ชุมชนบ้านมหา > ภาษาศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น > คำผญา สุภาษิต


ตอบกลับ
 
คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
07-24-2007, 12:21 PM   #1 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
 
 
มาตรฐาน 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。 ◎。





+++++++ความเป็นมาของผญา ฮีตตำนานคำอีสาน ควรเฮียนฮักษาไว้+++++++


สังคมอีสานในสมัยโบราณ เป็นสังคมสงบสุข ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว หน้าฝนทำไรทำนาหาปูหาปลามาเลี้ยงชีพ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วจะพักผ่อนอยู่กับบ้านเรือน ตอนเย็นๆ สาวๆ จะไปหาเก็บหลัวเก็บฟืนตามป่าใกล้บ้าน กลาวคืนจะมีการลงข่วงเข็นฝ้าย กลางวันจะทำการต่ำหูก ส่วนหนุ่มๆ ก็จะไปหาอยู่หากิน คือ ไปหาปูหาปลาตามท้องนาห้วยหนองคลองบึงมาเป็นอาหาร

การเป็นอยู่ของชาวบ้านอีสาน จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ คือ จะมีความอบอุ่น สงบสุข ทำให้เกิดวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางสังคมในดินแดนแห่งนี้..... เช่น สังข์ศิลป์ชัย ผาแดงนางไอ่ กาฬเกษ และผญา เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ ได้สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรกาล จึงทำให้เกิดเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวอีสานโดยแท้........

การพูดผญา หรือการจ่ายผญา ได้สืบทอดกันมามากกว่า ๓,๐๐๐ ปี จึงกลายเป็นประเพณีวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวอีสาน ผญาเป็นเพียงคำพูดที่ต่อเนื่องกันมา หรือจำกันต่อๆ มา ไม่มีการเรียนการสอนในสถานศึกษาอย่างจริงจัง ปล่อยให้วรรณกรรมส่วนนี้ค่อยๆ หมดไปจากสังคมชาวอีสาน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง จึงขอฝากให้ลูกอีสานทุกท่านได้ช่วยกันศึกษา จดจำและนำไปใช้หรือถ้าหากนำไปเป็นหลักสูตรเรียนในสถานศึกษาได้ ในนามของวรรณกรรมท้องถิ่น จะทำให้วรรณกรรมชิ้นนี้ได้คงอยู่คู่กับชาวอีสานสืบไป.....





ขอขอบคุณ..........ผศ.สุระ อุณวงศ์ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ่อของหมู่คะน้อยเอง)
ที่ได้ให้ข้อมูลต่างๆ และชี้แนะในการเขียนคำผญา
..........พ่อ-แม่ ที่ให้ลูกเกิดมาเป็น "ลูกอีสาน"
...........ทุกกำลังใจ ที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนคำผญา
...........ซุคู่ซุคน ที่เข้ามาเขียนคำผญา คำอีสานของเฮา หรือ ทั้งเข้ามาอ่านผ่านไปผ่านมาแถวๆ นี้ ค่ะ



((ไว้จะเอาผลงานที่อาจารย์เพิ่นเขียนรวบรวมไว้มาลงให้อ่านเด้อค่ะ รวมถึงผลงานของคะน้อยเอง(ซึ่งยังบ่ประสีประสา) ......))
.................................โปรดติดตามและซ่อยตื่มคำนำกันเด้อค่ะ........................................



...........ลำล่อง : อัศจรรย์ // แม่บุญเพ็ง .........
 
07-24-2007, 12:30 PM   #2 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。


ซ่อยกัน อนุรักษ์ไว้ ฮีตเก่าโบราณ
ซ่อยกัน สืบสาน ประเพณีเค้า
ซ่อยกัน ตุ้มเข้า สามัคคีพร้อมพรั่ง
ปราชญ์ ยอยกย่อง คุณค่า เมื่อลุน


ผศ.สุระ อุณวงศ์
 
07-24-2007, 01:24 PM   #3 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。

ผมคนหนึ่งที่หลงเสน่ห์ในคำผญา ผมชอบอ่านคำผญาแต่ผมไม่ค่อยจะได้ยินคำพูดผญาบ่อยนัก แต่ผมก็เข้าใจในทำนองการพูดผญาผมพยายามอ่านผญาเพื่อนสมาชิทุกๆท่านที่ตั้งกระทู้ในเวปคำผญา สุภาษิต ผมคิดที่จะแต่งคำผญาตอบกระทู้เพื่อนสมาชิก แต่ก็ยังไม่มีความมั่นใจ ใช้เวลาศึกษาอยู่พอสมควร จึงได้ทดลองแต่ง ตอบกระทู้เพื่อนๆ และตอนนี้ผมก็พอจะแต่งได้บ้าง
นับว่าดีมากที่ แก้มแดงรแงใจ ได้นำเอาที่มาของผญา มาเป็นหัวข้อกระทู้ทำให้ได้เข้าใจในที่ไปที่มาของตำผญา และอยากฝากให้ท่านผู้มีความสามารถ ช่วยกันสืบสานวัฒนะธรรมอันเป็นวรรณที่ล้ำค่านี้ให้ลูกหลานชาวอี่สานได้สืบทอดต่อๆกันไป
 
07-24-2007, 03:15 PM   #4 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。


...ชื่นชมฝีมือในการเขียนของท่านหลายค่ะ อ.โป้ยก่าย
แม้ว่าเพิ่นพึ่งจะหัดเขียนแต่ลีลาการเว่า เก่งคักบ่หน่อยเลย
จั่งได๋กะคงได้ติดตามฝีมือท่านอีกเนาะค่ะ มาตื่มแต่งคำผญานำกัน แต่ก่อนคะน้อยเองกะเขียนบ่เป็นดอก เขียนกลอนไปตามเรื่องตามราวไป พอดีมีอ้ายทิดเพิ่นเขียน ม่วนหลายเนาะคำอีสานนี่ และกะเห็นพ่อของหมู่เพิ่นเขียนไว้ทำเป็นรูปเล่ม น่าติดตามทีเดียว อีกอย่างคำผญาเก่าๆ กะหาอ่านยากเหลือเกิน ไว้คะน้อย จะค่อยๆ เอามาลงให้อ่านเด้อ (ถ้าคะเจ้าบ่เบื่ออ่านสาก่อน)


 
07-24-2007, 03:27 PM   #5 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。


............หมอลำ...........

ก่อนที่จะกล่าวถึง ผญา จะขอกล่าวถึงความเป็นมาของหมอลำก่อน เพื่อให้ทราบเป็นเบื้องต้นไว้ เพราะหมอลำ หมอผญา เป็นวรรณศิลป์หรือวรรณกรรมของชายอีสานโดยเฉพาะ จึงควรที่จะทราบความเป็นมาควบคู่กันไป

หมอ = คำว่าหมอ มีความหมายหลายอย่างแล้วแต่เราจะนำไปใช้ในทางไหน เช่น หมอ หมายถึงผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี จนสามารถนำมาเป็นอาชีพได้ เช่น หมอลำ หมอมวย หมอยา หมอมอ หมอตำแย เป็นต้น

ลำ = คำว่าลำ มีความหมายหลายอย่างเหมือนกัน แล้วแต่เราจะนำไปใช้ในฐานะใด เช่น ลำ ใช้เป็นนามเรียกชื่อ สิ่งที่มีลักษณะยาว เช่น ลำไม้ ลำไผ่ ลำต้น ลำคอ ลำแขน ลำน้ำ ลำคลอง เป็นต้น

ลำ เป็นกิริยาวิเศษณ์ เช่น เรือ ๒ ลำ ไม้ไผ่ ๓ ลำ กลอนลำ เป็นต้น
ลำ เป็นกริยา แปลว่า ขับ เช่น ขับร้อง ขับเสพา เป็นต้น
ลำ แปลว่า การออกเสียงเป็นจังหวะ สูง ต่ำ ทำให้ไพเราะ เช่น ลำกลอน ลำยาว เป็นต้น

......หมอลำ.......

หมอลำ หมายถึงผู้เชี่ยวชาญ มีความสามารถในการลำ จนยึดเป็นอาชีพได้ เหมือนหมอลำทั่วไปจะเป็นลำสั้น ลำยาว ลำเพลิน ลำเต้ย หรือ ลำผญา ก็ตาม เช่น หมอลำบุญเพ็ง ไฝผิวชัย หมอลำทองมาก จันทะลือ หมอลำคูณ ถาวรพงษ์ หรือ หมอลำผญา เช่นหมอลำผมหอม สกุลไทย หมอลำบริบูรณ์ ยืนยง เป็นต้น





ใจประสงค์หน่วยแก้วเมือขอดแขนขวัญ
ใจประสงค์องค์อวงจึงข่อยเดินมาพี้

เฮียมนี้ปอดอ้อยซ่อยเสมอดังตองตัด
ผัดแต่เป็นหญิงมา บ่มีไผสิมาซ้อน

น้องนี้เป็นดังผ้าแพรสใบผืนเก่า
อ้ายหากตุ้มห่อแล้วสิไลถิ่มบ่แหนง


 
07-24-2007, 03:37 PM   #6 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。


+++++++การจ่ายผญา หรือ การแก้ผญา +++++++


การลำผญา หรือการลำผญาญ่อย ความจริงแล้วในชุมชนดอนตาล(จ.มุกดาหาร) ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดผญา ไม่ได้เรียกว่าลำผญา หรือผญาญ่อย แต่เรียกว่า จ่ายผญา แก้ผญา เว้าผญา หรือพูดผญา เพราะการแก้ผญาเป็นการพูดธรรมดา ไม่มีการเอื้อนเสียง ไม่มีทำนอง แต่เป็นจังหวะ วรรคตอนเท่านั้น การจ่ายผญา หรือการแก้ผญา ก็คือการตอบคำถาม ซึ่งมีผู้ถามมา แล้วก็ตอบไป ผู้ถามส่วนมาก จะเป็นหมอลำ คือ ลำเป็นคำถาม ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายตอบ คือการจ่ายผญาส่วนมากจะเป็นหญิง ส่วนผู้ถามจะเป็นชาย เช่น


ชาย.......... อ้ายนี้อยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวถึงปลา
อยากถามข่าวนา ถามข้าวเถิงเล้า
อ้ายอยากถามข่าวน้อง ว่ามีผัวแล้วหรือบ่
หรือว่ามีแต่ชู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี


หญิง......... น้องนี้ปอดอ้อยซ้อย เสมอดังตองตัด
ผัดแต่เป็นหญิงมา บ่มีชายมาเกี้ยว
ผัดแต่ซอนลอนขึ้น บ่มีเครือสิเกี้ยวพุ่ม
ผัดแต่เป็นพุ่มไม้ เครือสิเกี้ยวกะบ่มี


หมอผญาที่ควรกล่าวไว้ในที่นี้ คือ แม่ดา ซามงค์ แม่สำอางค์ อุณวงศ์ แม่เป๋อ พลเพ็ง แม่บุญเหลี่ยม พลเพ็ง เป็นต้น

((พิมพ์เมื่อยแล้ว จั่งมาต่อใหม่ละกันเด้อพี่น้องเอ๊ย))
 
07-24-2007, 05:39 PM   #7 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。

ได้เห็นเพิ้นมากล่าวต้านนั้นบ่แม่นธรรมดา เป็นผู้มีการศึกษาเก่งหลายทางความฮู้
อันว่าโตข้าน้อยนี้ยังบ่มีปัญญาป่อง ฟังแต่ครองเพิ่นว่าไว้ให้เป็นหม่องป่องสิไป
สมแล้วน้อที่คิดไว้นักปราชญ์ใหม่ไทยอี่สาน แทนตำนานการศึกษากล่าวผญาให้คงไว้
กาลต่อไปอีกทางหน้าคันบ่มีผู่นำพา ผญาจ้อยสิค่อยเซีอมเฮียมเป็นหว่งแท้แท้จึงขอเข้าฮ่วมขบวน
เพื่อเชิญชวนน้องอ้ายเทิงหญิงชายให้สืบต่อ พอเป็นทางต่อเนื่องเผดียงข้อต่อแถลง


นับถือเลยครับ แก้มแดงแรงใจ ข้อมูลระเอียดยิ๊บ ขอคาระวะ ขอรับ
 
07-24-2007, 08:27 PM   #8 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。


...................ความหมายของผญา...................


ปัญญา ปรัชญา หรือ ผญา เป็นกลุ่มภาษาเดียวกัน มีความหมายคล้ายคลึงกัน ใกล้เคียงกัน หรือบางครั้งใช้แทนกันได้ ซึ่งหมายถึงปัญญา ความรู้ ไหวพริบ สติปัญญา ความเฉลียวฉลาดปราชญ์เปรื่อง หรือบางทานบอกว่า ผญา มาจากปัญญา โดยเอา ป เป็น ผ เหมือนกับ เปรต เป็น เปรต โปรด เป็น โผด เป็นต้น ผญาเป็นลักษณะแห่งความคิด ที่แสดงออกมาทางคำพูด ซึ่งอาจจะมีสัมผัสหรือไม่ก็ได้

ผญา คือคำนาม สุภาษิต หรือคำพูดที่เป็นปริศนา คือฟังแล้วต้องนำมาคิด มาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาคำตอบ ที่เป็นจริงและชัดเจน ว่านั่น หมายถึงอะไร

ผญา เป็นคำพูดที่คล้องจองกัน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีสัมผัสเสมอไป แต่เวลาพูดจะไพเราะสละสลวยและในการพูดนั้น จะขึ้นอยู่กับจังหวะหนักเบาด้วย

ผญา เป็นการพูดที่ต้องใช้ไหวพริบ สติปัญญา มีเชาวน์ มีอารมณ์คมคาย พูดสั้นแต่กิจใจความมาก



ชื่อว่าโลกีย์กว้าง เมืองคนมันบ่เที่ยง
มันหากเงี่ยงซ่อยง่อย คือค่อยตลิ่งของ
ลางเทื่อแนวเด็กน้อย สอนคนหัวด่อน
ลางเทื่อลูกไพร่บ้าน สอนท้าวพ่อพญาก็มี



อาจารย์โป้ยก่าย............แก้มบ่ได้เขียนเองดอกค่ะ ข้อมูลเกี่ยวกับผญาทั้งหมด กะมาจาก ท่านผู้รู้ตามที่บอกข้างบนล่ะค่ะ
 
07-25-2007, 02:22 AM   #9 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。

เห็นว่าได้ขี่ซ้างกั้งฮ้มเป็นพญา อย่าสุลืมคนจนผู้ขี่ควายคอนกล้า
เห็นว่าผักหมเฮี๋่ยนกลางทาง อย่าสุฟ้าวเหยียบย้ำ
ฮ่ามันถอดยอดขาว บัดมันทางยอดดั้ว ยังสีได้ก่ายเกิน
ภูเขาสูงเจิ้นเทิ้นยังฮู้มุ่นทะลายหัก หลักอยู่เทิงจอมโพนปลวกกินกะยังล้ม
บ่มีแนวสิยืนได้อานิจจังตั้งบ่เที่ยง มีแต่แนวเงี้ยงข้อยแปลปลิ้นอยู่บ่เซา
ได้เป็นนายชั้นเจ้าอย่าลืมเผ่ากดุมภีร์บาดฮ่ากรรมเวรมีสินั่งลงซาวก้น นางเอ้ย ซู้เพิ่นเมียเขาเอ้ย
 
07-25-2007, 08:01 AM   #10 (permalink)
บ่าวเต็งคนโก้
Guest
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。

ฝนตกรินไหลย้อย..อ้ายคอยนางใจวอนหวี่..จนหว่าเบิดเดือนสี่..เดือนห้ามาแล้วเด้อน้อง..อ้ายคองถ่าเจ้าแต่เหิง..เหลียวไปทางแก่วก้ำ..เขาใหญ่เมืองภูพาน..คึดฮอดเด้ตาหวานบ่าวผี่ชายเคยวอนเว้า..เจ้ามาไรลืมอ้ายบ่าวภูไทเสียงเหน่อๆ..หรือหว่าเธอบ่คึดง้อคราวกี้แต่หลัง..หรือหว่านางใจเลี้ยวเกี้ยวชายนอคนใหม่..ปล่อยให้ชายถ่าพ้อว้อ..โอ้ยนอเจ้าดอกส่างเป็น

ขอบคุณ สำหรับข้อความดีๆ และเสียงลำหม่วนๆ ครับผม
 
07-26-2007, 01:34 PM   #11 (permalink)
ดูแลตรวจสอบเนื้อหา
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。


มาเว่าเรื่องผญากันต่อเด้อจ้า.............


+.+.+.+.+ ประเภทของผญา +.+.+.+.+


ผญา เมื่อจะแบ่งออกเป็นประเภท ก็สามารถแบ่งออกได้เป็น ปรเภท คือ


๑. ผญาคำสอน
๒. ผญาปริศนา
๓. ผญาภาษิตสอนใจ
๔. ผญาเกี้ยวพาราสี ทั่วไป
๕. ผญาเกี้ยวพาราสีโต้ตอบหนุ่มสาว



การพูดผญา เป็นการพูดที่กินใจ

การพูดคุยด้วยคารมคมคาย ซึ่งเรียกว่า ผญา นั้น ทำให้ผู้ฟังได้ทั้งความรู้ และความคิดสติปัญญา ความสนุกเพลิดเพลิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เกิดความักด้วย จึงทำให้หนุ่มสาวสมัยนั้น นิยมพูดผญากันมาก และการโต้ตอบเชิงปัญญาที่ทำให้แต่ละฝ่ายเฟ้นหาคำตอบ เพื่อเอาชนะกันนั้น จึงก่อให้เกิดความซาบซึ้ง ล้ำลึกสามารถผูกมัดจิตใจของหนุ่มสาวไม่น้อยก ดังนั้น ผญา จึงเป็นเหมือนมนต์ขลัง ที่ตรึงจิตใจหนุ่มสาวให้แนบแน่นลึกซึ้งลงไป........


ชาย...................อ้ายนี้เป็นดังอาชาไนม้า เดินทางหิวหอด
มาพ้อน้ำสร้างแก้ว ในถ้ำกะส่องดาย
กลายไปแล้ว ผัดคืนมาก้มส่อง
อยากกินกะกินบ่ได้ เลียลิ้นอยู่เปล่าดาย



หญิง...................น้องนี้เป็นเฮือคาแก้ง เสาประดงคุงหาด
หาผู้คึดซ่อยแก้ ให้หายฮ้อนกะบ่มี





 
07-26-2007, 06:22 PM   #12 (permalink)
เซียงข่อล่อ
Guest
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。


ขอแนะนำหนังสือสำหรับผู้ที่มีความสนใจเนาะคับเนาะ
1. กาพย์กลอนอีสาน ว่าด้วยข้อเท็จจริงวรรณกรรมประชาชน ของ อ.จิรภัทร แก้วกู่ เป็นหนังสือที่กล่าวถึงวิธีการเขียนและการอ่านกาพย์กลอนของอีสานบ้านเราไว้อย่างดีเล่มหนึ่ง
2. พจนานุกรมภาคอีสาน-ภาคกลาง เป้นหนังสือที่พจนานุกรมอีสาน และมีคำแปลภาษาไทย ที่ดีมาก เพี่อที่จะให้เราเลือกเขียนคำและอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง ความหมายของภาษาก็จะไม่ผิดเพี้ยนนะครับ
 
07-26-2007, 08:54 PM   #13 (permalink)
นักการภารโรง
มาตรฐาน Re: 。◎。...ความเป็นมาของผญา...(มาอ่านเบิ่งเด้อพี่น้อง)。◎。

ขอบคุณทุกท่านครับ..สำหรับข้อมูลดีๆ
 
01-05-2009, 04:34 PM   #14 (permalink)
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
มาตรฐาน ข้อมูลเพิ่มเติมผญา

คนอีสานมีคำคม สุภาษิตสำหรับสั่งสอนลูกหลานให้ประพฤติตนอยู่ในฮีตคอง (จารีต- ประเพณี) ไม่ออกนอกลู่นอกทาง คำคมเหล่านี้รู้จักกันทั่วไป ในชื่อ "ผญา" หมายถึง ปัญญา, ปรัชญา, ความฉลาด, คำภาษิตที่มีความหมายลึกซึ้ง (wisdom, philosophy, maxim, aphorism.)

ผะหยา หรือ ผญา เป็นคำภาษาอีสาน สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากคำว่า ปรัชญา เพราะภาษาอีสานออกเสียงควบ "ปร" ไปเป็น ผ เช่น คำว่า เปรต เป็น เผต โปรด เป็น โผด หมากปราง เป็น หมากผาง ดังนั้นคำว่า ปรัชญา อาจมาเป็น ผัชญา แล้วเป็น ผญา อีกต่อหนึ่ง


ปัญญา ปรัชญา หรือผญา เป็นกลุ่มภาษาเดียวกัน มีความหมายคล้ายคลึงกัน ใกล้ เคียงกันหรือบางครั้งใช้แทนกันได้ ซึ่งหมายถึง ปัญญา ความรู้ ไหวพริบ สติปัญญา ความเฉลียว ฉลาดปราชญ์เปรื่อง หรือบางท่านบอกว่า ผญา มาจากปัญญา โดยเอา ป เป็น ผ เหมือนกับ เปรต เป็น เผด โปรด เป็น โผด เป็นต้น ผญาเป็นลักษณะแห่งความคิดที่แสดงออกมาทางคำพูด ซึ่งอาจ จะมีสัมผัสหรือไม่ก็ได้

ผญา คือ คำคม สุภาษิต หรือคำพูดที่เป็นปริศนา คือฟังแล้วต้องนำมาคิด มาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นจริงและชัดเจนว่า หมายถึงอะไร
ผญา เป็นคำพูดที่คล้องจองกัน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีสัมผัสเสมอไป แต่เวลาพูดจะ ไพเราะสละสลวย และในการพูดนั้นจะขึ้นอยู่กับจังหวะหนักเบาด้วย
ผญา เป็นการพูดที่ต้องใช้ไหวพริบ สติปัญญา มีเชาวน์ มีอารมณ์คมคาย พูดสั้นแต่กิน ใจความมาก
การพูดผญาเป็นการพูดที่กินใจ การพูดคุยด้วยคารมคมคาย ซึ่งเรียกว่า ผญา นั้น ทำให้ผู้ฟังได้ทั้งความรู้และความคิดสติปัญญา ความสนุกเพลิดเพลิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เกิด ความรักด้วย จึงทำให้หนุ่มสาวฝนสมัยก่อน นิยมพูดผญากันมาก และการโต้ตอบเชิงปัญญาที่ทำ ให้แต่ละฝ่ายเฟ้นหาคำตอบ เพื่อเอาชนะกันนั้นจึงก่อให้เกิดความซาบซึ้ง ล้ำลึกสามารถผูกมัด จิตใจของหนุ่มสาวไม่น้อย ดังนั้น ผญา จึงเป็นเมืองมนต์ขลัง ที่ตรึงจิตใจหนุ่มสาวให้แนบแน่น ลึกซึ้งลงไป

ภาษิตโบราณอีสานแต่ละภาษิตมีความหมายลึกบ้าง ตื้นบ้าง หยาบก็มี ละเอียด ก็มี ถ้าท่านได้พบภาษิตที่หยาบ ๆ โปรดได้เข้าใจว่า คนโบราณชอบสอนแบบตาเห็น ภาษิตประจำ ชาติใด ก็เป็นคำไพเราะเหมาะสมแก่คนชาตินั้น คนในชาตินั้นนิยมชมชอบว่าเป็นของดี ส่วนคน ในชาติอื่น อาจเห็นว่าเป็นคำไม่ไพเราะเหมาะสมก็ได้ ความจริง "ภาษิต" คือรูปภาพของวัฒนธรรม แห่งชาติ นั่นเอง

การจ่ายผญา หรือการแก้ผญา

การจ่ายผญา แก้ผญา เว้าผญา หรือพูดผญา คือการตอบคำถาม ซึ่งมึผู้ถามมาแล้ว ก็ตอบไป เป็นการพูดธรรมดา ไม่มีการเอื้อนเสียง ไม่มีทำนอง แต่เป็นจังหวะ มีวรรคตอนเท่านั้น ผู้ถามส่วนใหญ่จะเป็นหมอลำฝ่ายชาย คือลำเป็นคำถาม ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายตอบ หรือจ่ายผญา ด้วยเหตุนี้จึงมักจะเรียกว่า ลำผญา หรือลำผญาญ่อย เช่น


(ชาย) ..... อ้ายนี้อยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวถึงปลา อยากถามข่าวนา ถามข่าวถึงเข้า (ข้าว) อ้ายอยากถามข่าวน้อง ว่ามีผัวแล้วหรือบ่ หรือว่ามีแต่ชู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี
(หญิง) ..... น้องนี้ปอดอ้อยซ้อยเสมอดังตองตัด พัดแต่เป็นหญิงมา บ่มีชายสิมาเกี้ยว พัดแต่สอนลอนขึ้น บ่มีเครือสิเกี้ยวพุ่ม พัดแต่เป็นพุ่มไม้เครือสิเกี้ยวกะบ่มี

หมอผญาที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ คือ แม่ดา ซามงค์ แม่สำอางค์ อุณวงศ์ แม่เป๋อ พลเพ็ง แม่บุญเหลื่อม พลเพ็ง แห่งบ้านดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น

การลำและจ่ายผญา ในสมัยโบราณนั้นจะนั่งกับพื้น คือ หมอลำ หมอผญาและหมอแคน จะนั่งเป็นวง ส่วนผู้ฟังอื่น ๆ ก็นั่งเป็นวงล้อมรอบ หมอลำบางครั้งจะมีการฟ้อนด้วย ส่วนผู้จ่ายผญา จะไม่มีการฟ้อน ในบางครั้งจะทำงานไปด้วยแก้ผญาไปด้วย เช่น เวลาลงข่วง หมอลำชายจะลำ เกี้ยว ฝ่ายหญิงจะเข็นฝ้ายไปแก้ผญาไป นอกจากหมอลำ หมอแคนแล้ว บางครั้งจะมีหมอสอยทำ การสอยสอดแทรกเป็นจังหวะไป ทำให้ผู้ฟังได้รับความสนุกสนาน การจ่ายผญาในครั้งแรก ๆ นั้น เป็นการพูดธรรมดา ไม่มีการเอื้อนเสียงยาว และนั่งพูดจ่ายตามธรรมดา ต่อมาได้มีการดัดแปลง ให้มีการเอื้อนเสียงยาว มีจังหวะและสัมผัสนอกสัมผัสในด้วย ทำให้เกิดความไพเราะ และมีการเป่า แคนประกอบจนกลายมาเป็น "หมอลำผญา" ซึ่งพึ่งมีขึ้นประมาณ 30-40 ปีมานี้

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปการพัฒนาของการจ่ายผญาจึงมีมากขึ้น จากการนั่งจ่ายผญา ซึ่งมองกันว่าไม่ค่อยถนัดและไม่ถึงอกถึงใจผู้ฟัง (ด้วยขาดการแสดงออกด้านท่าทางประกอบ) จึงมีการเปลี่ยนมาเป็นยืนลำ ทำให้มีการฟ้อนประกอบไปด้วย จากดนตรีประกอบที่มีเพียง แคน ก็ได้นำเอากลอง ฉิ่ง ฉาบ และดนตรีอื่น ๆ เข้ามาประกอบ จากผู้แสดงเพียง 2 คนก็ค่อย ๆ เพิ่มเป็น 3, 4 และ 5 คน จนมารวมกันเป็นคณะ เรียกว่า คณะหมอลำผญา บางคณะได้มีหางเครื่องเข้ามา ประกอบ

ความทวย (ปริศนาคำทาย)
ความทวย ในภาษาอีสาน จะมีความหมายตรงกับ ปริศนาคำทาย ในภาษากลาง เป็นวิธีการสอนลูกหลานให้มีความคิด เชาว์ปัญญา ไหวพริบปฏิภาณเฉียบแหลม ประกอบกับการเล่านิทานที่มีคติสอนใจ ในสมัยก่อนนั้น คนบ้านนอกในภาคอีสานยังไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งบันเทิงที่พอมีคือการเล่านิทานชาดกของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ในขณะที่คนแก่ก็จะได้ความสุขใจมาจากการฟังเทศน์ฟังธรรมจากวัด

ช่วงเย็นหลังอาหารค่ำก็จะเป็นช่วงเวลาของเด็กๆ หนุ่มสาว จะได้ฟังนิทานชาดก นิทานพื้นบ้านกัน หลังการเล่านิทานก็จะมีการถามปัญหา หรือ ความทวย ผู้ใดสามารถตอบได้ก็จะได้รับรางวัลเป็นผลไม้ กล้วย อ้อย ตามฤดูกาล ตัวอย่างความทวย เช่น

ความทวย สุกอยู่ดิน กากินบ่ได้ สุกอยู่ฟ้า กายื้อบ่เถิง ไผว่าแม่นหยัง?
ความแก้ ลูกหลานก็จะคิดหาความแก้ ถ้าใครแก้ได้ท่านก็ให้รางวัลดังกล่าว แล้วความแก้หรือคำตอบนี้ก็คือ "ดวงตะวัน" และ "กองไฟ"
ข้อสังเกต ความทวยหรือปริศนาปัญหานี้ ท่านจะผูกขึ้นจากลักษณะของสิ่งที่จะเอามาตั้งเป็นปัญหา เพื่อให้ลูกหลานใช้สมองเทียบเคียงดู เช่น สุกอยู่ดินคือ "กองไฟ" เพราะกองไฟมันจะมีสีแดง ปกติของสีแดงๆ มันจะเป็นสัญลักษณ์แห่งของสุก "สุกอยู่ฟ้า" คือดวงตะวันสีแดงๆ บนฟ้า ของสุกมันจะมีสีแดง ของดิบมันจะเป็นสีอื่นๆ และกากินไม่ได้ด้วย เด็กฉลาดก็จะเทียบเคียงได้เอง รายละเอียดและตัวอย่างคำทวยดูได้จากหัวข้อด้านล่าง

ประเภทของผญา - สุภาษิต - ความทวย

ผญาเมื่อแบ่งแยกหมวดหมู่ออกไปตามลักษณะอย่างคร่าวๆ ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทดังนี้

