ชุมชนบ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > คลังความรู้ > วิทยาศาสตร์

 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
08-13-2009, 11:33 AM   #1 (permalink)
Maximum learning
ศิลปิน นักเขียน
 
 
พระพุทธเจ้ากับจักรวาล





***********************************

พระพุทธเจ้ากับจักรวาล












ก่อนอื่นต้องขอบอกเหตุผลที่ว่าทำไมนำเรื่องพระพุทธเจ้า
มาไว้ที่บอร์ดวิทยาศาสตร์ก็เพราะว่า ในพระไตรปิฏกนั้น
พระพุทธเจ้าได้เขียนไว้ และได้พิสูจน์ได้โดยไอน์สไตน์ว่า
ศาสนาพูทธเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดค่ะ



อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์อันยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้วก็ออกมายอมรับว่า ?การสัมผัสรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาลทางศาสนา เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์?

เรื่อง ?จักรวาล? และเรื่อง ?ปรมาณู? ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบอธิบายมาก่อน ถ้านักวิทยาศาสตร์นำบทสรุปของพระองค์ไปค้นคว้าต่อยอด วันนี้ความใฝ่ฝันเรื่อง การเดินทางข้ามเวลา ข้ามดาราจักร ข้ามจักรวาล การหายตัวได้ แทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ไปเลย

เมื่อกาลิเลโอค้นพบ ?ทางช้างเผือก? เมื่อ 395 ปีก่อน หลังจากที่มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาแล้ว เห็นดาวนับล้านๆดวงในทางช้างเผือก นักวิทยาศาสตร์ก็ตื่นเต้นกันใหญ่ เมื่อส่องกล้องออกไปนอกจักรวาล ก็พบแต่ความว่างเปล่า กาลิเลโอจึงสรุปว่า ขอบจักรวาลก็คือขอบของทางช้างเผือกนั่นเอง

ทางช้างเผือกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง หมายความว่า ยานที่แล่นด้วยความเร็วเท่าแสง คือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ต้องใช้เวลาวิ่งถึง 100,000 ปี ทางช้างเผือกใหญ่แค่ไหนไปหลับตานึกดูเอาเอง

แต่วันนี้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบจักรวาลใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย นอกเหนือจากจักรวาลของเรา มีการคำนวณกันว่า จักรวาลเหล่านี้อาจมีมากถึง 10 ยกกำลัง 500 แห่ง คือ 1 ตามด้วยเลขศูนย์ 500 ตัว ไปลองเขียนนับกันดูเป็นเท่าไร แต่ละจักรวาลก็มีกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ แตกต่างกันไป จักรวาลของเราเป็นเพียงอณูเล็กๆในหมู่จักรวาลทั้งหมดเท่านั้น

สิ่งเหล่านี้ ?พระพุทธเจ้า? ทรงค้นพบเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนแล้ว ทรงตรัสไว้ใน ?จูฬนีสูตร? พระไตรปิฎก หน้า 215 เล่ม 20 ว่า

?ระบบสุริยะประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลาย โคจรไปร่วมกัน ดาราจักรมี 3 ขนาด คือ ดาราจักรอย่างเล็ก มีจำนวนนับพัน ดาราจักรอย่างกลาง มีจำนวนนับล้าน ดาราจักรอย่างใหญ่ มีจำนวนแสนโกฏิ และดาราจักรเหล่านี้ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับในที่สุด?

ฟริตจอฟ คาปรา ผู้เขียนหนังสือ ?เต๋าแห่งฟิสิกส์? บอกว่า ทฤษฎีควอนตัม และทฤษฎีสัมพันธภาพ ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกของเราคล้ายคลึงกับความเข้าใจของชาวพุทธและเต๋า เมื่อเอาสองทฤษฎีนี้มาใช้อธิบายปรากฏการณ์ของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เราพบว่า ?อนุภาคเหล่านี้มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลาและไม่มีตัวตนที่แท้ คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับหลักแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา?

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์อันยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้วก็ออกมายอมรับว่า ?การสัมผัสรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาลทางศาสนา เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์?

