กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

กลอนธรรมะ อ.พุทธทาส อินฺทปัญโญ ตามคำขอของลุงแด็กส์ 1

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ บ่าวเม้า
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    782

    กลอนธรรมะ อ.พุทธทาส อินฺทปัญโญ ตามคำขอของลุงแด็กส์ 1


    มองแต่แง่ดีเถิด

    เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
    จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
    เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
    ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
    จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
    อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
    เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
    ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

    มอง-มอง-มอง

    มองอะไร มองให้เห็น เป็นครูสอน
    มองไม้ขอน หรือมองคน มองค้นหา
    มองเห็นความ เสมอกัน มีปัญญา
    มองเห็นว่า ล้วนมีพิษ: อนิจจัง
    มองทุกข์สุข ก็จงจ้อง มองให้ดี
    มองว่าเป็น อย่างที่ คนเราหวัง
    มองว่าเป็น ตามปัจจัย ให้ระวัง
    มองจริงจัง ก็จักเห็น เป็นธรรมดา
    มองโดยนัย ที่มันสอน จะถอนโศก
    มองเยกโยก มันไม่สอน ร้อนเป็นบ้า
    มองไม่เป็น โทษผีสาง นางไม้มา
    มองถูกท่า ไม่คว้าทุกข์: มองถูกจริง!

    มองถูก ทุกข์คลาย

    มองอะไร ให้เห็น เป็นครูสอน
    มองไม้ขอน หรือมองคน ถ้าค้นหา
    มีสิ่งสอน เสมอกัน มีปัญญา
    จะพบว่า ล้วนมีพิษ อนิจจัง
    จะมองทุกข์ หรือมองสุข มองให้ดี
    ว่าจะเป็น อย่างที่ เรานึกหวัง
    หรือเป็นไป ตามปัจจัย ให้ระวัง
    อย่าคลุ้มคลั่ง จะมองเห็น เป็นธรรมดา
    มองโดยนัย ให้มันสอน จะถอนโศก
    มองเยกโยก มันไม่สอน นอนเป็นบ้า
    มองไม่เป็น จะโทษใคร ที่ไหนมา
    มองถูกท่า ทุกข์ก็คลาย สลายเอง ฯ

    เมื่อมองดินเห็นฟ้า

    เมื่อมองดิน เห็นฟ้า นิจจาเอ๋ย
    มองเห็นฟ้า ดินใหญ่ กระไรเลย
    ฉันจะเอ่ย ฟังดูหนา บ้าหรือดี?
    คือมองโลก เห็นว่าง จากอัตตา
    ว่างจากอัต- ตนียา อย่างเต็มที่
    มันว่างจริง ยิ่งกว่าฟ้า เพราะว่ามี
    สิ่งหนึ่งที่ เรียกมหา- สุญญตา
    ครั้นมองดู โลกว่าง อย่างแท้จริง
    ก็เห็นสิ่ง ที่เรียก ว่ามหา-
    อมฤต นคร ซ้อนอยู่นา
    นี้เรียกว่า มองฟ้า แล้วปะดิน
    คิดดูเถิด บ้าหรือดี มีให้ดู
    ถ้าไม่เห็น อย่าเพ่อจู่ มาติฉิน
    ถ้าจะมั่ว อยู่ที่เห็น ดินเป็นดิน
    ก็ดูดกิน มันไป เป็นไส้เดือน ฯ

    มองฟ้าปะดิน

    แรกมองฟ้า ก็เห็นว่าง อย่างเขาว่า
    ไม่เห็นพวก เทวดา คลาสวรรค์
    ยิ่งมองไป ยิ่งว่างมา สารพัน
    จิตใจมั่น ยิ่งเห็นว่าง อย่างสุดใจ
    กลับได้เห็น สาระหนึ่ง ซึ่งความว่าง
    มอบให้อย่าง แก่นสาร ปานดินใหม่
    เป็นแผ่นดิน เย็นและหยุด กว่าจุดใด
    ทรงคุณใหญ่ เรียก "อมตะ มหานคร"
    เป็นที่ตั้ง เย็นสนิท แห่งจิตว่าง
    กิเลสร้าง ทุกข์หาย ไร้โศกศร
    เป็นแดนดิน ที่คงมั่น นิรันดร
    นี่แลตอน ที่มองฟ้า แล้วปะดิน ฯ

    จะดูโลกแง่ไหนดี?

    จงดูเถิด โลกนี้ มีหลายแง่
    ดูให้แน่ น่าสรวล เป็นชวนหัว
    หรือชวนเศร้า โศกสลด ถึงหดตัว
    ดูให้ทั่ว ถ้วนความ ตามแสดง
    จะดูมัน แง่ไหน ตามใจเถิด
    แต่ให้เกิด ปัญญา มาเป็นแสง
    ส่องทางเดิน ชีวา ราคาแพง
    อย่าให้แพลง พลาดพลั้ง ระวังเอย ฯ

    ตาบอด-ตาดี

    หมู่นกจ้อง มองเท่าไร ไม่เห็นฟ้า
    ถึงฝูงปลา ก็ไม่เห็น น้ำเย็นใส
    ไส้เดือนมอง ไม่เห็นดิน ที่กินไป
    หนอนก็ไม่ มองเห็นคูก ที่ดูดกิน;
    คนทั่วไป ก็ไม่ มองเห็นโลก
    ต้องทุกข์โศก หงุดหงิด อยู่นิจสิน
    ส่วนชาวพุทธ ประยุกต์ธรรม ตามระบิล
    เห็นหมดสิ้น ทุกสิ่ง ตามจริงเอย ฯ

    โลกเปรียบศาลาให้อาศัย

    โลกนี้เปรียบ ศาลา ให้อาศัย
    ประเดี๋ยวใจ ผ่อนพัก แล้วจักผัน
    ทางที่ดี เมื่อพราก ไปจากมัน
    ควรสร้างสรร ส่งเสริม เพิ่มคะแนน
    เมื่อเราได้ เกิดมา ในอาโลก
    ได้พ้นโศก พ้นภัย สบายแสน
    จึงควรสร้าง สิ่งชอบ ไว้ตอบแทน
    ให้เป็นแดน ดื่มสุข ขึ้นทุกกาล
    คุณความดี ของท่าน กาลก่อนก่อน
    ที่ท่านสอน ไว้ประจักษ์ เป็นหลักฐาน
    เราเกิดมา อาศัย ได้สำราญ
    ควรหรือผ่าน พ้นไป ไม่คำนึง ฯ

    โลกนี้คืออะไรแน่?

    โลกนี้คือ ถ้ำมืด ไม่เห็นแสง
    ไม่มีความ แจ่มแจ้ง ไม่เฉลียว
    คิด-พูด-ทำ โมหา ไปท่าเดียว
    ลองคิดเที่ยว โลกสว่าง ข้างหน้ากัน!
    โลกนี้คือ ร่มไม้ ได้อาศัย
    บัดเดี๋ยวใจ พักร้อน แล้วผ่อนผัน
    ออกไปสู่ โลกอื่น อีกหมื่นพัน
    ไยยึดมั่น หมายมี โลกนี้นาน!

    โลกนี้คือทางผ่านและบทเรียน

    โลกนี้เหมือน ทางผ่าน ที่รกเลี้ยว
    เพื่อทนสู้ อดเปรี้ยว ไปกินหวาน
    พ้นโลกนี้ มียิ่ง กว่าอ้อยตาล
    เมื่อพบพาน "อมฤ-ตโลกา!"
    โลกนี้เพียง บทเรียน ให้เพียรอ่าน
    หมั่นวิจารณ์ ตื้นลึก รีบศึกษา
    ให้รอบรู้ แจ่มจน พ้นมายา
    แล้วโลกมา เป็นบ่าว เราร่ำไป!

    โลกคือเครื่องลองและโรงละคร

    โลกนี้คือ เครื่องลอง ของมารร้าย
    ไว้สอบไล่ ว่าใคร ยังหลงใหล
    ว่าใครบ้า ใครเขลา เฝ้าจมใน
    หล่มโลกใหญ่ ติดตัง ทั้งชั่วดี!
    โลกนี้ ที่แท้คือ โรงละคร
    ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี
    ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี
    ตามท่วงที อวิชชา ลากพาไป!

    โลกเปรียบมหาสมุทรและกรงไก่

    โลกนี้เปรียบ ปานว่า มหาสมุทร
    ปลามนุษย์ ผุดว่าย อยู่ไหวไหว
    เพราะตัณหา หมื่นวิถี เข้าจี้ใจ
    วิ่งขวักไขว่ เหยื่อดี มีไม่พอ!
    โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้
    จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ
    จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ
    เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว!

    โลกนี้คืออะไรแน่?

    โลกเรานี้ ที่แท้ คือโรงละคร
    ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี
    ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี
    ตามท่วงที อวิชชา จะลากคอ
    โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้
    จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ
    จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ
    เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว เอยฯ

    โลกกลียุค

    โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค
    ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย
    จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย
    เพราะเห็นกง -จักรร้าย เป็นดอกบัว
    กิเลสไส -หัวส่ง ลงปลักกิเลส
    มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว
    สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว
    เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ
    มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น
    สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ
    เกียรติ กาม กิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน
    แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ฯ

    โลกนี้น่าขำ

    โลกนี้มี แต่คนบ้า ไม่น่าอยู่
    จงมองดู ให้ดีดี มีข้อขำ
    คือตัวกู ที่เกิดอยู่ เป็นประจำ
    จงกระทำ อย่าให้เกิด ประเสริฐแล
    อย่าปล่อยให้ อารมณ์ใด เข้ามาปรุง
    เป็นจิตยุ่ง วุ่นวาย หลายกระแส
    ว่างตัวกู จิตก็อยู่ เหนือโลกแท้
    ว่างกูแน่ ก็หยุดบ้า น่าขำเอย ฯ

    โลกนี้พัฒนา

    โลกฮึดฮัด พัฒนา บูชาโป๊
    เพราะเผลอโง่ ทีละนิด คิดไม่เห็น
    ไม่มีใคร ตำหนิใคร เพราะใจเป็น
    ในเชิงเช่น เดียวกัน ไม่ทันรู้
    รัฐบาลไหน ในโลก สับโขกมัน
    ดูจะชอบ เหมือนกัน ทำไก๋อยู่
    พวกนักบวช แอบหา ภาพมาดู
    คุณครูรู้ พรางศิลปโป๊ โย้ได้ไกล
    ความก้าวหน้า ทางเนื้อหนัง อย่างนี้เอง
    ครั้นพัฒนา จบเพลง ไม่ไปไหน
    บูชาโป๊ ถึงทูนหัว มั่วกันไป
    โลกยุคใหม่ ต้องไม่โง่ หยุดโป๊ที ฯ

    เมื่อกิเลสยึดครองโลก

    เมื่อกิเลส ไหลนอง ยึดครองโลก
    มันสุดแสน โสโครก ที่โกรกไหล
    เมื่อกระแส ไฟตัณหา ไหม้พาไป
    ทิ้งซากไว้ ระเกะระกะ อนิจจัง
    กลับยกย่อง ว่านั้นสิ่ง ศิวิไลซ์
    ยั่วความใคร่ เพิ่มเหยื่อ แก่เนื้อหนัง
    เป็นเครื่องล่อ กามา บ้าติดตัง
    ทั่วโลกคลั่ง ก็ยิ่งคล้าย อบายภพ
    ทั้งแก่เฒ่า สาวหนุ่ม ล้วนจนกาม
    เกลียดศีลธรรม เห็นเป็นหนาม ระคายขบ
    อาชญากรรม ลุกลาม สงครามครบ
    ร้อนตลบ โลกกิเลส สังเวชจริง ฯ

    โลกพัฒนา

    โลกพัฒนา ที่เรียกว่า Developed
    ดูจะเพื่อ จุดจบ เสียมากกว่า
    หรืออย่างน้อย ให้จบเร็ว กว่าธรรมดา
    นึกแล้วพา อนาถใจ ใคร่ท้วงติง
    เร่งพัฒนา เหมือนเร่งฆ่า ให้ตัวตาย
    ทรัพย์ธรรมชาติ วอดวาย คล้ายกับวิ่ง
    ผลได้มา เฟ้อกว่า ความเป็นจริง
    จนยุ่งขิง กันไปหมด อดเยือกเย็น
    โลกพัฒนา วัตถุเหลือ เหนือคุณธรรม
    ไม่อิ่มหนำ ไม่คิดเปลื้อง พวกเรื่องเหม็น
    เรื่องอวกาศ เรื่องอาละวาด เกินจำเป็น
    ยิ่งโลดเต้น ยิ่งสุมโศก โลกพัฒนา ฯ

    โลกรอดเพราะกตัญญู

    อันบุคคล กตัญญู รู้คุณโลก
    อุปโภค บริโภค มิให้หลาย
    ข้าวหรือเกลือ ผักหรือหญ้า ปลาหรือไม้ ฯลฯ
    รู้จักใช้ อย่าทำลาย ให้หายไป;
    อนึ่งคน ต่อคน ทุกคนนี้
    ล้วนแต่มี คุณต่อกัน นั้นเป็นไฉน
    มองให้ดี ดูให้เห็น เช่นนั้นไซร้
    โลกรอดได้ เพราะกตัญญู รู้คุณกัน;
    ประเทศชาติ ศาสนา มหากษัตริย์
    รวมเป็นอัต-ตภาพไทย ใหญ่มหันต์
    รอดมาได้ เพราะรักใคร่ อย่างผูกพันธ์
    เพราะกตัญ- ญูมี ที่ใจเอย ฯ

    ทรงเปิดโลก

    ครั้นตรัสรู้ ลุถึง ความสำเร็จ
    ทุกทุกลัทธิ ขามเข็ด กษัตริย์สนอง
    โปรดทวยเทพ ในเทวโลก เสร็จดั่งปอง
    เสด็จล่อง ลงมา ประชาชน
    จึ่งเทวดา มานุษย์ และอบาย
    เห็นธรรมถึง กันได้ ทุกแห่งหน
    ทั้งเหนือ-ใต้ ตก-ออก หรือล่าง-บน
    กำแพงคน คือวรรณะ พังทลาย
    จนโลกุตตร์ โลกิยา จ่อหน้ากัน
    เหลือแต่ชั้น พวกเรา ที่เขลาหลาย
    จงเปิดโง่ ออกรับ ระงับอาย
    โลกิยะ จะได้กลาย เป็นโลกุตตรา ฯ

    โลกอนิจจัง

    ตามธรรมดา ถ้าไม่มี ความเปลี่ยนแปลง
    มาบังแฝง คนจะเบื่อ จนเหลือที่
    จะเป็นคน ทนอยู่ ในโลกนี้
    หนักเข้ามี แต่อยาก จะดับไป
    ดับจากโลก เพราะโลก มันน่าชัง
    แต่ใครบ้าง รู้สึก เช่นนี้ได้
    เพราะโลกมี อนิจจัง บังเอาไว้
    คนเราใช้ อนิจจัง ขังตัวเอง ฯ


  2. #2

    Re: กลอนธรรมะ อ.พุทธทาส อินฺทปัญโญ ตามคำขอของลุงแด็กส์ 1

    บ่แม่น เผิ่นเป็นเจ้าอาวาสเก่าบ้อพี่น้อง


Tags for this Thread