ชุมชนบ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > ธรรมะ-รักษาจิต Religion

ตอบกลับ
 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
05-08-2011, 05:58 AM   #1 (permalink)
Maximum learning
ศิลปิน นักเขียน
 
 
มาตรฐาน ประวัติศาสนาพุทธ 1 กำเนิดของพระพุทธเจ้า


ประวัติศาสนาพุทธ 1 กำเนิดของพระพุทธเจ้า




เรื่องราวของศาสนาพูทธ เป็นเรื่องราวที่ทุกท่านทราบบ้างแล้วนะคะ

เจตนา ที่จะเขียนเรื่องนี้ก็เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
เข้ามาศึกษาเรียนรู้นะคะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ













ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากศาสนาหนึ่งของโลก รองจาก ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และ ศาสนาฮินดู


ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธเริ่มตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ประกาศศาสนาและเป็นศาสดาของศาสนาพุทธคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


ทรงตรัสรู้เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะหรือเดือน 6 ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย 45 ปี ก่อนพุทธศักราช


ปัจจุบันสถานที่นี้ เรียกว่าพุทธคยา อยู่ห่างจากเมืองคยาประมาณ 11 กิโลเมตร ประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาหลังจากการประกาศศาสนา เริ่มจากการแพร่หลายไปทั่วอินเดีย หลังพุทธปรินิพพาน 100 ปี จึงแตกเป็นนิกายย่อย โดยนิกายที่สำคัญคือเถรวาทและมหายาน


นิกายมหายานได้แพร่หลายไปทั่วเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก เมื่อศาสนาพุทธในอินเดียเสื่อมลง พุทธศาสนามหายานในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เสื่อมตามไปด้วย ยังคงเหลือในจีน ทิเบต ญี่ปุ่น เวียดนาม ส่วนนิกายเถรวาทได้เฟื่องฟูขึ้นอีกครั้งในศรีลังกา และแพร่หลายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศาสนาได้แพร่หลายไปยังโลกตะวันตกตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นในยุคจักรวรรดินิยมและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2




กำเนิดของพระพุทธเจ้า



พระโคตมพุทธเจ้า หรือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายา

ประสูติในราชตระกูลศากยวงศ์ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์
พระองค์ทรงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา
บำเพ็ญเพียรอยู่ 6 ปี จึงตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา
และทรงประกาศพระศาสนาอยู่ 45 ปี
เสด็จปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา
ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการนับปีพุทธศักราช





........................................................................................




ศึกษาจากภาพพุทธประวัติ
ซึ่งน่าสนใจมากค่ะ







เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าชุมนุมกันอัญเชิญเทพบุตรโพธิสัตว์ให้จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

โดย ครูเหม เวชกร





เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์สวรรคตแล้ว
เสด็จไปอุบัติเป็นสันตุสิตเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต
เมื่อก่อนพุทธกาลเล็กน้อย
เทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้ามาประชุมปรึกษากันว่า
ใครจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต่างก็เล็งว่า
พระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในชั้นดุสิตจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
จึงพากันไปทูลเชิญให้จุติลงมาโปรดสัตวโลก
เพื่อให้สมกับพระปณิธานที่ตั้งไว้ว่า ทรงบำเพ็ญบารมีมาในชาติใดๆ
ก็มิได้ทรงมุ่งหวังสมบัติอันใด นอกจากความเป็นพระพุทธเจ้า


ก่อนที่พระโพธิสัตว์อันสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต
จะได้ทรงตรัสรู้บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อโปรดชาวโลกนั้น พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ อันได้แ
ก่


๑. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
คือ ความอดทนสูงสุด

๒. พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยะบารมี
คือ ความพากเพียรสูงสุด

๓. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี
คือ ความเมตตาสูงสุด

๔. พระเนมิราชทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี
คือ ความมีจิตที่แน่วแน่สมบูรณ์

๕.พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี
คือ ความมีปัญญาสูงสุด

๖. พระภูริทัตทรงบำเพ็ญศีลบารมี
คือ ความมีศีลที่สมบูรณ์สูงสุด

๗. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี
คือ ความอดกลั้นสูงสุด

๘.พระนารทพรหมทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี
คือ การมีอุเบกขาสูงสุด

๙.พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญสัจจะบารมี
คือ ความมีสัจจะสูงสุด

๑๐.พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมี
คือ การรู้จักการให้ทานสูงสุด


……………………………………………............................................







พระบิดาทรงอภิเษกสมรสพระสิทธัตถะกับพระนางพิมพายโสธรา

โดย ครูเหม เวชกร




ดังได้เคยบรรยายไว้ ณ ที่นี้มาแล้วว่า
พระญาติวงศ์ของพระพุทธเจ้านั้นมีสองฝ่าย คือฝ่ายพระมารดาและฝ่ายบิดา
ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละเมือง มีแม่น้ำโรหิณีไหลผ่านเป็นเขตกั้นพรมแดนพระญาติ
วงศ์ฝ่ายมารดามีชื่อว่า 'โกลิยวงศ์' ครองเมืองเทวทหะ
พระญาติวงศ์ฝ่ายพระบิดาชื่อ 'ศากยวงศ์' ครองเมืองกบิลพัสดุ์



ทั้งสองนครนี้เกี่ยวดองเป็นพระญาติกัน มีความรักกันฉันพี่น้องร่วมสายโลหิต
ต่างอภิเษกสมรสกันและกันเสมอมา

สมัยพระพุทธเจ้าผู้ทรงอยู่ในฐานะประมุขครองเมืองเทวทหะ
คือ พระเจ้าสุปปพุทธะ

ส่วนผู้ครองเมืองกบิลพัสดุ์ก็เป็นที่ทราบอยู่แล้วคือพระเจ้าสุทโธทนะ


พระชายาของพระเจ้าสุปปพุทธะ มีพระนามว่าพระนางอมิตา
เป็นกนิษฐภคินี คือ น้องสาวคนเล็กของพระเจ้าสุทโธทนะ
กลับกันคือ พระชายาของพระเจ้าสุทโธทนะ
หรือพระมารดาของพระพุทธเจ้ามีพระนามว่าพระนางมายา
พระนางเป็นน้องสาวของพระเจ้าสุปปพุทธะ
ทั้งสองทรงอภิเษกสมรสกับพระภคินีของกันและกัน
พระเจ้าสุปปพุทธะมีโอรสและพระธิดาอันเกิดกับพระนางอมิตาสองพระองค์
พระโอรส คือเทวทัต พระธิดาคือพระนางพิมพายโสธรา


ปฐมสมโพธิว่าพระนางพิมพายโสธรา
เป็นผู้หนึ่งในจำนวน ๗ สหชาติของพระพุทธเจ้า
สหชาติคือ สิ่งที่เกิดพร้อมกันกับวันที่พระพุทธเจ้าเกิด ๗ สหชาตินั้น คือ

๑.พระนางพิมพายโสธรา
๒.พระอานนท์
๓.กาฬุทายีอำมาตย์
๔.นายฉันนะ มหาดเล็ก
๕.ม้ากัณฐกะ
๖.ต้นพระศรีมหาโพธิ์
๗.ขุมทองทั้ง ๔ (สังขนิธี, เอลนิธี, อุบลนิธี, บุณฑริกนิธี)

พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายทรงเห็นพร้อมกันว่า
พระนางพิมพายโสธราทรงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง
สมควรจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ
พระราชพิธีอภิเษกสมรสจึงได้มีขึ้น
ในสมัยที่ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ ปีพอดี



………………………………………………………………......................................






ภาพเสด็จถึงอุรุเวลาเสนานิคมอันสงัดเงียบ ทรงพอพระทัยประทับบำเพ็ญเพียรที่นั่น

โดย ครูเหม เวชกร



พระมหาบุรุษทรงอำลาท่านคณาจารย์ทั้งสองแล้วออกจากที่นั่น
แล้วเสด็จจาริกแสวงหาที่สำหรับทรงบำเพ็ญเพียร
เพื่อทดลองทุกกรกิริยาที่คนสมัยนั้นนิยมทำกันดังกล่าว
แล้วเสด็จไปถึงตำบลแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตแขวงมคธเหมือนกัน
มีนามว่า 'อุรุเวลาเสนานิคม'
อุรุเวลา แปลว่า กองทราย
เสนานิคม แปลว่า ตำบล หมู่บ้าน



พื้นที่ตำบลแห่งนี้เป็นที่ราบรื่น มีแนวป่าเขียวสด
เป็นที่น่าเบิกบานใจ มีแม่น้ำเนรัญชรา น้ำไหลใสสะอาด
มีท่าสำหรับลงอาบ มีหมู่บ้านตั้งอยู่โดยรอบ
ไม่ใกล้เกินไป และไม่ไกลเกินไป เหมาะสำหรับ
เป็นที่อาศัยเที่ยวบิณฑบาตของนักบวชบำเพ็ญพรต


อุรุเวลาเสนานิคม ถ้าจะเรียกอย่างไทยเราก็คงจะเรียกได้ว่า
'หมู่บ้านกองทราย' หรือหมู่บ้านทรายงาม อะไรอย่างนั้น


คัมภีร์อรรถกถาชื่อ 'สมันตปสาทิกา' เล่ม ๓
ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ชาวอินเดีย สมัยหลัง
พระพุทธเจ้านิพพานแล้วเป็นผู้แต่ง
ได้เล่าประวัติของกองทรายที่ตำบลนี้ไว้ว่าในอดีตสมัย
ที่นี่เคยเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพวกนักพรตจำนวนมาก
นักพรตที่มาตั้งอยู่ที่นี่ตั้งระเบียบข้อบังคับปกครองกันเองไว้ว่า
ความผิดของคนที่แสดงออกทางกายและวาจานั้นพอมองเห็นได้
ส่วนทางใจไม่มีใครมองเห็นเลยใครจะคิดผิดคิดชั่วอย่างไรก็มองไม่เห็น
ลงโทษว่ากล่าวกันก็ไม่ได้เพราะฉะนั้นถ้าใครเกิดคิดชั่ว
เช่น เกิดอารมณ์ความใคร่ขึ้นมาเมื่อใดละก็ขอให้ผู้นั้นลงโทษตัวเอง
โดยวิธีนำบาตรไปตักเอาทรายมาเทกองไว้หนึ่งคนหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งบาตร
เป็นการประจานตัวเองให้คนอื่นรู้ด้วยเหตุนี้
ภูเขากองทราย หรืออุรุเวลา
ซึ่งเสมือนหนึ่งอนุสรณ์แห่งกองกิเลสของพระฤาษีเก่าก่อนจึงเกิดขึ้น


สมัยพระพุทธเจ้าบริเวณตำบลบ้านแห่งนี้ยังเรียกว่า
'อุรุเวลาเสนานิคม' แต่มาสมัยหลัง
กระทั่งทุกวันนี้เรียกบริเวณตำบลแห่งนี้ว่า 'พุทธคยา'
ซึ่งปัจจุบันวัดไทยพุทธคยาก็ตั้งอยู่ที่นั่น
พระมหาบุรุษทรงเลือกตำบลนี้เป็นที่บำเพ็ญทุกกรกิริยา
ซึ่งเป็นบททดลองอีกบทหนึ่งว่าจะเป็นทางตรัสรู้หรือไม่



................................................................









ขอบคุณ
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
www.84000.org





..................................................................................










แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 05-08-2011 เมื่อ 06:32 AM
 
5 ท่าน ที่ขอบคุณ khonsurin
05-08-2011, 06:42 AM   #2 (permalink)
พ่อครัวแม่ครัวบ้านมหา
มาตรฐาน

ขอบคุณค่ะครูเล็ก สำหรับข้อมูลดีๆที่นำมาฝาก
 
05-08-2011, 06:59 AM   #3 (permalink)
Maximum learning
ศิลปิน นักเขียน
มาตรฐาน


ศึกษาจากภาพ







พอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน ก็ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว

โดย ครูเหม เวชกร





ภาพนี้เป็นตอนประสูติ คนที่เคยอ่านพุทธประวัติหรือปฐมสมโพธิ และเคยเห็นภาพตามผนังโบสถ์ในวัดมาแล้ว คงพอเข้าใจและดูออกว่าคืออะไร


ทารกที่เห็นนั่นคือเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา


ซึ่งพอประวัติจากพระครรภ์พระมารดา ก็ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้ ๗ ก้าว
พร้อมกับทรงยกพระหัตถ์ขวาและเปล่งพระวาจาเบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ
พระวาจาที่ทรงเปล่งออกมานั้น กวีท่านแต่งไว้เป็นภาษาบาลี
แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า


"เราจะเป็นคนเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี
ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่ได้เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว"



กลุ่มสตรีที่อยู่ในท่านั่งบ้าง คุกเข่าบ้าง นั้นคือบรรดานางพระกำนัลที่ตามเสด็จพระนางมายา

