กำลังแสดงผล 1 ถึง 9 จากทั้งหมด 9

ปอยส่างลอง

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    สว่างใจ ปอยส่างลอง


    ปอยส่างลอง


    ปอยส่างลอง




    ปอยส่างลอง เป็นภาษาถิ่นของชาวไทยใหญ่ หรือ ชาวไตหลวง ‘ปอย’ หมายถึง การจัดงาน ‘ส่าง’ หรือ เจ้าส่าง หมายถึง สามเณร และ ‘ลอง’ หมายถึง หน่อกษัตริย์

    ประเพณีปอยส่างลอง หรือ ประเพณีบรรพชาสามเณรตามแบบไทยใหญ่ เป็นงานสำคัญและยิ่งใหญ่ของชาวแม่ฮ่องสอน (ไทยใหญ่) ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ถือกันว่าการที่กุลบุตรของตนเองได้อุทิศตนบรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนาและได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะได้กุศลอันยิ่งใหญ่

    ในความเชื่อของชาวไทยใหญ่นอกเหนือจากบิดา-มารดานำบุตรของตนเองบวชส่างลองด้วยแรงศรัทธาในบวรพุทธศาสนาแล้ว สำหรับผู้ที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรแต่ประสงค์จะเป็นเจ้าภาพบวชหรือรับเป็นภาระอุปถัมภ์บุตรผู้อื่น ที่เรียกกันว่า “พ่อข่าม แม่ข่าม” ชาวไทยใหญ่ก็เชื่อว่าจะได้กุศลอันยิ่งใหญ่เช่นกัน



    ขอบคุณภาพประกอบ



  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    สว่างใจ ปอยส่างลอง๒

    ปอยส่างลอง๒


    ปอยส่างลอง๒


    เมื่อเด็กมีอายุ 15 ขวบ จะบวชเป็นสามเณร (ปัจจุบันเด็กอายุ 8 – 12 ขวบก็เตรียมบวชแล้ว) หากเป็นสมัยก่อนถ้าเด็กอายุเต็มบวช จะต้องไปอยู่วัดกับพระครูซึ่งเป็นเจ้าอาวาส 1 พรรษา ก่อนบวชเพื่อเรียนธรรมคำบวช และฝึกฝนการบวชให้พร้อมก่อนถึงเวลาบวชจริง การจัดงานจะเริ่มในฤดูร้อน ตั้งแต่เดือน 4 ถึง เดือน 7 ของทุกปี มี 3 วัน


    ส่วนการเตรียมงานบวชแบ่งออกสามประการ ข้อแรก ถ้าพ่อแม่ของเด็กผู้มีข้าวของเงินทองเพียงพอ สามารถทำการบวชด้วยตนเองได้ และรวบรวมญาติพี่น้องของตนจัดกันเอง ข้อสอง ถ้าพ่อแม่ของเด็ก ไม่มีความสามารถทำการบวช เด็กของตนได้ด้วยตนเอง จะต้องหาผู้อื่นที่มีข้าวของเงินทองมารับบวชให้ โดยจะต้องหาเครื่องบวชเอง และบริวารให้ครบถ้วน ข้อสาม ถ้าไม่มีใครบวชให้จะต้องตั้งคณะกรรมการ ตั้งเจ้าภาพใหญ่ไว้คนหนึ่ง แล้วเฉลี่ยกันออกเท่ากัน แล้วตกลงกันว่าจะเตรียมบวชกี่องค์ พร้อมกำหนดวันเวลา เดือนปีที่จะจัด ในขณะจัดหากขาดตกบกพร่อง ต้องช่วยกันซ่อมเฉลี่ย ให้จ่ายจนเสร็จสิ้นงาน





  3. #3
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    สว่างใจ ปอยส่างลอง๓

    ปอยส่างลอง


    ปอยส่างลอง๓



    ก่อนที่จะถึงวันประเพณีปอยส่างลองหนึ่งวัน เด็กชายผู้ชายทุกคนที่เข้าร่วมประเพณีนี้จะต้องปลงผมและอาบน้ำให้สะอาดที่สุด และเจิมด้วยน้ำหอมเพื่อให้มีกลิ่นหอม แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าเครื่องประดับต่างๆอย่างอลังการ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใส่เครื่องประดับที่เป็นของจริงโดยมากจะเป็นเพชร พลอย และทองที่ทำขึ้นมาเหมือนจริงเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะกลัวของมีค่าสูญหายระหว่างการแห่ส่างลอง แต่ก็มีบางคนที่มีฐานะให้ลูกหลานใส่ของจริงก็มี นอกจากนั้นก็ยังมีการแต่งหน้าแต่งตาด้วยสีสันที่จัดจ้านให้ส่างลอง(ลูกแก้ว) ดูสวยงามมีสง่าราศีเหนือคนทั่วไป



    วันแรก


    เรียกว่าวันรับส่างลอง หรือ"วันเอาส่างลอง" ในตอนเช้าเจ้าภาพส่างลอง นำบรรดาเด็กชายไปวัดเพื่อแต่งชุดส่างลองคล้ายเจ้าชายไทยใหญ่ ด้วยการสวมโจงกระเบนสีสด ปล่อยชายด้านหลังยาวจับกลีบ คาดด้วยเข็มขัดนาคหรือเงิน สามเสื้อแขนกระบอกชายโค้งงอน เสื้อปักฉลุลวดลายดอกไม้สีต่างๆ ที่สวยงามอีกอย่างหนึ่งคือส่วนศีรษะใช้ผ้าแพรโพก เกล้ามวยเสียบแซมด้วยดอกไม้ เช่นดอกเอื้องคำ หรือดอกไม้อื่นๆ การแต่งหน้าส่างลองด้วยการเขียนคิ้ว ทาปากสีแดง แต่งตัวเสร็จส่างลองจะสวมถุงเท้าสีขาว อย่างสวยงามเปรียบเหมือนกับเทวดาตัวน้อยๆ แห่ไปรอบๆเมือง



    ปอยส่างลอง๓



    ซึ่งในขบวนแห่ก็จะประกอบไปด้วยเสียงดนตรีอันแสดงถึงความสนุกสนานรื่นเริงจากเครื่องดนตรีของไทใหญ่ ได้แก่ มองเซิง (ฆ้องชุด) ฉาบ และกลองมองเซิง (กลองสองหน้า)
    ในอดีตนั้นการแห่ลูกแก้วไปรอบๆเมืองจะให้ลูกแก้วขี่ม้าแต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนไปเพราะม้านั้นไม่ได้หากันง่ายๆเหมือนดังเช่นสมัยก่อน ในสมัยปัจจุบันก็จึงแห่ลูกแก้วโดยการให้นั่งเก้าอี้แล้วนำไปใส่หลังรถยนต์แห่ไปรอบเมืองแทน ในขบวนแห่ลูกแก้ว ลูกแก้วแต่ละคนก็จะมีผู้ติดตามซึ่งก็อาจเป็นพ่อ หรือญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชาย เพราะลูกแก้วนั่นเขาเปรียบเสมือนเป็นเทวดา ต้องใส่ถุงเท้าสีขาวตลอดทั้ง 3วันที่จัดงาน และห้ามไม่ให้ลูกแก้วได้เหยียบพื้น ดังนั้นเวลาจะไปที่ใดก็ต้องมีคนคอยแบก(ม้าขี่) หรือนำขี่คอไปยังที่ต่างๆ และก็ต้องมีอีกคนหนึ่งทำหน้าที่กางร่มที่มียอดสูงประดับทองกันแดดให้ไม่ให้ลูกแก้วต้องโดนแดดเผา นอกจากนี้ยังมีคนที่ต้องดูแลเพชรพลอยของมีค่าต่าง ๆ ที่ลูกแก้วสวมใส่อยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการตกหล่นหรือโดนลักขโมย


    จากนั้นเมื่อขบวนแห่รอบเมืองเสร็จสิ้น ก็จะเป็นขบวนแห่ลูกแก้วเหล่านั้นไปเยี่ยมญาติ ๆที่บ้าน หรือบางทีอาจเป็นผู้สูงอายุ ผู้อาวุโส และบุคคลสำคัญๆในชุมชน เพื่อไปทำแสดงความเคารพนับถือ และรับศีลรับพร จากนั้นญาติ ๆ และผู้สูงอายุก็จะใช้ด้ายสีขาวผูกข้อมือให้ลูกแก้วทุกคนเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายต่าง ๆ และบางทีก็จะให้ของกำนัลแก่ลูกแก้วบางคนอาจให้เป็นเงิน บางคนให้ขนม เป็นต้น




  4. #4
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    สว่างใจ ปอยส่างลอง ๔

    ปอยส่างลอง ๔


    ปอยส่างลอง ๔




    วันที่สอง หรือ "วันรับแขก" ก็จะมีขบวนแห่คล้ายๆกันกับวันแรก เรียกว่าวันแห่ครัวหลู่ หรือวันแห่เครื่องไทยทาน มีการแห่ส่างลองกับขบวนเครื่องไทยทาน ไปตามถนนสายต่าง ๆ มีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมขบวนมากมายเพื่อช่วยกันแบก หามอัฐบริขาร เครื่องไทยธรรมทั้งเล็กและใหญ่ ขบวนแห่ประกอบด้วย ดนตรีประโคม และ ขบวนส่างลอง โดยให้ส่างลองขี่คอพี่เลี้ยง หรือ "ตะแปส่างลอง" มีกลดทอง หรือ “ทีคำ” แบบพม่ากั้นแดด ตอนเย็นมีการแสดงและมหรสพสมโภชตามประเพณีไทยใหญ่ ขบวนแห่ส่างลองซึ่งมีขึ้นในช่วงเช้าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก เนื่องจากขบวนแห่ส่างลองมีความสวยงามและครึกครื้นเป็นอย่างยิ่งในช่วงเย็น หลังจากที่ลูกแก้วรับประทานอาหารแล้วเสร็จ ก็จะมีพิธีทำขวัญและการสวดคำขวัญ เพื่อเตรียมตัวให้ลูกแก้วซึ่งจะเข้ารับการบรรพชาในวันรุ่งขึ้น ส่วนตอนกลางคืนมีงานมหรสพสมโภชตามประเพณีไทยใหญ่ที่วัดด้วย





  5. #5
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    สว่างใจ ปอยส่างลอง ๕

    ปอยส่างลอง ๕


    ปอยส่างลอง ๕



    วันที่สาม เรียกว่าวันข่ามส่าง หรือวันหลู่ เป็นวันบรรพชาสามเณรและถวายเครื่องไทยทานแก่พระภิกษุสงฆ์ พิธีของวันนี้จะเริ่มด้วยการนำลูกแก้วไปยังวัด พอถึงวัด ลูกแก้วทั้งหมดก็จะกล่าวขออนุญาตเพื่อทำการบรรพชาจากพระผู้ใหญ่ เมื่อท่านได้อนุญาต ลูกแก้วก็จะพร้อมกันกล่าวคำปฏิญาณตน และอาราธนาศีล แล้วจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดเสื้อผ้าส่างลองที่สวยงามมาเป็นผ้ากาสาวพัตร์สีเหลือง และเป็นก็สามเณรอย่างสมบูรณ์ โดยอาจจะอยู่หลายเดือนเพราะว่าเป็นช่วงปิดเทอมหรืออยู่ 2-3 อาทิตย์ก็ได้





  6. #6
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    สว่างใจ ตำนานปอยส่างลอง

    ประวัติความเป็นมาของประเพณีปอยส่างลองมีกล่าวกันไว้หลากหลายตำนานแตกต่างกันไปตามพื้นที่ ซึ่งก็ปรากฏตำนานต่างๆกันดังนี้


    ตำนานปอยส่างลอง




    ตำนานแรก


    เมื่อครั้งพุทธกาลนั้นพระพุทธเจ้าได้ขึ้นไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อจะเสด็จกลับลงมาเมืองมนุษย์ก็มีเทพสี่ตนเป็นเทวดา 2 ตน นางฟ้า 2 ตนลงตามมาด้วย เพราะอยากเห็นบ้านเมืองมนุษย์มากเนื่องจากว่าคิดว่าบ้านเมืองมนุษย์นั้นต้องสนุกสนานมากเพราะจะมีงานต้อนรับพระมารดาของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเทพทั้งสี่จึงได้แต่งกายสวยงามสวมชฎามงกุฎ ฟ้อนรำร่วมกันกับมนุษย์ เพราะฉะนั้นถ้ามีงานปอยส่างลองจึงให้ส่างลองแต่งกายอย่างสวยงาม มีการนำชฎามาสวมใส่ให้แก่ผู้บวชอย่างสวยงามตามที่ตำนานได้กล่าวมาดังข้างต้น


    ตำนานที่สอง


    ตำนานนี้นั้นกล่าวไว้ว่า การเป็นส่างลองนั้นเป็นการเลียนแบบประวัติของพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะครองกรุงกบิลพัสดุ์ก่อนจะออกผนวช การกระทำทุกอย่างในช่วงเวลาการเป็นส่างลองจะปฏิบัติเสมือนการปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์นั่นเอง




  7. #7
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    สว่างใจ ตำนานปอยส่างลอง

    ตำนานปอยส่างลอง


    ตำนานปอยส่างลอง


    ตำนานที่สาม


    ประวัติความเป็นมาของหนังสือไทยใหญ่ที่เขียนโดยเจ้าหน่อคำ และนายบุญศรี นุชจิโนได้แปลไว้ กล่าวว่า เมื่อครั้งพุทธกาลในกรุงราชคฤห์ มีกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าพิมพิศาล ได้สร้างพระวิหารถวายพระพุทธเจ้าและปาวารณาตัวเป็ยทายกของพระพุทธเจ้าตลอดชีวิต พระเจ้าพิมพิศาล มีโอรสพระองค์หนึ่ง นามว่าอาชาตศัตรู วันหนึ่งเจ้าชายอาชาตศัตรูได้เสด็จมายังลานพระวิหารที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ได้พบกับพระเทวทัต พระเทวทัตจึงได้อัญเชิญเสด็จขึ้นไปบนกุฏิพร้อมทั้งยกย่องว่าเป็นผู้มีบุคลิกเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองโดยเร็ว พร้อมกับยุแหย่ว่าพระเจ้าพิมพิศาลนั้นแก่ชราแล้ว ไม่ควรเป็นกษัตริย์อีกต่อไป เพราะไม่สามารถนำทัพไปสู้รบกับใครได้ อาจสูญเสียแผ่นดินให้กับเมืองอื่น จึงแนะนำให้ฆ่าเสีย เจ้าชายอาชาตศัตรูเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เกิดความขุ่นเคืองไม่พอพระทัย จึงตำหนิว่าใครจะฆ่าบิดาของตัวเองได้ลงคอแล้วรีบกลับไป ฝ่ายพระเจ้าเทวทัตไม่ลดละความพยายาม ได้หาโอกาสมาพบกับเจ้าชายอาชาตศัตรูอีกครั้ง พร้อมทั้งทูลกระซิบว่าให้พระองค์จับ พระบิดาขังไว้ไม่ให้เสวยอาหาร 7 วัน ก็จะสิ้นพระชนม์ไปเอง ซึ่งเราก็จะฆ่าพระพุทธเจ้าโดยงัดก้อนหินขนาดใหญ่ให้กลิ้งลงมาทับ แล้วเราก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้าส่วนพระองค์ก็จะได้เป็นกษัตริย์และเป็นทายกเรา จากนั้นเราทั้งสองจะได้ช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นต่อไป เจ้าชายอาชาตศัตรูเมื่อได้ฟังดังนั้นก็หลงเชื่อและสั่งให้ทหารนำบิดาไปขังไว้และไม่ให้ผู้ใดนำอาหารไปให้เสวย ฝ่ายพระมเหสีด้วยความรักและความสงสาร ในพระสวามี จึงได้ทำขนมใส่เกล้าผม บางครั้งใส่รองเท้า และทาตามตัวเข้าไปเยี่ยมและให้เสวย จนครบ 7 วันพระเจ้าพิมพิศาลยังไม่สิ้นพระชนม์ แต่สามารถนั่งนอนและเดินออกกำลังกายได้ ในที่สุดเจ้าชายอาชาตศัตรู ได้สั่งให้ทหารเฉือนเนื้อฝ่าเท้าของพระบิดาแล้วเอาน้ำเกลือทา ไม่ให้เดินไปมาได้ ในขณะเดียวกันเจ้าชายอาชาตศัตรูได้พาพระโอรสไปเยี่ยมพระมารดา และทรงตรัสว่าลูกชายคนนี้ข้ารักมาก แต่ตัวข้าเมื่อยังเล็ก พระบิดาจะรักเหมือนข้าหรือเปล่าไม่ทราบ พระมารดาจึงตรัสว่าเจ้ารักลูกเจ้ามากนั้นไม่จริง เพราะของเล่นต่างๆที่มีค่ามหาศาลที่ลูกเจ้าเล่นอยู่ขณะนี้ ล้วนเป็นของที่พ่อเจ้าซื้อให้ทั้งสิ้น เจ้าไม่ได้ซื้อหามาให้ลูกเจ้าแม้แต่ชิ้นเดียว เจ้าชายอาชาตศัตรูเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงสำนึกผิดและรีบเสด็จไปยังที่คุมขังเพื่อนำพระบิดาออกมารักษาพยาบาล แต่พบว่าพระบิดาได้สิ้นพระชนม์ไปเสียแล้ว จึงรู้สึกเสียใจมากและรีบเสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับเล่าเรื่องให้ฟังโดยตลอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเพราะคบคนผิดจึงได้ทำบาปมหันต์เช่นนี้ แต่เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา ให้นำพระโอรสมาถวายเป็นทานในพระพุทธศาสนา โดยให้เขาสมัครใจ เมื่อทราบดังนั้น เจ้าชายอาชาตศัตรูจึงได้นำพระโอรสพร้อมด้วยพระสหายอีก 500 คน ที่มีความสมัครใจ และบิดามารดาอนุญาตแล้วไปถวาย โดยเริ่มแรกให้อาบน้ำขมิ้นส้มป่อย น้ำอบน้ำหอมที่แช่ด้วยเพชร พลอย ทองคำ และเงินไปรับศีล 5 จากพระพุทธเจ้า และแต่งกายด้วยเครื่องนุ่งห่มของส่างลอง นำไปแห่ตามถนนสายต่างๆในกรุงราชคฤห์ เมื่อครบ 7 วัน จึงนำส่างลองไปบรรพชาเป็นสามเณรต่อหน้าพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย พระพุทธเจ้าจึงให้นามพระโอรสองค์นี้ว่า “ จิตตะมเถรี “ จึงเป็นที่มาของปอยส่างลองที่คนไทยใหญ่ไดยึดถือสืบทอดกันมา



  8. #8
    ศิลปิน,ช่างภาพอิสระ สัญลักษณ์ของ เพ็นนี
    วันที่สมัคร
    May 2009
    ที่อยู่
    Bangkok
    กระทู้
    1,387
    บล็อก
    2
    จัดงานยิ่งใหญ่คัก สีสันสดใสละลานตาคนมักถ่ายภาพเด้

  9. #9
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ ลาวดีน้อย
    วันที่สมัคร
    Jul 2009
    ที่อยู่
    อยู่ในใจเสมอ
    กระทู้
    1,264
    บล็อก
    3
    แปลกดีค่ะ เสื้อผ้าการแต่งตัวมีสีสันดีค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ


Tags for this Thread