ชุมชนบ้านมหา > ภาษาศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น > ศิลปะวัฒนธรรมภาคอีสาน > นิทาน-พื้นบ้าน-อีสาน

 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
02-09-2010, 03:46 PM   #1 (permalink)
Super Moderator
Guide & Photographer
 
 
ผาแดง-นางไอ่ ฉบับอิงประวัติศาสตร์ เรื่องจริง



ประวัติศาสตร์...เมื่อถูกถ่ายทอดผ่านไปเป็นเวลานานเข้า มีการต่อเติมเรื่องราวให้เร้าใจ
สนุกสนานชวนติดตาม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์เหลือเชื่อเพิ่มเข้าไป
ประวัติศาสตร์ก็จะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นตำนาน ตำนานพอตำกันไปนานๆเข้าอีก ก็จะเปลี่ยน
สถานะไปเป็นเทพนิยาย อย่างที่ฝรั่งเขาเขียนไว้ว่า history became legend and
the legend became myth นั่นแหละ

ทีนี้ พอประวัติศาสตร์กลายเป็นเทพนิยาย โลกสมัยใหม่อันเป็นโลกของวิทยาศาสตร์
อะไรๆก็พิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเป็นผล คนทั่วไปจึงไม่เชื่อว่า ในเทพนิยายนั้น
ลึกๆหลายเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่งจริง ขึ้นอยู่กับว่าจะแยกเรื่องจริงออกจากเรื่องที่ประสประสาน
เข้าไปอย่างไร และจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ใหม่นั้นว่าอย่างไร ซึ่งในปัจจุบันเทพนิยาย
หลายเรื่องก็ได้รับการนำมิติการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี รวมทั้งการ
พิสูจน์หลายๆชนิดของวิทยาศาสตร์และการแพทย์เพิ่มเติมเข้าไป ทำให้เทพนิยายหลาย
เรื่องที่คนเคยคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง ชักจะกลายเป็นเรื่องจริงเข้าไปทุกทีแล้วในวันนี้

อย่างมหากาพย์ iliod ของกรีกนั้น ถึงวันนี้ก็คงไม่มีใครเถียงแล้วว่ามีความจริง
อยู่ในเรื่องเป็นอันมาก เรื่องพระเจ้าอาร์เธอร์ พ่อมดเมอร์ลิน เซอร์ลานสล็อต และพระนาง
กวินนิเวียร์ของอังกฤษ ทุกวันนี้ถูกอธิบายเชื่อมโยงกับการเข้ายึดครองอังกฤษของโรมัน
จนเทพนิยายอังกฤษชักจะเป็นเรื่องจริงเข้าไปอีกเรื่อง

และในคราวนี้ เราจึงขอนำเสนอเรื่องราวความรักแบบไทยๆ เป็นเรื่องเล่าที่เป็นนิยาย
พื้นบ้านอันแพร่หลายของชาวอิสาน และเรื่องราวของชาวอิสานมากมายก็มีเรื่องนี้แทรก
เป็นยาดำอยู่เสมอ

เอาล่ะครับ เชิญล้อมวงกันเข้ามา มาฟังเรื่องเล่า นิยายรักสุดซาบซึ้ง ผาแดง นางไอ่
ของชาวที่ราบสูงดั้งเดิมที่เพิ่มเติมด้วยมิติการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี
จนจะเป็นเรื่องจริงได้แล้วอีกเรื่อง ณ บัดนี้ครับ

"ความรัก" เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติอันสุดซึ้งตรึงใจและเป็นความทรงจำอันยิ่งใหญ่
ของมวลมนุษย์ทุกผู้คน ความรักที่รังสรรค์ทุกสรรพสิ่ง และความรักที่ผิดทางก็ทำลาย
ทุกอย่างที่ขวางหน้า เป็นคำจำกัดความหนึ่งของความรัก ที่แทบจะเป็นเช่นเดียวกันในมวลมนุษย์
ทุกเผ่าพันธ์ทั่วโลก

ความรักเหมือนโรคา......บันดาลตาให้มืดมล
ไม่ยินและไม่ยล..........อุปรสัคคะไดๆ
ความรักเหมือนโคถึก....กำลังคึกผิขังไว้
ก็โลดจากคอกไป........บ่ย่อมอยู่ ณ ที่ขัง
ถึงหากจะผูกไว้...........ก็ดึงไปด้วยกำลัง
ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง..........บ่หวลคิดถึงเจ็บกาย
(พระราชนิพนธ์ ร.6 จากเรื่องมัทนะพาธา)

ในเรื่องราวของกรีกและโรมัน ต้นเค้าแห่งอารยธรรมตะวันตก ความรัก ด้านหนึ่งอยู่ใน
ตำแหน่งผู้กำเนิดโลก...โลกถือกำเนิดขึ้นในความมืดมิด เมื่อมีความรัก จึงมีแสงสว่าง
และเพราแสงสว่างนั้น ความงดงามของโลกจึงปรากฏแก่สายตามนุษย์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง
เพราะความรักอันมืดมัวของมนุษย์อย่างเจ้าชายปารีสและเฮเลน จึงก่อกำเนิดมหากาพย์
การสู้รบอันเกรียงไกร อีเลียดและกลศึกม้าไม้เเห่งเมืองทรอย วีรบุรุษเก่งกล้ามากมาย
อย่างอาร์คีลิส เฮกเตอร์ และอาร์แจ็ก ฯลฯ ต้องมาจบชีวิตในมหาสงครามอันโหดร้ายนี้

ข้ามมาทางเอเชีย ในศาสนาฮินดูแห่งชมูทวีป แม้ในด้านหนึ่งฮินดูจะยกพระพรหมเป็นผู้สร้าง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แท่นศิวลึงค์ที่มีฐานเป็นโยนีรองรับอยู่เบื้องล่าง ก็คือต้นกำเนิดของทุก
สรรพสิ่ง ที่แฝงนัยยะว่า เพราะความรักของหญิงชายนั่นเอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง
เป็นนัยยะแบบเรื่องจริงชัดเจน ตรงไปตรงมา แทบไม่อ้อมค้อมเลย แต่เพราะความรักอัน
มืดมัวของราวัณณะ หรือทศกัณฑ์ในภาคไทย จึงทำให้เกิดมหากาพย์การสงครามอันยิ่งใหญ่
ของชมพูทวีปอย่างรามายณะ ที่ผู้คนและสรรพสัตว์มากมายต้องมาพลอยล้มตายไปเพราะ
ความรักอีกครั้ง เลยต่อมาในอีกโลกหนึ่ง บนดินแดนหลังกำแพงใหญ่ หรืออาณาจักรจีน
อันเกรียงไกรของชาวฮั่น โฉมสคราญล่มเมืองอย่างไซซี เตียวเสี้ยน หวางเจาจวิน และ
หยางกุ้ยเฟย ก่อกำเนิดขึ้นแทบทุกยุคทุกสมัย ยั่วยวนใจให้วีรบุรุษคลั่งรักส่งกองทัพ
หาญเข้าสู่สงคราม ทำให้ผู้คนล้มตายระส่ำระสายนับแสนนับล้าน

นี่คืออาณุภาพแห่งความรัก ความสุขอันเป็นสุดยอดและความทุกข์แสนทรมาณที่เกิดขึ้น
ในทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ในมหาอาณาจักร จากพระราชวัง ไปจนถึงกระท่อมซอมซ่อในหัวเมือง
ชายแดนอันเปลี่ยวร้าง แม้ในดินแดนเร้นลับอย่างสุวรรณภูมิ ที่ผู้คนต่างเชื่อมั่นกันว่ามั่งคั่ง
ด้วยทรัพย์สมบัติพืชพรรณธัญญาหาร และมากมายด้วยผู้คนเผ่าพันธุ์ลี้ลับน้อยใหญ่ต่างๆ
ดินแดนที่พระโสณะและพระอุตตระเพิ่งได้รับมอบหมายจากชุมนุมสงฆ์แห่งชมพูทวีป
ให้ออกเรือเดินทางไกลไปเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าแก่หมู่ชนไร้ความเจริญเหล่านั้น
และ ณ ที่นั้น เรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งก็กำลังบังเกิดขึ้นที่นั่น

