กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

โทมัส อัลวา เอดิสัน

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    โทมัส อัลวา เอดิสัน

    โทมัส อัลวา เอดิสัน : Thomas Alva Edison



    โทมัส อัลวา เอดิสัน



    โทมัส อัลวา เอดิสัน




    เกิด วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 เมืองมิลาน (Milan) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State
    of America)
    เสียชีวิต วันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931 ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America)


    ผลงาน - ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
    - เครื่องเล่นจานเสียง
    - กล้องถ่ายภาพยนตร์
    - เครื่องขยายเสียง
    - หีบเสียง
    - เครื่องบันทึกเสียง


    ถ้าจะพูดถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แล้ว คงจะไม่มีใครเหนือกว่าเอดิสัน เอดิสันประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็น
    ประโยชน์จำนวนมากกว่า 1,000 ชิ้น นอกจากนี้เขายังปรับปรุงเครื่องใช้ที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โทรศัพท์
    เครื่องส่งโทรเลข เป็นต้น ผลงานการประดิษฐ์ของเขาเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกสบาย และเป็นประโยชน์อย่างมากให้กับ
    สาธารณชน


    เอดิสันเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 ที่เมืองมิลาน
    มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาของเขา
    ชื่อว่า แซมมวลเอดิสัน (Samuel Edison) ประกอบธุรกิจ
    ในประเทศแคนาดา และได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้างรัฐบาล
    เมื่อฝ่ายต่อต้านพ่ายแพ้เขาจึงต้องลี้ภัยการเมืองมาอยู่ที่
    ประเทศสหรัฐฯ และทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้แปรรูปทุกชนิด
    เมื่อเอดิสันอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวเขาได้
    อพยพไปอยู่ที่เมืองพอร์ตฮิวรอน (Port Huron)
    รัฐมิชิแกน (Michiganป เนื่องจากกิจการของครอบครัว
    ประสบปัญหา และเขาได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียน
    ในเมืองพอร์ตฮิวรอนนั่นเอง แต่เขาไปโรงเรียน
    ได้เพียง 3 เดือน เท่านั้นก็ไม่ยอมไปอีก ด้วยความที่เขาเป็น
    เด็กซุกซนอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ทำให้ถูกครูตำหนิ
    และลงโทษ เมื่อเขาออกจากโรงเรียนมารดาจึงรับหน้าที่
    เป็นครูสอนหนังสือให้เขา เขาเรียนหนังสือยู่เพียง 2 ปี
    เท่านั้น ก็สามารถอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว


    สิ่งที่เอดิสันให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ วิทยาศาสตร์
    การทดลอง และการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ดังนั้นเขา
    จึงเริ่มหางานทำ ตั้งแต่อายุได้ 12 ปี เพื่อหาเงินเป็น
    ค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับ
    การสร้างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ อีกทั้งเขา
    ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือในโรงเรียน เอดิสันได้งาน
    ทำในบริษัทรถไฟแกรนทรังค์ (Grand Trank Train Company)
    ในหน้าที่เด็กขายหนังสือพิมพ์ บนรถไฟ
    สายพอร์ตฮิวรอน - ดีทรอยต์ (Port Huron - Detroit)
    เอดิสันได้ใช้ตู้รถไฟตู้หนึ่งเป็นที่พัก เก็บสารเคมี
    และหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขามักใช้เวลาว่าง
    ส่วนใหญ่อยู่ในห้องพักเพื่ออ่านหนังสือ และทำการทดลอง
    วิทยาศาสตร์ เอดิสันได้ทำงานอยู่ระยะหนึ่งเขาก็สามารถ
    เก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง เขานำเงินไปซื้อแท่นพิมพ์เล็ก ๆ
    เครื่องหนึ่ง เพื่อมาพิมพ์หนังสือพิมพ์ของเขาเอง
    ซึ่งเขาเป็นเจ้าของบรรณาธิการ นักเขียน และพนักงาน
    ขายหนังสือพิมพ์ด้วย หนังสือพิมพ์ของ


    เอดิสันมีชื่อว่า Grand Trank Herald ซึ่งขายดีมาก
    เอดิสันได้นำเงินกำไรส่วนหนึ่งซื้ออุปกรณ์ในการ
    ทดลองวิทยาศาสตร์ สารเคมี แร่ และหนังสือวิทยาศาสตร์
    แต่วันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อรถไฟเกิด
    กระชากอย่างแรงทำให้แท่งฟอสฟอรัส ตกกระแทกพื้น
    แล้วเกิดระเบิดอย่างแรง ทำให้ไฟไหม้ตู้รถไฟของเขา
    แต่โชคดีที่ดับไฟทันไม่ได้ลุกลามไปตู้อื่น แต่ถึงอย่างนั้นเขา
    ก็ถูกไล่ออกจากงาน และทำให้หูของเขาต้องพิการ


    วันหนึ่งเขาได้ช่วยชีวิตลูกชายของนายสถานีที่กำลัง
    วิ่งเล่นอยู่บนรางรถไฟ ในขณะที่รถไฟกำลังจะเข้าสถานี
    เอดิสันกระโดด ลงไปอุ้มเด็กน้อยคนนั้นขึ้นมาได้ทันเวลา
    ก่อนที่รถไฟจะทับเด็ก นายสถานีจึงสอนการส่งโทรเลข
    ให้กับเอดิสันเป็นการตอบแทน เมื่อเอดิสันมีความชำนาญ
    ในการส่งโทรเลขมากขึ้น ในปี ค.ศ.1862 เขาจึงเช่าที่ว่าง
    ในร้านขายยาบริเวณใกล้กับสถานีรถไฟ เปิดร้านรับจ้าง
    ส่งโทรเลขแต่กิจการไม่ค่อยดีนัก เพราะมีร้านรับจ้าง
    ส่งโทรเลขหลายร้าน ส่วนร้านของเขาเป็นร้านเล็ก ๆ
    ที่พึ่งเปิดกิจการ จากนั้นเอดิสันจึงหันมาทำกิจการ
    ขายเครื่องจักร โดยเช่าส่วนหนึ่งของร้านขายขอ
    งเปิดแผนกจำหน่ายเครื่องจักรขึ้น


    ในระหว่างที่เอดิสันทำกิจการจำหน่ายเครื่องจักร
    เขาได้ใช้เวลาว่างประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นหลายชิ้น
    เช่นเครื่องบันทึกคะแนนเสียงในรัฐสภา แต่เมื่อผลิตออก
    จำหน่ายกลับไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก เครื่องพิมพ์
    ราคาตลาดหุ้น และเครื่องโทรเลข 2 ทาง ซึ่งประสบความสำเร็จ
    ในการทดลองส่งเป็นอย่างดี เอดิสันได้นำผลงานชิ้นนี้
    ไปเสนอต่อบริษัทเวสเทิร์ส ยูเนียนเทเลกราฟ
    (Western Union Telegraph Company) แต่ได้รับการ
    ปฏิเสธ ดังนั้นเอดิสันจึงนำผลงานไปเสนอต่อบริษัท


    โทรเลขแอตแลนติก และแปซิฟิก (Atlantic and Pacific-
    Telegraph Company) ทางบริษัทยอมรับผลงานของเขา
    แต่เอดิสันโชคร้ายเมื่อเขาทำการทดลองส่งสัญญาณ
    จากนิวยอร์คถึงโรเชสเตอร์ ปรากฏว่าเกิดขัดข้อง
    ไม่สามารถส่งสัญญาณได้ ทำให้เมื่อเขากลับมา
    ที่เมืองบอสตันก็ต้องได้รับความลำบากเพราะไม่มีทั้งเงิน
    และงานก็ไม่มีทำ แต่เอดิสันก็ยังโชคดีอยู่บ้างเมื่อเขา
    พบกับวิศวกรไฟฟ้าผู้หนึ่ง ชื่อ แฟรงคลิน โปป (Franklin Pope)
    ได้ให้พักอาศัยอยู่ด้วย และฝากงานให้ทำในบริษัทแจ้งราคา
    ทอง ลอว์โกลด์ อินดิเคเตอร์ (Lawglod Indicator)
    ซึ่งโปปทำงานอยู่ เอดิสันได้เข้าทำงานในตำแหน่ง
    ช่างโทรเลขประจำบริษัท ด้วยความสามารถขอ
    งเอดิสันเขาสามารถซ่อมเครื่องส่งโทรเลขได้เป็นอย่างดี
    และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยของโปป และเมื่อ
    โปปลาออก เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งแทนโปป
    ต่อมาบริษัทได้รวมกิจการเข้ากับบริษัทเวสเทิร์น ยูเนียน-
    เทเลหราฟเอดิสันจึงลาออก หลังจากนั้นเขาได้เปิด
    บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกับโปป และหุ้นส่วน
    อีกคนหนึ่งชื่อว่า เจ.เอช.แอชลีย์ เอดิสันต้องทำงานหนัก
    อยู่เพียงลำพังต่างกับหุ้นส่วนที่คอยรับผลประโยชน์
    แต่เมื่อผลกำไรออกมาทุกคนต่างก็ได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน
    ทำให้เอดิสันรู้สึกไม่พอใจที่ถูกเอาเปรียบเช่นนี้


    ดังนั้นในปี ค.ศ.1871 เอดิสันจึงถอนหุ้นออกจากโรงงาน
    และเดินทางไปยังเมืองนิววาร์ด รัฐนิวเจอร์ซี (New Jersey)
    เพื่อเปิดบริษัทผลิตเครื่องใช้ต่าง ๆ บริษัทของเอดิสัน
    ประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการจำหน่ายเครื่องป้องกัน
    ความผิดพลาดของใบแจ้งราคาหุ้น ต่อมาในปี ค.ศ.1876
    เอดิสันได้ย้ายโรงงานไปที่เมืองเมนโล ปาร์ค (Menlo Park)
    รัฐนิวยอร์ค (New York) และในปีเดียวกันนี้
    อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell)
    สามารถประดิษฐ์โทรศัพท์ขึ้นเป็นผลสำเร็จ
    ส่งผลให้บริษัทโทรเลขประสบปัญหาขาดทุนอย่างรุนแร
    งดังนั้นบริษัทเวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ จึงได้ว่าจ้าง
    เอดิสันปรับปรุงโทรศัพท์ของเบลล์ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
    เอดิสันได้พยายามหาวัสดุชนิดอื่น เพื่อใช้แทนแผ่นเหล็ก
    ที่เบลล์ใช้ในโทรศัพท์ จนกระทั่งเอดิสันทดลองนำ
    คาร์บอนมาทาบริเวณแผ่นเหล็ก ปรากฏว่าได้ยินเสียชัดเจนขึ้น
    ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในเวลาไม่นานนัก
    ถึงแม้ว่าโทรศัพท์จะจำหน่ายได้ดีเพียงใด
    เอดิสันก็ได้รับค่าตอบแทนเพียง 100,000 ดอลลาร์เท่านั้น
    แต่ประโยชน์ที่เอดิสันได้รับนอกจากเงินก็คือ ระหว่าง
    ที่เขาปรับปรุงโทรศัพท์อยู่นั้น เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับ
    เรื่องหลายอย่าง และจากการปรับปรุงโทรศัพท์ครั้งนี้
    ทำให้เขาได้พบวิธีประดิษฐ์หีบเสียง ในปี ค.ศ.1877
    ซึ่งใช้หลักการเดียวกับโทรศัพท์ คือ เมื่อมีเสียงส่งผ่านเข้าไป
    จะทำให้โลหะที่อยู่ภายในสั่น ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดเสียง
    เมื่อผลงานชิ้นนี้ของเขาได้เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่า
    ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เอดิสันได้ปรับปรุง
    หีบเสียงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งประดิษฐ์
    ของเขาอีกชิ้นหนึ่ง ก็คือ เครื่องบันทึกเสียง


    เครื่องบันทึกเสียงของเขาประกอบไปด้วยกระบอกสูบ
    เป็นร่องที่เป็นลานเกลียวยาวอันหนึ่ง ซึ่งหมุนไปด้วยข้อเหวี่ยง
    ทั้งสองด้านของกระบอกสูบนี้เป็นท่อเล็ก ๆ พร้อมกับ
    มีแผ่นกะบัง และเข็มเขาได้ส่งแบบเครื่องบันทึกเสียง
    พร้อมกับคำแนะนำให้กับ จอห์น ครุยส์ (John Kruesi)
    หัวหน้าผู้ช่วยของโรงงาน เมื่อครุยส์นำเครื่องกลที่สร้าง
    เสร็จแล้วมาให้เอดิสัน แต่ครุยส์ก็ยังไม่เข้าใจว่าเครื่องกลนี้
    มีประโยชน์อย่างไร จนกระทั่งเอดิสันพูดใส่ลงไป
    ในกระบอกสูบว่า"Mary have a small sheep"และ
    หมุนเครื่องอีกครั้ง ก็มีเสียงดังออกมาว่า
    "Mary have a small sheep" สร้างความประหลาดใจ
    ให้กับคนงานในโรงงานเป็นอย่างมาก เครื่องบันทึกเสียง
    ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นที่เขาชื่นชอบมากที่สุด ต่อมาเขา
    ได้ปรับปรุงเครื่องบันทึกเสียงมาเป็นเครื่องบันทึกโทรเลข
    (Automatic Telegraph Repeater)


    เอดิสันได้นำผลงานทั้งสองชิ้นไปแสดงให้อัลเฟรด อีลีบัช
    (Alfred Dlybeah) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไซแอนติฟิคอเมริกัน
    (Scientific American Newspaper) เมื่ออีลีบัชไ
    ด้เห็นสิ่งประดิษฐ์ของเอดิสัน เขารู้สึกตื่นเต้นมาก
    และได้นำผลงานทั้ง 2 ชิ้น ของเอดิสันลงในหนังสือพิมพ์
    เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไปทำให้เอดิสันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก
    และได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก เอดิสันได้รับเชิญจาก
    บุคคลสำคัญหลายท่าน ให้นำผลงานของเขาไปแสดงให้ดู
    เช่น ลูเธอร์ฟอร์ด บีชาร์ด เฮส์ (Rutherford Birchard Hayes)
    ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา พระราชินีแห่งอังกฤษ
    กษัตริย์แห่งรัสเซีย รวมถึงประธานาธิบดีแห่งเยอรมนีด้วย


    เอดิสันยังคงค้นคว้าและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ต่อไป
    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดก็คือ หลอดไฟฟ้า
    ก่อนหน้านั้น เซอร์ฮัมฟรี เดวี่ (Sir Humphry Davy)
    ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยการนำลวดมา
    ต่อเข้ากับขั้วบวกและลบ ของแบตเตอรี่
    ขนาดใหญ่ เมื่อเอาปลายของลวดทั้งสองเข้ามาใกล้ ๆ กัน
    ปรากฏว่าเกิดประกายไฟกระโดดข้ามไปมา
    โดยประกายไฟกระโดด มีลักษณะโค้งเล็กน้อยอีก
    ทั้งมีแสงสว่างออกมาด้วย ต่อมาเขาได้ทำการทดลอง
    เช่นนี้ในสูญญากาศและผลจากการทดลองครั้งนี้
    เดวี่ได้นำไปประดิษฐ์หลอดไฟ โดยตั้งชื่อหลอดไฟฟ้า
    ชนิดนี้ว่า Arc Light แต่เส้นลวดไม่สามารถทนความร้อนได้สูง
    ทำให้การใช้งานของหลอดชนิดนี้มีอายุสั้น จากการทดลอง
    ของเดวี่ เอดิสันจึงได้พยายามค้นหาตัวนำที่สามารถทนความร้อน
    ได้สูง เอดิสันทดลองใช้วัสดุมากกว่า 10,000 ชนิด
    มาทำการทดลองใช้เป็นไส้ของหลอดไฟ และในปี ค.ศ.1879
    เอดิสันก็พบว่าเมื่อนำเส้นใยที่ทำด้วยฝ้ายมาทำด้าย
    จากนั้นนำมาเผาไฟจะได้ถ่านคาร์บอนที่ทนความร้อนได้สูง
    จากนั้นจึงนำมาบรรจุไว้ในหลอดสูญญากาศ
    หลอดไฟของเอดิสันสามารถจุดให้แสงสว่าง
    ได้นานถึง 45 ชั่วโมง หลอดไฟฟ้าชนิดนี้มีชื่อว่า
    Incandesent Electric Lamp แต่ถึงอย่างนั้นเอดิสัน
    ก็ยังต้องการหาวัสดุที่ดีกว่า เขาได้ส่งคนงานจำนวนหนึ่ง
    ออกไปเสาะหาวัสดุที่ดีกว่าฝ้ายและในที่สุดเขาก็พบว่า
    เส้นใยของไม้ไผ่ในประเทศญี่ปุ่นมีคุณภาพดีกว่า
    แต่ถึงกระนั้นหลอดไฟฟ้าของเอดิสันก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก
    เพราะราคาค่าไฟฟ้าในขณะนั้นแพงมาก


    เอดิสันจึงเดินทางกลับมานิวยอร์คอีกครั้งหนึ่ง
    และก่อตั้งบริษัทชื่อว่า Edison Electric Limit Company
    เพื่อสร้างเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า โดยการนำไดนาโม
    ของไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faradayปมาปรับปรุง
    ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เขาได้ตั้งชื่อเครื่องผลิต
    กระแสไฟฟ้าเครื่องนี้ว่า "Beauty Mary Ann"
    ตามชื่อของภรรยาของเขา จากนั้นเอดิสันได้วางสายไฟฟ้า
    ไปทั่วเมืองนิวยอร์ค ทำให้ทุกคนได้มีโอกาส
    ได้ใช้ไฟฟ้ากันอย่างทั่วถึง นับว่าเอดิสันเป็นผู้ที่
    บุกเบิกกิจการไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่าได้
    นอกจากนี้เขายังสร้างเครื่องวัดกระแสไฟฟ้า และสายดิน
    เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าอีกด้วย กิจการของ
    เอดิสันดำเนินไปได้ด้วยดีทั้งการจำหน่ายหลอดไฟฟ้า
    และจำหน่ายกระแสไฟฟ้า


    ต่อมาในปี ค.ศ.1889 เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือเกี่ยวกับ
    การถ่ายภาพขึ้น โดยใช้หลักการเดียวกับเครื่องบันทึกเสียง
    ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการถ่ายภาพเคลื่อนไหว
    หรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่ในขั้นแรกภาพที่ถ่ายยังไม่สามารถ
    เคลื่อนไหวได้ ต่อมาในปี ค.ศ.1912 เขาได้ปรับปรุงและ
    ทำให้ภาพเคลื่อนไหวได้ นอกจากกล้องถ่ายภาพยนตร์
    แล้วเขายังสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์ ขึ้นด้วย
    ต่อจากนั้นเอดิสันได้สร้างภาพยนตร์ที่พูดได้ครั้งแรกของโลกขึ้น
    โดยใช้เครื่องบันทึกเสียงเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการฉาย
    ภาพยนตร์ เขาได้ว่าจ้างนักแสดงจากบรอดเวย์ (Broadway)
    มาแสดงในภาพยนตร์ของเขา ภาพยนตร์เครื่องแรกของเอดิสัน
    ชื่อว่า Synchronized Movie ผลงานของเอดิสันยังมีอีกหลายชิ้น
    ได้แก่ เครื่องเล่นจานเสียง เครื่องขยายเสียง (Amplifier)
    เครื่องอัดสำเนา (Duplicating Machine) และแบตเตอรี่
    ที่ทำจากนิกเกิลและเหล็ก เป็นต้น เอดิสันได้ทุ่มเทเวลา
    ส่วนใหญ่ให้กับการประดิษฐ์คิดค้น เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ
    อยู่เสมอ การที่เขาทำงานอย่างหนักและพักผ่อนเพียง
    วันละ 3-4 ชั่วโมง เท่านั้น ทำให้เอดิสันได้ล้มป่วย
    ลงด้วยโรค กระเพาะ เบาหวาน และปัสสาวะเป็นพิษ
    แต่เมื่ออาการทุเลาลง แทนที่เขาจะหยุดพักผ่อนกลับไป
    ทำงานอย่างหนักอีก ทำให้อาการป่วยกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
    และเป็นสาเหตุทำให้เขาเสียชีวิตในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931
    จากนั้นรัฐบาลได้สร้างหลอดไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    ไว้บนยอดเสาสูง 13 ฟุต 8 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 ฟุต 2 นิ้ว
    หนัก 3 ตัน มีหลอดไฟบรรจุอยู่ภายในถึง 12 ดวง
    ซึ่งมีกำลังไฟฟ้ารวมกันถึง 5,200 วัตต์ หลอดไฟฟ้าอันนี้
    สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1934 เพื่อระลึกถึงคุณประโยชน์ที่
    เขาได้สร้างเอาไว้

  2. #2
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ COLLETTE
    วันที่สมัคร
    May 2009
    กระทู้
    119
    ยอดคนคัก เน๊าะเจ๊า แพงเมียอีกต่างหากลาว ขอบคุณจ้า


Tags for this Thread