ถามว่า แล้วทำไม ?พระพุทธเจ้า? จึงไม่ให้ความสำคัญกับการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ คำตอบก็คือ ทรงเห็นว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นความจริงทางธรรมชาติ แต่ไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้น ทางเดียวที่จะหลุดพ้นได้ก็คือ ?มรรค? ที่นำไปสู่การนิพพานนั่นเอง


จากหลักฐาน

จูฬนีสูตร

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ดูกรอานนท์ สาวกของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า อภิภู ยืนอยู่ในพรหมโลก ให้พันแห่งโลกธาตุ รู้แจ้งได้ด้วยเสียง พระเจ้าข้า ส่วนพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า ทรงสามารถที่จะทำโลกธาตุเท่าไรให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ดูกรอานนท์
นั้นสาวก ส่วนพระตถาคตนับไม่ถ้วน ฯ

ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นครั้งที่ ๒ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่าดูกรอานนท์ สาวกของพระสิขี สัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า อภิภู ยืนอยู่ในพรหมโลก ทำให้พ้นแห่งโลกธาตุรู้แจ้งได้ด้วยเสียง พระเจ้าข้า

ส่วนพระผู้มีพระภาคอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า ทรงสามารถที่จะทำโลกธาตุ
เท่าไรให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง ฯ

ดูกรอานนท์ นั้นเป็นสาวก ส่วนพระตถาคตนับไม่ถ้วน

ท่านพระอานนท์ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคแม้เป็นครั้งที่ ๓ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่าดูกรอานนท์ สาวกของพระสิขี สัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า อภิภู สถิตอยู่ในพรหมโลก ทำให้พันแห่งโลกธาตุรู้แจ้งได้ด้วยเสียง พระเจ้าข้า

ส่วนพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า ทรงสามารถที่จะทำ
โลกธาตุเท่าไรให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง ฯ


พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูกรอานนท์ เธอได้ฟังเรื่องพันโลกธาตุ เพียงเล็กน้อย ฯ

ท่านพระอานนท์
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระสุคต บัดนี้เป็นกาลเวลาแห่งเทศนาที่พระองค์
จะพึงตรัส ภิกษุทั้งหลายได้สดับธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ


พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูกรอานนท์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวท่านพระอานนท์


พระอานนท์ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ดูกรอานนท์ จักรวาลหนึ่ง มีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์พันดวง มีอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอปรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทรสี่พัน มีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุ มหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้น ดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง

ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ อย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ดูกรอานนท์ตถาคตมุ่งหมายอยู่ พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาลให้รู้แจ้งได้ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคพึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสน
โกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งด้วยพระสุรเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมายอย่างไร ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ดูกรอานนท์ พระตถาคตในโลกนี้ พึงแผ่รัศมีไปทั่วโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณ
แสนโกฏิจักรวาล เมื่อใด หมู่สัตว์พึงจำแสงสว่างนั้นได้ เมื่อนั้นพระตถาคตพึงเปล่ง
พระสุรเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน พระตถาคตพึงทำให้โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง หรือพึงทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย ด้วยอาการเช่นนี้แล ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลว่า เป็นลาภของ
ข้าพระองค์หนอ ข้าพระองค์ได้ดีแล้วหนอที่ข้าพระองค์มีพระศาสดาผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้

เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว
ท่านพระอุทายีได้กล่าวกับท่านพระอานนท์ว่า

ดูกรอานนท์
ในข้อนี้ท่านจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าศาสดาของท่านมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี เธออย่าได้กล่าว อย่างนี้ ถ้าอานนท์ยังไม่หมดราคะเช่นนี้ พึงทำกาละไป เธอพึงเป็นเจ้าแห่งเทวดาในหมู่เทวดา ๗ ครั้งพึงเป็นเจ้าจักพรรดิในชมพูทวีปนี้แหละ ๗ ครั้ง เพราะจิตที่เลื่อมใสนั้น ดูกรอุทายี ก็แต่ว่าอานนท์จักปรินิพพานในอัตภาพนี้เอง ฯ