1. ผญาคำสอน
2. ผญาปริศนา
3. ผญาภาษิตสะกิดใจ
4. ผญาเกี้ยวพาราสีทั่วไป
5. ผญาเกี้ยวพาราสีโต้ตอบหนุ่มสาว
6. หมวดภาษิตคำเปรียบเปรยต่างๆ
7. ผญาปัญหาภาษิต
8. ความทวย
9. ภาษิตโบราณอีสาน
10. คำกลอนโบราณอีสาน
11. วรรณกรรมคำสอย

(ข้อมูลคล้าย ๆ กัน แต่กะขอเพิ่มเติมเด้อครับ)
ขอบคุณข้อมูลจาก isangate.com
 
07-13-2009, 06:51 PM   #15 (permalink)
ศิลปิน นักแต่งผญา
มาตรฐาน

นางบ่แน่ใจเด้อจ้าคำว่า ผญา มาจากคำพ้องที่ว่า ผญาปัญญา หรือบ่แต่นางกะเคยได้ยินผุเฒ่าว่ายุว่าคนสิจ่ายผญาได้ต้องเป็นคนมีสติปัญญา มีความจำแล้วกะความป่อง(ความคิดที่หลากหลายหรือ ไหวพริบ) ถึงสิสามารถใช้สติปัญญาของเจ้าของในการคึดหลักการ ปัญหา หรือการตีความผญาได้อย่างแตกฉาน ซึ่งเป้นการแสดงถึงสติปัญญาของคนเว้าที่มีปัญญาแหลมคมแล้วก่ไหวพริบดี
เช่นว่า
ดวงจันทร์ฟ้าสีขาวเก้ากลีบ
บ่มีลีบหลอดแห้งหอมกุ้มไปทั่วแดน
แม่นผุใด๋ได้กินแล้วฮู้อิ่มบ่มีหาย
เถิงว่ายามตายไปอยู่สุขบ่มีฮ้อน....

อันนี้นางจำผุเฒ่าสอนอ้ายมาหมายความว่า ดวงจันทร์หมายถึง ศาสนาพุทธ
เก้ากลีบ คือ มรรค 4 ผล4 นิพพาน 1
ไผได้ถือแล้วบ่มีวันตกนรก มีแต่อยู่สุข เทิงชาตินี้และชาติหน้าสั่นดอกหว๋า
แต่นางฟังเทื่อแรกกะงงๆ แต่ผุเฒ่ามักสิผูกผญาแสดงถึงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด
เพื่อเป็นแนวคิดและฝึกฝนสติปัญญญาและสอนใจเอาไว้ ถือว่าผญาอีสานนี้เป็นของเก่าที่สมควรอนุรักษ์สืบทอดให้ยาวนานตลอดไป
 
ชุมชนบ้านมหา > ภาษาศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น > คำผญา สุภาษิต

ตอบกลับ

ป้ายกำกับ
การจ่ายผญา, ความเป็นมาของผญา, คำผญา, ผญา

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ
แบบตามยาว แบบตามยาว


หัวข้อที่คล้ายกัน
หัวข้อ ผู้เริ่มหัวข้อ ฟอรั่ม ตอบกลับ กระทู้ล่าสุด
。◎。<วงแหวนหัวใจ>。♥。<ไดอารี่ขาว>。◎。 ตุ๊กตาไล่ฝน บ้านมหา-ไดอารี่ 133 05-23-2009 10:30 AM
๐(◕〝◕)๐ [ไ ด อ า รี่ สี ฟ้ า] ๐◎๐ [น้ำ ต า ค น เ ศ ร้ า] ๐(◕〝◕)๐ Oo กามเทพน้อย oO บ้านมหา-ไดอารี่ 10 04-18-2009 04:13 AM
......... 。◎。 ห่างเหิน.。◎。........ ไก่น้อย วรรณกรรม-บทกวี-นวนิยายเรื่องสั้น-Poetry 76 03-01-2009 11:06 PM
~.。◎。ลมหนาว....สาวครวญ。◎。.~ ตะวันนา วรรณกรรม-บทกวี-นวนิยายเรื่องสั้น-Poetry 9 11-30-2008 09:33 AM
。◎。..... ゜*☆.. Loving You ..☆*゜..... 。◎。 ตุ๊กตาไล่ฝน วรรณกรรม-บทกวี-นวนิยายเรื่องสั้น-Poetry 463 10-11-2008 08:25 PM



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:55 PM


Powered by vBulletin รุ่น 3.8.7 Copyright ©2000-2014, Jelsoft Enterprises Ltd.
Content Relevant URLs by vBSEO
© บ้านมหา.com เว็บไซต์ส่งเสริมการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม