ชุมชนบ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > คลังความรู้ > ประวัติศาสตร์

 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
09-10-2013, 09:22 AM   #1 (permalink)
Moderators
 
 
ภาพเล่าเรื่อง กว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน



กำแพงเมืองจีนถือกันว่า เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีระยะทางยาวกว่า 7,000 กิโลเมตร เป็นสิ่งก่อสร้างในกิจการป้องกันทางการทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลกสมัยโบราณ เมื่อปี 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลก งาน สร้างสรรค์กำแพงเมืองจีนเริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช ผู้ปกครองของจีนในสมัยโน้นได้สร้างกำแพงเมืองเชื่อมป้อมและป้อมไฟสัญญาณแจ้งเหตุในเขตชายแดนเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันการรุกรานจากชนชาติส่วนน้อยในภาคเหนือ ถึงสมัยชุนชิวจ้านกั๋ว เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ของจีนพากัน แย่งชิงความเป็นใหญ่ เกิดสงครามระหว่างกันไม่ขาดสาย จึงได้สร้างกำแพงเมืองตามเทือกเขาใน เขตชายแดนเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้าม ถึงปี 221 ก่อนคริสต์ศักราชจักรพรรดิจิ๋นซีได้รวมจีนเข้าเป็นเอกภาพและได้เชื่อมกำแพงเมืองในแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนชาติ ส่วนน้อยแถบทุ่งหญ้าอันกว้างไพศาลในมองโกเลีย กำแพงเมืองจีนในสมัยนั้นมีระยะทางยาวกว่า 5,000 กิโลเมตร หลังจากนั้น ผู้ปกครองของจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้สร้างกำแพงเมืองจีนต่อจนมี ระยะทางยาวกว่า 10,000 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลากว่า 2000 ปี ผู้ปกครองของจีนในสมัยต่าง ๆ ต่างก็เคยสร้างกำแพงเมืองมากบ้างน้อยบ้าง รวม ๆ แล้วมีระยะทางยาวกว่า 50000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถล้อมโลกได้เกิน 1 รอบ




โดยทั่วไปแล้ว กำแพงเมืองจีนในปัจจุบันหมายถึงกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 -ค.ศ.1644)ระหว่างด่านเจียอี้กวนในมณฑลกันซู่ทางภาคตะวันตกถึงริมฝั่งแม่น้ำยาลู่ในมณฑลเหลียวหนิงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ผ่าน 9 มณฑล นครและเขตปกครองตนเอง ของจีนโดยมีระยะทางยาวรวม 7300 กิโลเมตร เท่ากับ 14000 กว่าลี้ จึงได้ชื่อว่า กำแพงหมื่นลี้







โดยทั่วไปแล้ว ด้านนอกของกำแพงเมืองจีนก่อด้วยอิฐก้อนใหญ่และแกนหินข้างในถมด้วยดินเหลืองและเศษหิน ความสูงประมาณ 10 เมตร สันกำแพงเมืองจีนกว้าง 4 ถึง 5 เมตร ให้ม้า 4 ตัวไปพร้อมกันได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายทหาร ขนส่งอาหารและอาวุธยามศึก ด้านในของกำแพงเมืองมีประตูที่ทำบันไดหินไว้ การขึ้นลงสะดวกมาก ทั้งได้สร้างป้อมและป้อม จุดไฟสัญญาณแจ้งเหตุเป็นช่วง ๆ ป้อมเป็นที่เก็บอาวุธ อาหารและที่พักของทหาร ยามศึก ก็จะใช้เป็นที่กำบังได้ ถ้ามีศัตรูรุกเข้ามา ก็จะจุดไฟสัญญาณให้มีควันขึ้นบนป้อมแจ้งเหตุเพื่อส่งข่าว ไปยังทั่วประเทศทันที






ปัจจุบัน กำแพงเมืองจีนไม่มีสมรรถนะในการใช้เป็นป้อมรับศึกอีกแล้ว แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าทึ่งในฐานะสถาปัตยกรรมอันสง่างามอย่างหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษ

กำแพงเมืองจีนมีความหมายทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและคุณค่าทางการท่องเที่ยวอย่างสูง ผู้คนในจีนซึ่งรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งจีนและต่างประเทศแม้กระทั่งผู้นำต่างประเทศด้วยมักจะกล่าวกันว่า ถ้า ไม่ได้ขึ้นกำแพงเมืองจีนก็ไม่ใช่ผู้กล้า กำแพงเมืองจีนหลายช่วงที่ได้รับการอนุรักษ์ค่อนข้างดี เช่น ป๋าต้าหลิ่ง ซือหม่าไถ มู่เถียนอี้ ด่านซานไห่กวน และด่านเจียอี้กวน เป็นต้นต่างก็เป็นแหล่งท่อง เที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวกันสม่ำเสมอตลอดทั้งปี

เมื่อปี 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกในฐานะที่เป็น
สัญลักษณ์ของประชาชาติจีน
 
6 ท่าน ที่ขอบคุณ สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน
09-10-2013, 09:30 AM   #2 (permalink)
Moderators
วัสดุในการก่อสร้าง



การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนนี้ สร้างเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าที่คนจีนเรียกว่า ชาวป่าเถื่อนไม่ให้บุกรุกเข้ามายังเมืองหลวงได้ง่าย แถมยังเป็นแนวบอกชายแดนได้ด้วย

กำแพงเมืองจีนสร้างกันหลายสมัย หลายยุค จนในรุ่นราชวงศ์ท้าย ๆ ก็ยาวเป็นพันกิโลเมตร

การก่อสร้างในยุคแรก ๆ นั้นก่อสร้างด้วย "ดินโคลนผสมฟาง" ด้วยการนำเอาดินโคลนและฟาง หิน มาวางเป็นชั้น ๆ และกระทุ้งด้วยค้อนไม้ ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกับการบดอัดดินให้แน่น ส่วนฟางก็ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับกำแพงได้มาก การก่อสร้างระบบนี้มีก่อนสมัยราชวงศ์สุย










กำแพงดินเหล่านี้เสื่อมสลายได้ง่ายตามกาลเวลา
ยังภาพที่นำมาให้ดูนี้











ในสมัยราชวงค์ถัง ได้เริ่มพัฒนาการก่อสร้างสถานที่ต่าง ๆด้วย "อิฐ" ซึ่งมีความแข็งแรงมาก

แต่ด้วยเป็นของใหม่ จึงมีต้นทุนที่สูงในการก่อสร้าง ดังนั้นอิฐจึงถูกสร้างอยู่เฉพาะกำแพงวัง และป้อมปราการที่สำคัญ ๆ (คือก่อสร้างด้วยการปูอิฐทั้งนอกและใน)

ส่วนกำแพงที่อยู่นอกเมืองไปไกล ๆ นั้นด้านในเขาก็ถมด้วยดิน โคลน และทราย และนำอิฐมาดาดไว้เฉพาะด้านหน้าเท่านั้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
การสอด้วยปูนก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากแต่ยังไม่มีส่วนผสมของ "น้ำข้าวเหนียว" ดังเช่น "ผสมน้ำอ้อย" เพื่อการเชื่อมติดให้แน่นหนา



[/IMG]




ในสมัยราชวงศ์หมิง ได้เริ่มนำ "น้ำข้าวเหนียว" มาเป็นส่วนผสมกับปูน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะระหว่างกันให้แน่นหนาขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีแบบนี้เห็นผลได้ชัด การเผาอิฐเริ่มทำกันอย่างมากมาย ต้นทุนก็ถูกลง การใช้ดินโคลนผสมฟางก็เริ่มเป็นเทคโนโลยีที่เก่ากว่า

ทั้งนี้แล้วกาลเวลาก็ทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เสื่อมตามกาลเวลา กำแพงเมืองจีนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมก็ล้วนบูรณะใหม่

เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนสร้างใหม่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

"กำแพงเมืองจีนแม้จะแข็งแกร่งเป็นหมื่นลี้ หากไม่มีความสามัคคีกันก็ไร้ความหมาย"



เดี๋ยวมาต่อค่ะ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 09-10-2013 เมื่อ 09:33 AM
 
09-10-2013, 09:40 AM   #3 (permalink)
Moderators
ต่อค่ะ




ผนังกำแพงแบบดาดด้วยหิน เชื่อมด้วยปูนเป็นวง ๆ






อันนี้เป็นซากกำแพงสมัยเป่ยซ่ง แต่สร้างโดยราชวงศ์เหลียว

เพื่อป้องกันดินแดนทางตอนเหนือของต้าเหลียวจากพวกเผ่าเร่ร่อนในมองโกลเลีย








กำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ก่อสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว หญ้ายาว ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้าง
และทับด้วยดิน เป็นชั้น ๆ








ในบางครั้งกำแพงเมืองจีนก็สร้างด้วยหิน บริเวณแคว้นฉู่


มีต่อค่ะ
 
09-10-2013, 09:59 AM   #4 (permalink)
Moderators
พิเศษกับสุสานจิ๋นซีหวงตี้




ความเร้นลับของ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
ตอนที่ชาวนาคนหนึ่งขุดดินในเมืองซีอาน เมื่อปี ค.ศ. 1974 นั้น
คงไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าจะได้พบสิ่งที่ถูกเรียกขานกันว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ8
ของโลก สิ่งที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จีนนานกว่า 2,000 ปี
?สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้? จักรพรรดิผู้เกริกไกรที่สุดของแดนมังกร

จน ถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา 34 ปีมาแล้วที่ส่วนหนึ่งของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
ผู้รวบรวมจีนเป็นแผ่นดินเดียวถูกเปิดเผยออกมาสู่ สายตาชาวโลก
และแม้จะเป็นเพียงส่วนเดียว

แต่ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างเหลือประมาณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หุ่นทหารดินเผา 8,000 ตัว ที่แต่ละตัวมีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย

แต่ ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีการค้นพบตัวสุสานที่แท้จริงหรือพระศพของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่นี้

ซึ่งจากข้อมูลเท่าที่มีนักวิชาการก็สันนิษฐานกันว่าสถานที่เก็บพระ..พก็น่าจะอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่สุสานที่เปิดออกมาแล้วนั่นเอง

แต่การสันนิษฐานนั้นจะจริงหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

จะได้พิสูจน์เพราะทางการจีนยังไม่อนุญาตให้ขุดค้นเนินดินใหญ่
ที่คิดว่าเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์นี้

เนื่องจากเกรงว่าหากเปิดที่ฝังพระศพจอมจักรพรรดิออกมาแล้วความลับที่ยืนยาวมานานกว่า 2

สหัสวรรษ อาจจะเกิดความเสียหายได้เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะรับประกันว่า

เมื่อโบราณวัตถุที่เก็บอยู่ในสุสานต้องออกมา พบกับอากาศในยุคปัจจุบันแล้วจะไม่เสื่อมสลายไป


แต่การไม่อนุญาตให้ขุดค้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า
ภายในสุสานจิ๋นซีมีอะไรอยู่

เมื่อปีที่แล้วนี้เองที่มีการใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลส่องเข้าไปในเนินดินขนาดใหญ่ใกล้กับบริเวณที่พบหุ่นทหารดินเผาอันเลื่องชื่อ

แล้วก็ได้พบความน่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าสิ่งที่ถูกค้นพบมาก่อนแล้วเสียอีก


นัก โบราณคดีจีนได้เห็นภาพว่า ลึกลงไปใต้พื้นดินราว 21 เมตรมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่

ในนั้น เป็นอาคารสูงตั้ง 30 เมตรรูปทรงคล้ายพีระมิดหัวตัh'กว้าง 125 เมตร

ยาว 145 เมตรด้านข้างแต่ละด้านมีลักษณะคล้ายบันได

และลึกลงไปจากตัวอาคารนี้ถึงจะเป็นสุสานของจริงที่มีขนาดกว้าง
50 เมตร ยาว 80 เมตร สูง 15 เมตร

ระหว่างอาคารใหญ่ ซึ่งถูกเรียกว่าปราสาทของจักรพรรดิไปถึงตัวสุสานมีทางลาดเชื่อมถึงกัน

และเมื่อตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีสมัย ใหม่ ก็เห็นรางๆว่าบริเวณทางเดินนี้ เต็มไปด้วยรถม้าและม้าที่สร้างด้วยบรอนซ์

ขนาดใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของขนาดจริง

เห็นอย่างนี้แล้ว นักโบราณคดีต่างร้องโหวกเหวก อยากจะขุดเข้าไปให้เห็นกับตาจริงๆ

เสียทีว่าจะมีจริงอย่างที่ตาอิเล็กทรอนิกส์ ส่องมองแทนหรือไม่แต่งานนี้ก็ยังคงเป็นทางตัน


เพราะแม้นักวิชาการหลายต่อหลายคนจะร้องขอขนาดไหน

ทางการจีนก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเดิมว่า

รอให้มีเทคโนโลยีที่ดีกว่านี้ในการอนุรักษ์ ทรัพย์สินของจักรพรรดิเสียก่อน

ซึ่งก็น่าเห็นใจรัฐบาลจีนเพราะที่ผ่านๆมาการขุดค้นแหล่งโบราณสถานหลายแห่งก็มีตัวอย่างให้ได้เห็นๆกันมาหลายครั้งแล้วว่า


พอของมีค่าจากหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกผนึกไว้นานได้ออกมาเจอะออกซิเจนจากภายนอก

ก็มีอันเสียหาย และบางชิ้นถึงกับป่นเป็นผุยผงอย่างนี้แล้วจะเสี่ยงกับสุสานจิ๋นซีที่เป็นสุสาน

ซึ่งอาจจะสำคัญที่สุดในโลกนี้ได้อย่างไรเลยต้องร้องเพลงรอกันไปก่อน

นอกจากสุสานแล้ว พระศพของจอมจักรพรรดิเอก็เป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่นักโบราณคดีอยากเจอกันมาก

เมื่อก่อนนี้เคยเชื่อกันว่าพระ..พจริงๆอาจจะอยู่ที่อื่น และสุสานที่เห็นอาจเป็นเพียงสิ่งลวง แต่ถึงวันนี้

จากการศึกษามากขึ้นก็ชักเชื่อกันใหม่ว่าไม่ต้องไปไกลที่ไหนหรอก

จุดที่พบพระราชวังใต้ดินและสุสานใต้ดินนี่แหละเป็นสถานที่เก็บพระศพของแท้จริง








นักวิชาการยังเชื่อกันว่า หากเปิดสุสานออกมาเมื่อไหร่เป็นได้เจอพระ..พแบบสมบูรณ์

ไม่เสียหายค่อนข้างแน่นอนเพราะมีตำรับตำราหลายเล่มที่ระบุว่า
จิ๋นซีฮ่องเต้ได้มีพระบัญชาให้รักษาพระ..พของพระองค์ด้วยปรอท


นอกจากนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ หัวขโมยบังอาจเข้ามาในที่พำนักชั่วนิรันดร์ของพระองค์

ก็มีพระบัญชาให้สร้างกลไกในการป้องกันผู้มาเยือนโดยพลการเอาไว้จำนวนมาก

ด้วยสันนิษฐานกันว่าหากใครที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาในสุสานของพระองค์

เห็นทีต้องโดนกลไกสารพัดอาวุธทำร้ายเอาแน่ๆและนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยังไม่ควรเปิดสุสานหากยังไม่แน่ใจในความปลอดภัย


บางตำนานบอกว่า บริเวณที่ล้อมรอบพระ..พของจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นเป็นลำธารปรอทเพื่อรักษาพระ..พซึ่งอาจจะมีความเป็นพิษสำหรับผู้มาเยือนด้วย

และจากการตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็พบว่าบริเวณที่คาดว่าเป็นสุสานนั้น
มีความเข้มข้นของสารปรอทมากผิดปกติโดยเฉพาะตรงกลางของเนินดินที่มีปรอทมากกว่าบริเวณอื่นๆตั้ง
50 เท่า เลยยิ่งฟันธงกันไปใหญ่ว่า พระ..พอยู่ตรงนี้แน่ๆ


ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นักโบราณคดีจะได้โอกาสเปิดตัวอาคารลึกลับนี้เข้าไปดูให้

เห็นเป็นบุญตาว่า จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกบรรทมอยู่อย่างไร
ในห้องสุดท้ายของ พระองค์

ปริศนาลึกลับของสุสานและพระ..พขององค์จักรพรรดิจิ๋นซี
สร้างความพิศวงสงสัยจนผู้คนทั่วโลกต้องจับตามอง

จนกระทั่งถูกหยิบยกเอาไปเป็นเค้าโครงของภาพยนตร์ ระดับฮอลลีวูด
เรื่อง THE MUMMY : TOMB OF THE DRAGON EMPEROR

ซึ่งในภาคที่แล้วเป็นเรื่องของมัมมี่อียิปต์แต่คราวนี้ทีมงานหันมาสร้างถึงมัมมี่จีนบ้าง โดยเป็นเรื่องของจักรพรรดิในยุค
50 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งต้องคำสาปทำให้พระองค์และไพร่พล กลายเป็นกองทัพหุ่นกระเบื้องเคลือบไปตลอดกาลจนมีผู้มาพบสุสานลับและปลุก

พระองค์พร้อมทหารหาญให้ฟื้นคืนชีพ…


ข้อมูลจากวิกิพีเดีย ภาพจากพันทิปดอทคอท







อันนี้ลูกสาวเขาชอบมากค่ะ หัดร้องทุกวันเพลงเพราะความหมายดีๆเลยเอามาฝากค่ะ




จบแล้วค่ะ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 09-10-2013 เมื่อ 10:20 AM
 
09-10-2013, 10:22 AM   #5 (permalink)
Moderators

แก้คำผิดแต่ไม่ได้รับการตอบสนองเลยค่ะ คำว่าพระศพ/พระบรมศพนะคะ ขอโทษด้วยจริง บีแก้หลายครั้งมากแต่บันทึกแล้วกลับเป็นเหมือนเดิม
 
09-10-2013, 11:45 AM   #6 (permalink)
ศึกษาหาความรู้

ขอขอบคุณ หลาย ๆ กับ ข้อมูลดี ๆ
 
09-10-2013, 12:48 PM   #7 (permalink)
ผู้ใช้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ขอบคุณความรู้รอบตัวที่สาวชัายภูมิลูกพ่อขุนนำมาให้พี่น้องบ้านมหา
ได้อ่านได้รับรู้ถึงวิวัฒนาการในการก่อสร้างยุคโบาราณซึ่งไม่มีเหล็ก
ไม่มีปูนหรือคอนกรีตผสมเสร็จอย่างที่เป็นอยู่เช่นในปัจจุบันนี้ครับ
 
09-11-2013, 07:14 AM   #8 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์

ขอบคุณครับที่แบ่งปันความรู้ เป็นสิ่งที่ดีครับผม การให้ที่ง่ายที่สุดคือการให้ความรู้แก่กันนี้ล่ะครับผม
 
09-11-2013, 07:15 AM   #9 (permalink)
Moderators

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ความสุขของสาวชัยคือได้แบ่งปันความรู้ที่ตัวเองมีค่ะ
ได้รับกำลังใจมากมายเมื่อคนเปิดอ่านและได้อะไรดีๆกับสิ่งที่เราตั้งใจทำ
ขอบคุณค่ะ
 
09-12-2013, 10:26 AM   #10 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์

////"กำแพงเมืองจีนแม้จะแข็งแกร่งเป็นหมื่นลี้ หากไม่มีความสามัคคีกันก็ไร้ความหมาย"////

ถูกต้องครับผม ขอบคุณมากครับสาวชัยภูมิที่แนะนำความรู้ให้สมาชิกบ้านมหาเราได้ประดับความรู้ครับ
 
ชุมชนบ้านมหา > ห้องสมุดบ้านมหา > คลังความรู้ > ประวัติศาสตร์


ป้ายกำกับ
กำแพงเมืองจีน

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว



Custom Search


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:54 AM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม