|
|
|
|
#1 (permalink) |
|
Maximum learning
ศิลปิน นักเขียน |
แก้วมังกร กินแล้วดี
![]() ![]() ส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์ ซึ่งมีปริมาณสูงมากในแก้วมังกร ช่วยบำรุงการทำงานของระบบขับถ่ายและในสายเส้นใย ส่วนเนื้อจะมีสารที่เรียกว่า Complex Polysaccharides เป็นตัวที่ช่วยลดการดูดซึมของไขมันประเภทไตรกลีเซอร์ไรด์ ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด แก้วมังกร มีกากใยสูง แคลอรี่ต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินซี คลอโรฟิลล์ เมล็ดของแก้วมังกรอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สามารถต่อต้านปฏิกริยาอ๊อกซิเดชั่น ทานแล้วนอกจากดับร้อน ผ่อนกระหาย ยังบำรุงสุขภาพผิวพรรณสดชื่น ในสุภาพสตรีจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม ใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดี เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ให้ปริมาณเนื้อเยอะ ![]() สามารถทานแล้วอิ่มท้อง อิ่มทน เรียกว่าสามารถกินแทนอาหารหนึ่งมื้อได้เลย อีกทั้งยังสามารถทานในปริมาณมากๆ ได้โดยไม่ทำให้อ้วน มีกากใยสูง แคลอรีต่ำ มีน้ำตาลน้อย นอกจากนี้เมล็ดของแก้วมังกรซึ่งเป็นสารคลอโรฟิลล์ อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สามารถต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ทานแล้วช่วยบำรุงสุขภาพ ทำให้ผิวพรรณสดชื่น ดูมีน้ำมีนวลเปล่งปลั่ง นอกจากนี้แก้วมังกร ยังเป็นผลไม้ที่มีแร่ธาตุมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี ฟอสฟอรัส โปรตีน แคลเซียม ช่วยบำรุงสุขภาพผิว และระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคท้องผูก สร้างเสริมระบบการกำจัดของเสียของร่างกาย นอกจากนี้ พิจารณาบทความเกี่ยวกับ มะเร็งกับแก้วมังกร คำถามที่ว่า เคยได้ยินบางกระแสว่าการรับประทานแก้วมังกร (ผลไม้สีชมพูแดง) แล้วจะเป็นมะเร็งจริงรึเปล่าคะ ตอนนี้สงสัยเลยอยากถาม ตอบ คำตอบมาจากฝ่ายข่าวและสื่อมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มสารนิเทศ สำนักงานสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแถลงว่า แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่นิยมกินกันแถวถิ่นอเมริกากลางมาเป็นระยะเวลายาวนานนับพันปี สำหรับในเอเชีย เวียดนามเป็นประเทศแรกที่ปลูกแก้วมังกร และมีการบริโภคต่อหัวต่อปีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการติดตามงานวิจัยทั่วโลก ยังไม่มีงานวิจัยหรือรายงานใดๆ ที่ออกมาระบุว่าคนเหล่านั้นเป็นมะเร็งจากการกินแก้วมังกร มีเพียงข่าวที่ไม่มีแหล่งที่มาระบุว่าการกินแก้วมังกรวันละ 7 ลูก จะทำให้เป็นมะเร็ง ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง จึงขอให้ประชาชนไทยอย่าหลงเชื่อ และขอให้บริโภคแก้วมังกรได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีงานวิจัยยืนยัน แต่การกินผลไม้หรืออาหารใดๆ ก็แล้วแต่ ในปริมาณมากๆ และกินซ้ำซาก ย่อมไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพแน่นอน แก้วมังกรเป็นผลไม้มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกับผลไม้อื่นๆ มีสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และที่สำคัญคือให้พลังงานต่ำ จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า ถ้ากินแก้วมังกร 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม ร่างกายจะได้แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม วิตามินซี 7 มิลลิกรัม โปรตีน 1.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 12.4 กรัม พลังงาน 66 กิโลแคลอรี และใยอาหาร 2.6 กรัม กรมอนามัยได้แนะนำให้คนไทยกินผลไม้ไทยตามฤดูกาล และกินให้หลากหลายชนิด ไม่ควรกินผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายวัน เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลายชนิด และที่สำคัญคือกินในปริมาณที่เหมาะสมตามธงโภชนาการ คือกินผลไม้ให้ได้วันละ 3-5 ส่วน สำหรับแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง แคลอรีต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินซี คลอโรฟิลล์ เมล็ดของแก้วมังกรอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวสามารถต่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น กินแล้วนอกจากดับร้อนผ่อนกระหายยังบำรุงสุขภาพ ผิวพรรณสดชื่น ในสุภาพสตรีจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม ใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การกินผลไม้ให้ได้ 1 ส่วน หมายถึง กินผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละมื้อตามปริมาณดังนี้ เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ผล หรือกล้วยหอมครึ่งผล หรือส้มเขียวหวาน 1 ผล เงาะ 4 ผล ฝรั่งครึ่งผล มะละกอ หรือสับปะรด หรือแก้วมังกร 6-8 ชิ้นพอคำ เป็นต้น และการกินแต่ละมื้อไม่ควรเป็นผลไม้ชนิดเดียวกัน เช่น มือเช้ากินกล้วยน้ำว้าแล้ว 1 ผลแล้ว มื้อเที่ยงควรเปลี่ยนเป็นส้ม 1 ผล และมื้อเย็นควรเป็นมะละกอ สับปะรด หรือแก้วมังกรหั่นพอคำ 6-8 ชิ้น ร่างกายก็จะได้ผลไม้ตามเกณฑ์ที่จำเป็น คอลัมน์ รู้ไปโม้ด โดย น้าชาติ ประชาชื่น |
|
|
| 9 ท่าน ที่ขอบคุณ khonsurin |
|
| ป้ายกำกับ |
| อาหารลดน้ำหนัก, อาหารเพื่อสุขภาพ, แก้วมังกร |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
| เรียบเรียงคำตอบ | |
|
|