น เดิมรวมอยู่กับคณะกลางและได้แยกเป็นคณะต่างหากครั้งแรกนั้นไม่มีเจ้าคณะใหญ่พ.ศ. ๒๓๙๓ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์จึงได้ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่ต่อมาก็คือ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส

๖.๖ สมัยรัชกาลที่๖-๗
การคณะสงฆ์ด าเนินตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ตลอด แต่ตอนปลายรัชกาลที่ ๗คณะสงฆ์กลุ่มหนึ่ง แสดงสังฆมติจะให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้การเคลื่อนไหวขยายวงกว้างออกไป จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงในครั้งรัชกาลที่ ๘๖.๗ สมัยรัชกาลที่ ๘ คณะรัฐบาลปฏิวัติ ซึ่งมีพ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีก็พยายามแก้ไข พ.ร.บ.เก่า และต้องการจะรวมนิกายทั้ง ๒คือมหานิกายกับธรรมยุตินิกายเข้าด้วยกัน เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๘๔พระยาพหลฯ ได้อุปสมบท ณ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรวมนิกาย การอุปสมบทครั้งนี้นิมนต์พระนั่งอันดับ ๕๐ รูปมีพระมหานิกาย ๓๔ รูป พระธรรมยุติ ๑๕ พระรามัญ ๑ เมื่อพระยาพหลฯลาสิกขาบทไปแล้ว คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติก็ครองวัดมหาธาตุเสียการรวมนิกายจึงไม่สาเร็จอย่างไรก็ตาม ความพยายามรวมนิกายก็มีผลบ้าง คือสภาผู้แทนได้ออกกฎหมายสงฆ์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๘๔ นั่นคือ "พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๔" มี ๖๐ มาตรา ไม่มีมาตราใดแบ่งแยกการปกครองพ.ร.บ.ฉบับนี้ประกอบด้วย คณะสังฆมนตรี สังฆสภา พระธรรมธร(อัยการ)พระวินัยธร(ผู้พิพากษา) เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอ าเภอเจ้าคณะต าบลและเจ้าอาวาสอานาจสูงสุดอยู่ที่ สมเด็จพระสังฆราชนอกนี้ยังแบ่งส่วนในคณะสังฆมนตรีออกเป็นองค์การใหญ่ๆ ๔ องค์การ คือ

๑. องค์การปกครอง ทาหน้าที่ฝ่ายปกครอง
๒. องค์การศึกษาท าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา
๓. องค์การเผยแผ่ท าหน้าที่เผยแผ่อบรม
๔. องค์การสาธารณูปการท าหน้าที่เกี่ยวกับการก่อสร้างบูรณะ

พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นฉบับประชาธิปไตย คณะสงฆ์สอดคล้องกับบ้านเมืองทุกประการด้านการศึกษาสมัยนี้เจริญมากเพราะองค์การศึกษาดูแลควบคุมตั้งแต่ส่วนกลางไปถึงส่วนภูมิภาค ด้านอื่นๆก็ได้รับการเอาใจใส่เช่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ สมัยที่พณฯ จอมพลส. ธนรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี(รัฐบาลปฏิวัติ) ต้องการให้ใช้พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เป็นไปอย่างรวดเร็วทันการ รัฐบาลจึงยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์๒๔๘๔ เสีย และให้ออก พ.ร.บ.คณะสงฆ์๒๕๐๕แทนโดยให้อ านาจเด็ดขาดกับฝ่ายปกครอง(เจ้าหน้าที่บ้านเมือง)และพระปกครองมากขึ้นแต่ด้านการศึกษาและการเผยแผ่ศาสนธรรมนั้นด้อยลงอย่างเห็นได้ชัดจึงปรากฏว่าการศึกษาในระยะหลังนี้ไม่ก้าวหน้าเหมือนสมัย พ.ร.บ.๒๔๘๔

๖.๘สมัยรัชกาลที่ ๙ (พ.ร.บ.๒๕๐๕)
สมเด็จพระสังฆราช เป็นประมุข มหาเถรสมาคม แบ่งการปกครองออกเป็น ๕ คือหนเหนือ หนใต้ หนกลางหนตะวันออก และคณะธรรมยุติและแยกการปกครองออกเป็นภาคจังหวัด อ าเภอ ต าบลและเจ้าอาวาส

ข้อมูล จาก sohngubon.net/goodfile/good_23.pdf








พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสอังกฤษ เป็นเวลา 3 วัน











รัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศเช่นกัน ครั้งหนึ่งเคยเสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศนานถึง 6 เดือน (14 มิถุนายน พ.ศ.2503-17 มกราคม พ.ศ.2504)

คือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนมิตรประเทศในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป จำนวน 13 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และสเปน

การเสด็จพระราชดำเนินคราวนั้นคงเป็นที่กล่าวขวัญของประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในปีเดียวกันกับที่เสด็จพระราชดำเนินกลับนั้น มีการนำเรื่องราวการเสด็จดังกล่าวไปตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ "การเสด็จต่างประเทศของพระมหากษัตริย์ไทย" แจกในงานฌาปนกิจ คุณแม่พลอย เพชรชาติ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2504

และเมื่อการเสด็จพระราชดำเนินเป็นเวลานาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้มีกระแสพระราชดำรัสอำลาประชาชนในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2503 ว่า

"ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย เมื่อปีใหม่ข้าพเจ้าได้แจ้งให้ทราบแล้วว่า ประเทศต่างๆ ได้เชิญให้ไปเยี่ยมเป็นราชการ บัดนี้ถึงกำหนดที่ข้าพเจ้าและพระราชินีจะไปประเทศเหล่านั้น พรุ่งนี้จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐอเมริกาก่อน แล้วจะไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปอีก 13 ประเทศด้วยกัน

..การไปต่างประเทศคราวนี้ ก็ไปเป็นราชการแผ่นดิน เป็นการทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้า ในฐานะเป็นประมุขของประเทศ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในสมัยนี้ประเทศต่างๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ จะว่าชนทุกชาติเป็นญาติพี่น้องกันก็ว่าได้ จึงควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้ำใจกันไว้ให้ดีด้วย

..การผูกน้ำใจกันไว้นั้น ธรรมดาญาติพี่น้องก็ไปเยี่ยมถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แต่สำหรับประเทศนั้นประชาชนนับแสนนับล้าน จะไปเยี่ยมกันก็ยาก เขาจึงยกให้เป็นหน้าที่ของประมุข ในการไปเยี่ยมประเทศต่างๆ ข้าพเจ้าก็จะแสดงต่อประชาชนของประเทศเหล่านั้นว่า ประชาชนชาวไทยมีมิตรจิตมิตรใจต่อเขา และข้าพเจ้าจะพยายามเต็มที่เพื่อให้ฝ่ายเขารู้จักเมืองไทย และให้เกิดมีน้ำใจดีต่อชาวไทย

..ข้าพเจ้าจะลาท่านไปเป็นเวลาราว 6 เดือน ก็เป็นธรรมดาที่นึกห่วงใยบ้านเมือง จึงใคร่จะตักเตือนท่านทั้งหลายว่า ขอให้ตั้งหน้าทำการงานของท่านให้เต็มที่ในทางที่ชอบที่ควร ตั้งตัวตั้งใจให้อยู่ในความสงบ จะได้เกิดผลดีแก่ตัวท่านเอง และแก่บ้านเมืองซึ่งเป็นของเราด้วยกันทุกคน

ขออวยพรให้มีความสุขสวัสดีทั่วกัน"







แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 07-18-2009 เมื่อ 02:22 PM
 
2 ท่าน ที่ขอบคุณ khonsurin
07-18-2009, 11:06 PM   #2 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
วันี้ในอดีต19 กรกฎาคม

ภาพล่างสุดนี้เป็นภาพที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างพระมหากษัติหลายประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นในการเผยแพร่ วัฒนธรรมไทยสู่นาๆประเทศทั่วโลก.

ขอบคุณมากๆค่ะ เห็นภาพแล้วซาบซึ้งใจและประทับใจมาก.
 
Way of life > ห้องสมุดบ้านมหา > คลังความรู้ > ประวัติศาสตร์


ป้ายกำกับ
history, วันนี้ในอดีต, เหตุการณ์ในอดีต

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว


หัวข้อที่คล้ายกัน
หัวข้อ ผู้เริ่มหัวข้อ ฟอรั่ม ตอบกลับ กระทู้ล่าสุด
วันนี้ในอดีต วันที่ 31 กรกฎาคม khonsurin ประวัติศาสตร์ 0 07-31-2009 12:31 PM
วันนี้ในอดีต วันที่ 30 กรกฎาคม khonsurin ประวัติศาสตร์ 1 07-30-2009 03:41 PM
วันนี้ในอดีต วันที่ 26 กรกฎาคม khonsurin ประวัติศาสตร์ 1 07-25-2009 08:12 PM
วันนี้ในอดีต วันที่ 16 กรกฎาคม khonsurin ประวัติศาสตร์ 0 07-16-2009 04:01 PM
วันนี้ในอดีต วันที่ 12 กรกฎาคม khonsurin ประวัติศาสตร์ 0 07-12-2009 08:54 AM


Custom Search


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:46 AM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม