กลับไป   บ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > ธรรมะ-รักษาจิต Religion > พระเกจิอาจารย์ภาคอีสาน

ตอบกลับ
 
แบ่งปันเรื่องนี้ คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
เก่า 09-19-2009, 02:35 AM   #1 (permalink)
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
 
รูปส่วนตัว บ่าวต้อม
มาตรฐาน ประวัติ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

ประวัติโดยสังเขป

พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ)


วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ




“พระอาจารย์วิรพล ฉัตติโก” หรือ “หลวงปู่เณรคำ”ประธานสงฆ์แห่งวัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นพระนักปฏิบัติจิตบำเพ็ญภาวนากัมมัฏฐานรุ่นใหม่ พระนักพัฒนา และพระนักเทศน์ชื่อดัง ที่มีความตั้งใจจะเป็นแบบอย่างที่ดีของพุทธศาสนิกชนชาวเมืองศรีสะเกษ สร้างแรงศรัทธาเลื่อมใสให้กับชาวบ้านศรัทธาญาติโยม
ให้ประพฤติปฏิบัติในหลักธรรมคำสอนแห่งพระพุทธองค์



หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล” ถือกำเนิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของคุณพ่อรัตน์ สุขผล และคุณแม่ สุดใจ สุขผล มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นผู้ชายหมด เมื่อองค์หลวงปู่เณรคำบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนา ว่า “ฉัตติโก”
“พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก”




พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ได้มีปฎิปทาตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียน และนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีด่างพร้อย ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า ตรงที่เป็นโบกปูนใช้สำหรับเผาผี โดยไม่เคยมีความกลัวหรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า “แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน” วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน พอพักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับจากโรงเรียน และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายใน ที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง




พอเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าเสร็จจาก ภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมา ทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น” เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนา อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร



จากการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งอายุได้ 13 ขวบ ครั้งหนึ่งขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาที่กระต๊อบกลางน้ำนั้น ตัวของท่านลอยขึ้น พอมาเดินจงกรมอยู่บนคันนา ก็เดินเหนือพื้นดินโดยเท้าไม่ได้แตะพื้นดินเลย และอีกครั้งหนึ่งท่านได้นั่งบำเพ็ญภาวนานานติดต่อถึง 5 ชั่วโมง จนถึงเวลาประมาณ ตี 2 จะไปอาบน้ำในบ่อน้ำ พอลุกจากที่นั่งภาวนาตัวเบา……….หวิว เหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะฝุ่นละอองบนพื้นเลย เดินลงไปในบ่อน้ำก็ไม่จมน้ำ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ เกิดกำลังใจ ยิ่งทำให้เร่งความเพียรหนักขึ้น และเป็นหนทางให้ออกบวช

ครั้นอายุได้ 15 ปี ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ระยะหนึ่ง




จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด
พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วยนรก เปรตและอสุรกาย และเริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน


บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง





ที่มา : หลวงปู่เณรคำ วัดป่าขันติธรรม (เว็บไซต์หลัก)

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย บ่าวต้อม; 09-19-2009 เมื่อ 07:00 PM
บ่าวต้อม is offline  
เก่า 09-19-2009, 06:42 PM   #2 (permalink)
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
 
รูปส่วนตัว บ่าวต้อม
มาตรฐาน







ที่มาของชื่อ “หลวงปู่เณรคำ”

เมื่อครั้ง พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ท่านไปจาริกธุดงค์อยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พุทธศาสนิกชนพากันไปกราบคารวะนมัสการและได้มองเห็นองค์หลวงปู่ ซึ่งท่านนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดบาง ๆ เป็นพระแก่ชรา แต่พอท่านเปิดกลดออกมาก็กลายเป็นเณรน้อยออกไปบิณฑบาต ขากลับจากบิณฑบาต พุทธศาสนิกชนบางคน ได้มองเห็นองค์หลวงปู่ท่านเป็นพระแก่ชรา อายุราว 80 ถึง 90 ปี ผมหงอก หลังค่อม เหี่ยวย่น หนังยาน บางคนฝันเห็นพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ไปยืนอยู่บนหัวเตียงเดี๋ยวเป็นเณรน้อยอายุน้อย ๆ เดี๋ยวก็กลายเป็นพระที่แก่ชรามาก
ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มมีคนเรียก ตามสิ่งที่เขาเห็น “หลวงปู่” หรือ “หลวงปู่เณรคำ” ฉัตติโก อ่านว่า ฉัตติโก







แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย บ่าวต้อม; 09-19-2009 เมื่อ 06:48 PM
บ่าวต้อม is offline  
เก่า 09-19-2009, 06:49 PM   #3 (permalink)
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
 
รูปส่วนตัว บ่าวต้อม
มาตรฐาน

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก สร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก ถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ



พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนาน นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย มากว่า 200 ปี โดยขณะนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว บริเวณพระบรมมหาราชวัง ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ต้องมากราบไหว้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง


พระแก้วมรกตที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วนั้น ตามโบราณกาลถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระอินทร์และพระวิศนุกรรม หาลูกแก้วมาสร้างองค์พระพุทธรูปนั้น มีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 7 พระองค์ด้วย พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปหยกอ่อน สีเขียวมรกตทึบ ขนาดกว้าง 19 นิ้ว ยาว 28 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสน พระแก้วมรกตได้ถูกนำไปประดิษฐานตามเมืองต่าง ๆ มาตั้งแต่โบราณกาล โดยมีหลักฐานเริ่มต้นที่ เจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียง ปัจจุบันคือ วัดพระแก้วงามเมือง อ.เมือง จ.เชียงราย จากนั้นพระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่มีความต้องการที่จะอัญเชิญไปที่เมืองเชียงใหม่ แต่ไม่มีช้างทรงพระแก้วมรกต จึงได้นำกลับไปทางลำปาง จึงเห็นควรให้ไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วดอนเต้า เมืองลำปาง ซึ่งอยู่ในอาณาจักรล้านนา กระทั่งรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช จึงอัญเชิญไปยังเมืองเชียงใหม่ โดยสร้างปราสาทประดิษฐานไว้ แต่เกิดเหตุฟ้าผ่าบ่อยครั้ง ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งล้านช้าง ซึ่งเป็นญาติราชวงศ์ล้านนา มาครองเมืองเชียงใหม่จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระพุทธสิหิงค์ ไปที่เมืองหลวงพระบาง และเวียงจันทน์หลังจากย้ายเมืองหลวง


ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบางทรงพระราชทานคืนให้แก่ลาว

ซึ่งด้วยความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระแก้วมรกตนี้ ทำให้ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรมและประธานมูลนิธิส่งเสริมคุณธรรมและคุณภาพชีวิต บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้ดำริที่จะสร้างองค์พระแก้วมรกต องค์จำลองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาในประวัติศาสตร์ไทย หลังจากที่ได้มีนิมิตเกิดขึ้น


หลวงปู่เณรคำ ท่านได้เมตตาเล่าถึงความเป็นมาของการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกว่า หลวงปู่ได้เกิดนิมิตเห็นเป็นพระอินทร์ อาราธนาให้สร้างพระแก้วมรกตขึ้น เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาของหมู่มวลมนุษย์ โดยจะช่วยดลบันดาลให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ และไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องทุนทรัพย์ เพราะจะมีคนนำมาถวายให้เอง หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดสิ่งมหัศจรรย์ในรุ่งขึ้นได้มีผู้ชายคนหนึ่งเดินทางมาหาพร้อมกับถวายถุงกระดาษสีน้ำตาลให้ และเมื่อก้มเปิดดูปรากฏว่าเป็นธนบัตรจำนวนมาก แต่เมื่อเงยหน้าจะถามผู้ชายคนนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย และ 2 วันต่อมาได้รับกิจนิมนต์ไปงานศพของญาติโยม และพบว่าเป็นงานศพของชายผู้นั้น จึงเกิดอัศจรรย์ใจขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเงินที่บรรจุภายในถุงกระดาษที่ได้รับมามีมากถึง 950,000 บาท จึงได้เริ่มที่จะก่อสร้างพระแก้วมรกตที่วัดป่าขันติธรรมทันที โดยตั้งปณิธานว่าจะสร้างพระแก้วมรกตที่องค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตั้งงบประมาณการก่อสร้างเฉพาะองค์พระแก้วมรกตกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งก็มีบรรดาญาติโยมเสียสละทุนทรัพย์มาร่วมก่อสร้างจำนวนมาก


หลวงปู่เณรคำ ได้เมตตาเล่าต่อไป ขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองในส่วนขององค์พระแก้วใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และที่ผ่านมาได้มีพิธีการสำคัญมากมายทั้งพิธีเปิดพระพักตร์ ยกนิ้วพระหัตถ์ และพิธียกนิ้วพระบาท ซึ่งการก่อสร้างพระแก้วมรกตนี้ ใช้หยกเขียวแท้ นำเข้าจากประเทศอินเดียดินแดนต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา เพราะหยกถือเป็นรัตนชาติอีก 1 ชิ้นที่มีความงดงาม ซึ่งการก่อสร้างพระแก้วมรกตด้วยหยกเขียวครั้งนี้ ถือเป็นแหล่งรวบรวมหยกครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยขนาดของพระแก้วมรกตองค์จำลองมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ฐานสูงจากพื้นดิน 7 เมตร และตั้งแต่ฐานจนถึงเศียรของพระแก้วมรกตมีความสูง 18.50 เมตร หน้าตักกว้าง 15 เมตร และพระแก้วมรกตองค์จำลอง ที่วัดป่าขันติธรรมจะหุ้มด้วยหยกเขียวทั้งองค์ ส่วนฐานความสูง 7 เมตร จะเน้นสถาปัตยกรรมร่วมยุคร่วมสมัย โดยจะรวมสถาปัตยกรรมของทุก ๆ ภาคของประเทศไทยไว้ ให้มีความสวยงาม มีชีวิตชีวา โดยให้สื่อความหมายถึง พุทธศาสนิกชนที่มีศรัทธามั่นคง เด็ดเดี่ยว ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


หลวงปู่เณรคำ ยังได้เมตตาเล่าต่อไปว่า ในการก่อสร้างพระแก้วมรกตที่ขณะนี้ดำเนินการไปกว่า 70% แล้ว หลังจากนั้นจะมีการสร้างเครื่องทรง 3 ฤดู ซึ่งจะใช้ทองคำกว่า 9,000 กิโลกรัม หรือ 9 ตัน รวมทั้งการก่อสร้างมหาวิหารใหญ่เพื่อครอบองค์พระแก้วมรกตในพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อไว้คอยบังแดด บังลม และน้ำฝน ที่จะทำให้หยกเขียวหมดความสวยงามไป อย่างไรก็ตามในการก่อสร้างพระแก้วมรกต หลวงปู่เณรคำเองมีปณิธานในการก่อสร้าง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ


สำหรับองค์พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีความสูงราว ๆ ตึก 6 ชั้น มีลิฟท์ขึ้นลง โดยชั้นล่างสุดจะใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของญาติโยมทั้งหลาย ส่วนยอดชฎาจะใช้ทองคำบริสุทธิ์หนัก 150 กิโลกรัมด้วยความสูง 7 เมตร นอกจากจะเป็นพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังจะต้องสวยงามที่สุดเช่นกัน ซึ่งในอนาคตองค์พระแก้วมรกตจำลอง จะเป็นพุทธสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของพระพุทธศาสนาของประเทศไทย และจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาในอนาคตด้วย

การก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตที่ดำเนินการมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ด้วยงบประมาณก่อสร้างมหาศาล และยังอาศัยฝีมือของช่างสิบหมู่ เป็นผู้รังสรรค์งานประติมากรรมขนาดใหญ่ ก่อสร้างด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งผู้รับหน้าที่ก่อสร้างต่างเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและปลื้มปิติ เนื่องจากพระแก้วมรกตจำลอง เป็นการสร้างถวายในหลวงและราชินี


นายบูรพา รอดอริห์ ผู้ดำเนินการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของชีวิตหนึ่ง เป็นมงคลแก่อาชีพ หลังจากจบการเรียนฝีมือช่างสิบหมู่ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และยึดอาชีพด้านช่างมานานกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งการก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ด้วยหยกเขียวจำนวนมาก ๆ และเป็นพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บอกเลยว่านี่เป็นงานแรก และเป็นงานปฏิมากรรมขนาดใหญ่ โดยนำเอานวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ โดยการก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตจำลอง จะใช้ซีเมนต์ขึ้นรูป โดยอิงจากภาพของพระแก้วมรกตที่ไม่สวมใส่เครื่องสังวาลย์และเครื่องทรง จากนั้นจะใช้สแตนเลส หนา 2 มิลเมตร กว้าง 1 นิ้ว หุ้มทั้งองค์ โดยใช้อีพ็อกซี่เชื่อมหยกและสแตนเลนติดกัน จากนั้นใช้เรซิ่นไฟเบอร์ ยิงเข็มเลเซอร์ตามผิวหยก ขององค์พระแก้วมรกตจำลอง เพื่อให้เนื้อหยกประสานกันอย่างละเอียด โดยการก่อสร้างพระแก้วมรกตในส่วนของการหุ้มหยกเขียวนี้ได้ดำเนินการมาประมาณ 8 เดือนเศษ ขณะนี้อยู่ที่ขั้นตอนสุดท้ายแล้วคือการขัดผิวหยกที่จากนี้ไปจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนตัวองค์พระแก้วมรกตก็จะแล้วเสร็จ


นายบูรพา กล่าวต่อไปว่า ช่างที่มาร่วมก่อสร้างพระแก้วมรกตกว่า 30 ชีวิต เป็นช่างฝีมือพื้นบ้านใน จ.สกลนครและนครพนม มีความชำนาญเรื่องงานก่อสร้างและงานปูน ซึ่งการสร้างพระแก้วมรกตขนาดใหญ่นับเป็นเรื่องยาก แต่ก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้นเพราะตั้งแต่เริ่มทำการก่อสร้างไม่เคยมีปัญหาใด ๆ ที่ทำให้การก่อสร้างหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเรื่องอุบัติเหตุ หรือสภาพอากาศ ฝนตกฟ้าคะนอง ก็ยังสามารถก่อสร้างพระแก้วมรกตได้อยู่เสมอ นับเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้มาร่วมสร้าง และรับใช้หลวงปู่เณรคำ ก่อสร้างพระแก้วมรกต นับเป็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องจดจำตลอดชีวิตทีเดียว


นายช่างศิลปกรรมปูนปั้นรายนี้ยังบอกอีกว่า มี ความภาคภูมิใจมากที่ได้สร้างผลงานชิ้นนี้และยังนำความปลื้มปิติมาให้ เพราะพระแก้วมรกตองค์นี้ตามปณิธานของหลวงปู่เณรคำนั้น พระเดชพระคุณท่าน ต้องการที่จะสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ครั้งหนึ่งของชีวิตถือว่าเกิดมาคุ้มแล้ว และในฐานะผู้ยึดอาชีพช่างในกลุ่มช่างสิบหมู่ ศิษย์เก่าศิลปากรนับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ของชีวิตกับงานก่อสร้างพระแก้วมรกต ประติมากรรมปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และผลงานพระแก้วมรกตที่เป็นหยกเขียวทั้งองค์เป็นหนึ่งในโลกนี้

การก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ จะต้องใช้เงินในการก่อสร้างประมาณ 1,500 ล้านบาท และขณะนี้การก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว ซึ่งชฎาที่สวมบนพระเศียรขององค์พระแก้วมรกตจำลองจะทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ โดยจะใช้ทองคำบริสุทธิ์น้ำหนัก 150 กก.ในการจัดสร้าง โดยขณะนี้มีผู้บริจาคทองคำเข้ามาแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังรวบรวมทองคำ เพื่อให้ครบ 150 กก. ผู้ที่ประสงค์จะร่วมก่อสร้างองค์พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก


ขอเชิญร่วมบริจาคโดยตรงที่วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ หรือบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาศรีสะเกษ ชื่อบัญชี สร้างพระแก้วมรกต โดยพระอาจารย์วิรพล ฉัตติโก (หลวงปู่เณรคำ) เลขที่บัญชี 156 – 1 – 1 – 8518 – 8 และบริจาคได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีสะเกษ วัดป่าขันติธรรม โดยหลวงปู่เณรคำ หมายเลขบัญชี 3-1-065-4415 หรือจะเดินทางไปที่วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

เพราะในขณะนี้หลังจากข่าวการสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกแพร่สะพัด ไปทั่วประเทศ และทั่วโลกทำให้มีประชาชนจำนวนมาก แห่ไปชมบารมีและร่วมทำบุญกัน เป็นจำนวนมากทุกวัน หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองงานพระเลขาฯ หมายเลขโทรศัพท์ 084.825 2348 หรือ คุณโกวิทย์ 081.8193504




แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย บ่าวต้อม; 10-09-2009 เมื่อ 01:31 PM
บ่าวต้อม is offline  
เก่า 09-22-2009, 02:55 AM   #4 (permalink)
Maximum learning
ศิลปิน นักเขียน
 
รูปส่วนตัว khonsurin
มาตรฐาน

ขอบคุณมากนะคะ................
khonsurin is offline  
เก่า 09-28-2009, 02:04 PM   #5 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
 
รูปส่วนตัว บ่าวเมืองลำดวน
มาตรฐาน

ผมกะคนศรีสะเกษแตกะลังฮู้จักคงสิหาโอกาศไปกราบนมัสการก่อนครับ
บ่าวเมืองลำดวน is offline  
เก่า 09-28-2009, 06:51 PM   #6 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
 
รูปส่วนตัว บ่าวดงลาน
มาตรฐาน

ขออนุโมทนาสาธุครับ
บ่าวดงลาน is offline  
เก่า 11-04-2009, 02:12 PM   #7 (permalink)
ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
 
รูปส่วนตัว jobloi
บ้านมหาโพสต์ มักรุ่นใด๋ครับ

http://www.luangpunenkham.com/wat-pa...picious-items/
jobloi is offline  
เก่า 06-06-2011, 03:40 PM   #8 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
 
รูปส่วนตัว คนนครผำ
มาตรฐาน

กราบขอบพระคุณผู่ที่นำประวัติพระอาจารย์มาให้ฮู้จักขอรับ....กราบขอบพระคุณอย่างหองคับผม
คนนครผำ is offline  
เก่า 11-16-2011, 04:19 PM   #9 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
 
รูปส่วนตัว กะแยงนา
มาตรฐาน

มีโอกาสได้อ่านหนังสือ "ชาติหน้า ไม่ขอมาเกิด" ภาค 2 ของหลวงปู่เณรคำ
บทที่ 7 พญานาคฟังธรรมทุกวันพระ
"ทุกวันพระ ชาวสวรรค์ ชาวลับแล และชาวบาดาล ต่างแวะเวียนมาสดับรับฟังธรรมเทศนาของสามเณรอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด
แม้กระทั่งท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่แห่งเทวดาทั้งปวง ยังเป็นผู้อุปัฏฐากคอยดูแลสามเณรอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะชาวบาดาลที่ขึ้นมาฟังธรรมแทรกซึมอยู่ตามหมู่มนุษย์หากแต่สามเณรจะมองเห็นแต่เพียงผู้เดียว"

อ่านหนังสือจบแล้วตั้งใจวาถ่ามีวาสนากะอยากไปกราบหลวงปู่จั่กเทืออยู่ค่ะ ขอบคุณที่เอาประวัติหลวงปู่มาให้อ่านเพิ่มเติมค่ะ
กะแยงนา is offline  
กลับไป บ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > ธรรมะ-รักษาจิต Religion > พระเกจิอาจารย์ภาคอีสาน

ตอบกลับ

ป้ายกำกับ
วัดป่าขันติธรรม, หลวงปู่เณรคำ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว


หัวข้อที่คล้ายกัน
หัวข้อ ผู้เริ่มหัวข้อ ฟอรั่ม ตอบกลับ กระทู้ล่าสุด
ประวัติ....ชนเผ่าภูไท บ่าวพรรณานิคม ศิลปะวัฒนธรรมภาคอีสาน 332 12-23-2009 09:52 AM
ประวัติ จังหวัดร้อยเอ็ด กุลวรินทร์ ข้อมูลสำคัญ-76-จังหวัด 28 10-04-2009 12:07 AM
ประวัติ จ.กาฬสินธุ์ ไก่น้อย ข้อมูลสำคัญ-76-จังหวัด 15 07-09-2009 04:03 AM
ประวัติ เฉลิมพล มาลาคำ หนุ่มสวีเดน ศิลปินหมอลำ-เพลงลูกทุ่ง 5 07-02-2009 05:01 PM
ประวัติ uefa champions league w01305 สโมสรฟุตบอล 1 12-19-2008 07:04 AM


ลิ้งก์ที่น่าสนใจ : ศิลปะวัฒนธรรม » การละเล่นพื้นบ้านภาคอีสาน » นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน » เวทมนตร์ » ภูมิปัญญาท้องถิ่น » ภาษาอีสาน » คำผญาสุภาษิต » อยู่แบบพอเพียง


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:22 PM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2013, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นฯลฯ (ไม่สนับสนุนการคัดลอกข้อมูลมาจากที่อื่น) การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ใช่ต้นฉบับฯ ต้องอ้างอิงที่มา