Way of life > ภาษาศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น > ศิลปะวัฒนธรรมภาคอีสาน > นิทาน-พื้นบ้าน-อีสาน

 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
02-10-2010, 03:10 PM   #1 (permalink)
Super Moderator
Guide & Photographer
 
 
ผาแดง-นางไอ่ ฉบับตำนาน+นวนิยาย



ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา มูลเหตุที่ทำให้เกิด "หนองหาน" มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับ
วรรณคดีพื้นบ้านอิสานเรื่องผาแดง-นางไอ่ ตำนานรักอันลึกซึ้งของหนึ่งหญิงสองชาย
เมื่อฝ่ายหนึ่งพลาดรักและถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ก็กลายเป็นสงครามทำให้บ้าน
เมืองถล่มทลาย กลายเป็นหนองน้ำใหญ่ และวรรณคดีอิสานเรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบุญบั้งไฟ
วัฒนธรรมประเภณีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นชื่อลือชาของชาวอิสานมาแต่บรรพกาล

"พญาขอม" ผู้ครองเมืองเอกชะทีตา มีธิดานางหนึ่งชื่อ "นางไอ่" หรือนางไอ่คำ เป็นหญิง
ที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม ซึ่งจะหาสาวงามนางใดในสามภพมาเทียบมิได้ ความงดงามของเธอ
เป็นที่เลื่องลือไปทั่วแดนไกล เจ้าชายหลายหัวเมืองต่างหมายปองอยากได้มาป็นคู่ครอง

"ท้าวผาแดง" เจ้าชายเมืองผาโพง ทราบข่าวลือถึงศิริโฉมอันงดงามของนางไอ่ ก็เกิด
ความหลงใหลไฝ่ฝันในตัวนาง จึงวางแผนทอดสัมพันธไมตรีด้วยการส่งแก้วแหวนเงินทอง
และผ้าแพรพรรณเนื้อดไปฝากนางไอ่ เมื่อมหาดเล็กนำสิ่งของไปมอบให้ แถมยังได้บอก
นางไอ่ถึงความสง่างาม องอาจ ผึ่งผายของท้าวผาแดงให้ฟัง เท่านั้นเอง นางไอ่ก็เกิดความ
สนใจและมอบเครื่องบรรณาการกลับมาฝากท้าวผาแดงเป็นการตอบแทนด้วย

ก่อนที่มหาดเล็กจะเดินทางกลับนางไอ่ได้ฝากคำเชื้อเชิญท้าวผาแดงซึ่งตั้งทัพรออยู่นอกเมือง
ให้เข้าพบนางที่วังพญาขอม และคงเป็นด้วยบุพเพสันนิวาส ทำให้รักแรกพบของคนคู่นี้
เป็นรักที่จริงใจและจริงจัง จนคนทั้งสองได้เสียกันไปอย่างสุดจะยั้งใจได้

ฝ่าย "ท้าวพังคี" ลูกชายพญาศรีสุทโธ พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ก็เป็นอีกตนหนึ่งที่มี
ความไฝ่ฝันอยากยลศิริโฉมของนางไอ่ ทั้งนี้ก็เพราะเป็นเวรกรรมในอดีตชาตินั้นบันดาล
ให้เป็นไป

ฝ่ายพญาขอมเห็นว่านางไอ่ก็โตเต็มสาวแล้ว จึงมาสาส์นแจ้งไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ให้ทำ
บั้งไฟมาจุดแข่งขันกันที่เมืองเอกชะทีตา เพื่อจุดถวายพระยาแถนผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้าบันดาล
ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่ง หากบั้งไฟเมืองใหนขึ้นสูงกว่า
ก็จะได้นางไอ่ธิดาสาวผู้เลอโฉมไปเป็นคู่ครอง

พญาขอมได้กำหนดวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน6 เป็นวันงาน ทำให้เจ้าชายเมืองต่างๆทำบั้งไฟ
หมื่นบั้งไฟแสนมาจุดแข่งขันกันอย่างมากมาย บุญบั้งไฟครั้งนั้นนับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่
มโหฬาร พอถึงวันงานผู้คนก็หลั่งใหลมาทั่วทุกสารทิศ ทั้งยังมีการแข่งขันตีกลอง ซึ่งคนอิสาน
เรียกว่า "เส็งกอง" กันอย่างครึกครื้น หนุ่มสาวต่าง "จ่ายผญา" เกี้ยวพาราสีกันอย่างสนุกสนาน

บุญบั้งไฟในครั้งนี้ แม้ท้าวผาแดงจะไม่ได้รับสาส์นเชิญให้นำบั้งไฟไปร่วมงานด้วยก็ตาม
แต่พญาขอมว่าที่พ่อตา ก็ให้การต้อนรับท้าวผาแดงเป็นอย่างดี

ฝ่ายท้าวพังคี เจ้าชายเมืองบาดาล ก็อยากมาร่วมงานกับมนุษย์ เพราะต้องการยลโฉมนางไอ่
เป็นกำลัง และคิดวางแผนในใจว่า บุญบั้งไฟครั้งนี้ต้องไปให้ได้ แม้พ่อจะทัดทานอย่างไรก็ตาม
จากนั้นก็พาไพร่พลส่วนหนึ่งออกเดินทางขึ้นมาเมืองมนุษย์

ก่อนโผล่ขึ้นเมืองเอกชะทีตาของพญาขอมผู้เป็นใหญ่ ท้าวพังคีก็พาบริวารแปลงร่างเป็นมนุษย์บ้าง
สัตว์บ้าง ส่วนท้าวพังคีก็ได้แปลงร่างเป็นกระรอกเผือก ซึ่งชาวอิสานเรียกว่า "กระรอกด่อน"
ได้ออกติดตามลอบชมนางโฉมนางไอ่ในขบวนแห่ของพญาขอม เจ้าเมือง ไปอย่างหลงใหล
ในความงามของนางไอ่

การจุดบั้งไฟแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน ทุกคนใจจดใจจ่ออยากรู้ว่าบั้งไฟเจ้าชายเมืองใหน
จะชนะและได้นางไอ่ไปครอง ซึ่งการจุดบั้งไฟครั้งนั้น ท้าวผาแดงและพญาขอมมีเดิมพันกันว่า
ถ้าบั้งไฟท้าวผาแดงชนะบั้งไฟพญาขอมแล้ว ก็จะยกนางไอ่ธิดาสาวให้ไปเป็นคู่ครอง

ผลปรากฏว่า บั้งไฟของพญาขอมไม่ยอมขึ้นจากห้าง ส่วนของท้าวผาแดงแตก(ระเบิด)คาห้าง
คงมีแต่บั้งไฟของพญาฟ้าแดด เมืองฟ้าแดดสูงยาง และของพญาเซียงเฮี๋ยนเท่านั้นที่
ขึ้นสู่ท้องฟ้านานถึง 3วัน3คืน จึงตกลงมา แต่พญาทั้งสองนั้นเป็นอาของนางไอ่ เป็นอันว่าเธอ
เธอจึงไม่ตกเป็นคู่ครองของใคร

เมื่อบุญบั้งไฟเสร็จสิ้นลงท้าวผาแดงและท้าวพังคี ต่างฝ่ายต่างกลับบ้านเมืองของตน ในที่สุด
ท้าวพังคีก็ทนอยู่บ้านเมืองแห่งตนไม่ได้ เพราะหลงใหลในศิริโฉมอันงดงามของนางไอ่
จึงพาบริวารย้อนขึ้นมายังเมืองเอกชะทีตาอีก โดยแปรงร่างเป็นกระรอกเผือกอย่างเดิม
ส่วนที่คอแขวนกระดิ่งทอง ไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้หน้าต่างห้องนอนของนาง

เมื่อเสียงกระดิ่งทองดังกังวาลขึ้น นางไอ่ได้ยินก็เกิดความสงสัย จึงเปิดกหน้าต่างออกไปดู
เห็กระรอดเผือกน่ารักน่าเอ็นดู นางก็เกิดความพอใจอยากได้ จึงสั่งให้นายพรานฝีมือดี
ออกติดตามจับกระรอกเผือกใด้ แต่จนแล้วจนรอดนายพรานก็จับไม่ได้ นางไอ่เกิดความไม่พอใจ
ขึ้นมาแทนที่ และสั่งให้นายพรานจับมาให้ได้ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย

นายพรานออกติดตามกระรอกเผือก เริ่มตั้งแต่บ้านพันดอน บ้านน้ำฆ้อง ก็ไม่มีโอกาสจับ
กระรอกเผือกเสียที จึงไล่ติดตามมาจนถึงบ้านนาแบก บ้านเหล่าหมากบ้า บ้านเหล่าแชแลหนองแวง
บ้านเหล่าใหญ่ บ้านเมืองพริก บ้านคอนสาย บ้านม่วง ก็ยังจับไม่ได้

ในที่สุด ผลกรรมแต่ชาติปางก่อนตามมาทัน เมื่อกระรอกเผือกตัวน้อยหนีนายพรานมาถึง
ต้นมะเดื่อที่มีผลสุกเต็มต้น เจ้ากระรอกน้อยก็ก้มหน้าก้มตากัดกินลูกมะเดื่อด้วยความหิวโหย
นายพรานไล่ตามมาทันก็เกิดความโมโหที่จับเป็นไม่ได้ จึงตัดสินใจจับตาย ด้วยการใช้หน้าไม้
อาบยาพิษ ยิงถูกร่างเจ้ากระรอกเผือกเต็มรัก กระรอกเผือกหรือท้าวพังคี รู้ดีว่าต้องตายแน่ๆ
จึงสั่งให้บริวารกลับเมืองบาดาลเพื่อนำเอาความไปเล่าให้บิดาทราบ และก่อนสิ้นใจ
ท้าวพังคีก็แสดงอิทธิฤทธิ์ โดยร่ายมนต์อธิษฐานว่า "ขอให้เนื้อของตนมีมากมาย 8000
เล่มเกวียน มากพอเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมืองอย่างทั่วถึง"


เมื่อกระรอกเผือกสิ้นใจตาย นายพรานกับพวกนักล่าฝีมือฉกาจ ก็นำเอาร่างของกระรอกเผือก
ไปชำแหละอาเนื้อที่บ้านเชียงแหว เมื่อนายพรานปาดเอาเนื้อให้ผู้คนทั้งบ้านใกล้บ้านไกล
ได้กินกัน ก็ปรากฎว่าเนื้อของกระรอกน้อยก็เพิ่มขึ้นมาอย่างทวีคูณ ผู้คนในเมืองต่างพากัน
กินเอกระรอกอย่างอิ่มหมีพีมัน ยกเว้นผู้คนที่บ้านดอนแม่หม้ายไม่มีผัว หรือ "บ้านดอนแก้ว"
ซึ่งอยู่กลางทุ่งหนองหานเท่านั้น ที่พวกพรานไม่ได้แบ่งปันให้กิน

ฝ่ายบริวารท้าวพังคีเมื่อกลับถึงเมืองบาดาล ก็เล่าเหตุการณ์ท้าวพังคีถูกนายพรานฆ่าตาย
ให้พญานาคราชผู้เป็นบิดาฟังบิดาท้าวพังคีก็เกิดความกริ้วโกรธา สั่งจัดบริวารเป็นริ้วขบวน
นาคา ขึ้นไปอาละวาดเมืองพญาขอมให้ถล่มทลายหายแค้น พร้อมประกาศก้องว่า "ใคร
กินเนื้อลูกภังคีของข้า พวกมึงอย่าไว้ชีวิต"


พญานาคพาบริวารออกอาละวาดไปทั่วแดนเมืองเอกชะทีตา เสียงดังครืนๆ ฆ่าผู้คนตายไป
อย่างมากมายสุดคณานับ แผ่นดินเมืองพญาขอมก็ล่มทลายลงเป็นหนองหาน ส่วนบ้านดอนแก้ว
หรือดอนแม่หม้าย แห่งเดียวที่ผู้คนไม่ได้กินเนื้อท้าวพังคี จึงไม่ได้ล่มทลายลงดังที่เห็นในปัจจุบัน

ขณะที่บ้านเมืองกำลังล่มทลายเพราะอิทธิฤทธิ์ของพญานาคศรีสุทโธอยู่นั้น ท้าวผาแดง
ก็ขี่ม้าบักสามมุ่งหน้าไปหานางไอ่ ท้าวผาแดงเห็นนาคเต็มไปหมด และได้เล่าเรื่องที่พบเห็น
ให้นางฟัง แต่นางกลับไม่สนใจ แต่ได้ทำอาหารที่มีกลิ่นหอมหวนเป็นพิเศษมาให้ท้าวผาแดงรับประทาน

ท้าวผาแดงจึงถามว่า เนื้ออะไร ทำไมจึงหอมนัก ก็ได้รับคำตอบจากนางว่า "เนื้อกระรอก
นายพรานยิงตายนำมาให้"


เท่านั้นเอง ท้าวผาแดงก็ทราบในทันทีว่าเป็นเนื้อของท้าวภังคี ลูกชายเจ้าพ่อศรีสุทโธนาค
เจ้าเมืองบาดาล จึงไม่ยอมกินอาหาร "ต้องห้าม" ที่นางยกมาให้ พอตกตอนกลางคืน
ผู้คนกำลังหลับสนิท เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้น เสียงครืนๆแผ่นดินถล่มมาแต่ไกล ท้าวผาแดง
ก็รู้ทันทีว่าเป็นการกระทำของพญานาค จึงคว้าร่างนางไอ่ขึ้นหลังม้าบักสามควบหนีออกจากเมือง
อย่างสุดฝีเท้าเพื่อให้พ้นภัย

แต่นางไอ่ได้กินเนื้อกระรอกกับชาวเมืองด้วย แม้ว่าท้าวผาแดงจะควบม้าคู่ชีพไปทางใหน
นาคก็ดำดินติดตามไป แผ่นดินก็ถล่มทลายตามไปด้วย ท้าวผาแดงควบม้าไปทางภูพานน้อย
ต้นลำห้วยสามพาด เพื่อหนีไปยังเมืองผาโพง พญานาคก็ติดตามอย่างไม่ลดละ และแปลงร่าง
เป็นขอนไม้ยางขนาดยักษ์ขวางเส้นทางไว้ ม้าบักสามก็กระโดดข้ามอย่างสุดฤทธิ์ สองขาหน้า
ข้ามขอนไม้ไปได้แต่สองขาหลังคู้ขึ้นมาไม่ข้าม จึงทำให้ม้าเสียหลักล้มพังพาบลง อวัยวะ
เพศของม้าไปกระแทกกับภูพานน้อยเป็นร่องลึกลงไป และกลายเป็นต้นลำห้วยสามพาด
มาตั้งแต่บัดนั้น

ในที่สุดนางไอ่ก็ถูกพญานาคใช้หางฟาดตกลงจากหลังม้า และพญานาคก็คว้าตัวนางไป
ต่อหน้าท้าวผาแดง สุดแรงที่จะตามเมียรักกลับคืนมา

เมื่อท้าวผาแดงกลับไปถึงเมืองผาโพง ก็คิดถึงนางไอ่เมียรัก ตรอมใจ ข้าวปลาไม่กิน ร่างกายผ่ายผอม
สุดท้ายท้าวผาแดงจึงทำพิธีฆ่าตัวตาย เพื่อต้องการไปเป็นหัวหน้าผี นำทัพไปรบกับพญานาค
ช่วงชิงนางไอ่กลับคืนมาให้จงได้

เมื่อท้าวผาแดงตายเป็นผี ก็ได้ไปเป็นหัวหน้าผีสมดังประสงค์ พอได้โอกาสเหมาะ ผีผาแดง
ก็เตรียมไพร่พลเดินทัพผีไปรบกับพญานาค บริวารท้าวผาแดงมีเป็นแสนๆ เดินเท้าเสียงดัง
อึกทึกปานแผ่นดินจะถล่ม เข้ารายล้อมเมืองพญานาคเอาไว้ทุกด้าน ต่างฝ่ายต่างใช้อิทธิฤทธิ์
รบกันนานถึง 7วัน7คืน ไม่มีใครแพ้ชนะ

ฝ่ายเจ้าพ่อศรีสุทโธ เจ้าเมืองบาดาลซึ่งแก่ชราภาพมากแล้ว ก็ไม่อยากก่อกรรมกก่อเวร
เพราะต้องการไปเกิดในแผ่นดินพระศรีอาริยเมตไตรย์อีก จึงไปหาท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นใหญ่
ให้มาตัดสินความ ท้าวเวสสุวัณจึงเรียกทั้งสองฝ่ายมา โดยให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึนให้ทราบ
ฟังเรื่องทั้งหมดจบแล้ว ท้าวเวสสุวัณจึงบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นผลของ "บุพกรรม"
หรือกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อนที่ตามาในชาตินี้ และทั้งสองฝ่ายก็มีเหตุผลก้ำกึ่งกัน จึงให้
ทั้งสองเลิกรา ไม่ต้องเข่นฆ่ากันอีก ขอให้มีเมตตาต่อกัน และให้ทั้งสองฝ่ายรักษาศีลห้า
ปฏิบัติธรรมและมีขันติธรรมต่อไป ส่วนนางไอ่ ระหว่างนี้ก็ให้อยู่เมืองพญานาคไปก่อน รอให้
พระศรีอาริยเมตไตรย์จุติมาตัดสินว่าจะตกเป็นของใคร

ท้าวผาแดงและพญานาคได้ฟังคำสั่งสอนของท้าวเวสสุวัณก็กลับมีสติ เข้าใจในเหตุและผล
ต่างฝ่ายต่างอนุโมทนาสาธุการ เหตุร้ายจึงยุติลงด้วยความเข้าใจ มีการให้อภัยกันในที่สุด
นิยายรักเศร้าสุดประทับใจเรื่องผาแดง-นางไอ่ จึงจบลงแต่เพียงเท่านี้

--เอวัง-


-นิยายรักอมตะ "ผาแดง-นางไอ่"
ไม่เพียงเป็นนิยายรักพื้นบ้าน
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีตลอดทั่วทั้งภาคอิสานเท่านั้น
นิยายเรื่องนี้ยังได้รับการนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ของประวัติเมืองสกลนครด้วย

-หนองหาน ไม่ใช่จะมีอยู่แต่เพียงในจังหวัดสกลนคร
แต่ยังมีอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีด้วย
และหากจะกล่าวถึงแหล่งน้ำกว้างใหญ่
ที่พญานาคได้ทำลายเมืองเอกชะทีตาลง
จนกลายเป็นหนองน้ำใหญ่นั้น
แหล่งน้ำขนาดใหญ่ในหลายจังหวัดของภาคอิสาน
อย่าง บึงพลาญชัย ก็มีประวัติที่อิงอยู่กับเรื่องพญานาค
ทำลายเมืองเอกชะทีตานี้อยู่ด้วยเช่นกัน

-เรื่อง "ผาแดง-นางไอ่" นอกจากจะเป็นนิยายรักอมตะของอิสานแล้ว
ยังเป็นวรรณกรรมโบราณหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่กล่าวถึง
พิธีจุดบั้งไฟขอฝนของชาวอิสานไว้อย่างชัดเจน เป็นหลักฐานถึง
ประเภณีและความเชื่อเกี่ยวกับการจุดบั้งไฟขอฝนของชาวอิสาน
ที่แน่ชัดว่ามีมาแล้วหลายร้อยปี
จนในปัจจุบัน ในงานประเภณีบุญบั้งไฟโดยทั่วไปของชาวอิสาน
สัญลักษณ์เรื่อง "ผาแดง-นางไอ่" คือ ท้าวผาแดงและนางไอ่คำ
บนหลังม้าบักสาม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของขบวนแห่บั้งไฟ
ทุกๆขบวนไปแล้ว

ข้อมูลจาก อนุสาร อ.ส.ท. ฉบบที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553
(ซั่วสิพิมพ์จบ เล่นเอาเมื่อยนิ้วเลยเว่ย)
 
02-11-2010, 08:21 AM   #2 (permalink)
Craftsmanship

ตอนสาวๆ ฮ่าๆๆๆ เคยแต่งโตเป็นนางไอ่
นั่งบั้งไฟแห่รอบเมือง อิอิอิ
ขอบคุณเรื่องราวตำนานผาแดงนางไอ่จ้า
 
02-11-2010, 10:47 AM   #3 (permalink)
ศึกษาหาความรู้

อยากเบิ่งหนองหานมาสกลเด้อ ข่อยสิพาไปเบิ่ง
 
03-16-2010, 09:16 PM   #4 (permalink)
ศึกษาหาความรู้

ขอบคุณค่ะ เคยสงสัยอยู่เหมือนกันค่ะ มีเพื่อนที่ทำงานแต่งตัวเป็นนางไอ
ถามเขาว่าทำไมต้องแต่งตัวอย่างนี้ ไม่ได้บอกรายละเอียดอย่างนี้เลย
ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับความรู้ดี ๆ ที่มอบให้ค่ะ
 
03-18-2010, 10:32 AM   #5 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์

อยากเป็นแฮง ครับผาแดงหนิ แฮงบ่ได้เป็นน่ำเพินจั๊กเทือ
 
04-22-2010, 03:52 PM   #6 (permalink)
ฝ่ายเทคนิค และถ่ายทอดสด

ขอบคุณครับสำหรับความรู้เพิ่มเติม เฮ็ดให้รู้ที่มาที่ไป ขอบคุณหลาย
 
05-21-2010, 10:39 AM   #7 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์

ขอบคุณหลาย ๆ สำหรับตำนานทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ ตอน
 
Way of life > ภาษาศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น > ศิลปะวัฒนธรรมภาคอีสาน > นิทาน-พื้นบ้าน-อีสาน


ป้ายกำกับ
ท้าวผาแดง, นางไอ่, นิทานพื้นบ้าน, นิยาย, บั้งไฟ, ผาแดง-นางไอ่, หนองหาน, เมื่อยนิ้วเด้, ไอ่คำ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว


หัวข้อที่คล้ายกัน
หัวข้อ ผู้เริ่มหัวข้อ ฟอรั่ม ตอบกลับ กระทู้ล่าสุด
ผาแดง-นางไอ่ ฉบับอิงประวัติศาสตร์ เรื่องจริง เจ้าซายน้อย นิทาน-พื้นบ้าน-อีสาน 4 10-28-2010 05:33 PM
[ลำเพลิน] ผาแดง 1 - ขออภัยไม่ทราบนามศิลปิน บ่าวกันต์ ฟังหมอลำ-Molum 1 07-19-2008 10:13 PM
[ลำเพลิน] ผาแดง 2 - ขออภัยไม่ทราบนามศิลปิน บ่าวกันต์ ฟังหมอลำ-Molum 0 05-13-2008 02:58 AM


Custom Search


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:33 PM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม