กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

วันสุดท้ายของชีวิต

  1. #1

    วันสุดท้ายของชีวิต


    ลองคิดทบทวนกับประโยคนี้ดีๆ
    ทำไมวันเริ่มต้นของชีวิตคือวันที่เรารู้ตัวว่าใกล้จะ.....
    มีผู้ชายอยู่คนหนึ่ง ทุกวันนี้ก็ไม่รู้จะบอกว่าเค้าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
    เป็นคนที่เข้าข่ายของกลุ่มเสี่ยงก็ว่าได้ เอาทุกอย่างยกเว้นการพนัน
    ผลการตรวจเลือดประจำปีออกมาว่าเค้าเลือดบวก
    แต่หมอ ยังไม่ยืนยัน แล้วก็นัดให้ไปตรวจใหม่อีกสามเดือน …
    เป็นอันว่าหลังวันตรวจเลือด
    และรู้ผลเค้าเชื่อว่าผลตรวจเลือดเป็นจริง เท่านั้นแหละ
    ชีวิตดับทันที งานการไม่ไปทำ หลบตัวอยู่กับบ้านประมาณอาทิตย์นึงได้
    พอเพื่อนๆเจอหน้าเค้าอีกที คราวนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย
    เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไปเลิกงานแล้วก็ไปหาแฟน
    พาแฟนไปทานข้าวกับพ่อแม่ที่บ้าน
    เหล้าบุหรี่ก็ไม่แตะอีกเลย
    แล้วก็ไม่พูดถึงเรื่องผลการตรวจเลือดอีก …
    เค้ากลับมาทำทุกอย่าง เล่นกีฬา เที่ยวต่างจังหวัด
    จนบางทีเราก็อดสงสัยกันไม่ได้ว่าชีวิตมันมี 48 ชั่วโมง
    เพราะมันใช้เวลาทุกนาทีคุ้มมาก
    จนกระทั่งคนทางบ้านและแฟนมันแปลกใจ
    อดไม่ได้ที่จะแอบโทรมาถามเพื่อนว่าเค้าเป็นอะไรเหรอ
    ทำไมทำตัวเหมือนคนซึ้งสัจธรรมเลย ตอนนั้นพวกเราก็อึ้งนะครับ
    เพราะทุกคนรู้ดีว่าเพราะอะไร แต่ก็มีเพื่อนคนนึงพูดขึ้นมาว่า
    นี่ถ้ามันเป็นคนดียังนี้แต่แรกมันก็ไม่ต้องตายแล้วหละ ..
    ใช่ ถ้ามันเป็นคนดียังนี้แต่แรกมันก็ไม่ต้องตาย
    ทุกวันนี้มันฟื้นกลับมาเป็นคนอีกครั้ง
    หลังจากนั้นสามเดือนให้หลัง ผลตรวจเลือดปรากฏว่ามันไม่มีเลือดบวก
    ประโยคที่มันบอกกับพวกเรา
    มันบอกว่ามันดีใจที่พระเจ้าส่งมันไปดัดสันดานในนรกมาสามเดือน
    ทุกวันนี้มันรักครอบครัว รักแฟน
    แล้วพวกเราก็คิดว่ามันทำทุกอย่างได้ดีเท่าที่คนรักควรจะทำ
    จนบางทีอดอิจฉาไม่ได้อยากให้ชีวิต
    เฉียดๆอะไรอย่างมันบ้าง

    ชีวิตของเราเริ่มต้นเมื่อวันที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะตายหรือ?
    จงใช้ชีวิตวันนี้ให้เหมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต
    ความหมายเหมือนกันว่าคนเราไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต
    จนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง
    วันนั้นแหละที่เราจะรู้ว่าเราอยากทำอะไร
    แล้วทำไมเราต้องรอจนกระทั่งวันสุดท้ายมาถึงก่อน จึงคิดจะทำอะไรที่ใจอยากทำ
    แล้วถ้าสมมุติว่าพรุ่งนี้คุณกำลังจะจากคนที่คุณรักไปหละ วันนี้คุณจะทำอะไรให้เค้าก่อน?


  2. #2
    Super Moderator
    Guide & Photographer
    สัญลักษณ์ของ เจ้าซายน้อย
    วันที่สมัคร
    Sep 2007
    ที่อยู่
    อยู่ในใจเสมอ
    กระทู้
    1,550

    เกาทัณฑ์

    ผมคิดว่ายิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าใด
    การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ยิ่งยากขึ้นมากเท่านั้น
    โดยเฉพาะการจะมีชีวิตเป็นของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
    ไม่เพียงแค่การดำเนินชีวิตธรรมดาสามัญทั่วไปที่เราทำกันอยู่อย่างปกติ
    ที่เราคิดว่ามันปกติ แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่ปกติ
    เราไม่เป็นตัวตนของตัวเองแม้กระทั่ง
    ในเวลาที่เรากำลังทำเรื่องที่เป็นปกติของตัวเราที่เคยทำๆ มา
    แม้กระทั่งการนั่งอยู่หน้าจออะไรสักอย่างหนึ่งในตอนนี้
    ...ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


    ๑.

    การมีเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิต
    ใครๆ ต่างก็บอกว่าชีวิตมันจะสบายขึ้น
    ด้วยมันสมองและสองมือของมนุษยชาติด้วยกันนี้
    ยกตัวอย่างเช่น อีเมล ที่ใครหลายคนบอกว่า
    มันจะเข้ามาแทนที่ระบบไปรษณีย์ที่ใช้กันมาเป็นร้อยๆ ปี
    และมันก็อาจเป็นความจริง
    ปัจจุบันตู้ไปรษณีย์หลายๆ บ้านคงมีแค่บิลภาระที่จำเป็นต้องจ่าย
    (ไฟ น้ำ โทรศัพท์ อินเตอร์เนต!) บิลหนี้ล่วงหน้า โปรโมชั่นพิซซ่า
    หรือยาอายุวัฒนะที่อ่านแล้วต้องลอกต่ออีกสิบฉบับ

    คงไม่มีใครเขียนจดหมายโรยแป้งหอม
    และพรมจูบส่งไปให้ใครอีกคนหนึ่งอีกแล้ว
    แต่ก็ยังมีนักหวลอดีตที่ยังพิสมัยการส่งจดหมายหรือไปรษณียบัตร
    ทั้งดัดจริตที่จะหวลและไม่ดัดจริตที่จะหวล

    ผมเชื่อว่า มนุษย์คิดอยู่เสมอว่านวัตกรรมอันใดไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
    นวัตกรรมนั้นก็ต้องหายไปเพราะมันไม่อาจรับใช้มนุษย์ได้อีกต่อไป เช่น โทรเลข

    ใจหายมั้ย? ก็ใจหาย แต่คงไม่มานั่งฟูมฟายคร่ำครวญ
    เหมือนกับญาติสนิทตายจากไป
    มานั่งอาลัยรักว่าฉันจะไม่มีวันลืมเธอ โทรเลขจ๋า

    ผมว่าความคิดแบบนี้แหละที่ดัดจริต!

    ในเมื่อตัวคุณเองมิใช่หรือที่สนับสนุนสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา
    ในเมื่อตัวคุณเองมิใช่หรือที่ใช้ไอ้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั่น
    เมื่อคุณเลือกที่จะใช้มัน คุณจะมานั่งพร่ำเพ้อถึงของเก่าที่คุณถีบหัวส่งอยู่เพื่ออะไร
    ไปมีความสุขอยู่กับสิ่งใหม่ๆ ไม่ดีกว่าหรือ

    ผมเชื่อว่าคนที่มานั่งพร่ำนึกถึงอดีตกาลอันแสนหวานของโทรเลขนั้น
    ทุกคนคงมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้กัน มันแอบซ่อนอยู่ใกล้ๆ เป้ากางเกง
    หรือกระเป๋าถือของคุณนั่นแหละ
    ในขณะที่คุณกำลังพร่ำเพ้อหาอดีตของสิ่งที่คุณแทบจะไม่เคยแตะต้องมันด้วยซ้ำ

    ดังนั้นผมจึงรู้สึกมีอคติขึ้นมาทันทีที่มีรายการท่องเที่ยวพาไปชมสวนท้องร่อง
    ดูหิ่งห้อย เที่ยวตลาดเก่า ด้วยสายตา "อู้หู"
    และส่งต่อความดัดจริตมาให้ผู้ชมทางบ้านว่า
    เราช่างมีวัฒนธรรมที่ดีงาม ควรรักษาสืบต่อ
    และวิธีง่ายๆ คือ "การมาเที่ยวชมดูของเก่าๆ อย่างนี้กันนะคะ
    เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไปยังลูกหลานเหลนโหลนลื้อ"

    ผมคิดว่าไอ้วิธีคิดแบบนี้ มันเป็นวิธีคิดแบบ "ไทยทำไทยใช้"
    โดยเฉพาะเลยนะครับ โนอิมปอร์ตจากฝรั่งมังค่าใดๆ ทั้งสิ้น


    ๒.

    มีครั้งหนึ่งผมเปิดอีเมลเหมือนปกติที่เคยทำเวลาใช้อินเตอร์เนต
    ทุกครั้งในกล่องจดหมายของผมจะมีแต่จดหมายส่งต่อ (FW Mail)
    เรื่องต่างๆ เช่น ลูกใกล้ตายขอเลือดด่วน ภาพโป๊
    ข้อคิดคำคมในการประกอบชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่
    ที่เพื่อนผมได้มาและส่งมาให้ผมอีกที วนไปเวียนมาไม่รู้จักจบจักสิ้น
    โดยที่อีเมลไม่เคยทำหน้าที่ของมันเลยสักครั้ง
    คือการรับจดหมายที่เป็น "จดหมายจริงๆ" สักฉบับหนึ่ง
    จนผมต้องตอบกลับเพื่อนไปว่า "กูจะใช้อีเมล กูไม่อยากอ่านจดหมายส่งต่อเว้ย"

    ได้ผล แค่นั้นเพื่อนผมก็ไม่เคยส่งอะไรมาหาผมอีกเลย
    กล่องจดหมายผมจึงว่างเปล่า และมีเฉพาะจดหมาย
    ที่เป็นเรื่องจำเป็นเท่านั้น ซึ่งมีน้อยมากๆ

    หลายคนอ่านอาจมองว่าทำไมผมถึงดูคร่ำเคร่งกับชีวิตนักวะ
    กะอีแค่เรื่อง FW mail แค่นี้ ผมแค่คิดว่าผมไม่อยากมักง่ายต่อไป
    เพราะอันที่จริงผมก็เคยส่งต่ออีเมลแบบนี้เหมือนกัน
    แม้กระทั่งการส่งอีเมลไปหาเพื่อนที่นั่งทำงานโต๊ะข้างๆ
    เพื่อชวนไปดูหนังก็ยังเคยทำมาแล้ว

    อย่างเช่น FW mail อันหนึ่งที่ลูกสาวไม่สบายต้องการเลือดด่วน
    ผมคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องจริง แต่คงเป็นเรื่องจริงเมื่อนานมาแล้ว
    หลายคนเมื่อได้รับจดหมายนี้คงรู้สึกสงสาร น่าเวทนา
    แต่่ ไม่มีปัญญาอันใดจะช่วยได้ สิ่งที่ทำได้คือส่งมันต่อไป
    เมื่ออีกคนหนึ่งได้รับก็อาจคิดเหมือนคุณ (และก็คิดเหมือนคุณจริงๆ คือ )
    ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมได้รับจดหมาย
    ฉบับที่เด็กขาดเลือดนี้ได้รวมทั้งหมดแปดฉบับในระยะเวลาสามปี

    หรือการเล่น HI5 ที่หน้าเวปโปรยคำเชิญชวน
    ว่าถ้าเราสมัครแล้วเราจะพบเจอเพื่อนทั้งเก่าและใหม่หลายล้านคน
    ดูเหมือนเป็นการสร้างสังคมที่ดี แต่เอาเข้าจริงผมเห็นคนเล่น HI5
    ที่มีเพื่อนหลายสิบมีคอมเม้นท์หลายร้อย กลับเป็นคนหงอยๆ
    นั่งโดดเดี่ยวอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน นี่น่ะหรือคนมีสังคม

    ผมว่าคนเรายิ่งมีชีวิตอยู่ ก็ยิ่งหลอกตัวเองเข้าไปทุกวัน
    มันคงมีความสุข แต่เป็นความสุขแบบหลอกๆ
    เพราะตัวเขาก็ยังหลอกตัวเองไปวันๆ เช่นกัน
    จะมีสักอย่างมั้ยที่ทำแล้วมีความสุขและเป็นตัวของตัวเอง


    ...ฮ่วยๆๆๆ หลงซ่นแล้วบาดนี่
    เขียนไปเขียนมา มันบ่ถืกกระทู้เด้นี่...::)

  3. #3
    น้ำตาล
    Guest
    :g:g..ขอบคุณค่ะสำหรับบทความดีๆ..:g:g