ณ ดินแดนหนึ่ง นอกแนวภูเขาที่มีสัณฐานเรียวยาวดั่งไม้คาน ที่เขาเรียกขานกันในภาษา
ท้องถิ่นว่าพนมดงรัก ชนเผ่าพันธ์เขมร หรือขอม ที่มีความเจริญมาก่อนชนเผ่าอื่นๆ และมี
หลักฐานมั่นคงอยู่ภายในแวดล้อมของพนมดงรัก ได้ใช้เวลาหลายร้อยปีค่อยๆเสริมสร้าง
แนวป้องกันตนด้วยการแผ่ขยายอิทธิพลและอาณาเขตเผ่าพันธุ์ทะลุลอดแนวพนมดงรัก
ออกสู่ดินแดนภายนอก ด้วยการค่อยๆเข้ายึดครองเมืองเล็กเมืองน้อยต่างๆ ในบริเวณลุ่ม
แม่น้ำมูล สร้างแนวป้องกันตนใหม่เป็นแนวแม่น้ำมูล แล้วค่อยขยับขึ้นไปเป็นแนวแม่น้ำชี
ทั้งหมดนี้ด้วยวิธีการที่ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ทั้งการเมืองและการทหาร และในที่สุด
เมืองใหญ่น้อยมากมายหลายแห่งในพื้นที่ที่ราบสูงนี้ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลขอมไปแล้วเป็น
จำนวนมาก ยังคงเหลือเมืองของชาวพื้นเมืองแห่งที่ราบสูงที่เป็นเจ้าของแผ่นดินดั้งเดิม
ที่เป็นอิสระอยู่เพียงไม่กี่แห่ง

พวกขอมได้ค่อยๆกระทำการยึดครองดังนี้เป็นเวลาเนิ่นนานหลายร้อยปี จนสามารถสร้าง
เป็นเมืองใหม่หลายแห่งอันเป็นเครือญาติกัน ตั้งแต่ศรีสิขเรศวร วนัมรุงปุระ วิมายะปุระ
ลักษณะของเมืองเช่นนี้ก็คือ การมีชนชั้นปกครอง ขุนนาง นายทหาร นักปราชญ์ราชบัณฑิต
เป็นชาวขอม และมีชาวพื้นเมืองแห่งที่ราบสูงเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน จนมาถึงดินแดนใหม่
ในแนวเหนือสุด ที่ขอมได้ขึ้นเหนือมาใกลจากแนวพนมดงรัก จนข้ามเทือกเขาภูพานมาได้
และสร้างเป็นเมืองป้อมปราการแห่งใหม่ขึ้นอีกแห่ง ใช้ชื่อเมืองตามภาษาถิ่นเดิมว่า เอกชะทีตา
ณ ที่นั้น ตรงหนองน้ำธรรมชาติอันจะได้นามในกาลต่อมาว่าหนองหาน ชาวขอมได้จัดสร้าง
ระบบชลประทานขึ้นใหม่ด้วยวิทยาการการระบายน้ำอันก้าวหน้าของเผ่าพันธุ์ตน จนหนองน้ำ
ได้กลายเป็นบารายขนาดใหญ่ อำนวยประโยชน์แก่การเกษตรกรรมของชาวเมืองอย่างใหญ่หลวง
จนอาจกล่าวได้ว่า เมืองไม่อาจอยู่ได้ หากปราศจากบารายใหญ่แห่งนี้

ในพระราชวังหลวงแห่ง เอกชะทีตา เจ้าเมืองขอมมีพระราชธิดานามนามไอ่คำ หรือนางไอ่
เป็นหญิงสาวที่มีความงดงามเป็นยิ่งนัก เหล่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของเอกชะทีตาต่างสรรเสริญ
ในความงามของพระนาง เหล่าบัญฑิตและราชกวีมีชื่อต่างได้แต่งโศลกบทกวีของตนพรรณนา
ความงามของนางไอ่คำ จนกิตติศัพย์ความงามของพระนางเลื่องลือขจรขจายไปในดินแดนต่างๆโดยรอบ

ใกลจากเมืองเอกชะทีตา ณ เมืองเล็กๆอีกแห่งหนึ่งชื่อ เมืองผาโพง
เป็นเมืองของชาวพื้นเมืองแห่งทีราบสูงดั้งเดิมที่ยังมิได้ตกอยู่ใต้อำนาจขอม เจ้าเมืองผาโพง
ที่เชื่อกันว่าอยู่ในเขตจังหวัดเลยในปัจจุบัน ชื่อว่า ท้าวผาแดงเป็นเจ้าเมืองวัยหนุ่มฉกรรฉ์
ครั้นได้ยินกิตติศัพย์ความงามของนางไอ่คำ ราชธิดาแห่งเมืองเอกชะทีตา ก็มีความปารถนา
จะได้ยลโฉมพระนางเป็นยิ่งนัก

และในที่สุดด้วยแรงปราถนาอันร้อนรุ่มของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าเมืองน้อย ท้าวผาแดงก็ได้มี
โอกาสได้ลักลอบเข้าไปในเมืองเอกชะทีตา และบุญวาสนาก็นำพาพระองค์ไปจนถึงพระราชวังฝ่ายใน
ของนครเอกชะทีตา เจ้าเมืองหนุ่มท้าวผาแดงได้พบกับราชธิดาไอ่คำ แล้วทั้งสอง ชายหนุ่มและหญิงสาว
ก็รักกันเมื่อแรกพบ และความรักก็เป็นทั้งโรคาและทั้งโคถึก ทั้งสองผูกพันรักใคร่ต่อกัน
อย่างลึกซึ้งเมื่อได้อยู่กันเพียงลำพังสองต่อสอง ความสุขใดใหนเลยจะเท่าสุขแห่งความรัก
ในล้านนาไทยมีรักแรกพบอันยิ่งใหญ่ร้อนแรงของพระลอและพระเพื่อน-พระแพงฉันใด
ความรักของท้าวผาแดงนางไอ่ก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกันฉันนั้น ก่อนจากกัน ทั้งสองให้สัญญา
ว่าจะครองคู่กันชั่วดินฟ้า ท้าวผาแดงสัญญาว่าจะกลับมาเมืองเอกชะทีตาอีกครั้งพร้อมกับ
ขบวนขันหมากเพื่อสู่ขอราชธิดาขอมแต่งงานตามประเภณี

แม้ชาวเผ่าพันธ์ขอมจะได้เมืองหลายแห่งในดินแดนนอกแนวพนมดงรักนี้แล้ว แต่จริงๆ
สถานการณ์ก็ไม่ได้มั่นคงนัก ทางตะวันตก ชาวศรีรามเทพนครอโยธยากำลังหล้าแข็งขึ้น
ทุกขณะ ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุโขทัยศรีสัชนาลัยก็เข้มแข็งไม่น้อยทางตะวันออกเฉียงเหนือ
นครศรีสัตตนาคก็เติบโตขึ้นเป็นปึกแผ่น สามารถรวมเอาศรีโคตรบูรไว้ในอำนาจได้ ทั้งยัง
แผ่ขยายอาณาเขตข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาแล้ว อีกทั้งบนแผ่นดินที่ราบสูง หอกข้างแคร่ก็คือ
ชาวพื้นเมืองแห่งที่ราบสูงดั้งเดิม เมืองเล็กๆอีกหลายเมืองที่เข้มแข็ง ยากจะหักด้ามพร้า
ด้วยเข่า ยึดเอาเมืองเหล่านั้นมาอยู่ใต้อำนาจขอมได้ จำเป็นที่เมืองขอมทั้งหลายจะต้อง
ดำเนินการทางการเมืองและการทหารที่เหมาะสมกับบรรดาเจ้าเมืองเล็กๆเหล่านี้ ให้อยู่
ร่วมกันต่อไปอย่างสันติ

ดังนั้น ในโอกาสหนึ่งซึ่งเป็นเทศกาลต้นฤดูฝน ที่บรรดาชาวเมืองน้อยที่นับถือพญาแถน
เหล่านี้จะพากันทำบั้งไฟจุดยิงขึ้นฟ้าเพื่อขอฝนจากพญาแถน เจ้าเมืองขอมเอกชะทีตา
จึงให้ป่าวประกาศไปยังเมืองน้อยต่างๆทีเก่งกล้าสามารถ นำบั้งไฟมาประกวดประขันกัน
อนึ่ง นางไอ่คำราชธิดาเจริญวัยสมควรแก่การครองคู่ ในวาระนี้ก็จะได้ให้นางไอ่คำได้พบปะ
รู้จักกับเจ้าเมืองใหญ่น้อยทั้งหลาย เผื่อจะเป็นหนทางให้นางได้ทำการเสกสมรสต่อไปในภายหน้า

การดังนั้น บรรดาเจ้าเมืองน้อยต่างๆโดยรอบ ครั้นได้รับสาส์นเชิญชวน ทางหนึ่งด้วยความ
เป็นไมตรีบ้านพี่เมืองน้องอีกทางหนึ่งเจ้าเมืองทั้งหลายก็ปราถนาใคร่ได้ยลโฉมและได้
เสนอตัวขึ้นเป็นทองแผ่นเดียวกับเจ้าเมืองใหญ่ จึงต่างพากันนำบั้งไฟ นายช่าง ตลอดจน
ขบวนแห่แหนและทหารหาญใหญ่น้อยเข้ามาร่วมประกวดประชันบั้งไฟในเมืองเอกชะทีตา
กันเป็นการใหญ่ ทางฝ่ายท้าวผาแดงกับเจ้าเมืองน้อยอื่นๆใกล้เคียงก็เตรียมการยกกองทัพ
เข้าร่วมการแข่งขันจุดบั้งไฟในเมืองเอกชะทีตากับเขาด้วย

ทางฝ่ายเมืองศรีสัตตนาค หรือในกาลต่อมาก็คือกรุงศรีสัตตนาคนหุตอุตตมะล้านช้างร่มขาวนครเวียงจันทร์
ที่ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวลาวหรือไทลาว ในคราวนั้นชายแดนของเมืองได้ข้ามน้ำโขง
เข้ามาประชิดกับแดนเมืองเอกชะทีตาแล้ว การแผ่อิทธพล ขยายดินแดน และสร้างพันธมิตร
ระหว่างคนสองเผ่าพันธุ์ ลาวและขอม จึงเป็นการแข่งขันกันอย่างดุเดือดและเข้มข้นจนใกล้
จะเป็นสงครามระหว่างสองดินแดนอันเข้มแข็ง ไม่แพ้การแข่งขันกันของขอมและชาวอโยธยา
ศรีรามเทพนครทางตะวันตก

ในที่สุดการจุดบั้งไฟประชันก็เริ่มขึ้น ท้าวผาแดงและนางไอ่คำได้แสดงออกให้เจ้าเมืองทั้งหลาย
และพระราชบิดามารดาเห็นถึงความเป็นคนรักกันอย่างซาบซึ้งของทั้งสอง ทำให้เจ้าเมือง
เอกชะทีตาและเจ้าเมืองน้อยใหญ่จำนวนมากที่มาเข้าร่วมประชันบั้งไฟเกิดความไม่พอใจ
เกิดการแบ่งขั้วเลือกข้าง ความยุติธรรมในการตัดสินผู้แพ้ชนะของการประชันบั้งไฟจึงกลาย
เป็นกระบวนการที่ขาดความยุติธรรม สร้างความไม่พอใจให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อเป็นดังนี้
บ้านเมืองอันเป็นปรกติสุขของเอกชะทีตาก็เริ่มเข้าสู่ความระส่ำระสาย ใครกันแน่ที่จะได้เป็น
ลูกเขยของเจ้าเมือง และใครจะเป็นผู้ชนะการประกวดประชันบั้งไฟ ชาวเมืองเอกชะทีตาเอง
ถึงตอนนี้ก็แบ่งขั้วเลือกข้าง ความยุติธรรมและการปกครองที่แบ่งขั้วเลือกข้างกลายเป็นสิ่ง
กัดกร่อนทำลายความมั่นคงของเมืองใหญ่นี้อย่างเห็นได้ชัด

และในท้ายที่สุด เมื่อเมืองที่เข้ามาร่วมการประชันบั้งไฟทุกเมืองต่างก็มีทหารและผู้ติดตามเข้ามา
เมืองละมิใช่น้อย เมื่อเกิดความระส่ำระสายเช่นนี้ ทางฟากฝ่ายเมืองศรีสัตตนาค ศัตรูของ
เอกชะทีตา จึงสบโอกาส กองทัพใหญ่ถูกระดมขึ้นฉับพลันที่ชายแดน และไส้ศึกก็ถูกส่ง
เข้าไปก่อกวนให้ความขัดแย้งเรื่องบั้งไฟและนางไอ่คำที่เกิดขึ้นกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นทุกขณะ
ก่อกวนจนกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างเมืองน้อยที่แพ้ชนะได้เปรียบเสียเปรียบกันในการประชันบั้งไฟนั้น

และในที่สุดความโกลาหลวุ่นวายภายในก็เป็นช่องทางให้กองทัพใหญ่ของศรีสัตตนาคได้
โอกาสจุดอ่อนคือระบบชลประทานของเมือง การทำลายชลประทานจะทำให้เมืองเสียหาย
ยาวนานและไม่อาจฟื้นตัวได้อีกต่อไป และแล้วกองทัพศรีสัตตนาคก็บุกเข้ามาใจเขตแดน
เอกชะทีตาอย่างรวดเร็วดังสายน้ำ ไม่มีผู้ต่อต้าน เพราะในเมืองยังทะเลาะกันอยู่อย่างไม่
เลิกรา ไม่ช้านัก ระบบชลประทานของเมืองเอกชะทีตาก็พังทลาย น้ำท่วมเข้าเมืองพร้อม
กับการเข้าถึงของกองทัพใหญ่ศรีสัตตนาค เมืองที่กำลังระส่ำระสายจึงถูกทำลายลงด้วย
กองทัพที่เป็นกลุ่มก้อน มีระเบียบวินัยและมุ่งมั่น

ท้าวผาแดงใช้เวลาทั้งวันขี่ม้าบักสามตามหาราชธิดาไอ่คำในความวุ่นวายของสงคราม
กลางกองทัพศรีสัตตนาค กว่าจะได้พบ ราชธิดาแห่งเอกชะทีตาก็ตกอยู่ในเงื้อมมือทหาร
ข้าศึกไปแล้ว ท้าวผาแดงและม้าบักสามกับพันธมิตรทุ่มตัวและหัวใจเข้าต่อสู้กับทหารกอง
ทัพศรีสัตตนาคทั้งกองทัพอย่างเต็มที่ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ นางไอ่คำถูกจับตัวกลับไป
นครเวียงจันทร์พร้อมกองทัพใหญ่ศรีสัตตนาค

แต่ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความรักและความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค ท้าวผาแดงกลับ
ไปยังเมืองผาโพงได้ไม่นาน ก็จัดตั้งกองโจรเล็กๆขึ้น และลักลอบข้ามโขง เดินทางเข้าไป
ถึงใจกลางเมืองศรีสัตตนาค และในที่สุดก็สามารถเล็ดลอดเข้าไปจนถึงที่คุมขังราชธิดาไอ่คำได้
ท้าวผาแดงช่วยนางไอ่คำได้สำเร็จ เมื่อคู่รักทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง ดอกไม้แห่งความรักก็
ผลิบาน และเมื่อสิ้นทั้งเมืองเอกชะทีตา สิ้นวงศาคณาญาติแล้ว นับแต่นี้ไปก็ไม่มีอะไรจะ
ยิ่งใหญ่เท่ากับความรักของคนทั้งสองอีก ท้าวผาแดงและนางไอ่คำจึงเคลียคลอครองคู่กัน
ควบม้าบักสามหายไปกับความงดงาม ไม่กลับคืนไปยังเมืองผาโพง และไม่กลับคืนสู่เอกชะทีตาอีกต่อไป

ปี พ.ศ.1369 พระเจ้าอู่ทองแห่งอยุธยาศรีรามเทพนคร ดำรัสสั่งให้พระราเมศวรราชโอรส
ยกกองทัพเข้าโจมตีเมืองศรียโสธรปุระ หรือเมืองพระนครธม ศูนย์กลางแห่งอำนาจของขอม
โดยยกกองทัพผ่านไปทางด้านปราจีนบุรี พระราเมศวรทำสงครามไม่ได้ชัยชนะ พระเจ้าอู่ทอง
จึงให้พระอนุชา ขุนหลวงพะงั่ว เจ้าเมืองสุพรรณบุรี ยกกองทัพตามไปสมทบ การศึกติดพัน
นานเข้า พวกขอมนอกแนวพนมดงรักต่างต้องยกทัพกลับเข้าไปช่วยที่ศูนย์กลาง แต่ไม่ทัน
กองทัพกรุงศรีอยุธยาได้ยึดนครหลวงศรียโสธรปุระ พวกขอมก็กระจายกันออกไป ต้องรวม
กำลังกันเข้ามาแล้วถอยร่นไปสร้างราชธานีใหม่ที่เมืองอุดงและเมืองละแวกในเวลาต่อมา

และต่อจากนั้นอีกไม่ช้านาน ชาวพื้นเมืองแห่งที่ราบสูงหลายๆเมืองที่เคยตกอยู่ใต้อำนาจขอม
ก็พากันลุกฮือขึ้นโค่นล้มอำนาจการปกครอง ทำให้การปกครองของขอมในดินแดนที่ราบสูง
ค่อยๆล่มสลาย ในขณะเดียวกัน อำนาจของทางด้านนครศรีสัตตนาคกองทัพลาวก็ค่อยๆ
สยายปีกข้ามโขงเข้าสู่ดินแดนที่ว่างเปล่าจากอำนาจการปกครองเดิม จากนั้นชาวลาวจาก
ฝั่งซ้ายจึงพากันเคลื่อนย้ายข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังดินแดนฝั่งขวาของชาวพื้นเมืองแห่งที่
ราบสูงอีกหลายครั้งหลายครา ต่างกรรมต่างวาระ สร้างบ้านแปงเมืองขึ้นมาใหม่ และเข้าอยู่
ร่วมกับชาวพื้นเมืองแห่งที่ราบสูงและชาวขอมในดินแดนแห่งที่ราบสูงนี้ต่อมาอย่างสันติสุข

เอวัง
(ต่อไปจะเป็นฉบับนวนิยายพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมาครับ)
 
03-18-2010, 10:33 AM   #2 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์

ขอบคุณหลายๆ ครับ ได้ฮู่ประวัติแล่ว บาดหนิ
 
04-21-2010, 08:55 PM   #3 (permalink)
ฝ่ายเทคนิค และถ่ายทอดสด

ขอบคุณหลายๆๆ สำหรับความเป็นมาเป็นไป ละกะเนื้อหาสาระ ที่มีให้เพิ่มเติมจนเต็มอิ่ม
 
05-21-2010, 10:30 AM   #4 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์

ขอบคุณจ้า อยากอ่าน อากรู้เรื่องราวมานานแล้ว
 
10-28-2010, 05:33 PM   #5 (permalink)
ศึกษาหาความรู้

ขอบคุณหลายๆ
เป็นนิทานพื้นบ้านที่มักหลาย
 
ชุมชนบ้านมหา > ภาษาศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น > ศิลปะวัฒนธรรมภาคอีสาน > นิทาน-พื้นบ้าน-อีสาน


ป้ายกำกับ
ตำนาน, ท้าวผาแดง, นวนิยาย, นางไอ่, นิทาน, ประวัติศาสตร์, หนองหาน, อิสาน, อีหลีตี้, เอกชะทีตา, ไอ่คำ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว


หัวข้อที่คล้ายกัน
หัวข้อ ผู้เริ่มหัวข้อ ฟอรั่ม ตอบกลับ กระทู้ล่าสุด
[ลำเพลิน] ผาแดง 1 - ขออภัยไม่ทราบนามศิลปิน บ่าวกันต์ ฟังหมอลำ-Molum 1 07-19-2008 10:13 PM
[ลำเพลิน] ผาแดง 2 - ขออภัยไม่ทราบนามศิลปิน บ่าวกันต์ ฟังหมอลำ-Molum 0 05-13-2008 02:58 AM


Custom Search


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:27 PM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม