|
|
#1 (permalink) |
|
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
|
ประวัติโดยสังเขป พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ![]() “พระอาจารย์วิรพล ฉัตติโก” หรือ “หลวงปู่เณรคำ”ประธานสงฆ์แห่งวัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพระนักปฏิบัติจิตบำเพ็ญภาวนากัมมัฏฐานรุ่นใหม่ พระนักพัฒนา และพระนักเทศน์ชื่อดัง ที่มีความตั้งใจจะเป็นแบบอย่างที่ดีของพุทธศาสนิกชนชาวเมืองศรีสะเกษ สร้างแรงศรัทธาเลื่อมใสให้กับชาวบ้านศรัทธาญาติโยม ให้ประพฤติปฏิบัติในหลักธรรมคำสอนแห่งพระพุทธองค์ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล” ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า “ฉัตติโก” “พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก” ![]() พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า “แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน” วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง ![]() พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าเสร็จจาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น” เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร ![]() จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา……….หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง ![]() จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง ![]() ที่มา : หลวงปู่เณรคำ วัดป่าขันติธรรม (เว็บไซต์หลัก) แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย บ่าวต้อม; 09-19-2009 เมื่อ 07:00 PM |
|
|
| 12 ท่าน ที่ขอบคุณ บ่าวต้อม |
|
|
#2 (permalink) |
|
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
|
ที่มาของชื่อ “หลวงปู่เณรคำ” เมื่อครั้ง พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ท่านไปจาริกธุดงค์อยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พุทธศาสนิกชนพากันไปกราบคารวะนมัสการและได้มองเห็นองค์หลวงปู่ ซึ่งท่านนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดบาง ๆ เป็นพระแก่ชรา แต่พอท่านเปิดกลดออกมาก็กลายเป็นเณรน้อยออกไปบิณฑบาต ขากลับจากบิณฑบาต พุทธศาสนิกชนบางคน ได้มองเห็นองค์หลวงปู่ท่านเป็นพระแก่ชรา อายุราว 80 ถึง 90 ปี ผมหงอก หลังค่อม เหี่ยวย่น หนังยาน บางคนฝันเห็นพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ไปยืนอยู่บนหัวเตียงเดี๋ยวเป็นเณรน้อยอายุน้อย ๆ เดี๋ยวก็กลายเป็นพระที่แก่ชรามาก ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มมีคนเรียก ตามสิ่งที่เขาเห็น “หลวงปู่” หรือ “หลวงปู่เณรคำ” ฉัตติโก อ่านว่า ฉัตติโก แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย บ่าวต้อม; 09-19-2009 เมื่อ 06:48 PM |
|
|
|
|
#3 (permalink) |
|
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
|
หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก สร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก ถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนาน นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย มากว่า 200 ปี โดยขณะนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว บริเวณพระบรมมหาราชวัง ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ต้องมากราบไหว้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง พระแก้วมรกตที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วนั้น ตามโบราณกาลถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระอินทร์และพระวิศนุกรรม หาลูกแก้วมาสร้างองค์พระพุทธรูปนั้น มีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 7 พระองค์ด้วย พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปหยกอ่อน สีเขียวมรกตทึบ ขนาดกว้าง 19 นิ้ว ยาว 28 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสน พระแก้วมรกตได้ถูกนำไปประดิษฐานตามเมืองต่าง ๆ มาตั้งแต่โบราณกาล โดยมีหลักฐานเริ่มต้นที่ เจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียง ปัจจุบันคือ วัดพระแก้วงามเมือง อ.เมือง จ.เชียงราย จากนั้นพระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่มีความต้องการที่จะอัญเชิญไปที่เมืองเชียงใหม่ แต่ไม่มีช้างทรงพระแก้วมรกต จึงได้นำกลับไปทางลำปาง จึงเห็นควรให้ไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วดอนเต้า เมืองลำปาง ซึ่งอยู่ในอาณาจักรล้านนา กระทั่งรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช จึงอัญเชิญไปยังเมืองเชียงใหม่ โดยสร้างปราสาทประดิษฐานไว้ แต่เกิดเหตุฟ้าผ่าบ่อยครั้ง ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งล้านช้าง ซึ่งเป็นญาติราชวงศ์ล้านนา มาครองเมืองเชียงใหม่จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระพุทธสิหิงค์ ไปที่เมืองหลวงพระบาง และเวียงจันทน์หลังจากย้ายเมืองหลวง ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบางทรงพระราชทานคืนให้แก่ลาว ซึ่งด้วยความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระแก้วมรกตนี้ ทำให้ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรมและประธานมูลนิธิส่งเสริมคุณธรรมและคุณภาพชีวิต บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้ดำริที่จะสร้างองค์พระแก้วมรกต องค์จำลองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาในประวัติศาสตร์ไทย หลังจากที่ได้มีนิมิตเกิดขึ้น หลวงปู่เณรคำ ท่านได้เมตตาเล่าถึงความเป็นมาของการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกว่า หลวงปู่ได้เกิดนิมิตเห็นเป็นพระอินทร์ อาราธนาให้สร้างพระแก้วมรกตขึ้น เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาของหมู่มวลมนุษย์ โดยจะช่วยดลบันดาลให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ และไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องทุนทรัพย์ เพราะจะมีคนนำมาถวายให้เอง หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดสิ่งมหัศจรรย์ในรุ่งขึ้นได้มีผู้ชายคนหนึ่งเดินทางมาหาพร้อมกับถวายถุงกระดาษสีน้ำตาลให้ และเมื่อก้มเปิดดูปรากฏว่าเป็นธนบัตรจำนวนมาก แต่เมื่อเงยหน้าจะถามผู้ชายคนนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย และ 2 วันต่อมาได้รับกิจนิมนต์ไปงานศพของญาติโยม และพบว่าเป็นงานศพของชายผู้นั้น จึงเกิดอัศจรรย์ใจขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเงินที่บรรจุภายในถุงกระดาษที่ได้รับมามีมากถึง 950,000 บาท จึงได้เริ่มที่จะก่อสร้างพระแก้วมรกตที่วัดป่าขันติธรรมทันที โดยตั้งปณิธานว่าจะสร้างพระแก้วมรกตที่องค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตั้งงบประมาณการก่อสร้างเฉพาะองค์พระแก้วมรกตกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งก็มีบรรดาญาติโยมเสียสละทุนทรัพย์มาร่วมก่อสร้างจำนวนมาก หลวงปู่เณรคำ ได้เมตตาเล่าต่อไป ขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองในส่วนขององค์พระแก้วใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และที่ผ่านมาได้มีพิธีการสำคัญมากมายทั้งพิธีเปิดพระพักตร์ ยกนิ้วพระหัตถ์ และพิธียกนิ้วพระบาท ซึ่งการก่อสร้างพระแก้วมรกตนี้ ใช้หยกเขียวแท้ นำเข้าจากประเทศอินเดียดินแดนต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา เพราะหยกถือเป็นรัตนชาติอีก 1 ชิ้นที่มีความงดงาม ซึ่งการก่อสร้างพระแก้วมรกตด้วยหยกเขียวครั้งนี้ ถือเป็นแหล่งรวบรวมหยกครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยขนาดของพระแก้วมรกตองค์จำลองมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ฐานสูงจากพื้นดิน 7 เมตร และตั้งแต่ฐานจนถึงเศียรของพระแก้วมรกตมีความสูง 18.50 เมตร หน้าตักกว้าง 15 เมตร และพระแก้วมรกตองค์จำลอง ที่วัดป่าขันติธรรมจะหุ้มด้วยหยกเขียวทั้งองค์ ส่วนฐานความสูง 7 เมตร จะเน้นสถาปัตยกรรมร่วมยุคร่วมสมัย โดยจะรวมสถาปัตยกรรมของทุก ๆ ภาคของประเทศไทยไว้ ให้มีความสวยงาม มีชีวิตชีวา โดยให้สื่อความหมายถึง พุทธศาสนิกชนที่มีศรัทธามั่นคง เด็ดเดี่ยว ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เณรคำ ยังได้เมตตาเล่าต่อไปว่า ในการก่อสร้างพระแก้วมรกตที่ขณะนี้ดำเนินการไปกว่า 70% แล้ว หลังจากนั้นจะมีการสร้างเครื่องทรง 3 ฤดู ซึ่งจะใช้ทองคำกว่า 9,000 กิโลกรัม หรือ 9 ตัน รวมทั้งการก่อสร้างมหาวิหารใหญ่เพื่อครอบองค์พระแก้วมรกตในพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อไว้คอยบังแดด บังลม และน้ำฝน ที่จะทำให้หยกเขียวหมดความสวยงามไป อย่างไรก็ตามในการก่อสร้างพระแก้วมรกต หลวงปู่เณรคำเองมีปณิธานในการก่อสร้าง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สำหรับองค์พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีความสูงราว ๆ ตึก 6 ชั้น มีลิฟท์ขึ้นลง โดยชั้นล่างสุดจะใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของญาติโยมทั้งหลาย ส่วนยอดชฎาจะใช้ทองคำบริสุทธิ์หนัก 150 กิโลกรัมด้วยความสูง 7 เมตร นอกจากจะเป็นพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังจะต้องสวยงามที่สุดเช่นกัน ซึ่งในอนาคตองค์พระแก้วมรกตจำลอง จะเป็นพุทธสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของพระพุทธศาสนาของประเทศไทย และจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาในอนาคตด้วย การก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ด้วยงบประมาณก่อสร้างมหาศาล และยังอาศัยฝีมือของช่างสิบหมู่ เป็นผู้รังสรรค์งานประติมากรรมขนาดใหญ่ ก่อสร้างด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งผู้รับหน้าที่ก่อสร้างต่างเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและปลื้มปิติ เนื่องจากพระแก้วมรกตจำลอง เป็นการสร้างถวายในหลวงและราชินี นายบูรพา รอดอริห์ ผู้ดำเนินการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของชีวิตหนึ่ง เป็นมงคลแก่อาชีพ หลังจากจบการเรียนฝีมือช่างสิบหมู่ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และยึดอาชีพด้านช่างมานานกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งการก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ด้วยหยกเขียวจำนวนมาก ๆ และเป็นพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บอกเลยว่านี่เป็นงานแรก และเป็นงานปฏิมากรรมขนาดใหญ่ โดยนำเอานวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ โดยการก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตจำลอง จะใช้ซีเมนต์ขึ้นรูป โดยอิงจากภาพของพระแก้วมรกตที่ไม่สวมใส่เครื่องสังวาลย์และเครื่องทรง จากนั้นจะใช้สแตนเลส หนา 2 มิลเมตร กว้าง 1 นิ้ว หุ้มทั้งองค์ โดยใช้อีพ็อกซี่เชื่อมหยกและสแตนเลนติดกัน จากนั้นใช้เรซิ่นไฟเบอร์ ยิงเข็มเลเซอร์ตามผิวหยก ขององค์พระแก้วมรกตจำลอง เพื่อให้เนื้อหยกประสานกันอย่างละเอียด โดยการก่อสร้างพระแก้วมรกตในส่วนของการหุ้มหยกเขียวนี้ได้ดำเนินการมาประมาณ 8 เดือนเศษ ขณะนี้อยู่ที่ขั้นตอนสุดท้ายแล้วคือการขัดผิวหยกที่จากนี้ไปจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนตัวองค์พระแก้วมรกตก็จะแล้วเสร็จ นายบูรพา กล่าวต่อไปว่า ช่างที่มาร่วมก่อสร้างพระแก้วมรกตกว่า 30 ชีวิต เป็นช่างฝีมือพื้นบ้านใน จ.สกลนครและนครพนม มีความชำนาญเรื่องงานก่อสร้างและงานปูน ซึ่งการสร้างพระแก้วมรกตขนาดใหญ่นับเป็นเรื่องยาก แต่ก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้นเพราะตั้งแต่เริ่มทำการก่อสร้างไม่เคยมีปัญหาใด ๆ ที่ทำให้การก่อสร้างหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเรื่องอุบัติเหตุ หรือสภาพอากาศ ฝนตกฟ้าคะนอง ก็ยังสามารถก่อสร้างพระแก้วมรกตได้อยู่เสมอ นับเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาร่วมสร้าง และรับใช้หลวงปู่เณรคำ ก่อสร้างพระแก้วมรกต นับเป็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องจดจำตลอดชีวิตทีเดียว นายช่างศิลปกรรมปูนปั้นรายนี้ยังบอกอีกว่า มี ความภาคภูมิใจมากที่ได้สร้างผลงานชิ้นนี้และยังนำความปลื้มปิติมาให้ เพราะพระแก้วมรกตองค์นี้ตามปณิธานของหลวงปู่เณรคำนั้น พระเดชพระคุณท่าน ต้องการที่จะสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ครั้งหนึ่งของชีวิตถือว่าเกิดมาคุ้มแล้ว และในฐานะผู้ยึดอาชีพช่างในกลุ่มช่างสิบหมู่ ศิษย์เก่าศิลปากรนับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ของชีวิตกับงานก่อสร้างพระแก้วมรกต ประติมากรรมปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และผลงานพระแก้วมรกตที่เป็นหยกเขียวทั้งองค์เป็นหนึ่งในโลกนี้ การก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ จะต้องใช้เงินในการก่อสร้างประมาณ 1,500 ล้านบาท และขณะนี้การก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว ซึ่งชฎาที่สวมบนพระเศียรขององค์พระแก้วมรกตจำลองจะทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ โดยจะใช้ทองคำบริสุทธิ์น้ำหนัก 150 กก.ในการจัดสร้าง โดยขณะนี้มีผู้บริจาคทองคำเข้ามาแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังรวบรวมทองคำ เพื่อให้ครบ 150 กก. ผู้ที่ประสงค์จะร่วมก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก ขอเชิญร่วมบริจาคโดยตรงที่วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ หรือบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาศรีสะเกษ ชื่อบัญชี สร้างพระแก้วมรกต โดยพระอาจารย์วิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) เลขที่บัญชี 156 – 1 – 1 – 8518 – 8 และบริจาคได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีสะเกษ วัดป่าขันติธรรม โดยหลวงปู่เณรคำ หมายเลขบัญชี 3-1-065-4415 หรือจะเดินทางไปที่วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เพราะในขณะนี้หลังจากข่าวการสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกแพร่สะพัด ไปทั่วประเทศ และทั่วโลกทำให้มีประชาชนจำนวนมาก แห่ไปชมบารมีและร่วมทำบุญกัน เป็นจำนวนมากทุกวัน หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองงานพระเลขาฯ หมายเลขโทรศัพท์ 084.825 2348 หรือ คุณโกวิทย์ 081.8193504 แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย บ่าวต้อม; 10-09-2009 เมื่อ 01:31 PM |
|
|
|
|
#9 (permalink) |
|
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
|
มีโอกาสได้อ่านหนังสือ "ชาติหน้า ไม่ขอมาเกิด" ภาค 2 ของหลวงปู่เณรคำ
บทที่ 7 พญานาคฟังธรรมทุกวันพระ "ทุกวันพระ ชาวสวรรค์ ชาวลับแล และชาวบาดาล ต่างแวะเวียนมาสดับรับฟังธรรมเทศนาของสามเณรอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด แม้กระทั่งท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่แห่งเทวดาทั้งปวง ยังเป็นผู้อุปัฏฐากคอยดูแลสามเณรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะชาวบาดาลที่ขึ้นมาฟังธรรมแทรกซึมอยู่ตามหมู่มนุษย์หากแต่สามเณรจะมองเห็นแต่เพียงผู้เดียว" อ่านหนังสือจบแล้วตั้งใจวาถ่ามีวาสนากะอยากไปกราบหลวงปู่จั่กเทืออยู่ค่ะ ขอบคุณที่เอาประวัติหลวงปู่มาให้อ่านเพิ่มเติมค่ะ |
|
|
|
![]() |
| ป้ายกำกับ |
| วัดป่าขันติธรรม, หลวงปู่เณรคำ |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
| เรียบเรียงคำตอบ | |
|
|
หัวข้อที่คล้ายกัน
|
||||
| หัวข้อ | ผู้เริ่มหัวข้อ | ฟอรั่ม | ตอบกลับ | กระทู้ล่าสุด |
| ประวัติ....ชนเผ่าภูไท | บ่าวพรรณานิคม | ศิลปะวัฒนธรรมภาคอีสาน | 332 | 12-23-2009 09:52 AM |
| ประวัติ จังหวัดร้อยเอ็ด | กุลวรินทร์ | ข้อมูลสำคัญ-76-จังหวัด | 28 | 10-04-2009 12:07 AM |
| ประวัติ จ.กาฬสินธุ์ | ไก่น้อย | ข้อมูลสำคัญ-76-จังหวัด | 15 | 07-09-2009 04:03 AM |
| ประวัติ เฉลิมพล มาลาคำ | หนุ่มสวีเดน | ศิลปินหมอลำ-เพลงลูกทุ่ง | 5 | 07-02-2009 05:01 PM |
| ประวัติ uefa champions league | w01305 | สโมสรฟุตบอล | 1 | 12-19-2008 07:04 AM |