จบอานันทวรรคที่ ๓



*****************************





แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 08-13-2009 เมื่อ 11:00 PM
 
08-13-2009, 06:51 PM   #2 (permalink)
ศึกษาหาความรู้

ใก้ลถึงธรรมไปอีกขั้น ขอบคุณครับ
 
08-13-2009, 08:36 PM   #3 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์


แม้แต่เจ้าของทฤษฎีสัมพัทธภาพ อันสะเทือนโลก อย่างไอน์ไสตน์ ยังยอมรับพระพุทธศาสนา
แต่น่าเสียดาย...คนไทยหลาย ๆ คน แม้โชคดีกว่า ใคร ๆ ในโลก ที่เกิดในแผ่นดินที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสุดในขณะนี้..กลับไม่สนใจศึกษาให้ถ่องแท้ และไม่เข้าใจแก่นแท้ของพุทธ...
แต่กลับเข้าใจพุทธศาสนาแบบผิด ๆ บ้างก็ว่า เป็นอัตตา บ้างก็งมงายในอภินิหารย์ และเชื่อแบบลมๆ แล้งๆ..หันไปยึดของแปลกประหลาดเป็นสารณะที่พึ่ง
เห็นต้นไม้ผิดปกติคล้ายคน..เห็นสัตว์พิการมีสองหัว สามหาง ก็พากันกราบไหว้...ทึกทักเอาว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์
บ้างก็ว่าอภินิหารย์สิ่งมหัศจรรย์ คือเรื่องเหนือธรรมชาติ..เหนือโลก
แต่น้อยคนจะมองว่า อภินิหารย์ มหัศจรรย์ คือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติจริง ๆ แต่ผู้คนเข้ายังไม่ถึงองค์ความรู้นั้น..และยังรู้ไม่เท่าทัน แค่นั้นเอง

ยุคก่อนนี้ โรคอหิวาห์ระบาด คนก็เข้าใจว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ เพราะไม่มีใครรู้จักเชื้อโรค ผู้คนยังโง่อยู่
จนกระทั่งต่อมามีการค้นพบ และได้รับความรู้ ว่า เชื้อบักเตรี (แบคทีเรีย)เป็นสาเหตุของอหิวาห์ คำว่า อหิวาห์ก็ไม่มีใครนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกต่อไป...
 
08-13-2009, 08:59 PM   #4 (permalink)
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม

ขอบคุณครับ อ่านทั้งหมดแล้วรู้สึกสมองเบาขึ้นหลายครับ
 
02-24-2013, 01:46 PM   #5 (permalink)
ศึกษาหาความรู้
ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นเป็นวิทศาสตร์

ไม่อยากให้เข้าใจกันว่าศาสนาพุทธเป็นวิทศาสตร์เลยคับ เพราะศาสนาพุทธไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ทั้งวิทยาศาสตร์และพระพุทธศาสนาต่างก็เป็นศาสตร์สากลที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริงของธรรมชาติคล้ายกันก็เท่านั้นคับ พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา ทั้งคู่มีระเบียบวิธีคิดที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่นะคับ อยากบอกว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากล และเป็นศาสนาที่ศึกษาความจริงของธรรมชาติมากกว่าคับ
 
02-24-2013, 01:57 PM   #6 (permalink)
ศึกษาหาความรู้
พระพุทธเจ้ากับไอสน์จริงหรือป่าว

และไม่อยากให้เชื่อในพระพุทธศาสนาหรือรับคำสอนของพระพุทธศาสนาเข้ามาด้วยเหตุผลที่ว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ เชื่อถือได้ นักวิทยาศาสตร์อย่างไอสไตน์ยังรับรองไว้เลย แสดงว่านั้นเรากำลังเชื่อพระพุทธเจ้า และเชื่อนักวิทยาศาสตร์อย่างงมงายอยู่นะคับ เราต้องถามตัวเราว่า เราได้พบได้เห็น ได้รู้ ได้สัมผัสจริงๆในสิ่งที่พระพุทธเจ้าพบหรือยัง การค้นพบนั้นต่างกับการศึกษามา ฟังมา หรือคิดตาม ระลึกตามนะคับ การค้นพบนั้นจะต้องพบด้วยตัวเอง รู้ด้วยเองคับ คนไทยทำถูฏแล้วที่ยังไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าคนไทยเชื่อพระพุทธเจ้าแล้วสิคับ น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ คนไทยไม่คิดที่จะลองค้นหาสิ่งเหล่านั้นต่างหากคับ อย่างมั่นใจนักนะคับว่าพระพุทธเจ้ากับไอสตน์ค้นพบถูกต้องที่สุด หรือดีที่สุด สิ่งที่ทั้งสองค้นพบอาจจะไม่ถูฏต้องโดยสิ้นเชิงเลย หรืออาจจะมีอะไรที่ทั้งสองยังค้นไม่พบอีกก็ได้คับ เราควรใช้ความคิดๆดูและลองฝึกฝนปฎิบัติดูเองนะคับ จะได้รู้ว่าพระพุทธเจ้ากับไอสตน์กำลังหลอกเราหรือป่าว และทั้งสองรู้จริงหรือป่าวคับ หัดคิดหัดทำอย่าเอาแต่หัดเชื่อหัดชมคับ
 
ชุมชนบ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > คลังความรู้ > วิทยาศาสตร์


ป้ายกำกับ
วิทยาศาสตร์

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว



Custom Search


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:35 PM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม