หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 3 หน้า 123 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 21

นิยาย....กำเนิด...เผ่าพันธุ์

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ บ่าวเม้า
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    782

    นิยาย....กำเนิด...เผ่าพันธุ์


    อารัมภบท : ข้างกองไฟ

    เขาสูดลมหายใจลึก สูบกล้องยา แล้วพ่นควันออกช้าๆหมวกคลุมเก่า
    หนาที่สวมปิดบังใบหน้าเขาไว้เกือบทั้งหมดและเบื้องหลังของเขาก็มีเพียง
    ความมืดสนิท ในแสงเรืองสลัวจากกล้องยาสูบนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะเห็น
    รูปลักษณ์ของเขาได้เลย

    เขาแนะนำตัวว่าเป็นกวีแต่หาไม่มีผู้ใดเชื่อไม่ ด้วยเสียงของเขานั้นแหบ
    ห้าวตะกุกตะกัก และพวกเราก็สงสัยนักที่เขาเดินทางในป่าที่เต็มไปด้วย
    อันตรายเพียงลำพัง

    อย่างไรก็ตาม เขาเสนอที่จะเล่าเรื่องราวให้พวกเราฟังสักเรื่อง หากเรา
    จะแบ่งปันอาหารและไออุ่นจากกองไฟของเราให้แก่เขา พวกเราตกลงเพียง
    เพราะเราไม่สามารถจะปล่อยนักเดินทางผู้นี้ไปในป่าที่หนาวเย็น เราทำตัวให้
    สบายข้างกองไฟ ถืออาวุธเตรียมพร้อมเผื่อเกิดอันตราย และรอฟังเรื่องราว
    ของเขา ราตรีนั้นหนาวเยือก เสียงแหบต่ำของเขาดังแว่วข้ามขุนเขา เมื่อเขา
    วางกล้องยาสูบลงข้างกาย และเริ่มเล่าเรื่อง .....


  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ บ่าวเม้า
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    782
    บทที่ 1 : ปฐมกาล



    เรื่องราวที่ข้าจะเล่าให้ท่านฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหล่าผู้ที่ท่านเรียกว่าเทพเจ้า จงฟังให้ดี เพราะนี่คือเรื่องจริง…


    นานแสนนานมาแล้ว นานสุดจะคาดคิด มีเพียงลูกกลมลูกหนึ่ง ซึ่งรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ในเมื่อไม่มีสิ่งใดที่จะมาเปรียบเทียบลูกกลมนั้นจึงทั้งใหญ่และเล็ก ทั้งมืดและสว่าง ทั้งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและไม่ได้เป็นอะไรเลย

    เป็นเวลาเนิ่นนานนับร้อยล้านปี ลูกกลมนั้นเริ่มเติบโตขึ้น และในที่สุดก็เริ่มเกิดรูปร่างของพลังสองกลุ่มขึ้นช้าๆ ภายในนั้น ในขณะที่แข็งแกร่งขึ้นพลังทั้งสองก็ได้สร้างตัวตนและความระลึกรู้ในตัวตนนั้น และได้แยกออกเป็นแสงสว่างและความมืด พลังของแสงสว่างได้ก่อรูปเป็นร่างของสตรี นามว่า ไอน์ฮัดซัด ส่วนพลังของความมืดนั้นก่อรูปร่างเป็นบุรุษ และเรียกตัวเองว่า กรัง คายน์ กำเนิดของทั้งสองนับเป็นสัญลักษณ์แห่งจุดเริ่มต้นของจักรวาลทั้งหมด และทุกสิ่งที่พวกเรารู้กันอยู่ทุกวันนี้ ...



    ไอน์ฮัดซัดและกรัง คายน์ ผนึกกำลังกันเพื่อทลายลูกกลมนั้นลง จากการกระทำนี้ ลูกกลมนั้นจึงแตกกระจายออก
    เป็นเศษเสี้ยวของทุกสิ่ง บ้างก็ลอยขึ้นเป็นท้องฟ้า บ้างก็ตกลงเป็นพื้นโลก ระหว่างฟากฟ้าและพื้นโลกคือผืนน้ำ และบางส่วน
    ของพื้นโลกก็ยกตัวสูงขึ้นกลายเป็นแผ่นดิน



    ดวงจิตของลูกกลมนั้นมีนามว่าเอเธอร์ ก็ได้แตกกระจายไปด้วยกันกับการแตกสลายของลูกกลม นำมาซึ่งการกำเนิด
    ของพืชและสัตว์ต่างๆ มากมาย "สิ่งมีชีวิตแรกเริ่ม" ถือกำเนิดขึ้นจากดวงจิตนี้ และยักษ์ก็เป็นพวกที่เป็นเลิศในบรรดาสิ่งมี
    ชีวิตเหล่านี้ พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะ ผู้รอบรู้ จากสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดเช่นเดียวกับร่างกายที่แข็งแกร่ง เหล่ายักษ์ให้สัตย์
    ว่าจะศรัทธาในไอน์ฮัดซัดและกรัง คายน์ เนื่องจากการกระทำของเทพเจ้าทั้งสองได้สร้างโลกและให้ชีวิตแก่พวกเขา ไอน์ฮัดซัดและกรัง คายน์ พึงพอใจกับพวกยักษ์และแต่งตั้งให้พวกเขาเป็นนายแห่งสิ่งมีชีวิตทั้งมวล นี่เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะมี
    ความตายและสรวงสวรรค์ที่แท้จริงเกิดขึ้น



    ไอน์ฮัดซัดและกรัง คายน์ ให้กำเนิดบุตรธิดาด้วยกันมากมาย บุตรธิดาห้าคนแรกได้รับมอบอำนาจด้วยพลังเหนือสิ่ง
    ต่างๆ บนโลก ธิดาคนโต ชิลเลน ถือครองพลังแห่งน้ำ บุตรคนโต พากริโอ ควบคุมพลังแห่งไฟ ธิดาคนรอง มาเฟอร์ ควบคุม
    ผืนดิน บุตรคนรอง ซาย์ฮา คือเจ้าแห่งสายลม ส่วนธิดาคนเล็ก อีวา นั้น ไม่มีธาตุใดเหลืออยู่อีก นางจึงสร้างสรรค์บทกวีและ
    ดนตรีการ ในขณะที่เทพเจ้าอื่นๆ ยุ่งอยู่กับภาระความรับผิดชอบของตน อีวาก็รจนาบทกวีและขับขานเป็นบทเพลง ดังนี้เอง ยุคแห่งทวยเทพก็เริ่มต้นขึ้น และไม่มีที่ใดบนโลกที่จะดำรงอยู่โดยที่เหล่าเทพไม่รับรู้

    ติดตามตอนต่อไป...คริคริ

  3. #3
    เรื่องน่าติดตาม...แล้วเด็กน้อยจะมาอ่านอีกนะคะ
    หลับฝันดีจ้า..บะบาย...จุ๊บ ๆๆๆๆๆๆ

  4. #4
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ บ่าวเม้า
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    782
    บทที่ 2 : กำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์





    ไอน์ฮัดซัดผู้เป็นเทพีแห่งการสร้าง ได้สร้างรูปลักษณ์ต่างๆ ขึ้นจากจิตของนาง และเหล่าบุตรธิดาของนางก็ใช้พลังของพวกเขาสร้างชีวิตขึ้นจากรูปลักษณ์เหล่านั้น


    ๐ ชิลเลนใส่จิตแห่งน้ำลงในรูปลักษณ์แรกที่ถูกสร้างขึ้น นี่คือกำเนิดของเผ่าพันธุ์แห่งเอลฟ์

    ๐ พากริโอใส่จิตแห่งไฟลงในรูปลักษณ์ที่สองที่ถูกสร้างขึ้น เกิดเป็นเผ่าพันธุ์แห่งออร์ค


