ชุมชนบ้านมหา > เฉลิมพระเกียรติ > เว็บบอร์ดเฉลิมพระเกียรติ

ตอบกลับ
 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
06-23-2013, 01:29 PM   #1 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
 
มาตรฐาน "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการคมนาคม และการสื่อสาร






ซีรีย์ "เรารักในหลวง" วันนี้ขออัญเชิญ เรื่อง "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการคมนาคม และการสื่อสาร

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบริเวณถนนพระราม ๙ ... พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ คณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ที่ประจำการ ในต่างประเทศ ซึ่งเดินทางมาเฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๘

“ ถนนที่แน่นที่สุด คือถนน น่าเสียใจนะ ถนนชื่อถนนพระราม๙ เราคือ พระราม๙ ก็แย่ พระราม ๙ มีแฟนมาก เมื่อมีแฟนมาก ถนนก็เต็ม แล้วเราก็แก้ไข.”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวพระราชดำริ ให้กรุงเทพมหานครและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง ดำเนินการ ก่อสร้างถนน ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน “ โซนพระราม๙ ” หลายโครงการคือ

๑. โครงการก่อสร้างถนนเชื่อม ระหว่างถนนพระราม ๙ กับถนนเทียมร่วมมิตร ถนนบริเวณข้างศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย สร้างเพื่อเป็นทางลัดในพื้นที่เดิมที่เคยรกร้างว่างเปล่า ด้านข้างศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย เพื่อลดระยะการเดินทางระหว่าง ถนนเทียมร่วมมิตร กับถนนพระราม ๙ โดยไม่ต้องผ่านแยก อ.ส.ม.ท. ก่อสร้างตั้งแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๗ แล้วเสร็จให้เปิดใช้ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๗ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ๓๓.๗ ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์จำนวน ๒ ล้านบาท

๒. โครงการก่อสร้างถนนสายที่ ๑ เชื่อมระหว่างถนนพระราม ๙ กับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เดิมผู้ที่ใช้เส้นทาง ในถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อจะเดินทางเข้ามา ในพื้นที่บริเวณถนนพระราม ๙ หรือประสงค์จะใช้ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ที่ด่านวอโศกบริเวณถนนพระราม ๙ จะต้องสูญเสียเวลาในการอ้อม เข้าถนนพระราม ๙ ในบริเวณทางแยก อ.ส.ม.ท. หรือซอยศูนย์วิจัย ซึ่งทำให้เกิดปัญหา การจราจร คับคั่งบริเวณทางแยก อ.ส.ม.ท.ซึ่งทำให้มีสภาพการจราจรติดขัด ที่รุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร วางแผนที่จะก่อสร้างสะพานลอย รถข้ามเข้ามาที่ บริเวณทางแยก อ.ส.ม.ท. แห่งนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหา การจราจรในบริเวณทางแยก ให้คล่องตัว แต่ในระหว่างการก่อสร้าง เป็นที่เชื่อได้ว่าจะต้องส่งผลกระทบ ให้สภาพการจราจรติดขัดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็ง เห็นปัญหาดังกล่าวจึงได้พระราชทาน พระราชดำริ ให้กรุงเทพมหานคร ก่อสร้างเส้นทางลัด เพื่อเชื่อมถนนทั้งสองสาย เข้าด้วยกัน โดยพระราชทานแนวพระราชดำริว่า ควรก่อสร้างถนน จากถนนพระราม ๙ ทับแนวถนนทางขึ้น - ลงทางด่วนขั้นที่ ๒ ไปเชื่อมกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บริเวณใกล้กับสะพานข้างคลองบางกะปิ ตามแนวพระราชบัญญัติเวนคืน อสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้าง และขยายทางหลวงเทศบาล ในท้องที่แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง และแขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ พ.ศ. ๒๕๒๑








เครดิต : Siriwanna Jill/facebook/บ้านมหา.คอม
 
รายชื่อผู้ให้การขอบคุณในหัวข้อที่ lungyai1123 ตั้งขึ้น:
06-25-2013, 12:37 PM   #2 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ








ซีรีย์ "เรารักในหลวง" วันนี้ขออัญเชิญ เรื่อง "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการคมนาคม และการสื่อสาร
โครงการก่อสร้างถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ (สายบางกอกน้อย) ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ช่วงเวลาเสด็จฯ ไปโรงพยาบาลศิริราชเพียงไม่นาน ได้ทรงงาน และทรงศึกษาสภาพพื้นที่ บริเวณโดยรอบอย่างละเอียด จึงมีพระราชดำริว่า สามารถขยายแนวถนน เลียบทางรถไฟสายธนบุรี จากช่วงปลายถนนอิสรภาพ ถึงถนนจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งสภาพเดิม จากปลายถนนอิสรภาพ เข้าไปประมาณ ๒๓๐ เมตร เป็นถนนคอนกรีต ส่วนที่เหลืออีกประมาณ ๓๘๐ เมตรเป็นที่ลุ่ม มีบ้านเรือน เพิงพักอาศัย และมีทางเดินตามแนวทางรถไฟ จนถึงถนนจรัญสนิทวงศ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริ ในการตัดถนนสายนี้ตอนหนึ่งว่า “ต่อไป โครงการที่ ๓ คือ สร้างทางในที่ที่ยังไม่มีทาง อันนี้เกิดขึ้นที่ใกล้สถานีบางกอกน้อย ระหว่างสถานีบางกอกน้อย คือ ปลายถนนอิสรภาพเชื่อมกับถนนจรัญสนิทวงศ์ ตรงนั้นเป็นที่ของการรถไฟ เป็นที่ลุ่มมีทางเดินเข้าไป ไม่ทะลุแล้วก็ขลุกขลัก ทางกรงเทพมหานครได้ไปจัดการ มีบ้านคนที่บุกรุกที่ของรถไฟบ้าง แต่ก็ได้ย้ายบ้านเหล่านั้น เข้าใจว่าเป็นที่พอใจของผู้บุกรุก ให้ที่เขาอยู่ ไม่เดือดร้อน. ทางกำลังสร้างยังไม่เสร็จ ต้องถมทรายเดี๋ยวนี้ได้กรุยมาเรียบร้อย เป็นระยะ ๖๐๐ เมตร ยังไม่ได้มีการถม ยังไม่ครบ

แต่เมื่อครบแล้ว ก็จะเป็นทางที่จะทะลุ จากถนนอิสรภาพซึ่งต้น ถนนอิสรภาพนี่ต้องเลี้ยวขวา มาเข้าที่ถนนอรุณอมรินทร์ จากตรงนั้นก็สามารถเชื่อมจรัญสนิทวงศ์. เข้าใจว่าจะช่วยการสัญจรขึ้นเล็กน้อย. โครงการนี้ได้ให้เงินส่วนหนึ่ง แต่ว่าไม่พอ ต้องใช้เงินงบของ กรุงเทพมหานคร และเงินบริจาคเพิ่มเติม ราคาก็ไม่ใช่น้อยแต่ก็จะช่วยแก้ปัญหาจราจร เมื่อกรุงเทพมหานคร รับสนองแนวพระราชดำริแล้ว ได้ขออนุญาตใช้ที่ดิน ริมทางรถไฟสายธนบุรี ในพื้นที่เขตบางกอกน้อย ช่วงปลายถนนอิสรภาพถึงถนนจรัญสนิทวงศ์ จากการทางรถไปแห่งประเทศไทย เพื่อก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ช่องจราจร มีระยะทาง ๖๑๐ เมตร มีเขตทางกว้าง ๑๐ เมตร เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๖ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามถนนสายนี้ว่า “ถนนสุทธาวาส” ตามชื่อวัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ถนนสุทธาวาส ได้ช่วยบรรเทาปริมาณรถยนต์ ที่ผ่านถนนจรัญสนิทวงศ์ บรรจบกับถนนพรานนก(สามแยกไฟฉาย) ให้น้อยลง ซึ่งทำให้การจราจร ที่ถนนจรัญสนิทวงศ์คล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ ถนนสายนี้ ยังเป็นเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งที่ จะไปสู่จุดชุมชนในย่านสำคัญๆ เช่น สถานีรถไฟสายธนบุรี โรงพยาบาลศิริราช ตลาดพรานนกได้อีกด้วย



เครดิต : Siriwanna Jill/บ้านมหา.คอม
 
06-27-2013, 12:31 PM   #3 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการคมนาคม และ...

"โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการคมนาคม และการสื่อสาร "





ซีรีย์ "เรารักในหลวง" วันนี้ขออัญเชิญ เรื่อง"โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการคมนาคม และการสื่อสาร

โครงการพระราชดำริ ถนนคู่ขนานลอยฟ้า ถนนบรมราชชนนี ....โครงการฯ นี้เป็นโครงการหนึ่ง ซึ่งสนองพระบรมราโชบาย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาคุณ ให้พสกนิกร เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร ที่ติดขัด จากเชิงสะพานสมเด็จพระ ปิ่นเกล้า จนถึงทางแยกสิรินธร ซึ่ง กทม. ได้ดำเนินการ ตามพระราโชบาย เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาจราจร ในจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งตามพระราชประสงค์

เนื่องจากปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากเชิง สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าจนถึงทางแยกสิรินธร ทำให้ช่องทางการจราจรที่มีอยู่ ๘ ช่องทาง ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้พื้นที่ถนนที่เพิ่มขึ้น วิธีการแก้ไขปัญหา จะต้องเพิ่มพื้นผิวการจราจรให้มากขึ้น แต่การเพิ่มพื้นที่ในระดับราบนั้น กระทำได้ยาก เนื่องจากริมถนน ทั้งสองด้านเต็มไปด้วย ตึก อาคาร และสำนักงานต่างๆ มากมาย ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดคือ การเพิ่มพื้นที่จราจร ด้วยการสร้างทางยกระดับ ขึ้นช่วงหนึ่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการรองรับการจราจร ได้มากกว่าที่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ลักษณะโครงการเป็นสะพานยกระดับ สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการรองรับการจราจร จากบริเวณสะพานปิ่นเกล้า จนถึงทางแยกตลิ่งชั นถนนบรมราชชนนีทั้ง ขาเข้าและขาออก และเพื่อแยกการจราจร ของยวดยานที่ต้องการเดินทางระยะไกล ออกจากยวดยาน ที่เดินทางในระยะใกล้ ตั้งแต่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ จนถึงทางแยกตลิ่งชัน บนถนนบรมราชชนนี เริ่มที่ เกาะกลาง จากแยกอรุณอมรินทร์ ถึงพุทธมณฑลสาย ๒ โดยขาออกจะขึ้นที่แยกอรุณอมรินทร์ ลงได้ ๓ จุดที่ตลิ่งชัน หน้าหมูบ้านกฤษดานคร และใกล้วงแหวนฉิมพลี ไม่มีทางขึ้นระหว่างทาง ส่วนขา เข้าขึ้นที่ต้นทางก่อน ถึงพุทธมณฑลสาย ๒ ขึ้นได้ที่หน้าหมู่บ้านกฤษดานครและตลิ่งชัน และจะไม่มีทางลงระหว่างทาง โดยแบ่งความรับผิดชอบการก่อสร้างโครงการฯ เป็น ๒ ส่วน คือ

-๑. โครงการทางคู่ขนานลอยฟ้า ถนนบรมราชชนนี ตอนปิ่นเกล้าทางแยกต่างระดับสิรินธร เริ่มดำเนินการตั้งแต่บริเวณ ทางแยกอรุณอมรินทร์ ถึงทางแยกต่างระดับสิรินธร ความยาวทั้ง สิ้นประมาณ ๔,๕๑๕ กิโลเมตรมอบให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบดำเนินงาน

-๒. โครงการต่อเนื่องจาก ทางคู่ขนานลอยฟ้า ถนนบรมราชชนนี ตอนทางแยกต่างระดับสิรินธร – ทางแยกต่างระดับฉิมพลี เริ่มดำเนินการต่อเชื่อม กับโครงการทางคู่ขนานลอยฟ้า ถนน บรมราชชนนีของ กรุงเทพมหานคร บริเวณทางแยกต่างระดับสิรินธร และสิ้นสุดโครงการบริเวณเลย จุดข้ามทางแยกพุทธมณฑลสาย ๒ ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร ความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๙,๓๖๓ กิโลเมตรมอบให้ กรมทางหลวงรับผิดชอบดำเนินการ

ในช่วงที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของกรุงเทพมหานคร เป็นทางยกระดับ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และคอนกรีตอัดแรง บนถนนบรมราชชนนี สูงเหนือผิวจราจรเดิมประมาณ ๑๒.๐๐ เมตร กว้าง ๑๙.๔๕ เมตร มีช่องทางจราจร ๔ ช่องทาง ช่องทางละ ๓.๕๐ เมตร ไหล่ทางข้างละ ๑.๒๕ เมตร แบ่งเป็นช่องทางขาออก ๒ ช่องทาง และช่องทางขาเข้า ๒ ช่องทาง พื้นผิวจราจร คอนกรีตเสริมเหล็ก และปูทับหน้าด้วยแอสฟัลท์ผสมร้อนหนา ๕ เซนติเมตร พร้อมเกาะกลางเพื่อแยกทิศทาง การจราจรรวมทั้งงานติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างบนทางยกระดับ และระบบระบายน้ำ งานปรับปรุงพื้นผิวจราจรเดิม งานภูมิสถาปัตย์ และติดตั้งเครื่องหมาย จราจรระยะทางรวม ๔,๕๑๕กิโลเมตร






เครดิต : facebook/Siriwanna Jill/บ้านมหา.คอม
 
07-08-2013, 03:01 PM   #4 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน "โครงการบริหารจัดการ ที่ดินเพื่อการเกษตร หรือโครงการทฤษฎีใหม่"

"โครงการบริหารจัดการ ที่ดินเพื่อการเกษตร หรือโครงการทฤษฎีใหม่"








ซีรีย์ "เรารักในหลวง" วันนี้ขออัญเชิญ เรื่อง "โครงการบริหารจัดการ ที่ดินเพื่อการเกษตร หรือโครงการทฤษฎีใหม่" เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ประสงค์ จะช่วยให้ประชาชนในชนบทได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในลักษณะ พอมีพอกิน โดยได้เริ่มขึ้นครั้งแรกที่ วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เป็นแห่งแรก เมือปี พ.ศ.๒๕๓๕

โดยโครงการทฤษฎีใหม่นั้น มีแนวทางให้ เกษตรกรปฏิบัติด้วยการแบ่งพื้นที่ ถือครองทางการเกษตร ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว เกษตรกรกรส่วนใหญ่ แต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่ประมาณ ๑๐ – ๑๕ ไร่ ด้วยการแบ่งที่ที่มีอยู่เป็น ๓ ส่วน โดยส่วนแรกร้อยละ ๓๐ หรือ ๓ ไร่ ให้ขุดเป็นสระสำหรับกักเก็บน้ำ เพื่อไว้ใช้ในการเพาะปลูกพืชผัก ต้นไม้ต่างๆ รวมทั้งใช้แหล่งเป็นเพาะเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ สำหรับนำไปบริโภคหรือขายเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว สำหรับส่วนที่สอง ให้ใช้พื้นที่ดินร้อยละ ๖๐ หรือประมาณ ๑๐ ไร่ ใช้เป็นพื้นที่การเกษตร ด้วยการทำนาข้าว ๕ ไร่ และอีกส่วนหนึ่งสำหรับปลูกพืชไร่ หรือพืชสวน ทั้งนี้ตามแต่สภาพของผืนดิน รวมทั้งสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่อีก ๕ ไร่

นอกจากนี้ พื้นที่อีกร้อยละ ๑๐ ในส่วนที่สาม ซึ่งคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ให้เกษตรกร จัดไว้สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ทำที่สำหรับเป็นทางเดิน หรือใช้เป็นเส้นทางสำหรับ ยานพาหนะต่างๆ ในการเข้า – ออก พื้นที่และ ใช้พื้นที่ที่ยังเหลือ สำหรับปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ รวมพื้นที่ทั้งหมด ๑๕ ไร่ แล้วแบ่งเฉลี่ยตามสัดส่วน

โดยทฤษฎีใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแนวพระราชดำริ อันเป็นหลักสำคัญยิ่ง ในการดำเนินการ คือวิธีการสามารถที่ใช้ปฏิบัติได้ กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดิน ที่มีพื้นที่จำนวนไม่เกิน ๑๕ ไร่ เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกร ได้มีความพอเพียง ในการเลี้ยงตัวเองและ ครอบครัวในลักษณะ พอมีพอกิน ซึ่งทฤษฎีใหม่เป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เกิดจากพระปรีชาสามารถ อันเฉียบแหลมแห่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทย ผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง ในพระราชดำริ และการระดมสรรพ กำลังทั้งปวงเพื่อความผาสุก ของอาณาประชาราษฎร์ชาวไทย ที่ต่างได้นำแนวพระราชดำรินี้ ไปปฏิบัติและประสบผลสำเร็จ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างยั่งยืนดั่งปรากฏให้เห็นเป็นตัวอย่าง อยู่ทั่วทุกภูมิภาค







เครดิต : facebook.com/Siriwanna Jill
บ้านมหา.คอม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย lungyai1123; 07-08-2013 เมื่อ 03:17 PM เหตุผล: เพิ่มรูป
 
07-08-2013, 03:14 PM   #5 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน "โครงการหลวงเพื่อชาวดอย"

"โครงการหลวงเพื่อชาวดอย"





ซีรีย์ "เรารักในหลวง" วันนี้ขออัญเชิญ เรื่อง "โครงการหลวงเพื่อชาวดอย" “ เป็นอีกหนึ่งพระราชกรณียกิจ อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทำ เพื่อชาวไทย จากการที่พระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยัง หมู่บ้านชาวเขาในที่ต่างๆ ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ ที่ยากลำบาก จึงทรงมีพระประสงค์ ที่จะส่งเสริม และสนับสนุนให้ชาวเขา มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

๔๐ ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ไปจังหวัดเชียงใหม่ไปเยี่ยมราษฎรบนดอย พบเห็นสภาพความแร้นแค้น และยากไร้ของชาวเขา ที่ดำรงชีพด้วยการปลูกฝิ่น และถางป่า เผาป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ป่าต้นน้ำลำธารถูกทำลายเป็นจำนวนมาก จึงพระราชทาน แนวพระราชดำริ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งโครงการหลวงขึ้นในปี ๒๕๑๒ เพื่อพัฒนาเกษตรบนที่สูง ลดการปลูกฝิ่น และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร โดยมีพระประสงค์ จะช่วยเหลือราษฎร ชาวไทยภูเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ต่อมาจึงมีพระราชดำริ จัดตั้งเป็น “มูลนิธิโครงการหลวง” ขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๕ เพื่อให้เป็นองค์กรนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับ มีระบบ ปัจจุบันมีสถานีวิจัย ๔ แห่ง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวง กระจายอยู่ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา และลำพูน จำนวน ๓๘ ศูนย์ ทำงานวิจัยพันธุ์พืช และสัตว์ในแต่ละสภาพพื้นที่ ถ่ายทอด เทคโนโลยีส่งเสริมให้เกษตรกร นำไปปลูก โดยมีพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ ที่ส่งเสริม รวมกันมากกว่า ๓๕๐ ชนิด มีเกษตรกรที่เป็นชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ๑๓ เผ่า รวมทั้งคนเมือง อยู่ในโครงการรวม ๓๐,๕๓๗ ครอบครัว จำนวนกว่า ๑๕๑,๒๗๗ คน ครอบคลุมพื้นที่ ๑๔๙,๒๕๗.๑๒ ไร่

ผลจากความสำเร็จของ มูลนิธิโครงการหลวง ทำให้ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขา International Understanding เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๑ และรางวัล The Colombo Plan : Drug Advisory Program (DAP) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมมือแก้ไข ปัญหายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในฐานะเป็นองค์กรเดียวของโลก ที่แก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่นในเชิงสร้างสรรค์ เป็นผลสำเร็จเมื่อ ๒๕๔๖ ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา

ด้วยพระราชดำริ “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันนั้น ทำให้ชาวไทยภูเขาในวันนี้ ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และผลพวงทางอ้อม ก็คือหมู่บ้านของพวกเขา กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม อย่างไม่ขาดสาย จึงนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ต่อชาวไทยภูเขา และราษฎรทุกคน อย่างหาที่สุดมิได้










เครดิต : facebook.com/Siriwanna Jill
บ้านมหา.คอม
 
07-09-2013, 04:23 PM   #6 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน มูลนิธิ" โครงการหลวง"Royal Project Foundation

อันดับ ๑ มูลนิธิ" โครงการหลวง"Royal Project Foundation



1.เริ่มต้น

เมื่อปีพุทธศักราช 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรชีวิตของชาวเขาที่ บ้านดอยปุยใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จึงทรงทราบว่าชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน รับสั่งถามว่านอกจากฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชชนิดอื่นอีกหรือเปล่า ทำให้ทรงทราบว่า นอกจากฝิ่นแล้ว เขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย แม้ว่าลูกจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่าๆกัน โดยที่ทรงทราบว่า สถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเขตหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับต้นตอท้อพื้นเมืองได้ ให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อที่เหมาะสมสำหรับบ้านเรา เพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น โดยพระราชทานเงินจำนวน 200,000 บาท ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับจัดหาที่ดินสำหรับดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานี วิจัยดอยปุยซึ่งมีพื้นที่คับแคบ ซึ่งเรียกพื้นที่นี้ว่า สวนสองแสน ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น





เมื่อ พ.ศ. 2512 เริ่มต้นโครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ มีชื่อเรียกในระยะแรกว่า “โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมกับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวาย สำหรับเป็นงบประมาณดำเนินงานต่างๆ และพระราชทานมีเป้าหมายสำหรับการดำเนินงาน ดังนี้

1. ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม
2. ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร
3. กำจัดการปลูกฝิ่น
4. รักษาดิน และใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือ ให้ป่าอยู่ส่วนที่เป็นป่า และทำไร่ ทำสวน ในส่วนที่ควรเพาะปลูก
อย่าสองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน


การดำเนินงานต่างๆ ของโครงการหลวง มีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการด้านต่างๆ ปฏิบัติงานถวาย ทำให้การปฏิบัติงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานวิจัยการปลูก พืชเขตหนาวชนิดต่างๆ เกษตรกรสามารถนำไปปลูกทดแทนฝิ่นได้ผลดี

พ.ศ. 2537 โครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติ (UNDCP) ได้ทูลเกล้าฯถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แต่ปลูกพืชอื่นแทน จึงกล่าวได้ว่าโครงการหลวงเป็นโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแห่งแรกของโลก

เมื่อ วันที่ 10 มกราคม 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสในโอกาสเสด็จพระราชดำเนิน เยี่ยมคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขา ความว่า




-เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการช่วยชาวเขานั้้น.เพื่อจะสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น.สามารถที่จะเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้ของเขาเอง.ที่มีโครงการนี้ จุดประสงค็อย่างหนึ่งก็คือมนุษย์ธรรม หมายถึงให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร สามารที่จะเรียนรู้ และพยุงตัวให้มีความเจริญก้าวหน้าได้.อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควร จะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือ ปัญหาเรื่องยาเสพติด .ถ้าสามารถช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างชาวเขาก็จะเลิกปลูกยาเสพติดคือฝิ่น.ทำให้นโยบายการระงับปราบปรามการปลูกฝิ่นและการค้าฝิ่นได้ผลดี.อันนี้เป็นผลอย่างหนึ่งและผลสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชาวเขาตามที่รู้ก็คือทำการเพาะปลูกไม่ถูกต้อง.พวกเราไปช่วยเขาก็ช่วยเท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี.ความอยู่ดีกินดีเหมือนกับช่วยบ้านเมืองให้ได้ปลอดภัยทั่วประเทศ.เพราะสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จให้เขาอยู่เป็นหลักแหล่ง.สามารถที่จะมีความอยู่ดีกินดีพอสมควรและสนับสนุนที่จะรักษาป่าไม้รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั้งยืนมาก











กล่าวได้ว่าในระยะเริ่มต้นไม่มีใครทราบว่าควรปลูกชนิดใดบนดอย ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น โครงการหลวงจึงเริ่มดำเนินงานวิจัยเพื่อทดลองการปลูกไม้ผลเขตหนาวที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่สูงของประเทศไทย โดย พ.ศ. 2512 ได้ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขางเพื่อเป็นสถานีทอดลองการปลูกพืชเขตหนาวชนิดต่างๆ ในบริเวณหุบเขาสูงของดอยอ่างขาง ตำบลม่อนปิน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ดอยอ่างขางเป็นพื้นที่อยู่ตอนเหนือเกือบสุดของประเทศไทย บริเวณสถานีเป็นหุบเขายาวๆล้อมรอบด้วยภูเขาทุกด้าน ด้านเหนือติดประเทศพม่า บริเวณดังกล่าวมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร มีอากาศหนาวเย็น อ่างขางในเวลานั้นเป็นทุ่งหญ้าคา ช่วงฤดูหนาวมีฝิ่นปลูกอยู่ทั่วไป

ต่อมากระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และมิตรประเทศต่าง ๆ ได้ทูลเกล้าถวายพันธุ์พืชเขตหนาว และสนับสนุนงบประมาณดำเนินการวิจัยข้างต้น







การพัฒนาชาวเขานั้นในระยะแรกไม่มีเจ้าหน้าที่ไปอยู่ประจำในหมู่บ้านชาวเขา แต่มีคณะทำงาน ซึ่งเป็นอาสาสมัครไปเยี่ยมเยียนชาวเขาในหมู่บ้านต่างๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้คำแนะนำและสาธิตการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ เรียกว่าหมู่บ้านดังกล่าวว่าหมู่บ้านเยี่ยมเยียน

เมื่อเกษตรกรกลับไปยังหมู่บ้านของตน จึงเริ่มนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปปฏิบัติงาน โครงการหลวงได้มอบให้คณะทำงานซึ่งเป็นอาสาสมัคร ประกอบด้วยคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และหน่วยราชการต่างๆ ได้ออกไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรในหมู่บ้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้คำแนะนำ และสาธิตการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ได้แก่

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รับผิดชอบ ช่างเคี่ยน แม่สาใหม่ อ่างขาง แกน้อย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รับผิดชอบ บ้านปางป่าคา ห้วยผักไผ่ ปู่หมื่นใน บ้านใหม่ร่มเย็น ถ้ำเวียงแก บ้านสวด จอมหด

สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้

รับผิดชอบ บ้านวังดิน(ศูนย์ฯหมอกจ๋ามในปัจจุบัน) ผาหมี สะโง๊ะ เมืองงาม

กรมวิชาการเกษตร

รับผิดชอบส่งเสริมกาแฟอราบิก้า (ร่วมกับกรมประชาสงเคราะห์ซึ่งมีศูนย์พัฒนา และสงเคราะห์ชาวเขาบ้านแม่ลาน้อย )ห้วยฮ่อม บ้านดง ป่าแป๋ รากไม้

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพันธุ์ไม้ผลเขตหนาว ได้แก่ แอบเปิ้ล ท้อ พลับ และพืชไร่ที่เหมาะสมต่อการปลูกบนเขาสูงได้แก่ ถั่วแดงหลวง รวมทั้งสัตว์เลี้ยงต่างๆ ได้แก่ วัวพันธุ์บราห์มัน ห่าน และแกะ เป็นต้น ซึ่งเป็นการให้ชาวเขายืมพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์เหล่านี้ไปทดสอบเพาะปลูกและเลี้ยงดู ถ้าได้ผลก็จะขอคืน




เครดิต : http://www.royalprojectthailand.com/about
http://www.baanmaha.com
 
07-09-2013, 05:02 PM   #7 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน มูลนิธิ" โครงการหลวง"Royal Project Foundation

อันดับ ๒ โครงการ UN/Thai Program for Drug Abuse Control






โครงการ UN/Thai Program for Drug Abuse Control

พ.ศ.2515องค์การสหประชาชาติได้เห็นความสำคัญของการปลูกพืชทดแทนฝิ่นจึงให้การสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ UN/Thai Program for Drug Abuse Control โดยมีหม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี ผู้อำนวยการโครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา เป็นผู้อำนวยการโครงการอีกตำแหน่งหนึ่ง อาจนับเป็นการเริ่มต้นของหน่วยงาน Alternative Development Unit ของ UNODC ในปัจจุบัน โดยโครงการ UN/Thai Program for Drug Abuse Control ซึ่งได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือเป็นครั้งคราว แก่โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา ซึ่งในตอนนั้นได้ส่งเสริมและพัฒนาชาวบ้านที่แม่โถ อำเภอฮอด บ้านพุย อำเภอแม่แจ่ม บ้านขุนวาง อำเภอสันป่าตอง บ้านขุนช่างเคี่ยน อำเภอเมือง ดอยสามหมื่น อำเภอเชียงดาว และบ้านคุ้ม อำเภอฝาง

................................................................................................................




อันดับ ๓.. โครงการวิจัยและพัฒนาภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2516 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ( USDA/ARS) ได้ให้การสนับสนุนทุนแก่โครงการหลวงในการวิจัยการเกษตรบนที่สูงปีละประมาณ 20 ล้านบาท ทำให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยเพื่อหาชนิดและพันธุ์พืชที่เหมาะสมต่อการปลูกบนพื้นที่สูง การศึกษาวิธีการปลูกและการปฏิบัติรักษา รวมทั้งงานวิจัยด้านอื่นๆ เช่น ไม้ผลเขตหนาว การเลี้ยงครั่ง กาแฟอราบิก้า ชา ไม้ตัดดอก สตรอเบอรี่ ระบบการปลูกพืช การเพาะเห็ดหอม ไหมป่า พืชย้อมสี การอนุรักษ์ดิน การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่ง การผสมพันธุ์และการผลิตหอมหัวใหญ่ พืชผักเขตหนาว ธัญพืช สมุนไพร เฟิร์นแห้ง เก๊กฮวย พืชน้ำมันเพื่อการอุตสาหกรรม การใช้น้ำอย่างประหยัด การปรับปรุงและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่ การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และการควบคุมวัชพืช เป็นต้น ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2522 โครงการหลวงได้พิจารณาเห็นว่าผลงานวิจัยต่างๆสามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์ ของชาวเขาได้ กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาจึงให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาชุมชนชาวเขาทด แทนการปลูกฝิ่นในพื้นที่โครงการหลวง รวม 5 แห่ง



..........................................................................................................................






อันดับ ๔.. ความร่วมมือโครงการหลวงและไต้หวัน

ฤดูร้อน พ.ศ. 2513 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เสด็จไปยังสาธารณรัฐจีนไต้หวัน และสนพระทัยงานการปลูกพืชเขตหนาวของฟาร์มฟูซูซานซึ่งเป็นหมู่บ้านบนภูเขา เป็นอย่างมาก ต่อมา เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2513 คณะกรรมการส่งเสริมอาชีพทหารผ่านศึกได้จัดส่งนายซุง ซิง หยุน รองผู้จัดการฟาร์ม ฟูซูซาน เดินทางมาประเทศไทยเพื่อศึกษาสภาพพื้นที่โครงการหลวง เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือทางวิชาการระหว่างโครงการหลวงและไต้หวัน โดยคณะกรรมการส่งเสริมอาชีพทหารผ่านศึกจีนไต้หวัน(VARCR) ได้ให้การสนับสนุนโดยส่ง พันธุ์พืชชนิดต่างๆ ได้แก่ สาลี่ ท้อ บ๊วย พลัม พลับ วอลนัท เห็ดหอม เห็ดหูหนู ตังกุย เก็กฮวย ดอกไม้จีน ไม้โตเร็ว และเมล็ดพันธุ์ผักชนิดต่างๆ พร้อมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาปฏิบัติงานในโครงการหลวง จำนวน 2-3 นายทุกปี รวมทั้งสนับสนุนให้คณะอาจารย์ (อาสาสมัคร) และเจ้าหน้าที่โครงการหลวง ไปศึกษาดูงานและฝึกงานที่ฟาร์ม ฟู ซู ซาน และสถานีบนภูเขาของไต้หวัน

ส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยที่นำไปสู่การพัฒนาอาชีพของชาวเขา ได้แก่



-ถั่วแดงหลวง

พ.ศ. 2514 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ได้สั่งเมล็ดพันธุ์ถั่วแดงจากบริษัท Dessert Seed สหรัฐอเมริกา จำนวน 2 ตัน (พันธุ์ darkled redcoat และ maintop) พร้อมทั้งถั่วไลมา (lima) และถั่วปินโต (pinto) โดยได้ส่งไปทดสอบตามดอยต่างๆ ปรากฏว่าได้ผลดีที่แม่โถ บ้านวังดิน ผาหมี สะโมง และดอยงาม และเป็นพืชสำคัญที่โครงการต่างๆ นิยมนำไปเป็นพืชหลักในการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร เนื่องจากปลูกง่ายและขนส่งผลผลิตสะดวก








-สตรอเบอรี่

พ.ศ. 2515 โครงการหลวงได้นำพันธุ์สตรอเบอรี่จากต่างประเทศมาทดลองปลูกประมาณ 40 พันธุ์ คัดไว้ได้ 2 พันธุ์ นำไปให้ชาวบ้านทดลองปลูก ปรากฏว่า มีพันธุ์สตรอเบอรี่ที่เกษตรกรนิยม 1 พันธุ์ คือ พันธุ์พระราชทานเบอร์ 16 จึงนำไปส่งเสริมให้แก่ราษฎรพื้นราบของเมืองเชียงใหม่ปลูกจำหน่ายสู่ตลาด ซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทยทั่วไป ต่อมาได้มีการปรับปรุงพันธุ์สตรอเบอรีเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพ แวดล้อมของประเทศไทย รวมถึงการศึกษาการปฏิบัติรักษาที่ดีขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรในโครงการหลวงได้ปลูกสรอเบอรีพันธุ์พระราชทาน 80 ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค




-กาแฟอราบิก้า

พ.ศ. 2515 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ได้มอบให้นักวิจัยศึกษาการปลูกกาแฟอราบิก้าในพื้นที่โครงการหลวงซึ่งเป็น พื้นที่สูง พบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงได้มีการศึกษาพันธุ์กาแฟอาราบิกาต้านทานโรคราสนิม รวมถึงการศึกษาด้านการปฏิบัติรักษาการปลูกกาแฟอราบิก้าด้านต่างๆ โดยทุนการวิจัยจาก USDA/ARS
พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรต้นกาแฟอราบิก้าที่ ปลูกโดยเกษตรชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงบ้านหนองหล่ม ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง เป็นครั้งแรก นับว่าเป็นขวัญและกำลังใจต่องานวิจัยและพัฒนาการปลูกกาแฟอราบิก้าของประเทศ ไทยเป็นอย่างยิ่ง ส่งให้กาแฟอราบิก้าเป็นพืชสำคัญของเกษตรบนพื้นที่สูงในปัจจุบัน









(-มีต่อ )
เครดิต : http://www.royalprojectthailand.com/about
http://www.baanmaha.com
 
07-11-2013, 12:32 PM   #8 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน "โครงการหลวง"Royal Project Foundation

"โครงการหลวง"Royal Project Foundation

กระแสพระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2537 ในโอกาสที่ประธานมูลนิธิโครงการหลวงนำคณะบุคคลเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าถวายเงิน และน้อมเกล้าฯ ถวายสิ่งของเพื่อสนับสนุนกิจการมูลนิธิโครงการหลวง ความว่า



“โครงการหลวง ได้เริ่มขึ้นเป็นกิจการเล็กๆ ซึ่งไม่เป็นโครงการ แต่เป็นการไปเที่ยวมากกว่า คือไปเที่ยวตามหมู่บ้านต่างๆ ก็ได้เห็นว่าควรจะช่วยประชาชนในการอาชีพ จึงได้นำสิ่งของไปให้เขาเพื่อที่จะพัฒนาการอาชีพของชาวบ้าน ต่อมาก็ได้เพิ่มขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานราชการได้เข้ามาช่วย และมีคนส่วนหนึ่งช่วยเพื่อที่จะให้การส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ต่อมามีการร่วมมือของทางองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงขึ้นมาเป็นโครงการที่เรียกว่า “โครงการหลวง” โครงการหลวงเริ่มต้นจากโครงการที่ประกอบด้วยผู้ที่เป็นอาสาสมัครและเป็นข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของไทย และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาจากต่างประเทศ ในที่สุดเป็นโครงการที่มามายใหญ่โตขยายออกไปจากการช่วยประชาชนในหมู่บ้าน ในวงจำกัด จนกระทั่งเป็นการช่วยเหลือเท่ากับเป็นภาคทีเดียว จึงต้องมีการบริหารที่ดีขึ้น และก็มีคนได้ช่วยบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อที่จะให้โครงการนี้ดำเนินไปตามจุดประสงค์ คือ ความกินดีอยู่ดีของประชาชน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนแปลงเป็น “มูลนิธิโครงการหลวง” เพื่อที่จะให้กิจการนี้ดำเนินต่อไปได้อย่างสม่ำเสมอ ในการที่ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆ อย่างดีโดยเอื้อเฟื้อบุคลากรและ งบประมาณที่จะช่วยให้ทำได้ตามจุดประสงค์...”

“ทางราชการมีส่วนหนึ่งทำให้การบริหารงานที่ทำยาก อยู่ที่ว่าแบ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม เหล่านั้น อาจมีการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน กันได้ และทางมูลนิธิโครงการหลวงก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ส่วนราชการต่างๆ ได้เข้ามาร่วมมือกันอย่างกันเอง โดยที่ไม่ต้องกลัว จะถูกว่าว่าก้าวก่ายกัน”



นับเป็นก้าวใหม่ของโครงการหลวง ในการก้าวสู่การเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง มีระบบงานที่ดี ทำให้การทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการและเอกชน ก่อเกิดงานวิจัยและพัฒนาใหม่ ๆ ในลักษณะโครงการนำร่อง เป็นผลให้เกิดการส่งเสริมอาชีพ พัฒนาการตลาดผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ส่งเสริมของโครงการหลวง เกิดการพัฒนาสังคมและชุมชนบนที่สูง ตลอดจนมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้คงความสมบูรณ์ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของพื้นที่ต้นน้ำลำธารบนที่สูงในภาคเหนือของ ประเทศไทย


หลักการและนโยบาย

มูลนิธิโครงการหลวงดำรงลักษณะงานในความมุ่งหมายเดิมของโครงการหลวง ถือเป็นโครงการส่วนพระองค์ในการดำเนินการพัฒนาเกษตรที่สูงสืบทอดเจตนารมณ์ที่เคยมีมา คือ บุกเบิก และพัฒนาสิ่งใหม่เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ของขาวเขา และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร


มูลนิธิโครงการหลวงมีเป้าหมายการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานไว้กับโครงการหลวง ดังนี้
1) ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม
2) ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้ และต้นน้ำลำธาร
3) กำจัดการปลูกฝิ่น
4) รักษาดินและใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือให้ป่าอยู่ในส่วนที่เป็นและทำไร่ ทำสวน ในส่วนที่ควรเพาะปลูก
อย่าให้สองส่วนนี้รุกล้ำซึ้งกันและกัน
5) ต่อมาโครงการหลวงได้เพิ่มการปลูกพืชเพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่ง



มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูง และรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ของการพัฒนาพื้นสูงอย่างยั่งยืน

1) เพื่อวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่เหมาะสมต่อสภาพภูมิสังคมบนพื้นที่สูง
2) เพื่อพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้
3) เพื่อส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้มีความสมบูรณ์
4) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการตลาดสินค้าโครงการหลวง
5) เพื่อพัฒนาโครงการหลวงให้เป็นศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน




สัญลักษณ์องค์กร





โครงสร้างองค์กร




คณะกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง

1. หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานกรรมการ
2. พลอากาศเอกกำธน สินธวานนท์ รองประธานกรรมการ
3. นายแก้วขวัญ วัชโรทัย กรรมการ
4. นายอาสา สารสิน กรรมการ
5. นายกำพล อดุลวิทย์ กรรมการ
6. นายสืบศักดิ์ นวจินดา กรรมการ
7. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ
8. นายสันทัด โรจนสุนทร กรรมการ

9. นายสุทัศน์ ปลื้มปัญญา กรรมการ
10. คุณหญิงประจิตต์ กำภู ณ อยุธยา กรรมการและเหรัญญิก
11. นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการและเลขาธิการ



วิธีการดำเนินงาน


วิธีการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวงเป็นวิธีการดำเนินงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯพระราชทานไว้กับ โครงการหลวงดังนี้


1) ลดขั้นตอน หมายถึง ให้กระจายอำนาจ
2) ปิดทองหลังพระ
3) เร็ว ๆ เข้า
4) ช่วยเขาช่วยตัวเอง


-แนวทางการดำเนินงานของโครงการหลวงสนองตามพระราชดำริที่ว่า “ช่วยชาวเขาให้ช่วยตนเองในการปลูกพืชที่มีประโยชน์ และมีมาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น” ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมีส่วนช่วยให้มูลนิธิฯ สามารถพัฒนาการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่หนาวเย็นได้ก็คือ ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างอาจารย์ นักวิชาการสาขาต่างๆ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในภาคสนาม การปฏิบัติงานทดลองค้นคว้าในเรื่องใดๆ ที่มุ่งสนองความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ และผลงานวิจัยเหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดไปสู่เจ้าหน้าที่สนาม รวมไปถึงเกษตรกรอย่างฉับพลัน ทุกเดือนนักวิจัย นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สนามจะพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมวางแผนการปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญคือเพื่อให้งานวิจัยต่างๆเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรมากที่สุด

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงกล่าวถึงการดำเนินงานที่ครบวงจร โดยได้นิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ประพาสต้นบนดอย” ดังนี้

“ในระยะแรก ถึงแม้เราจะไม่มีพืชใหม่ๆ มาส่งเสริมให้ปลูกตามดอยกันมากนักก็ตาม เราก็พยายามเอาผลการวิจัยมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยทำสิ่งที่ควรทำให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกกันว่า “ครบวงจร”คือ


วงแรก คือ การสำรวจดิน และน้ำ


วงที่สอง คือ การปลูกป่าในที่ที่ควรเป็นป่า ส่วนที่เหมาะแก่การเกษตรก็ต้องทำขั้นบันไดทำทางระบายน้ำ ปลูกหญ้าแฝก สิ่งที่ต้องจัดการต่อ
ไปในวงเดียวกัน คือการชลประทาน ซึ่งบนดอยมักขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้เรื่องพื้นฐานที่ต้องดำเนินการต่อในวงนี้คือ การคมนาคม



วงที่สาม คือ การวิจัย ซึ่งจะหยุดไม่ได้ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่การวิจัยพืชเมืองหนาวทุกชนิด เนื่องจากวิธีการปลูกพืชเมืองหนาวเหล่า
นั้นเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเราคนไทย


วงที่สี่ คือ การส่งเสริมนำผลงานวิจัยไปให้เกษตรกร รวมถึงการอารักขาพืช การพัฒนาคน และการสาธารณสุข เพื่อ “ช่วยเขาช่วยตัวเอง”


วงสุดท้าย คือ การขนส่ง การคัดบรรจุ การเก็บรักษา และการจำหน่าย





พื้นที่ปฏิบัติงานของมูลนิธิโครงการหลวงบนดอย แบ่งตามลักษณะงาน ได้ดังนี้

1. สถานีวิจัย

สถานีวิจัยของโครงการหลวง เน้นการศึกษาวิจัยการปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ รวมทั้งการศึกษาเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง ตลอดจนเป็นสถานที่ให้การอบรมและถ่ายทอดความรู้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรในด้านต่างๆ ประกอบด้วยสถานีวิจัย 4 แห่ง ได้แก่
• สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
• สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
• สถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

• สถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่



2. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเป็นพื้นที่ชุมชนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงต่างๆ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลำธารในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ปัจจุบันมีทั้งหมด 38 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน






เครดิต : http://www.royalprojectthailand.com/business_core

http://www.baanmaha.com/community

"มีต่อ"
 
07-11-2013, 12:51 PM   #9 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน "โครงการหลวง"Royal Project Foundation

"โครงการหลวง"Royal Project Foundation



1. งานวิจัย

งานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงดำเนินงานสืบเนื่องจากโครงการหลวงเดิม ในการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาชนิดและพันธุ์พืชและสัตว์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมบนพื้นที่สูง การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพผลผลิตโดยการปรับปรุงวิธีการปฏิบัติรักษาที่เหมาะสม การป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่อาศัยการจัดการแบบผสมผสาน การใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ การจัดการหลังเก็บเกี่ยว และการแปรรูปผลผลิต และงานวิจัยทางสังคม ตลอดจนการวิจัยเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง ปัจจุบันมีแผนยุทธศาสตร์งานวิจัย ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2555-2559 เป็นกรอบในการดำเนินงาน
สถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ประกอบด้วย สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง, สถานีเกษตรหลวงปางดะ, สถานเกษตรหลวงอินนนท์ และสถานีวิจัยแม่หลอด



2. งานพัฒนา

มุ่งการส่งเสริมและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขา และการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร ในพื้นที่โปรดเกล้าให้ดำเนินการพัฒนาศูนย์พัฒนาโครงการหลวง เพื่อให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน โดยมีพื้นที่ดำเนินงานเรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง จำนวน 38 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด 21 อำเภอ 500 กลุ่มบ้าน มีประชากรรวม 172,309 คน



3. งานตลาด

มุ่งสนับสนุนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปผลผลิต การขนส่ง และการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกร
(1) งานตลาดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
(2) ศุนย์ผลิตผลโครงการหลวงเชียงใหม่ ตั้งอยู่ ณ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
(3) แผนกตลาดและคัดบรรจุ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ ภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ


4. การเงินและบัญชี

รับผิดชอบการจัดสรรงบประมาณ ควบคุมดูแลการเงินทั้งรายรับราย-รายจ่ายของโครงการหลวง จัดทำรายงานทางการเงิน รวมทั้งการบริหารการลงทุนรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการวางระบบการเงินและบัญชี

-งานงบประมาณ
-งานการเงิน
-งานบัญชี



5. งานอำนวยการ

ประกอบด้วย

ฝ่ายสำนักงาน

ทำหน้าที่ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของโครงการหลวง โดยมีการแบ่งส่วนการรับผิดชอบดังนี้

- แผนกประชาสัมพันธ์และการท่องเที่ยว
-ศูนย์เทคโนโลยีและสารสนเทศ
-แผนกบุคคล
-แผนกยานพาหนะ
-แผนกจัดซื้อ
-แผนกพัสดุ
-แผนกธุรการ

6. ฝ่ายตรวจสอบภายใน

ฝ่ายตรวจสอบภายใน เป็นหน่วยงานให้บริการด้านหลักประกันและให้คำปรึกษากับผู้บริหาร เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน และการใช้จ่ายเงิน อย่างเป็นประโยชน์และคุ้มค่า รวมถึงความถูกต้อง ครบถ้วนและเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน ตลอดจน การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้มูลนิธิสามารถพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยง การควบคุม และการกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น


ประวัติงานวิจัย มูลนิธิโครงการหลวง

เมื่อ พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรับสั่งถามชาวแม้วบ้านดอยปุย ซึ่งอยู่ใกล้พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ว่า นอกจากปลูกฝิ่นขายแล้วยังมีรายได้จากพืชอื่นหรือไม่ จึงทำให้ทรงทราบว่านอกจากฝิ่นแล้ว ชาวเขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย แม้ว่าจะลูกเล็กก็ตามแต่ก็ยังได้เงินเท่า ๆ กัน หากสามารถค้นคว้าหาพันธุ์ที่เหมาะสมและได้ผลใหญ่ จะต้องทำเงินได้ดีกว่าฝิ่นแน่ ประกอบกับทรงทราบว่าที่สถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเมืองหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใกล้กับพระตำหนักภูพิงค์ ได้นำกิ่งท้อลูกใหญ่ของฝรั่งมาต่อกับต้นตอพันธุ์พื้นเมืองได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเงิน สองแสนบาท เพื่อจัดหาที่ดินบริเวณใกล้กับสถานีดอยปุย สำหรับการวิจัยไม้ผลเขตหนาว ต่อมาเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า สวนสองแสน แต่พื้นที่ดังกล่าวก็มีขนาดเล็ก คับแคบ ไม่สามารถจัดทำแปลงวิจัยการเกษตรได้มากนัก

ต่อมาในปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวงขึ้นที่ดอยอ่างขาง ตำบนม่อนปิน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หุบเขาของดอยอ่างขาง พื้นที่ดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น มีสภาพเป็นพื้นที่ภูเขาโล่งเตียน เต็มไปด้วยหญ้าคา และมีการปลูกฝิ่นอยู่ทั่วไป งานวิจัยของโครงการหลวงจึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง โดยได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ค่าใช้จ่ายสำหรับงานวิจัยต่างๆ โดยมีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหน่วยงานต่างๆร่วมดำเนินงาน รวมถึงการสนับสนุนจากหนวยงานและมิตรประเทศต่างๆ



ระยะเริ่มแรกของโครงการหลวง ระหว่างปี พ.ศ. 2512 ถึง 2515 การวิจัยเน้นมุ่งหาชนิดและพันธุ์พืชเขตหนาวที่เหมาะสมกับพื้นที่สูงของประเทศไทย สามารถปลูกและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวเขา เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นและการทำไร่เลื่อนลอย มีอาจารย์และนักวิจัยจากหน่วยงานภายในประเทศเป็นอาสาสมัครร่วมดำเนินการ ได้แก่

• ทบวงมหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้

• กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์

• รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย

• นอกจากนี้ยังได้รับการช่วยเหลือจากสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) สนับสนุนพันธุ์พืชเขตเมืองหนาวชนิดต่างๆ ได้แก่ แอบเปิล พลับ พลัม สาลี่ บ๋วย พืชผัก และอื่นๆ เพื่อทดลองปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และสถานีวิจัยดอยปุย

พ.ศ. 2516 ถึงพ.ศ. 2529 โครงการหลวงได้รับความช่วยเหลืองบประมาณจาก Agricultural Research Service (ARS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา(United State Department of Agriculture -USDA) โดยเน้นการสนับสนุนการวิจัยพืชทดแทนฝิ่น โดยเฉพาะงบประมาณสำหรับการวิจัยไม้ผลเขตหนาว การปลูกผักเขตหนาว ไม้ดอกเขตหนาว การปลูกกาแฟอราบิก้า พืชตระกูลถั่วที่สำคัญได้แก่ถัวแดงหลวง การปลูกธัญญพืชเขตหนาว การปลูกดอกเก็กฮวย การเพาะเห็ด การแปรรูปผลผลิต และระบบการปลูกพืชหมุนเวียนบนพื้นที่สูง การให้การสนับสนุนงานวิจัยของ USDA/ARS ดังกล่าวอาศัยคณะกรรมการประสานงานวิจัยพืชบนพื้นที่สูง (Highland Agriculture Research Coordinating Committee - HARCC) ซึ่งมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นประธานในการคัดเลือกและบริหารติดตามงานวิจัยต่างๆ โดย มีโครงการวิจัยรวมทั้งสิ้น 81 โครงการ งบประมาณงบประมาณรวม 6,356,216 เหรียญสหรัฐ ผลของงานวิจัยในระยะดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดการนำพืชเขตหนาวชนิดต่างๆ สามารถปลูกได้ในประเทศไทยที่สำคัญได้แก่ พลับ พลัม สาลี พีช(ท้อ) บ๋วย กาแฟอราบิก้า ถั่วแดงหลวง สตรอเบอรี และผักเขตหนาวชนิดต่างๆ เป็นต้น มาก่อน นับว่าเป็นระยะที่โครงการหลวงได้สร้างผลงานวิจัยอย่างเต็มที่ จนเป็นรากฐานการปฏิบัติงานของโครงการหลวงและหน่วยงานต่างๆบนพื้นที่สูงในปัจจุบัน


พ.ศ. 2529 ถึง พ.ศ.2535 เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเห็นว่างานวิจัยที่ USDA/ARS ให้การสนับสนุนมาเป็นระยะเวลาพอสมควรและมีผลงานวิจัยต่างๆสามารถนำไปเผยแพร่ให้กับเกษตรกรชาวเขาได้ จึงยุติการสนับสนุนงานวิจัย และให้การสนับสนุนงานพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขาเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นแทน งานวิจัยจึงอาศัยงบประมาณจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นหลัก ในช่วงเวลาดังกล่าวามีโครงการวิจัยจำนวน 32 โครงการ งบประมาณรวม 17,210,628 บาท เป็นการดำเนินงานวิจัยต่อเนื่องจากเดิม ในการหาชนิดและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง การปรับปรุงการปฏิบัติรักษาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น ทำให้การปลูกพืชผลเขตหนาวหลากหลายชนิด ทั้ง ผัก ไม้ดอก ไม้ผล พืชไร่ ชา กาแฟ ถัวแดงหลวง สตรอเบอรี และเห็ดเขตหนาวชนิดต่างๆ สามารถส่งเสริมสู่เกษตรกรชาวเขามาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม พืชเขตหนาวต่างๆเหล่านี้ ยังมีความจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์พืช เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมบนพื้นที่ของประเทศไทย ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด การศึกษาด้านการป้องกันกำจัดโรคและแมลง การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปผลผลิต เพื่อให้การทำการเกษตรของเกษตกรบนพื้นที่มสูงมีความยั่งยืน ตลอดจนการศึกษาและประเมินสภาพพื้นที่การเกษตร สภาพสังคมและเศรษฐกิจของชาวไทยภูเขา รวมถึงการฟื้นฟทรัพยากรธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร






เครดิต : http://www.royalprojectthailand.com/research

http://www.baanmaha.com/community

มีต่อ
 
07-14-2013, 02:59 PM   #10 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงขุนวาง

ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงขุนวาง






ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงขุนวาง


ณ บริเวณพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ๑.๓๐๐ - ๑,๔๐๐ เมตร มีความลาดชัน ๑๖ - ๘๕ % และสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นมีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำวางขวา และลำห้วยขุนวางขวามีที่ราบไม่มากนักอยู่ตามแนวลำห้วยและแม่น้ำ ซึ่งที่ราบนี่เองคือถิ่นอาศัยของชาวเขาเผากะเหรี่ยง และม้ง จำนวน ๗ หมู่บ้าน ประชากร ๑๘๙ ครอบครัว ในตำบลแม่วิน กิ่งอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๘๐ กิโลเมตร การคมนาคมในฤดูฝนค่อนข้างทุรกันดาร

พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านขุนวางเป็นหินแกรนิต ดินเป็นสีแดงหรือแดงจัด และบางแห่งมีก้อนหินหรือก้อนกรวดปะปนอยู่ พื้นที่ป่าได้ถูกทำลายไปด้วยการทำไร่เลื่อนลอยของขาวเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ทุกๆ ปี จะทำการแผ้วถางป่าเพื่อปลูกฝิ่น ข้าวไร่ และย้ายเข้าไปจับจองทำกินในพื้นที่ใหม่เช่นนี้เสมอ โดยทิ้งพื้นที่เก่าไว้หมุนเวียนในการทำไร่ ดังนั้น เมื่อจำนวนประชากรที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เพิ่มขึ้น การทำลายป่าจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปี ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังบ้านขุนขวางเป็นครั้งแรก และในครั้งนั้นก็ได้ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณถึงชีวิตที่วนเวียนอยู่กับยาเสพติดของผู้คนในหมู่บ้าน ดังที่ได้ทรงพระราชดำริว่า บริเวณนี้ยังมีพืชเสพติดอยู่มาก น่าที่จะได้รับการพัฒนาให้พืชอื่นที่มีรายได้ทัดเทียมหรือดีกว่านั้น และทรงรับสั่ง ให้หน่วยงานในพื้นที่ช่วยกันพิจารณาในการปรับปรุงพัฒนา ซึ่งในครั้งนั้นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการับที่จะเป็นผู้สนองนโยบายในพระราชดำรินี้ในด้านการสนับสนุนงบประมาณสมทบ

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง จึงเริ่มดำเนินงานขึ้นในปี ๒๕๒๘ เป้าหมายหลักของงานพัฒนาในพื้นที่บ้านขุนวางก็เพื่อที่จะ
๑. เพื่อลดพื้นที่ปลูกฝิ่นและพัฒนาพืชอื่นที่มีรายได้มากกว่ามาแทนที่ฝิ่น
๒. เพื่อให้ชาวเขามีพื้นที่ทำกินอย่างถาวร ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งไม่หันกลับไปทำไร่เลื่อนลอยด้วยการบุกรุกทำลายป่าอีกต่อไป
๓. พัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกผู้คนในหมู่บ้าน
การดำเนินงานพัฒนาในหมู่บ้านขุนวางในระยะเริ่มต้นนั้น ได้รับเงินช่วยเหลือจากภายนอก เช่น จากหน่วยงาน NAS เป็นต้น ก่อนจะมารับงบประมาณสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ จากมูลนิธิโครงการหลวงในปี ๒๕๓๑
งานหลักของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางก็คือ การวิจัยไม้ดอกไม้ผลและพันธุ์ไม้ งานวิจัยที่ได้ผลดีในพื้นที่ก็คือ การวิจัยคาร์เนชั่น องุ่น สตรอเบอรี่ เฟิน และลินิน
ส่วนงานพัฒนาด้านการเกษตร นั้นได้แนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รู้จักบำรุงรักษาต้นกาแฟที่ปลูก แล้วให้สามารถผลิตผลได้มากที่สุด และแนะนำวิธีการปลูกกาแฟที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรในโครงการ
[/LEFT]



ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงขุนวาง


งานส่งเสริมพืชผักเมืองหนาว ให้คำแนะนำและความรู้แก่เกษตรกรในการปลูกและขายกะหล่ำปลี กะหล่ำดาว การปลูกหอมญี่ปุ่น และกระเทียมต้นและวิธีการบำรุงรักษาต้นไว้ไม่เก็บเกี่ยวในขณะที่มีราคาต่ำ การปลูกผักกาดหอมห่อ แตงกวายาว ซุกินี และฟักทองญี่ปุ่น ถั่วลันเตา ผักกาดหอมใบแดง และพริกยักษ์เขียว เหลืองแดง
งานส่งเสริมไม้ดอก เน้นการส่งเสริมปลูกดอกคาร์เนชั่นเป็นหลัก เพราะสามารถเจิญเติบโต และให้ผลผลิตดีในพื้นที่บ้านขุนวาง และในปี ๒๕๓๑ ก็ได้เริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรบ้านขุนวางปลูกแกลดิโอลัส งานส่งเสริมสตรอเบอรี่
งานส่งเสริมไม้ผลเมืองหนาว ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ผลเมืองหนาวชนิดต่างๆ และอบรมเกษตรกรให้รู้จักวิธีการเตรียมต้นตอ การเปลี่ยนยอดและการตัดแต่งกิ่งให้ผลผลิตดีมีคุณภาพด้วยการสนับสนุนจากทีมงานไม้ผลมูลนิธิโครงการหลวง และผู้เชี่ยวชาญไต้หวัน ซึ่งไม้ผลเมืองหนาวชนิดต่างๆ ได้แก่ ท้อ แอปเปิ้ล สาลี่ บ๊วย พลับ พลัม และเสาวรส เกษตรกรมักนิยมปลูกกะหล่ำปลีระหว่างต้นไม้ผล ทำให้มีรายได้ในระหว่างที่ไม้ผลยังไม่ให้ผลผลิต



พืชเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตมากที่สุด และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางก็คือ คาร์เนชั่น ซึ่งให้ผลผลิตถึง ๖๔๘,๖๙๑ ดอกต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึง ๑,๕๓๒,๕๗๔ บาท รองลงมาก็ได้แก่ พืชผักเมืองหนาว ซึ่งปลูกหมุนเวียนตามฤดูกาล ซึ่งสามารถให้ผลผลิตถึง ๖๒,๓๗๗ กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๔๔๓,๗๒๘ บาท และนอกจากนั้น ก็ได้แก่ไม้ผลเมืองหนาวคือ ท้อ บ๊วย สาลี่ ที่ให้ผลผลิตประมาณ ๖,๘๓๐ กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๑๒๗,๐๐๐ บาท
และเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกและพืชผลในโครงการก็มีรายได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ - ๕๐,๐๐๐ บาท/ครอบครัว/ปี
งานถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้มีการดำเนินงานดังนี้
- งานฝึกอบรมนอกอาชีพเกษตรกรรม เพื่อให้ชาวเขามีรายได้เสริมจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านจากเส้นใยกัญชง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางได้จัดให้ชาวเขาไปดูงานการทอผ้าที่บ้านไร่ไผ่งาม อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับเสนอวัตถุดิบ คือเส้นใยกัญชง ซึ่งโรงงานทอผ้าสนใจและสั่งซื้อจำนวนมาก
นอกจากนี้ก็ได้นำนักธุรกิจการทอผ้าชาวญี่ปุ่นเข้ามาดูงานการทอผ้าพื้นเมืองของชาวม้ง และกะเหรี่ยง มีการซื้อผ้าตัวอย่างไปและคาดว่าจะเป็นตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่งสำหรับเส้นใยกัญชง
- การฝึกอบรมด้านการเกษตร ได้จัดอบรมเรื่องการปลูกไม้ผลเมืองหนาวในทุกๆ ขั้นตอน การทำปุ๋ยหมัก พร้อมกับแจกจ่ายปุ๋ย และสารเร่งเพื่อให้ชาวเขาทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง และอบรมความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมี

แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม
เกษตรกรหมู่บ้านบริวาร ทั้ง ๗ หมู่บ้านของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางได้ใช้น้ำจากระบบประปาภูเขาที่ต่อด้วยไม้ไผ่จากฝายน้ำล้น บ่อพักน้ำหรือระบบถังน้ำรวมที่ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อการเพาะปลูกของแต่ละครัวเรือน

การอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า
ในการดำเนินงานพัฒนาหมู่บ้านนั้นได้แบ่งเขตการใช้ที่ดินออกเป็นเขตทำกินและเขตป่า อีกทั้งได้ปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักคุณประโยชน์ของป่าไม้ จัดตั้งกลุ่มในการดูแลรักษาป่า และกรรมการควบคุมพื้นที่ และที่สำคัญคือห้ามไม่ให้เข้าไปตัดไม้ทำลายป่าในเขตพื้นที่ลำห้วยขุนวางขวา และชาวเขาเองก็หวงแหนแหล่งน้ำ ต้นน้ำลำธารในพื้นที่แห่งนี้จึงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พอสมควร สำหรับงานฟื้นฟูป่านั้นมีกรมป่าไม้เป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบปลูกป่าสนเป็นส่วนใหญ่
นับเป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี ที่งานการพัฒนาคุณภาพชีวิตภายใต้การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างถนอมรักษา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานแนวทางไว้ให้
จากวันเริ่มต้น ที่เคยเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และผู้คนตกอยู่ในวงจรของยาเสพติด
ในวันนี้ ขุนวางได้กลับคืนสู่ภาวะความสมดุลทางธรรมชาติได้มากที่สุดแล้ว ด้วยระบบการเกษตรภายใต้ร่มเงาแห่งธรรมชาติและชีวิตผู้คนผ่านพ้นจากทาสยาเสพติดมามีอาชีพ มีรายได้ และมีชีวิตที่สุขสบายภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินไทย



แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย lungyai1123; 07-14-2013 เมื่อ 03:04 PM
 
07-15-2013, 03:20 PM   #11 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย
อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่



๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ ณ บ้านแกน้อย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทรงทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ที่คล้ายคลึงกับชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ
เป็นเวลานานมาแล้วที่ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ ณ บ้านแกน้อย มีวิถีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากอยู่กับการปลูกฝิ่น ขายฝิ่น และติดฝิ่น และปลูกข้าวไร่บ้างเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง

เพราะรู้จักแต่ทำการเพาะปลูกกับการเก็บเกี่ยวแต่ผลผลิตด้วยเคยพึ่งพาอาศัยอยู่แต่กับที่ดินที่อุดมด้วยนานาๆ อาหาร ดังนั้นในวันหนึ่งเมื่อธาตุอาหารในดินหมดลง ประกอบกับที่ดินที่เพาะปลูกเป็นที่ลาดเท ที่การเพาะปลูกสามารถกัดเซาะหน้าดินได้โดยง่าย วันแห่งความแห้งแล้งที่นำไปสู่การมีชีวิตที่แร้นแค้นก็ได้เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านแห่งนี้

แต่เพราะพวกเขาเกิดอยู่บนผืนแผ่นดินไทยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเมตตาห่วงใยช่วยเหลือพสกนิกรให้พ้นจากความทุกข์ยาก ณ ทุกหนทุกแห่งของประเทศนี้
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จดั้นด้นไปจนถึงหมู่บ้านแกน้อย ทรงเยี่ยมและทรงซักถามความเป็นอยู่ ประกอบกับแผนที่ที่ถืออยู่ในพระหัตถ์ แล้วก็ทรงมีพระราชดำรัสกับ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ให้รับเข้าอยู่ในโครงการหลวง

มีนาคม ๒๕๒๓ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้มอบหมายให้คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อยขึ้นในเขตหมู่บ้านแกน้อย หมู่ ๒ และบ้านไชยา หมู่ ๙ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รวมอาณาเขตความรับผิดชอบของศูนย์พัฒนา โครงการหลวงแกน้อยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๘๐ ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่การเกษตรประมาณ ๕,๐๐๐ ไร่ โดยมีชาวเขาเผ่าต่างๆ คือ มูเซอ มูเซอดำ จีนฮ่อ และไทยใหญ่ ตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายในพื้นที่แห่งนี้ รวม ๗ หมู่บ้าน ๔๑๕ ครอบครัว

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย ได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นงบประมาณในการดำเนินงานในระยะเริ่มต้น และตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๒๓ - เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๙ ได้รับทุนสนับสนุนเพิ่มเติมในรูปของโครงการส่งเสริมพืชทดแทนฝิ่นและการพัฒนาขั้นพื้นฐานจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา


และในปี ๒๕๒๕ องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้โปรดให้ กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการจัดสรรหาบุคลากรและวัสดุการเกษตรบางส่วนสมทบเพื่อปฏิบัติงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาธินัดดามาตุ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่แห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และพระราชทานคำแนะนำแนวทางการพัฒนาพื้นที่
๒๖ มกราคม ๒๕๒๗ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านชาวเขาและทอดพระเนตรความก้าวหน้าในการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย
จากนั้น วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรพร้อมกับพระราชทานการรักษาพยาบาลให้แก่ชาวเขาที่เจ็บป่วย
๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวเขาและทอดพระเนตรความก้าวหน้าในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย
และในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี และท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ เป็นผู้แทนพระองค์เยี่ยมราษฎร และกิจกรรมความก้าวหน้าของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย พร้อมกันนี้ก็ได้พระราชทานการรักษาพยาบาลให้แก่ชาวเขาที่เจ็บป่วยและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่ราษฎร
ราษฎรที่ได้อาศัยบนผืนแผ่นดินต่างรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่แม้อยู่ห่างไกลจากความเจริญมากเพียงใด การคมนาคมยากลำบากเท่าใด “พ่อหลวง” “แม่หลวง” และพระบรมวงศานุวงศ์ มิได้ทอดทิ้งเขาเหล่านั้นแต่ประการใด ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฏทำให้เขาได้รู้สึกถึงความเป็นคนไทยและรักในความเป็นชาติไทย

งานวิจัยของโครงการ

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย ได้ดำเนินการวิจัยและทดลองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้แก่เกษตรกรทำการเพาะปลูกต่อไป งานวิจัยที่ผ่านมาประกอบด้วย
- งานวิจัยเห็ดหอม ด้วยการเพาะปลูกในถึงพลาสติกโดยใช้วัสดุประเภทขี้เลื่อยจากไม้ไมยราพยักษ์ ทดแทนการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราและไม้ก่อที่มีราคาแพงและหาได้ยาก
- งานวิจัยแฝกมูลนิธิโครงการหลวง มีการทดลองขยายพันธุ์ภายในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อยและทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันวัชพืชในแปลงเพาะปลูก
- งานวิจัยเพื่อสมุนไพร เช่น ขมิ้นดำ ขมิ้นชัน ขมิ้นขาว เป็นต้น
- งานวิจัยเก็กฮวย ด้วยการนำกล้าพันธุ์จากสถานีโครงการหลวงอินทนนท์ มาขยายพันธุ์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร
- งานวิจัยโซบะ ข้าวสาลี ถั่วแดงหลวง และถั่วขาว
- งานวิจัยไม้โตเร็วและระบบวนเกษตร

งานส่งเสริมการปลูกพืช

- ส่งเสริมการปลูกพืชผักเมืองหนาวเพื่อการค้า ได้แก่ หอมญี่ปุ่น กระเทียมต้น ฟักทองญี่ปุ่น ผักกาดหมอใบแดง และผักกาดบัตเตอร์เฮด
- ส่งเสริมการปลูกไม้ผล ได้แก่ บ๊วย สาลี่ พลับ พลัม ท้อ แอปเปิ้ล และเสาวรส
- ส่งเสริมการปลูกพืชไร่ ได้แก่ ข้าวสาลี ลินิน ถั่วแดงหลวง โซบะ กาแฟ และเก๊กฮวย
- ส่งเสริมการปลูกไม้ดอก ได้แก่ แกลดิโอลัส
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย ดำเนินการสนับสนุนจัดหาเมล็ดพันธุ์และแนะนำวิธีการปลูกที่ถูกต้อง การบำรุงรักษาดินด้วยการใส่ปุ๋ย การใช้ยาปราบศัตรูพืชที่ถูกวิธี และการจัดจำหน่ายผ่านฝ่ายตลาดมูลนิธิโครงการหลวง นับได้ว่าเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับราษฎรได้ครบวงจร



งานด้านสัตวบาล
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย ได้ทดลองและส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ วัวนม วัวพันธุ์พื้นเมือง ม้า เป็ดและไก่ โดยที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อยจัดหาตลาดเพื่อส่งนมขายและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อยได้สนับสนุนเป็ดและไก่บางส่วน เป็นอาหารกลางวันเด็กนักเรียนรวมทั้งส่งเสริมให้ครู - นักเรียน ร่วมกันจัดหาโรงเลี้ยงไก่และเลี้ยงไก่ไปพร้อมๆ กันด้วย

งานปลูกป่า
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย ได้จัดแบ่งเขตเกษตรกรรมแยกออกจากเขตป่าและเขตต้นน้ำของหมู่บ้านไว้อย่างชัดเจน โดยได้ดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์ด้วยการปลูกหญ้าแฝกและไม้โตเร็ว ได้แก่ กระถินไต้หวัน แฟรกซินัส และการบูร ตามแนวระดับในพื้นที่บริเวณป่าต้นน้ำที่มีสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรม ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วบนพื้นที่ประมาณ ๓๐ ไร่ ที่บ้านห้วยถ้ำ ทั้งนี้ได้ให้ความรู้การปลูกป่าสาธิตและป่าชาวบ้าน แก่ราษฎรไปพร้อมๆ กัน
ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ที่เหมาะต่อการเกษตรกรรมตลอดจนการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ผลซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่นับว่าเป็นการสร้างผืนป่าคืนให้แก่ธรรมชาติอีกด้วยวิถีทางหนึ่งที่มอบประโยชน์ให้แก่ทั้งเกษตรกรและประเทศชาติโดยส่วนรวม

งานพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย

- สำหรับกิจกรรมอนามัยพื้นฐานได้มีการจัดตั้งกองทุนยาประจำหมู่บ้านขึ้นจำนวน ๕หมู่บ้าน ซึ่งมีคณะกรรมการหมู่บ้านกองทุนยาเป็นผู้รับผิดชอบด้านการขาย
อาสาสมัครจากคณะพยาบาลศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราช มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ช่วยอบรมให้ความรู้ด้านการใช้ยาและรักษาพยาบาลราษฎรที่เจ็บป่วยด้วย
- จัดตั้งธนาคารข้าวขึ้น จำนวน ๓ แห่ง คือ บ้านห้วยถ้ำ บ้านแม่แกน และป่าบง
เก่าโดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย ได้จัดหาวัสดุเพื่อการดำเนินงาน
- สนับสนุนการดำเนินงานกลุ่มยุวเกษตรกร ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ปลูกพืชได้ให้การ สนับสนุนด้านพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาว เมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวและปุ๋ย สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ ได้ให้การสนับสนุนด้วยการแจกจ่ายลูกไก่ ลูกเป็ด พร้อมอาหาร
- การปรับปรุงระบบน้ำเพื่อการบริโภคในหมู่บ้าน โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อยให้การสนับสนุนอุปกรณ์ก่อสร้าง ได้แก่ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ลวดมัดเหล็ก ท่อน้ำ และอื่นๆ เพื่อจัดสร้างบ่อพักน้ำ
สำหรับน้ำที่เกษตรกรนำมาใช้เพื่อการเกษตรกรรมนั้นใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำและเหมืองฝายที่กรมชลประทานได้จัดสร้างไว้
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย ได้ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาด้วยระยะเวลาเกือบ ๑๕ ปีแล้ว
ในวันนี้ พสกนิกรของพระองค์ได้ก้าวผ่านความแร้นแค้นของชีวิตไปสู่ความกินดีอยู่ดี มีรายได้จากอาชีพการเกษตรที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อยได้แนะนำและส่งเสริม เด็กมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน ราษฎรมีที่ทำกินเป็นหลักแหล่งและเลิกการปลูกฝิ่นเป็นอาชีพ อันจะนำไปสู่การหยุดบุกรุกทำลายป่าไม้ต้นน้ำลำธารของประเทศได้ในที่สุด





เครดิต : http://www.king60.mbu.ac.th

http://www.baanmaha.com
 
07-16-2013, 01:23 PM   #12 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก
อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่







ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก


ณ พื้นที่เขตหมู่บ้านห้วยลึก ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสภาพทั่วไปเป็นที่ราบหุบเขา ในอดีตนั้นเคยเป็นป่าเบญจพรรณอุดมสมบูรณ์ด้วยไม้ใหญ่น้อยนานาชนิด และไม้สักอันเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ ต้องถูกบุกรุกทำลายลงไปทุกขณะ กลับกลายเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมทำไร่เลื่อนลอยโดยอาศัยน้ำฝน ตัดเลื่อยไม้เพื่อเผาถ่าน และทำเฟอร์นิเจอร์

มีนาคม ๒๕๒๑ ชาวเขาเผ่าแม้วได้อพยพจากบ้านบ่อเหล็ก อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทำกินเดิมไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก และยื่นฎีกาถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานพื้นที่ทำกินใหม่

ปี ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เข้าไปช่วยเหลือชาวเขา ด้วยทรงเกรงว่าชาวเขาจะบุกรุกป่า และต้นน้ำลำธารมากยิ่งขึ้น องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง จึงร่วมกับกรมป่าไม้พิจารณา และเห็นว่าควรจัดพื้นที่ทำกินที่บ้านห้วยลึกให้ราษฎรชาวเขา เหตุผลของการเลือกพื้นที่ที่ห้วยลึกก็เพราะเป็นแหล่งพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ถูกบุกรุกตัดไม้สักไปจนหมดป่า หลังจากนั้นก็ได้มีชาวเขาเผ่าแม้วจากป่าเกี๊ยะ อำเภอเชียงดาว และจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนอพยพเข้ามาอยู่สมทบอีก ส่วนกะเหรี่ยงนั้นอาศัยอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว

พฤษภาคม ๒๕๒๓ มูลนิธิโครงการหลวง จึงเริ่มต้นงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรชาวเขา ณ บ้านห้วยลึกแห่งนี้ ภายใต้ชื่อ “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก” ภายใต้การดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการพัฒนาพื้นที่จัดสรรที่ดินจัดสร้างแหล่งเก็บกักน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำ ๕ แห่ง ปรับปรุงเส้นทางคลองชลประทาน เจ้าหน้าที่เริ่มส่งเสริมแนะนำการปลูกพืช และเนื่องจากบ้านห้วยลึกมีระดับความสูงประมาณ ๖๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จึงสามารถปลูกพืชเมืองร้อน และกึ่งร้อน กึ่งหนาวได้ตามฤดูกาล มีพื้นที่เพื่อทำการเกษตรทั้งหมดประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่



การจัดสรรพื้นที่ทำกิน

นโยบายหลักของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกตัดไม้เพิ่มอีก จึงได้จัดสรรที่และส่งเสริมอาชีพให้ หลังจากพัฒนาระบบพื้นที่แล้วได้แบ่งประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยแบ่งเขตพื้นที่ที่สามารถรับน้ำจากการชลประทานให้กับราษฎร ชาวเมือง และชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินครอบครัวละ ๒ ไร่ ส่วนชาวม้งนั้นได้รับการจัดสรรพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัย ๒ งาน และพื้นที่เกษตรกรรมที่รับน้ำฝนอีกครอบครัวละ ๕ ไร่ ทั้งนี้เพราะม้งมีชีวิตในการทำการเกษตรด้วยการปลูกข้าวไร่ในพื้นที่สูงที่ต้องอาศัยน้ำฝนเท่านั้น จึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งในการปลูกพืช พื้นที่ที่ทำกินจึงได้มากกว่าราษฎรที่สามารถใช้น้ำจากการชลประทานที่สามารถปลูกพืชผักได้ตลอดทั้งปี
ปัจจุบันราษฎรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวก็จะจัดสรรแบ่งปันพื้นที่เดิมที่ได้รับให้สมาชิกในครอบครัว ที่นี่จึงเน้นส่งเสริมการปลูกพืชผักและไม้ดอกเป็นหลัก
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกได้พัฒนาและปรับปรุงคลองชลประทานจากอ่างเก็บน้ำห้วยลึก จัดสร้างบ่อพักน้ำ ประตูปิดเปิดน้ำเพื่อให้สามารถนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำเข้าไปยังพื้นที่เกษตรได้มากที่สุด และตามเวลาที่ต้องการ

วัตถุประสงค์ของโครงการ

๑. เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่โครงการ
๒. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ของน้ำจากอ่างเก็บน้ำ
๓. เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เหมาะสมให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามสภาพเศรษฐกิจ และสังคมต่อไป
๔. เพื่อให้เกษตรกรสามารถลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรออกจากพื้นที่ได้สะดวก รวดเร็ว ทุกฤดูกาล



การดำเนินงาน


บ้านห้วยลึกเข้าสู่มูลนิธิโครงการหลวงอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปี ๒๕๒๖ การปฏิบัติงานแม้จะเน้นการส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมแก่ราษฎรในพื้นที่ก็ตาม งานวิจัยพืชบางประเภทก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย เนื่องจากสภาพพื้นที่บ้านห้วยลึกไม่ได้หนาวตลอดทั้งปีจึงอาจมีพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ควรพัฒนา และนำไปส่งเสริมแก่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอื่นๆ ที่มีสภาพพื้นที่ใกล้เคียงกันได้อีกด้วย การปฏิบัติงานแบ่งได้ดังนี้
๑. งานวิจัยและส่งเสริมพืชผัก
๒. งานวิจัยและส่งเสริมไม้ดอก
๓. งานวิจัยอื่นๆ
๔. งานส่งเสริมพืชสวน และพืชไร่




งานวิจัยและส่งเสริมพืชผัก

จากผลผลิตพืชผักออกสู่ตลาดโดยผ่านมูลนิธิโครงการหลวง ปีละประมาณ ๒,๕๐๐ ตันนั้น เป็นผลผลิตพืชผักจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก ประมาณร้อยละ ๗ จากการศึกษาวิจัยการผลิตพืชผักบนที่สูง และเหมาะสมกับการรองรับของตลาดแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นผักกึ่งหนาวที่ชอบอากาศเย็น สามารถเติบโตได้ดีในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป เป็นส่วนใหญ่ จึงสอดคล้องและเหมาะสมกับพื้นที่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกที่มีความสูงระดับ ๖๐๐ เมตร และมีน้ำจากการชลประทานตลอดทั้งปี สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักสลับกับการปลูกไม้ดอกในพื้นที่แปลงเดียวกัน จึงเท่ากับเป็นการใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พืชผักที่ปลูกได้ผลเป็นอย่างดีและผลผลิตที่ตลาดต้องการตลอดทั้งปีของห้วยลึก คือผักกาดหอมห่อ หรือผักสลัด ทำให้เกษตรกรสนใจรับการส่งเสริมเพิ่มมากขึ้นจากปี ๒๕๒๖ - ๒๕๒๗ ส่งผลผลิตออกสู่ตลาดได้ ๑๐ ตัน เป็นเงิน ๓๖,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้นในปี ๒๕๒๗ - ๒๕๒๘ ผลผลิต ๓๒ ตัน เป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท พืชผักที่ส่งเสริมให้ราษฎรปลูกได้ผลผลิตอย่างดีตลอดมามี ผักกาดหอมห่อ กะหล่ำปลี แครอท แตงกวายาว มะเขือม่วง ผักกาดญี่ปุ่น ถั่วแขก แคนตาลูป พริกยักษ์ มะเขือเทศ เชอรี่ โกโบ้ ปวยเหล็ง ฯลฯ




ปัจจุบันผักสลัด หรือผักกาดหอมห่อ เป็นพืชเด่นของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก ในการปลูกผักเจ้าหน้าที่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกจะรับแผนการปลูกจากฝ่ายตลาดของมูลนิธิโครงการหลวง แล้วจึงแบ่งจำนวนในการลงแปลงในปีนั้นๆ จะปลูกผักกี่ประเภท ประเภทละกี่รุ่น มีเกษตรกรรองรับการปลูกพืชผักจำนวนกี่ราย แต่ละรายจะใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนเท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อวางแผนให้มีการปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่ได้ตลอดทั้งปี และผลผลิตตามปริมาณความต้องการของตลาด
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกจะสนับสนุนการเพาะพันธุ์ผักบางประเภทให้แก่เกษตรกร เช่น แคนตาลูป แตงกวาญี่ปุ่น ฟักทอง โดยเพาะลงในถุงในเรือนเพาะชำแล้วสมาชิกสามารถนำไปลงแปลงที่เตรียมไว้แต่ละแปลง ซึ่งการปลูกผักปีหนึ่งๆ สามารถปลูกได้ถึง ๕ ครั้ง และการเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ ๔๕ วัน

งานวิจัยและส่งเสริมไม้ดอก


นายประจบ แสนโครต คนเมืองซึ่งย้ายมาจากเชียงดาว เข้ามาอยู่ในพื้นที่ห้วยลึก ๘ ปีที่แล้ว บอกว่าแต่เดิมเขาปลูกทั้งผักและไม้ดอก ไม้ดอกทำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อแปลง
นายเล่ง จินาการ ย้ายมาจากช่อแล ในปี ๒๕๓๔ เริ่มต้นทำสวนปลูกเบญจมาศ โดยซื้อพันธุ์เบญจมาศจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกต้นละ ๑ บาท ครั้งแรกที่ตัดดอกขายได้เงิน ๑๒,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วได้รับเงินสุทธิ ๙,๐๐๐ บาท
สมาชิกแต่ละรายที่มีความตั้งใจในการทำงาน โดยรับการส่งเสริมจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก จะได้รับการสนับสนุนด้านการเกษตร มิเพียงแต่เฉพาะพื้นที่และพันธุ์พืชเท่านั้น ยังได้รับคำแนะนำตามหลักวิชาการอย่างถูกต้องในการพัฒนาผลผลิตก่อให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพราะนอกจากจะปลูกผักแล้ว ยังสามารถปลูกไม้ดอกเพื่อตัดดอกขาย และเพื่อผลิตพันธุ์ไม้ดอกเบญจมาศจะเป็นไม้เด่นของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกแห่งนี้ ปกติการปลูกเบญจมาศจะเริ่มในเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม เนื่องจากมีปริมาณน้ำตลอดปี ปัจจุบันจึงสามารถปลูกในเดือนพฤศจิกายน กุมภาพันธ์ ได้อีกครั้งซึ่งเป็นการปลูกนอกฤดูกาลทำให้ขายได้ราคาดี แต่ต้องมีการลงทุนสูง เนื่องจากเบญจมาศเป็นพืชวันสั้น จึงต้องลดความยาวของวันลง โดยใช้ผ้าพลาสติกสีดำมาปิดโรงเรือนเบญจมาศให้มืดมิด เพื่อให้เบญจมาศออกดอกในช่วงฤดูร้อน ซึ่งมีวันยาว



เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้สมาชิกได้ตลอดเวลาของแปลงเกษตรช่วงฤดูร้อนเดือนมีนาคม - มิถุนายน เมื่อไม่สามารถจะปลูกเบญจมาศที่ชอบอากาศหนาวเย็นให้ได้ผลผลิตที่ดีได้ ก็มีการส่งเสริมให้ผลิตต้นพันธุ์โดยทุกๆ ๒๐ วัน จะตัดยอดเก็บไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิที่ ๒ องศาเซลเซียส ไว้ไม่เกิน ๑ เดือน ทั้งนี้เพื่อนำไปขายให้เกษตรกรที่มีพื้นที่เหมาะสมในการปลูกในช่วงเวลานั้นๆ ราคา ๑ บาทต่อยอด ซึ่งทำให้เกษตรกรที่มีความตั้งใจและขยันสามารถมีรายได้ไม่ต่ำกว่า ๓,๕๐๐ บาทต่อราย เพื่อใช้ปลูกในพื้นที่ ๑๑๐ ตารางกิโลเมตรทุก ๒๐ วัน ที่ผลิตต้นพันธุ์ และสามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี หากมีเกษตรกรรองรับการนำไปปลูก
เบญจมาศจะต้องมีการศึกษาวิจัยด้านโรค และการเจริญเติบโตในการให้ผลผลิตที่ดี ความเข้มของแสงจะต้องไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ลักซ์ ในช่วงฤดูหนาวจะต้องใช้ไฟฟ้าเร่งลำต้นให้สูง มิฉะนั้นดอกจะออกในขณะต้นสูงแต่เพียงเล็กน้อยความสมบูรณ์ของดอกก็จะต่ำ ราคาจะถูกเป็นผลผลิตที่ด้อยคุณภาพ
เบญจมาศพันธุ์ดอกเดี่ยวจะทำรายได้ดีกว่าพันธุ์สเปรย์ซึ่งเป็นช่อ ๘ - ๑๐ ดอก แต่พันธุ์ดอกเดี่ยวจะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เมื่อดอกเริ่มแย้มก็ใช้ถุงอย่างดีคลุมดอกไว้จนกระทั่งบานก็สามารถตัดขายได้ ถุงที่คลุมนั้น ยังสามารถป้องกันแมลงทำลายดอกได้อีกด้วย จึงเป็นการลดปริมาณการใช้ยากำจัดศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่ง


ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกมีโรงเรือนปลูกเบญจมาศให้กับสมาชิกเป็นโรงเรือนรวมจำนวน ๑๑๒ โรงเรือน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกจะลงทุนให้ก่อนโรงเรือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท รวมระบบไฟฟ้า พลาสติกคลุมโรงเรือน สมาชิกจะจ่ายคืนภายในระยะเวลา ๓ ปี โดยจ่ายเป็นงวด ๆ เมื่อจำหน่ายผลผลิตได้แล้ว

งานวิจัยอื่น ๆ

นักวิชาการที่รับผิดชอบแต่ละท่านได้ทำการศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้วยลึก เช่น การวิจัยทับทิม ฝรั่งคั้นน้ำ ทุเรียนน้ำ มะเดื่อ องุ่น วิจัยการปลูกไม้โตเร็ว เช่น เพาโลเนีย และยังมีการส่งเสริมพืชสวน เช่น มะม่วง ขนุน น้อยหน่า ฯลฯ ส่วนพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ข้าวไร่ และพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ

ยาฆ่าแมลงนั้นมีการควบคุมการใช้อย่างเหมาะสมและระมัดระวัง ทั้งนี้เพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ และพื้นที่ที่ใกล้เคียงทั้งปัจจุบันและระยะยาวต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ หากสมาชิกต้องการปุ๋ยก็จะมีการสนับสนุนด้วยเช่นกัน การสนับสนุนแก่สมาชิกหมายถึง เป็นการให้ยืมเมื่อได้รับรายได้จากการขายผลผลิตแล้ว จึงหักจ่ายคืนศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกเป็นงวด ๆ ห้วยลึกถือได้ว่าเป็นแบบฉบับของการจัดสรรที่ดินที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งที่สามารถวัดรายได้ในเชิงปริมาณได้อย่างชัดเจน ที่เกษตรกรในท้องถิ่นสามารถนำไปเป็นแบบอย่างได้










เครดิต : http://www.king60.mbu.ac.th

http://www.baanmaha.com/
 
07-16-2013, 01:47 PM   #13 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว

**อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่**




ย้อนหลังไปเมื่อปี ๒๕๒๓ มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียวขึ้นในเขตหมู่บ้านอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ามูเซอดำ มูเซอแดง อีก้อ คะฉิ่น และละว้า เนื่องจากชาวเขาเหล่านั้นต่างดำรงชีวิตอยู่อย่างยากจนแร้นแค้น สุขภาพอนามัยทรุดโทรม เด็กเล็กส่วนใหญ่ต้องเป็นโรคขาดสารอาหาร
ด้วยลักษณะของพื้นที่ที่เป็นคลื่นลอนลาดและลอนชัน มักพบหินปูนโผล่ขึ้นมาและมีหลุมยุบเป็นแห่ง ๆ ซึ่งถูกโอบล้อมไว้ด้วยภูเขาหินปูน ไม่มีแหล่งน้ำให้อุปโภคบริโภค จะมีก็แต่เพียงน้ำซับที่มีปริมาณน้ำไม่มากพอที่จะใช้ได้ตลอดปี ราษฎรในพื้นที่จึงต้องอาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก และเก็บกักไว้เพื่อบริโภค

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว ได้เริ่มต้นดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเขาเหล่านี้ ด้วยความร่วมมือจากสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเชียงใหม่ และกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการปลูกไม้เศรษฐกิจและไม้ฟืน บุกเบิกพัฒนาพื้นที่และจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร เพื่อทำการเพาะปลูกพืชโดยอาศัยน้ำฝน

พืชที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว ให้การส่งเสริมแก่เกษตรกรเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น เสาวรส ถั่วแดง ฝรั่งคั้นน้ำ ข้าวโพดฝักอ่อน และผลิตหัวพันธุ์แกลดิโอลัส ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นเขตพื้นที่ปลูกพืชโดยอาศัยน้ำฝน และในฤดูแล้งจะแห้งแล้ง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียวจึงได้วางแผนการใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกพืชของเกษตรกรในแต่ละปีให้ได้ปีละ ๒ ครั้ง ด้วยการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเมื่อเก็บผลผลิตแล้วให้ปลูกถั่วแดง หรือปลูกงาขาวครั้งแรกแล้วปลูกถั่วแดงตาม เป็นต้น

ปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว ได้ส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร ๒ หมู่บ้าน ในความรับผิดชอบ จำนวนทั้งสิ้น ๔๙๖ ครอบครัว




เพราะปัญหาใหญ่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว คือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียวได้แก้ไขปัญหาด้วยการส่งเสริมให้ราษฎรปั้นตุ่มน้ำ ขนาดบรรจุ ๑,๕๐๐ - ๒,๐๐๐ ลิตร ขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้บริโภคในฤดูแล้ง ซึ่งสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ได้




พืชเกษตรกรรมอันเป็นพืชที่ทำรายได้ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียวมี ๒ ชนิด คือ เสาวรส มีรายได้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท/ปี และหัวพันธุ์แกลดิโอลัส จำนวนผลผลิต ๕๐,๐๐๐ หัว รายได้ประมาณ ๕๓,๘๔๐ บาท/ปี
งานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเขียว ได้ดำเนินการควบคู่ไปกับงานพัฒนาคุณภาพชีวิต นั้น นอกเหนือจากการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการช่วยกันรักษาต้นไม้ และเห็นถึงคุณค่าของป่าไม้แล้ว ยังได้ร่วมกันปลูกป่าจำนวน ๓๐ ไร่ โดยปลูกต้นสัก พร้อมกับหว่านหญ้ารูซี่และถั่วฮาตาม่าสำหรับใช้เลี้ยงวัว เมื่อหญ้ารูซี่งอกงาม จึงนำวัวไปเลี้ยงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการเกษตรกรรมที่ควบคู่ไปกับการปลูกป่านี้ นับว่าเป็นพื้นฐานของการเกษตรแบบยั่งยืน




ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่วันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นบ้านเรือนสร้างอย่างมั่นคงถาวร พื้นที่การเกษตรได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ถึง ๒ ครั้งใน ๑ ปี ชีวิตทั้งหลายได้ก้าวผ่านความแร้นแค้น มาได้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ “พ่อหลวง” โดยแท้

















เครดิต : http://www.king60.mbu.ac.th/

http://www.baanmaha.com/
 
07-17-2013, 12:49 PM   #14 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่
ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่







บ้านแม่สาใหม่ เป็นชื่อหมู่บ้านที่มีชาวเขาเผ่าม้งอยู่อาศัยและทำกิน ณ ผืนแผ่นดินนี้ ต่างบุกรุกผืนป่า ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น ข้าวไร่ ข้าวโพด และพืชผักบ้างบางชนิด เพื่อยังชีพของตนอันเป็นความเคยชินปีแล้วปีเล่า

ต่อมาหน่วยงานราชการได้เข้มงวดกวดขัน และปราบปรามไม่ให้มีการปลูกฝิ่นอีกต่อไป ชาวเขาจะต้องประสบกับปัญหาการขาดรายได้ อีกทั้งขาดความรู้ความเข้าใจถึงวิธีการเพาะปลูกที่ถูกต้อง ทำให้ผลผลิตลดลง ต่างมีชีวิตความเป็นอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน ขัดสนและการมีลูกมากก็เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอนามัยตามมาอีกด้วย

ปี ๒๕๑๗ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ได้เริ่มต้นดำเนินงานร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้เชียงใหม่ ในเขตหมู่บ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้ใช้พื้นที่แห่งนี้ดำเนินการทดลองวิจัยพืชผักเมืองหนาว และผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักเมืองหนาว


ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ จัดตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานดังนี้
๑. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกพืชผักเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น
๒. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาเลี้ยงหมู และไก่พันธุ์พื้นเมืองเพื่อบริโภคเป็นอาหารโปรตีน
๓. เพื่อสาธิตและส่งเสริมให้ชาวเขารู้จักวิธีการใช้พื้นที่ สำหรับการเกษตรบนที่สูงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลดีที่สุด
๔. เพื่อทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักบางชนิด สนับสนุนงานส่งเสริมการผลิตผักของมูลนิธิโครงการหลวง

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ เริ่มงานส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรชาวเขาให้มีรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น โดยการส่งเสริมการปลูกพืชผักเมืองหนาวโดยแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ผักต่าง ๆ เช่น มันฝรั่ง ผักกาดหางหงส์ สลัด แครอท กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกาดหอมห่อ บีท กระเทียมต้น และต้นหอมญี่ปุ่น ส่งเสริมการปลูกพืชไร่ เช่น กาแฟ ข้าวไร่ และข้าวโพด และส่งเสริมการปลูกไม้ผล คือ ลิ้นจี่ และไม้ตัดดอก คือ เบญจมาศ นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ยังได้ให้การสนับสนุนปุ๋ย ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืชตลอดจนคำแนะนำต่าง ๆ

ในระยะเริ่มต้นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่เน้นการส่งเสริมพืชล้มลุกที่สามารถให้ผลตอบแทนได้รวดเร็ว ชาวบ้านไม่ค่อยยอมรับเพราะรายได้ต่ำกว่าการปลูกฝิ่น แต่เนื่องจากการปราบปรามการปลูกฝิ่น ชาวบ้านจึงหันมายอมรับพืชที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ให้การส่งเสริม


ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากกรมประชาสงเคราะห์ในด้านปัจจัยการผลิตส่วนหนึ่ง และกรมชลประทานดำเนินการจัดทำระบบชลประทาน ซึ่งเป็นระบบประปาภูเขาสำหรับการเกษตร การอุปโภค และบริโภค
เนื่องจากพื้นที่ของหมู่บ้านบริวาร คือ แม่สาใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากพอ ทำให้การทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวไม่ได้ผล เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกลิ้นจี่ที่สามารถให้ผลิตผลและรายได้ไม่แพ้ไม้ผลเมืองหนาว

พืชเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตและทำรายได้ดีให้แก่เกษตรกร แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. พืชผักเมืองหนาว ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักกาดหางหงส์ ผักกาดหอมห่อ กระเทียมต้น หอมญี่ปุ่น แครอท และมันฝรั่ง
๒. ไม้ผล คือ ลิ้นจี่ ซึ่งเกษตรกรทุกรายปลูกเป็นพืชหลัก และปลูกแทรกด้วยพืชผักต่าง ๆ เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชผักต่าง ๆ ประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท/ปี/ครอบครัว ซึ่งเป็น การจำหน่ายโดยไม่ผ่านระบบตลาดของมูลนิธิโครงการหลวง


แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม


เกษตรกรจะสามารถทำการเพาะปลูกได้ดีในช่วงฤดูฝน และการชลประทานเป็นระบบประปาภูเขา ซึ่งกรมชลประทานได้จัดสร้างอ่างเก็บน้ำไว้บนดอย โดยปล่อยลงสู่ถังเก็บน้ำของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ ๒ ถัง และถังเก็บน้ำของเกษตรกรอีก ๖ ถัง ซึ่งแต่ละครั้งสามารถใช้ในการเพาะปลูกได้ประมาณ ๔ - ๕ วัน แต่จะขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

งานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การอนุรักษ์ดิน - น้ำ

จากเวลาที่ผ่านมาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ได้เน้นส่งเสริมการปลูกไม้ล้มลุก เมื่อเกษตรกรให้การยอมรับแล้ว ในปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ได้แนะนำให้เกษตรกรใช้พื้นที่การเกษตรในเชิงอนุรักษ์ ด้วยการปลูกพืชสลับชนิดกัน ปลูกสลับเป็นแถบ โดยการปลูกหญ้าแฝก หรือตะไคร้สลับแถบกับพืชที่ปลูก มีการทำขั้นบันได และส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นโดยเฉพาะลิ้นจี่ทดแทนป่า ซึ่งในระยะแรกที่ลิ้นจี่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ได้แนะนำให้ปลูกพืชผักระหว่างแถว ระหว่างต้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ก่อนที่ลิ้นจี่จะให้ผลผลิต




ประกอบกับโครงการไทย - เบลเยี่ยมร่วมกับภาควิชาดินปุ๋ยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำการวิจัยเรื่องการอนุรักษ์ดิน - น้ำ เกี่ยวกับการดักตะกอนดิน การพังทลายของดิน โดยใช้พื้นที่ของเกษตรกรในการวิจัย โดยการขุดบ่อไว้ด้านล่างแล้วปลูกพืชด้านบน และเปรียบเทียบกับบ่อที่ไม่ได้ปลูกพืชด้วยการนำตะกอนดิน ๒ บ่อนี้ มาวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไป หลังจากนั้นจึงนำดินทั้ง ๒ บ่อ ไปปลูกพืชเปรียบเทียบถึงการเจริญเติบโตของพืช
งานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ก็คือ การปลูกกระถินสลับระหว่างแถวและในระหว่างแถวของพืชที่ปลูก ซึ่งในระหว่างการวิจัยนี้ได้มีการเผยแพร่การอนุรักษ์ดิน - น้ำ ให้แก่เกษตรกรควบคู่กันไปด้วย




การอนุรักษ์ป่าไม้


ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะส่งเสริมการปลูกลิ้นจี่ ซึ่งเป็นไม้ผลยืนต้นให้เต็มพื้นที่เพื่อทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายไป ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปแล้วบนพื้นที่ ๑,๕๐๐ ไร่ และได้ให้ผลผลิตแล้วประมาณ ๕๐ % สำหรับกรมป่าไม้ได้กำหนดเขตพื้นที่ป่า และพื้นที่อยู่อาศัยออกจากกันอย่างชัดเจน อีกทั้งเป็นผู้ดำเนินการปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
และได้ห้ามไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอีก ห้ามไม่ให้ตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ไว้

๒๐ ปีที่ผ่านมา กับความพยายามในการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรชาวเขาบ้านแม่สาใหม่ ก่อให้เกิดผลแห่งความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง
เพราะวันนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ ต่างมีรายได้จากอาชีพเกษตรกรรมในการเลี้ยงครอบครัว ต่างช่วยเหลือตัวเองได้แล้วไม่ว่าจะเป็นการหาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย การดูแลรักษา การหีบห่อ การขนส่งและการหาตลาด มีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก สามารถปลูกสร้างบ้านเรือนค่อนข้างถาวรมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือรถยนต์ใช้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของหมู่บ้าน
ชีวิตของเขาทั้งหลายกินดีอยู่ดีขึ้นก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานพระเมตตาแก่พสกนิกร ณ ทุกหนทุกแห่งบนผืนดินนี้นั่นเอง










เครดิต : http://www.king60.mbu.ac.th

http://www.baanmaha.com
 
07-17-2013, 01:07 PM   #15 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
มาตรฐาน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

"ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่"






บนพื้นที่ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๒๐๐ เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ ๒๒ องศาเซลเซียส อันเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขตหมู่บ้านหนองหอย ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง อาศัยอยู่ในเขตที่กำหนดให้เป็นพื้นที่เขตลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ อันเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารแห่งหนึ่งของประเทศ

ชาวเขาประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเปิดที่ทำกินใหม่ สำหรับการทำไร่เลื่อนลอยปลูกฝิ่นบนพื้นที่ประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ ไร่ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญอันดับหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด นอกจากนี้มีการปลูกข้าวไร่และกะหล่ำปลีเป็นอาชีพหลัก

ปี ๒๕๐๒ หน่วยปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดน เริ่มเข้าสร้างความสัมพันธ์ในพื้นที่ พร้อมกับให้การศึกษาและรักษาความปลอดภัย

ปี ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรหมู่บ้านหนองหอย และทรงมีพระราชดำริว่า... ควรจะมีการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรด้วย...

จากนั้นกรมป่าไม้จึงได้จัดส่งหน่วยงานเข้าร่วมดำเนินงานกับหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานประจำหมู่บ้านเพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งต่อมามีหน่วยงานร่วมดำเนินการพัฒนา ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมอนามัย และคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนกระทั่งในปี ๒๕๑๗ หน่วยงานต่าง ๆ ได้ลดกิจกรรมลงจนเหลือหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามปกติ คือ กรมป่าไม้และกรมประชาสงเคราะห์


เดือนสิงหาคมปี ๒๕๑๗ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเห็นว่าหมู่บ้านหนองหอย มีประชากรเพิ่มขึ้นและมีการปลูกฝิ่นมาก ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ และได้มีการขยายหมู่บ้านออกเป็น ๒ หมู่บ้าน คือ บ้านหนองหอยเก่าและบ้านหนองหอยใหม่ สมควรที่มูลนิธิโครงการหลวงจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่าง ๆ “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย” จึงเริ่มต้นปฏิบัติงานตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา

วัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน

๑. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยแนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ ทดแทนการปลูกฝิ่นและการทำไร่เลื่อนลอย
๒. เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต้นน้ำลำธาร และปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น
๓. เพื่อยกสภาพความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้นทัดเทียมคนพื้นราบ
๔. เพื่อพัฒนาชาวเขาให้มีความสำนึกในความเป็นไทย ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย มีหมู่บ้านในความรับผิดชอบ ๕ หมู่บ้าน คือ บ้านสามหลัง หนองหอยเก่า หนองหอยใหม่ แม่ขิและปางไฮ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ๑๑,๘๗๕ ไร่ รวมประมาณ ๔๔๒ ครอบครัว ประชากร ๒,๐๐๗ คน ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองและชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ได้แก่ ม้ง ลีซอ จีนฮ่อ มูเซอ และเย้า




ลักษณะการดำเนินงานประกอบด้วย งานส่งเสริม งานวิจัย งานสาธิต และงานผลิตเมล็ดพันธุ์
งานส่งเสริม แบ่งออกได้ดังนี้

๑. พืชผักต่าง ๆ ที่ส่งเสริมแบ่งตามลักษณะตลาดออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ
- พืชผักตลาดเปิด เกษตรกรเป็นผู้ขายผลผลิตเอง ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดหางหงส์ แครอทและผักกาดขาวปลี
- พืชผักตลาดโครงการหลวง ซึ่งปลูกตามเป้าหมายการผลิต ได้แก่ ผักกาดหอมห่อ กระเทียมต้น ปวยเหล็ง หอมญี่ปุ่น บีท แรดิชฯ รวมประมาณ ๑๘ ชนิด ที่ปลูกหมุนเวียนตลอดปี
๒. ไม้ตัดดอก ที่ส่งเสริมเป็นหลักมี ๒ ชนิด คือ แกลดิโอลัส และสแตติสเพอริซิอาย
๓. ไม้ผลเมืองหนาว ที่ส่งเสริมเป็นหลัก คือ ท้อ บ๊วย พลัม พลับ สาลี่ อโวคาโด และกาแฟ และพืชใหม่ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยอยู่ระหว่างการปลูก คือ แอปเปิ้ล
๔. ดอกไม้แห้ง โดยเน้นเป็นวัตถุดิบสำหรับการทำผลิตภัณฑ์ดอกไม้แห้ง คือ ปลูกดอกกระดาษและหญ้าไข่มุก


ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

เริ่มดำเนินงานในพื้นที่ด้วยการทดสอบวิจัยพืชผักเพื่อหาพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และทำแปลงสาธิตการปลูกพืชผักเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรพร้อมกับคัดเลือกเกษตรกรผู้นำ โดยจัดให้ดูงานด้านการปลูกพืชผักนอกพื้นที่ เพื่อนำกลับมาปฏิบัติโดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยให้แก่เกษตรกร
พืชเกษตรกรรมที่เป็นพืชเด่นของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนมาก แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ
๑. พืชผัก ได้แก่ โกโบ้ ผักกาดหางหงส์ ผักกาดหอมห่อ ฯลฯ
๒. ไม้ผล ได้แก่ ท้อ กาแฟ พลัม และบ๊วย
๓. ไม้ตัดดอก ได้แก่ แกลดิโอลัส และสแตติสเพอริซิอาย
๔. ดอกไม้แห้ง
เกษตรกรมีรายได้ประมาณ ๓๘,๐๐๐ บาท/ครอบครัว/ปี

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ได้รับงบประมาณในการดำเนินงานจากมูลนิธิโครงการหลวง และตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ - ๒๕๓๖ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา (NAS) ในด้านการปลูกพืชทดแทน ในปี ๒๕๓๖ กรมประชาสงเคราะห์ ให้งบประมาณสนับสนุนในด้านค่าจ้างและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นบางส่วน ซึ่งนอกจากจะดำเนินงานส่งเสริมเพื่อพัฒนาอาชีพของเกษตรกรแล้วศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ได้ดำเนินงานในส่วนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในหมู่บ้านหนองหอยใหม่โดยจัดครูผู้สอน พร้อมอาหารกลางวันให้เด็กด้วย
การใช้พื้นที่ในการเกษตรกรรมนั้น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย แนะนำให้เกษตรกรทำการปลูกพืชเป็นขั้นบันไดหรือคูรับน้ำขอบเขา เพื่อลดและชะลอการชะล้างของหน้าดิน โดยมีการปลูกหญ้าแฝกช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ











เครดิต : http://www.king60.mbu.ac.th

http://www.baanmaha.com
 
ชุมชนบ้านมหา > เฉลิมพระเกียรติ > เว็บบอร์ดเฉลิมพระเกียรติ

ตอบกลับ

ป้ายกำกับ
เฉลิมพระเกียรติ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:03 AM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นฯลฯ (ไม่สนับสนุนการคัดลอกข้อมูลมาจากที่อื่น) การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ใช่ต้นฉบับฯ ต้องอ้างอิงที่มาให้ชัดเจน