ส่วนรูปสตรีที่ยืนหันหลังให้ต้นไม้ใหญ่นั้นคือพระมารดา
พระหัตถ์ขวาของท่านเหนี่ยวกิ่งไม้ ต้นไม้ใหญ่นี้คือต้นสาละ

ที่แต่ก่อนมาเคยแปลกันว่าไม้รังหรือเต็งรังอย่างที่มีอยู่ในบ้านเรา

แต่ภายหลังได้เป็นที่รู้กันว่า สาละไม่ใช่ไม้รัง และไม่มีในป่าเมืองไทย

เป็นไม้พันธุ์ในตระกูลยางซึ่งมีอยู่ในอินเดียที่คนอินเดียนิยม

ใช้ปลูกบ้านสร้างเรือนอยู่กัน มีมากในเขาหิมาลัย




สถานที่ประสูตินี้เรียกว่า 'ลุมพินี' อยู่นอกเมืองกบิลพัสดุ์ เวลานี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล


เมืองพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้ามีสองเมือง คือกบิลพัสดุ์และเทวทหะ
กบิลพัสดุ์เป็นเมืองพ่อของพระพุทธเจ้า นี้ว่าอย่างภาษาสามัญ
ส่วนเทวทหะเป็นเมืองแม่


พระบิดาของพระพุทธเจ้าอยู่ที่เมืองกบิลพัสดุ์

ส่วนพระมารดาเดิมอยู่ที่เมืองเทวหะ

กษัตริย์และเจ้านายจากสองเมืองนี้ต่างเป็นญาติเกี่ยวดองกันโดยทางอภิเษกสมรส


เมื่อพระนางมายาจวนครบกำหนดประสูติ จึงทูลลาพระสามีคือพระเจ้าสุทโธนะ

เพื่อประสูติพระโอรสที่เมืองอันเป็นราชตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียมพราหมณ์ที่ว่า



สตรีเวลาจะคลอดลูกต้องไปคลอดที่บ้านพ่อแม่ของตน

พระนางมายาเสด็จไปถึงระหว่างทางยังไม่ทันถึงเมืองเทวทหะ

ทรงประชวรเสียก่อน เลยจึงประสูติที่นั่น



.................................................................................










อสิตดาบสมาเยี่ยม เห็นกุมารประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะก็ถวายบังคม

โดย ครูเหม เวชกร




ภาพนี้เป็นตอนภายหลังพระพุทธเจ้าประสูติแล้วใหม่ๆ คือภายหลังพระพุทธบิดาทราบข่าว
พระนางมายาประสูติพระโอรสระหว่างทางที่สวนลุมพินี แล้วรับสี่งให้เสด็จกลับเมืองแล้ว


ผู้ที่มุ่นมวยผมเป็นชฎา และมือทั้งสองประนมแค่อกที่เห็นอยู่นั้นคือ 'อสิตดาบส' หรือบางแห่งเรียกว่า 'กาฬเทวินดาบส'

ท่านดาบสผู้นี้บวชเป็นฤาษีอยู่ข้างเขาหิมพานต์ หรือที่ทุกวันนี้เรียกว่าเขาหิมาลัยนั่นเอง ท่านเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะและของราชตระกูลนี้ และเป็นผู้คุ้นเคยด้วย


เมื่อท่านทราบข่าวว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ประมุขกษัตริย์กรุงกบิลพัสดุ์ทรงมีพระราชโอรสใหม่ จึงออกจากอาศรมเชิงเขาเข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อถวายพระพรยังราชสำนักพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวว่าท่านดาบสมาเยี่ยม ก็ทรงดีพระพระทัยนักหนา จึงตรัสสั่งให้นิมนต์ท่านนั่งบนอาสนะแล้วทรงอุ้มพระราชโอรสออกมาเพื่อให้นมัสการท่านดาบส


พอท่านดาบสได้เห็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทำกริยาผิดวิสัยสมณะ ๓ อย่าง คือ


ยิ้มหรือแย้มหรือที่ภาษากวีในหนังสือปฐมสมโพธิเรียกอย่างหนึ่งว่า


- หัวเราะ
- ร้องไห้
- กราบแทบพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ


ท่านยิ้มเพราะเห็นพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะต้องด้วยตำรับมหาบุรุษลักษณ์ ท่านเห็นว่า คนที่มีลักษณะอย่างนี้ ถ้าอย่างครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไปไกล แต่ถ้าได้ออกบวชจะได้เป็นพระศาสดาผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ที่ท่านร้องไห้ก็เพราะเชื่อแน่ว่าเจ้าชายราชกุมารนี้จะต้องออกบวช เพราะเหตุที่เชื่ออย่างนี้เลยนึกถึงตัวท่านเองว่า เรานี่แก่เกินการณ์เสียแล้ว เลยเสียใจว่ามีบุญน้อย ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและที่กราบไหว้พระบาทราชกุมารที่เพิ่งประสูติใหม่ ก็เพราะเหตุเดียวที่กล่าวนี้


ฝ่ายเจ้านายในราชตระกูลได้เห็นและได้ทราบข่าวว่า ท่านดาบสกราบพระบาทราชกุมาร ต่างก็มีพระทัยนับถือพระราชกุมารยิ่งขึ้น จึงทูลถวายโอรสของตนให้เป็นบริวารของเจ้าชายสิทธัตถะ ตระกูลละองค์ๆ ทุกตระกูล








..........................................................................

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 05-08-2011 เมื่อ 08:11 AM
 
05-08-2011, 08:24 AM   #4 (permalink)
Maximum learning
ศิลปิน นักเขียน
มาตรฐาน


ศึกษาจากภาพ








พราหมณาจารย์รับพระลักษณะสมโภชพระกุมาร ถวายพระนามว่า พระสิทธัตถะ


โดย ครูเหม เวชกร




ภายหลังเจ้าชายราชกุมารผู้พระราชโอรสประสูติได้ ๕ วันแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้โปรดให้มีการประชุมใหญ่ผู้เข้าประชุมมีพระญาติวงศ์ทั้งฝ่ายพระบิดาและฝ่ายพระมารดา มุขอำมาตย์ ราชมนตรี และพราหมณ์ผู้รอบรู้ไตรเวท เพื่อทำพิธีมงคลในการนี้คือพราหมณ์ มีทั้งหมด ๑๐๘ แต่พราหณ์ผู้ทำหน้าที่นี้จริงๆ มีเพียง ๘ นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ พราหมณ์ทั้ง ๘ มีรายนาม ดังนี้ คือ


๑. รามพราหมณ์
๒.ลักษณพราหมณ์
๓.อัญญพราหมณ์
๔.ธุชพราหมณ์
๕.โภชพราหมณ์
๖.สุทัตตพราหมณ์
๗.สุยามพราหมณ์
๘.โกณทัญญพราหมณ์



ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า 'เจ้าชายสิทธัตถะ' ซึ่งเป็นมงคลนาม มี
ความหมายสองนัย นัยหนึ่งหมายความว่า ผู้ทรงปรารถนาสิ่งใดจะสำเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์ อีกนัยหนึ่งหมายความว่าพระโอรสพระองค์แรกสมดังที่พระราชบิดาทรงปรารถนา แปลให้เป็นเข้าสำนวณไทยในภาษาสามัญก็ว่า ได้ลูกชายคนแรกสมตามที่ต้องการพระนามนี้ คนอินเดียทั่วไปในสมัยนั้นไม่นิยมเรียก แต่นิยมเรียกพระโคตรแทน 'พระโคตร' ตรงกับภาษาไทยทุกวันนี้ว่า 'นามสกุล' คนจึงนิยมเรียกพระราชกุมารว่า 'เจ้าชายโคตมะ' หรือ 'โคดม'



พร้อมกันนี้ พราหมณ์ทั้ง ๘ ก็พยากรณ์พระลักษณะ คำพยากรณ์แตกความเห็นเห็นเป็น ๒ กลุ่ม พราหมณ์ ๗ คน ตั้งแต่หมายเลข ๑ ถึงหมายเลข ๗ ตามรายนามที่ระบุไว้แล้ว มีความเห็นเป็นเงื่อนไขในคำพยากรณ์


- ถ้าเจ้าชายนี้เสด็จอยู่ครองราชสมบัติจักได้ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก

- แต่ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก


มีพราหมณ์หนุ่มอายุเยาว์คนเดียวที่พยากรณ์เป็นมติเดียวโดยไม่มีเงื่อนไขว่า พระราชกุมารนี้จักเสด็จออกทรงผนวช และได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน พราหมณ์ผู้นี้ต่อมาได้เป็นหัวหน้าพระปัญจวัคคีย์ออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้า และได้เป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกที่รู้จักกันในนามว่า 'พระอัญญาโกณทัญญะ' นั่นเอง ที่เหลืออีก ๗ ไม่ได้ตามเสด็จออกบวช เพราะชรามาก อยู่ไม่ทันสมัยพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช




...................................................................








ทรงบรรลุปฐมฌานตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขณะประทับใต้ร่มหว้าในพิธีแรกนาขวัญ

โดย ครูเหม เวชกร



ภาพนี้เป็นตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะมีพระชนมายุ ๗ ปี

พระราชบิดาตรัสให้ขุดสระโบกขรณี ๓ สระ ภายในพระราชนิเวศน์ ให้เป็นที่สำราญพระทัยพระโอรส


สระโบกขรณี คือ สระที่ปลูกดอกบัวประทับในสระ แล้วพระราชทานเครื่องทรงคือ จันทน์สำหรับทาผ้าโพกพระเศียร ฉลองพระองค์ผ้าทรงสะพัก พระภูษาทั้งหมดเป็นของมีชื่อมาจากเมืองกาสีทั้งนั้น




ตอนที่เห็นในภาพนี้ เป็นตอนที่เจ้าชายประทับนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ที่ภาษาปฐมสมโพธิเรียกว่า 'ชมพูพฤกษ์' ซึ่งคนไทยเราเรียกต้นหว่านั่นเอง เหตุที่เจ้าชายมาประทับอยู่ใต้ต้นหว้าแห่งนี้ ก็เพราะพระราชบิดาทรงจัดให้มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ทุ่งนานอกเมืองกบิลพัสดุ์ตามพระราชประเพณี


พระราชบิดา ซึ่งเสด็จแรกนาด้วยพระองค์เอง หรือจะเรียกว่าทรงเป็นพระยาแรกนาเสียเองก็ได้ ได้โปรดให้เชิญเสด็จเจ้าชายไปด้วย



จะเห็นภาพที่เจ้าชายประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ลำพังพระองค์เดียว ไม่เห็นพระสหาย พระพี่เลี้ยง และมหาดเล็กอยู่เฝ้าเลย เพราะทั้งหมดไปชมพระราชพิธีแรกนากัน เจ้าชายเสด็จอยู่ลำพังพระองค์ภายใต้ต้นหว้าที่กวีท่านพรรณาไว้ว่า


"กอปรด้วยสาขาแลใบ อันมีพรรณอันเขียว ประหนึ่งอินทนิลคีรี มีปริมณฑลร่มเย็นเป็นรมณียสถาน..."

พระทัยอันบริสุทธิ์ และอย่างวิสัยผู้จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าใน
ภายหน้า ได้รับความวิเวกก็เกิดเป็สมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า "ปฐมฌาน"


แรกนาเสร็จตอนบ่าย พระพี่เลี้ยงวิ่งมาหาเจ้าชาย ได้เห็นเงาไม้ยังอยู่ที่เดิมเหมือนเวลาเที่ยงวันไม่คล้อยตวงตะวันก็เกิดอัศจรรย์ใจ จึงนำความไปกราบพระเจ้าสุทโธนะให้ทรงทราบ พระราชบิดาเสด็จมาทอดพระเนตรก็เกิดความอัศจรรย์ในพระทัย

แล้วก็ทรงออกพระโอษฐ์อุทานว่า


"กาลเมื่อวันประสูติ จะให้น้อมพระองค์ลงถวายนมัสการพระกาฬเทวินดาบสนั้น ก็ทำปาฎิหาริย์ขึ้นไปยืนเบื้องบนชฎาพระดาบส อาตมก็ประณตเป็นปฐมวันทนาการครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้อาตมก็ถวายอัญชลีเป็นทุติยวันทนาการคำรบสอง"



พระเจ้าสุทโธทนะทรงไหว้พระพุทธเจ้าที่สำคัญ ๓ ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเมื่อภายหลังประสูติที่ดาบสมาเยี่ยม เห็นท่านดาบสไหว้ก็เลยไหว้ ครั้งที่สองก็คือ ครั้งทรงเห็นปาฏิหาริย์ ครั้งที่สามคือ ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช ได้สำเร็จพระพุทธเจ้า แล้วเสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดาครั้งแรก





...................................................................









 
ชุมชนบ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > ธรรมะ-รักษาจิต Religion

ตอบกลับ

ป้ายกำกับ
ประวัติ, ศาสนาพุทธ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:03 AM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นฯลฯ (ไม่สนับสนุนการคัดลอกข้อมูลมาจากที่อื่น) การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ใช่ต้นฉบับฯ ต้องอ้างอิงที่มาให้ชัดเจน