    ๐ มาเฟอร์ใส่จิตแห่งดินลงในรูปลักษณ์ที่สาม เป็นกำเนิดของเผ่าพันธุ์ดวอร์ฟ


    ๐ ซาย์ฮาใส่จิตแห่งลมลงในรูปลักษณ์ที่สี่ และเผ่าพันธุ์อาร์เทียสก็ได้กำเนิดขึ้น



    กรัง คายน์ เป็นเทพแห่งการทำลายล้าง เมื่อเขาได้เห็นงานของไอน์ฮัดซัดก็เกิดความใคร่รู้และริษยา เขาเลียนแบบไอน์ฮัดซัดและสร้างรูปลักษณ์ขึ้นโดยจำลองจากตนเอง จากนั้นเขาก็ไปพบชิลเลน ธิดาคนโต และขอให้นางใส่จิตลงในรูปลักษณ์นั้น ชิลเลนประหลาดใจนักและกล่าวว่า "ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงต้องการทำสิ่งเช่นนี้ ท่านแม่ไอน์ฮัดซัดเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ โปรดอย่าปรารถนาในงานที่มิใช่ของท่านเลย สิ่งมีชีวิตที่เทพแห่งการทำลายล้างสร้างขึ้นมีแต่จะก่อให้เกิดหายนะเท่านั้น" แต่กรัง คายน์ ก็ไม่ยอมแพ้ หลังจากการหว่านล้อมชักจูงมากมาย ในที่สุดชิลเลนก็ยินยอม



    "ตกลง ข้าจะทำตามที่ท่านขอ แต่ข้าได้มอบจิตแห่งน้ำให้กับท่านแม่ไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงให้ท่านได้เท่าที่เหลืออยู่เท่านั้น" ชิลเลนมอบจิตแห่งน้ำที่นิ่งและเน่าเสียให้กับกรัง คายน์ ซึ่งรับไปด้วยความยินดี



    อย่างไรก็ตาม กรัง คายน์ ก็ยังรู้สึกว่าจิตเพียงหนึ่งนั้นไม่เพียงพอกับสิ่งมีชีวิตที่เขาจะสร้างขึ้น เขาจึงไปพบพากริโอ บุตรชายคนโต เช่นเดียวกับชิลเลน พากริโอกล่าวเตือนบิดา แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธกรัง คายน์ได้ สุดท้ายเขาจึงมอบจิตแห่งไฟที่ใกล้มอดดับให้กับกรัง คายน์ ซึ่งรับไปด้วยความยินดี



    มาเฟอร์อ้อนวอนบิดาด้วยน้ำตา แต่ก็ลงเอยด้วยการมอบจิตแห่งดินที่แห้งแล้งและสกปรกให้กับเขา ส่วนซาย์ฮาก็มอบจิตแห่งลมพายุที่กราดเกรี้ยวรุนแรงให้กับบิดาเมื่อถึงคราวของเขา



    กรัง คายน์ รับทุกสิ่งที่เขาได้มาด้วยความพึงพอใจ และร้องออกมาว่า "ดูสิ่งมีชีวิตที่ข้ากำลังจะสร้างขึ้นสิ! ดูพวกเขาที่จะเกิดขึ้นมาด้วยจิตแห่งน้ำ จิตแห่งไฟ จิตแห่งดิน และจิตแห่งลม พวกเขาจะแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าพวกยักษ์ พวกเขาจะเป็นผู้ที่ครองโลก!"



    กรัง คายน์ ตะโกนก้องด้วยความภาคภูมิ และใส่จิตลงในสิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นโดยจำลองรูปลักษณ์จากตัวเขาเอง หากผลที่เกิดขึ้นนั้นเลวร้ายนัก สิ่งมีชีวิตที่เขาสร้างขึ้นนั้นอ่อนแอ โง่เขลา เจ้าเล่ห์ และขี้ขลาด เทพเจ้าอื่นๆ ล้วนดูถูกสิ่งมีชีวิตของกรัง คายน์ ด้วยความอับอายจากความล้มเหลวของตน กรัง คายน์ทอดทิ้งสิ่งมีชีวิตที่ตนสร้างขึ้นและหลบเร้นกายไปชั่วระยะหนึ่ง สิ่งมีชีวิตนี้ถูกเรียกว่า มนุษย์



    เผ่าพันธุ์แห่งเอลฟ์นั้นเฉลียวฉลาดและรู้จักการใช้เวทมนตร์ แต่พวกเขาก็ยังเฉลียวฉลาดน้อยกว่ายักษ์ ดังนั้น พวกยักษ์จึงให้เอลฟ์รับใช้ตนในด้านการปกครองและกิจการที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์


    เผ่าพันธุ์ออร์คนั้นแข็งแกร่ง พวกเขามีพละกำลังที่ไม่มีวันอ่อนล้าและพลังใจที่แข็งกล้า แต่พวกเขาก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่ายักษ์ ดังนั้น พวกยักษ์จึงให้ออร์ครับใช้ตนในการสงคราม


    เผ่าพันธุ์ดวอร์ฟนั้นเชี่ยวชาญทักษะ พวกเขาเป็นวิศวกรชั้นเยี่ยม นักคำนวณผู้เชี่ยวชาญ และช่างฝีมือชั้นเลิศ พวกยักษ์จึงให้พวกเขารับใช้ในด้านการเงินและงานช่างทั้งหลาย



    เผ่าพันธุ์มีปีกอาร์เทียสนั้นรักอิสระและมีความอยากรู้อยากเห็นไร้ที่สิ้นสุด พวกยักษ์ต้องการจับและพิชิตเผ่าพันธุ์ที่มีปีกนี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่อาร์เทียสถูกขังในกรง พวกเขาจะสูญสิ้นพลังและตายอย่างรวดเร็ว เหล่ายักษ์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากปล่อยให้อาร์เทียสโบยบินไปได้โดยเสรี เหล่าอาร์เทียสจะมาเยือนเมืองของยักษ์เพื่อนำข่าวสารจากดินแดนอื่นในโลกมาให้ ... พวกมนุษย์นั้นไม่สามารถทำสิ่งใดได้ดีเลิศ จึงกลายเป็นทาสของพวกยักษ์ ทำงานใช้แรงงานอันต่ำต้อยทั้งหมด ชีวิตของมนุษย์นั้นไม่ได้ดีไปกว่าสัตว์เลยแม้สักน้อย


    ติดตามตอนต่อไป..คริคริ(t(t

  5. #5
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ lukhin_inter
    วันที่สมัคร
    Sep 2007
    ที่อยู่
    อิสานใต้ ประเทศไทย
    กระทู้
    2,090

    ดูวีดีโอ YouTube ออนไลน์

    น่าสนใจคะ
    กำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์ของใคร.....หนอ
    อรัมภบท...นึกถึงโมโม่ นึกถึง Lineage

    อ่านต่อมานึกถึงหยินหยาง ขาวดำ...
    อ่านไป อ่านไป น่าสนใจ..............

    อืมมม...ลักษณะ..เกรงใจ ขัดไม่ได้ ใจอ่อน
    ไร้เหตุผล.................มีมานานแล้วจริง ๆ

    .
    .
    .

    อีวาหละ.........สนใจ ๆ
    อืมเผ่าพันธุ์นี้ ชื่อ อินเตอร์เน๊าะ
    .
    .


    โพสมาสิรออ่าน.....จ้า


  6. #6
    ...........ขอบคุณอ้ายดีเจเม้าจ้า...ที่มาเขียนไดอารี่ให้อ่านนะจ๊ะ...เป็นดีเจไม่ค่อยมีเวลาเน๊าะ...ต้องจัดเพลงให้แฟนเพลงฟัง...มีคนหนึ่งเน๊าะอ้ายดีเจขอเพลงแต่ละครั้งเป็นสิบ...แบบนั้นต้องไปซื้อเพลงฟังเองแล้วเน๊าะ...อ้ายดีเจกะจัดให้ตามที่ขอ...เด็กน้อยสังเกตเบิ่งเพิ่นจะดีใจมากเลยเวลาดีเจจัดเพลงให้แต่ละเพลงตามที่เพิ่นขอนั่น...ให้ดอกไม้ ให้จุ๊บ ...หึยยยยย คักแท้ดอก....

    ............เด็กน้อยคนหนึ่งล่ะไปฟังเพลงทุกวัน...ไม่เคยขอเพลงเลยจ้าอ้ายดีเจจ๋า...ย้านอ้ายดีเจเมื่อยจ้า...อ้ายดีเจเปิดเพลงใด๋ให้ฟังกะฟังเบิดล่ะ...โดยเฉพาะเพลงหมอมักคัก (อิอิอิ)....เพลงลูกทุ่ง สตริง เพื่อชีวิตไม่ชอบเลย (55555)...

    ..........เมื่อวานอ้ายมาเขียนไดอารี นิยาย...กำเนิด...เผ่าพันธุ์ เด็กน้อยดีใจนะ...เห็นชื่อเรื่องกะคิดว่าสงสัยเว้าชีวิตของอ้ายดีเจแมะ...อิอิอิ ....ขอบอกเด็กน้อยตั้งใจอ่านมักขนาดเพราะถ้าไม่ตั้งใจแล้วจะไม่เข้าใจ...จะไม่ได้อรรถรสในการอ่านเรื่องของอ้ายดีเจ...บทที่ 1 : ปฐมกาล ....อ่านแล้วม่วนน่าติดตามอีหลี...อันนี้เว้าจริง ๆ นะ ไม่ย่องให้เขียนดอก...บ่ตั๋ว...บ่คือเพลง..."ตั๋วให้คึดฮอด" (จัดรายการอย่าลืมจัดเพลงนี้ให้นำแนะล่ะ..ไม่จัดแตกเด้อ...อิอิอิ) ....เด็กน้อยกะเลยขอเป็น อีวา ดีกว่า...เป็นลูกสาวหล่านำ....ตรงกับเพลง..."ลูกสาวหล่า" ...(ขอเพลงนี่นำนะ....ต้องจัดให้ด้วยล่ะถ้าไม่ระวัง...อิอิอิ)....เด็กน้อยจะติดตามตอนต่อไปจ้า...

    ขอบคุณอ้ายดีเจจ๋า...จุ๊บ ๆๆๆ...อิอิอิ
    ::)

  7. #7
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ บ่าวเม้า
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    782
    บทที่ 3 : สงครามทวยเทพ



    กรัง คายน์ เป็นเทพเจ้าที่เป็นอิสระและไม่มีสิ่งใดจะขัดขวางได้ แต่อย่างไรก็ตาม เขาได้กระทำสิ่งผิดพลาดอันมหันต์
    โดยล่อลวงมีสัมพันธ์กับชิลเลน ธิดาคนโต พวกเขาลอบกระทำพฤติกรรมนี้โดยลับจากสายตาของไอน์ฮัดซัด จนกระทั่ง
    ชิลเลนตั้งครรภ์ขึ้น ไอน์ฮัดซัดโกรธจัดเมื่อทราบเรื่อง นางปลดธิดาออกจากตำแหน่งเทพีแห่งน้ำ เนรเทศชิลเลนออกจาก
    แผ่นดิน ทว่ากรัง คายน์ กลับนิ่งดูดายกับเหตุการณ์นี้ ทิ้งให้ชิลเลนเผชิญกับชะตากรรมโดยลำพัง

    ในขณะที่ยังตั้งครรภ์ ชิลเลนหลบหนีสู่ตะวันออก และลึกเข้าไป
    ในใจกลางของป่าอันมืดทึบนั้น นางก็ให้กำเนิดบุตร พร้อมกับสาปแช่ง
    ไอน์ฮัดซัดและกรันคายน์ด้วยความเจ็บปวด และการให้กำเนิดเหล่าบุตรธิดา
    ที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสของชิลเลนนั้น รับเอาคำสาปแช่ง
    ด้วยความโกรธเกรี้ยวและสิ้นหวังของมารดาและกลายเป็นปิศาจร้าย
    ในหมู่อสุรกายเหล่านี้ พวกที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นได้รับการขนานนามว่า "มังกร"


    มังกรมีด้วยกันทั้งสิ้นหกตน กำเนิดขึ้นด้วยคำสาปแช่งต่อเทพเจ้าทั้งหก ใจของชิลเลนเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นต่อไอน์ฮัดซัดผู้เนรเทศนาง และกรัง คายน์ ผู้ล่อลวงเสพสมกับนางจากนั้นกลับทอดทิ้งไม่ไยดี นางรวบรวมกำลังของเหล่าบุตรธิดา และสร้างกองทัพขึ้นเพื่อจะลงโทษเหล่าเทพเจ้าให้สาสม



    บรรดามังกรผู้แข็งแกร่งที่สุดถูกจัดให้เป็นทัพหน้าของกองทัพปิศาจที่จะต่อสู้กับเหล่าเทพ ออลาคิเรีย มังกรแห่งแสง มองชิลเลนด้วยสายตาอันเศร้าสร้อยเมื่อได้ยินเรื่องนี้ และกล่าวว่า



    "ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอกว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านประสงค์จะทำลายล้างเหล่าเทพอันจะไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ หรือท่าน
    ประสงค์ให้บิดา มารดา และพี่น้องของท่านต้องล้มลงสู่ทะเลเลือดของพวกเขาเองเช่นนั้นหรือ?" แต่นางก็ไม่อาจเปลี่ยนใจ
    ชิลเลนได้



    ในที่สุด เหล่าปิศาจก็รุกสู่ปราสาทของเทพเจ้า และสงครามอันโหดร้ายก็เริ่มขึ้น มังกรทั้งหกทำลายทุกสิ่งในวังของเทพ แม้แต่เหล่าเทพเจ้าก็ตื่นตระหนกกับพลังอันไม่น่าเชื่อของมังกร การสู้รบดูราวกับจะดำเนินต่อไปชั่วกัลปาวสาน และหากสงครามไม่ยุติ โลกก็คงจะไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไป และทุกชีวิตก็จักพินาศสิ้น



    ผู้ถือสาส์นแห่งเทพและเหล่าปิศาจจำนวนมากมายถูกทำลายหรือสาบสูญไป อัสนีบาตคำรามไม่เว้นวัน ด้วยการปะทะอันดุเดือดรุนแรงบนฟากฟ้า พวกยักษ์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกต่างเฝ้ามองการต่อสู้บนฟ้านี้ด้วยความหวาดหวั่น



    ศึกอันดุเดือดดำเนินอยู่นานหลายปี และในที่สุดฝ่ายหนึ่งก็ค่อยๆ ช่วงชิงความได้เปรียบทีละน้อย ด้วยความเจ็บปวดขมขื่นและบาดแผลมากมาย พลังของไอน์ฮัดซัดและกรัง คายน์ ก็แข็งแกร่งขึ้นและทำลายปิศาจไปเป็นจำนวนมาก



    เหล่ามังกรยังคงต่อสู้ต่อไป ถึงแม้ว่าจะบาดเจ็บสาหัสและทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ความอ่อนล้าของพวกเขาชัดเจนมากขึ้นและมากขึ้น หลังจากเวลาผ่านไป สงครามก็ดูจะมาถึงจุดจบด้วยการสูญสิ้นของกองทัพแห่งชิลเลน ท้ายที่สุด เหล่ามังกรก็กางปีกออกและบินหนีกลับลงสู่โลก ติดตามด้วยเหล่าปิศาจที่รอดชีวิต เทพเจ้าต้องการจะสังหารกองทัพที่ล่าถอย แต่ด้วยความบาดเจ็บบอบช้ำของฝ่ายตน พวกเขาจึงได้แต่มองเหล่ามังกรและปิศาจจากไป



    ด้วยการที่บุตรธิดาล้มตายไปทีละคนและพ่ายแพ้ในสงคราม ชิลเลนไม่สามารถจะทนแบกรับความเศร้าโศกได้ นางสร้างโลกใต้พิภพขึ้นและครองโลกนั้น

    :-x:-x:-x

  8. #8
    บทที่ 2 : กำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์

    อ่านบทที่ 2 ด้วยความระมัดระวังและตั้งใจ...ว่าได้เกิดเผาพันธุมนุษย์ขึ้นแล้ว..และถูกทอดทิ้ง ..กลายเป็นทาสรับใช้ยักษ์อีกตางหาก...คงจะเหมือนกับคนที่ตกเป็นทาสของความรัก...จะเสียอาการเป็นบางครั้งหรือหลาย ๆ ครั้งในแต่ละโอกาส...อิอิอิ (เกี่ยวกับบ่เนี้ยฮึ)

  9. #9
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ บ่าวเม้า
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    782
    บทที่ 4 : น้ำท่วมใหญ่



    หลังจากที่ชิลเลนจากไป อีวาจึงได้รับการแต่งตั้งให้ครองอำนาจเหนือสายน้ำ หากอีวานั้นมีนิสัยขี้กลัวโดยธรรมชาติ และหลังจากได้เห็นจุดจบอันเลวร้ายของพี่สาว รวมทั้งสงครามระหว่างเทพเจ้า นางก็ยิ่งหวาดกลัว เพื่อจะหลีกเร้นจากน้ำหนัก
    ของภาระความรับผิดชอบที่ได้รับ นางจึงขุดอุโมงค์ใต้ทะเลสาบและหลบซ่อนตัวอยู่ในที่นั้น




    เมื่อปราศจากเทพีที่คอยปกครอง เหล่าดวงจิตแห่งสายน้ำจึงไม่มีเป้าหมายและเริ่ม
    เร่ร่อนโดยไร้จุดหมาย น้ำมากมายไหลไปรวมกันยังที่แห่งหนึ่งมากเกินไปและกลายเป็นหนองน้ำใหญ่
    น้ำไม่ไหลไปยังที่อีกแห่งเลยจนกลายเป็นทะเลทราย บ่อยครั้งที่แผ่นดินบางส่วนจมลงสู่ห้วงสมุทรอย่างกะทันหัน
    หรือเกาะใหม่ผุดขึ้นมาโดยไม่มีวี่แววมาก่อน ในบางที่ ฝนตกตลอดทั้งวันและคืน จนกระทั่งทุกสิ่งจมอยู่ใต้น้ำ
    เว้นแต่ยอดเขาที่สูงที่สุดเท่านั้น


    ที่ใดที่ยังมีพื้นดินอยู่เหนือน้ำ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็พากันไปรวมอยู่ที่นั่นเพื่อรักษาชีวิตของตนไว้ และผืนดินนั้นก็เต็มไป
    ด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ทั้งบนแผ่นดินและในห้วงสมุทร ทุกชีวิตต่างทุกข์ทรมาน ในนามแห่งสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เหล่ายักษ์จึง
    ร้องเรียนต่อเทพเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ



    ไอน์ฮัดซัดและกรัง คายน์ ค้นหาทั่วทุกแห่งหนบนแผ่นดิน และสุดท้ายก็พบทะเลสาบที่ซึ่งอีวาซ่อนกายอยู่



    "อีวา จงดูว่าเกิดอะไรขึ้นจากการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบของเจ้า เจ้ากำลังทำลายความลงตัวของแผ่นดินที่เราสร้าง
    ขึ้นด้วยความพยายามทั้งหมดของเรา ข้าจะไม่ทนอีกต่อไปหากเจ้ายังคงไม่เชื่อฟังข้า" ไอน์ฮาซัดโกรธจัดจนดวงตาเป็นประ
    กายกล้าด้วยเพลิงโทสะ



    จากน้ำท่วมนี้ ยักษ์และสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนได้จากไปสู่โลกของชิลเลน ทำให้ไอน์ฮาซัดริษยาชิลเลนเป็น
    อย่างมาก ด้วยความหวาดหวั่น สุดท้ายอีวาจึงยอมแพ้ต่อมารดา เมื่ออีวาใช้อำนาจของนางจัดการกับสายน้ำทั้งหลาย หายนะ
    ที่เกิดขึ้นจึงค่อยบรรเทาลง อย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกอบกุ้้แผ่นดินที่เหลือเพียงความพินาศให้กลับมาเป็นดังเดิม



    ::)::)::)

  10. #10
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ บ่าวเม้า
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    782
    บทที่ 5 : การท้าทายของยักษ์



    ในใจของบรรดายักษ์เริ่มเสื่อมความศรัทธาลง กรัง คายน์ ได้เผยความโง่เขลาโดยสร้างสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่เรียกว่ามนุษย์ขึ้น นอกจากนี้ ด้วยการกระทำอันหยาปช้าของกรัง คายน์และความริษยาของไอน์ฮัดซัด โลกใต้พิภพจึงถูกสร้างขึ้น และเกิดเหล่าปิศาจขึ้นมากมาย ด้วยความอ่อนแอและขาดความสามารถของอีวา ทำให้แผ่นดินอยู่ในสภาพย่ำแย่อย่างเลวร้าย เมล็ดพันธุ์แห่งความกังขาเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของยักษ์ เทพเจ้าเช่นนี้คู่ควรกับการบูชาของพวกเขาหรือ?



    พวกยักษ์นั้นสามารถขับรถม้าที่พวกเขาสร้างขึ้นเองและเข้าออกวังของเหล่าเทพได้โดยเสรี พวกเขาสามารถใช้เวทมนตร์ยกเกาะขึ้น และอาศัยอยู่ในอากาศได้เช่นเดียวกับเทพเจ้า พวกเขาสามารถยืดอายุขัยออกไปได้นานจนดูเหมือนกับเป็นอมตะ พวกยักษ์เริ่มคิดว่าพวกเขามีพลังอำนาจเทียบเท่าเทพเจ้า และทั้งที่มีสติปัญญาสูงส่ง พวกเขาก็ยังกลายเป็นว่าหยิ่งยโสจนเกินควร



    และดังนั้นเอง เหล่ายักษ์จึงเริ่มตั้งตัวเป็นเทพเจ้า



    พวกเขาเริ่มทำการทดลองปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตในรูปแบบใหม่ขึ้น พวกยักษ์เรียกเวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ว่า "วิทยาการ"



    ด้วยความหลงมัวเมาในอำนาจ พวกยักษ์จึงจัดตั้งกองทัพอันแข็งแกร่งเพื่อจะต่อสู้กับเหล่าเทพ แม้ว่าชิลเลนกับมังกรทั้งหก และปิศาจมากมายจะประสบความล้มเหลวมาแล้วกับการกระทำเดียวกันนี้ก็ตาม



    เหล่าเทพเจ้าได้เห็นการเตรียมการนี้และโกรธจัด ไอน์ฮัดซัด ผู้ถือสิทธิ์ในการสร้างชีวิตอยู่แต่ผู้เดียวถึงกับพูดไม่ออกด้วยแรงโทสะ นางสาบานจะทำลายยักษ์ทั้งหมดให้สิ้นซากไปพร้อมกับผืนแผ่นดินและโลกทั้งหมด กรัง คายน์พยายามวิงวอนให้นางสงบลง



    "ในเมื่อท่านเป็นมารดาแห่งการสร้าง" เขาแย้ง "การทำลายล้างจึงเป็นความรับผิดชอบของข้า ท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อข้าก้าวก่ายหน้าที่ของท่าน



    "ข้าจะลงโทษยักษ์ผู้ยโสเหล่านั้นเอง และหากท่านยังคงปรารถนาจะทำลายโลกทั้งหมด ข้าก็จะขัดขวางท่านด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามี" กรัง คายน์ไม่ประสงค์จะยอมให้แผ่นดินถูกทำลายไม่ว่าด้วยเหตุใด และไอน์ฮัดซัดก็ขุ่นเคืองอย่างยิ่งกับการแทรกแซงของกรัง คายน์ แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อทั้งสองมีสถานะเท่าเทียมกัน นางจึงไม่สามารถหยุดเขาได้



    ไอน์ฮัดซัดยอมประนีประนอมในที่สุด เพื่อจะลงทัณฑ์เหล่ายักษ์ นางตัดสินใจยืมค้อนของกรัง คายน์ที่รู้จักกันในนาม 'ค้อนแห่งความสิ้นหวัง' ด้วยอำนาจการทำลายล้างอันมหาศาล แม้แต่กรัง คายน์เองจึงไม่เคยใช้อาวุธนี้เลย ด้วยความกราดเกรี้ยว ไอน์ฮัดซัดยกค้อนขึ้นสูงเหนือศีรษะ และฟาดมันลงยังใจกลางของนครแห่งยักษ์