หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า 12 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 12

ระวัง...กินแล้วนอน...โรคกรดไหลย้อนอาจถามหา

  1. #1

    ระวัง...กินแล้วนอน...โรคกรดไหลย้อนอาจถามหา


    ระวัง...กินแล้วนอน...โรคกรดไหลย้อนอาจถามหา

    กรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร
    และในบางรายอาจไหลย้อนขึ้นมาถึงคอ และกล่องเสียงได้

    ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไป
    เกิดความเครียด มีความเร่งรีบในการทำงานทำให้ผู้คนนิยมรับประทานอาหารจานด่วนที่อุดมไปด้วยไขมัน คาร์โบไฮเดรต
    และแคลอรี่สูง รวมทั้งการแพทย์ที่ก้าวหน้า และเครื่องมือที่ทันสมัยทำให้สามารถตรวจ และวินิจฉัยโรคนี้ได้มากยิ่งขึ้นด้วย

    ภาวะนี้เกิดเนื่องจากพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหาร และกระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ
    อาการสามารถเกิดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มต้นอาจไม่รู้สึกว่ามีความผิดปกติหรือมีอาการแต่อย่างไร
    และผู้ป่วยบางรายอาจไม่เคยมีอาการของโรคกระเพาะหรือรักษาโรคกระเพาะมาก่อนเลยก็ได้

    น้ำกรดจะระคายเคืองหลอดอาหารทำให้เยื่อบุอาหารเกิดการอักเสบ ผู้ป่วยจะเจ็บในอก รู้สึกแสบร้อนในอกได้โดยเฉพาะเวลาเรอ
    นอกจากนั้นกรดยังสามารถระคายเคืองกล่องเสียงและคอหอยได้ด้วย ซึ่งอาการที่บริเวณคอหอยและกล่องเสียง คือ

    •เสียงแหบเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง โดยเฉพาะเสียงแหบในเวลาเช้า
    •รู้สึกขมในปากและคอหลังจากตื่นนอนใหม่ๆ
    •คอและกล่องเสียงอักเสบบ่อยๆ รักษาหายได้ไม่นานก็กลับมาเป็นใหม่อีก
    •ระคายคอ และกระแอมบ่อยๆ รู้สึกว่าคอไม่โล่ง
    •ไอเรื้อรัง แต่พบว่าปอดปกติดี
    •กลืนอาหารลำบาก กลืนติดๆ กลืนไม่ลง กลืนแล้วเจ็บในคอ
    •ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกๆ ในคอ ลมหายใจมีกลิ่น มีกลิ่นปาก
    •มีเสมหะในคอจำนวนมาก
    •รู้สึกว่าเหมือนมีเสมหะไหลลงคออยู่เรื่อยๆ

    ผู้ป่วยบางท่านอาจมีแค่อาการใดอาการหนึ่ง ในขณะที่บางท่านอาจมีหลายๆ อาการร่วมกันได้
    อาการต่างๆเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่ามีเนื้องอกหรือก้อนมะเร็งในคอ
    ทั้งนี้เมื่อทำการตรวจวินิจฉัยแล้วแพทย์ไม่พบก้อนเนื้อเหล่านั้นเลย กรณีนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายใจ วิตกกังวล
    และยิ่งเกิดความเครียดมากขึ้น


    ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน คือ

    1.โรคกระเพาะที่ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และต่อเนื่อง
    2.การสูบบุหรี่
    3.การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ
    4.การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ ช็อคโกแลต
    5.การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รสจัด หรือมีส่วนประกอบของมะเขือเทศในปริมาณมาก
    6.การเข้านอนหลังรับประทานอาหารเสร็จ 2 -3 ช.ม.
    7.ภาวะโรคอ้วน มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
    8.การสวมเสื้อผ้าที่คับแน่น ก็มีผลทำให้เกิดโรคนี้ได้
    9.การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาหวัดบางชนิด เป็นต้น


    การตรวจวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนนั้นแบ่งได้เป็น 2 อย่างด้วยกัน คือ

    การตรวจด้วยกระจกที่ใช้สำหรับตรวจกล่องเสียงและคอโดยเฉพาะ และการตรวจด้วยการส่องกล้อง
    ซึ่งการส่องกล้องนั้นแยกได้ออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ

    •ส่วนที่ 1 คือ การส่องกล้องเพื่อตรวจดูตั้งแต่ลำคอจนถึงกล่องเสียง
    •ส่วนที่ 2 คือ การส่องกล้องเพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
    การส่องกล้องดูลำคอและกล่องเสียงนั้น สามารถทำได้ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ใช้เวลาไม่นาน
    ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ และผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรมา (ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร)

    ส่วนการส่องกล้องดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหารนั้น ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวโดยงดน้ำและอาหารมาก่อน
    เนื่องจากต้องมีการใช้ยาชา หรือวางยาสลบ และเพื่อที่จะได้ไม่มีเศษอาหารในกระเพาะอาหารมารบกวนขณะที่ทำการส่องกล้อง

    ในผู้ป่วยบางรายพบว่ามีอาการในอกคล้ายกับผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด
    จึงทำให้อาจต้องมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค เช่น การกลืนแป้ง การเอ็กซ์เรย์ หรือเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์
    ซึ่งการตรวจเพิ่มเติมเหล่านี้ก็ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด หรือทรมานต่อผู้ป่วยแต่อย่างใด


    สำหรับแนวทางในการรักษาภาวะกรดไหลย้อนนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 แนวทาง

    •แนวทางที่ 1 : แพทย์จะให้คำปรึกษาและแนะนำในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างที่มีผลต่อโรคนี้ เช่น
    ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่แพทย์จะแนะนำให้งดสูบ ในผู้ป่วยที่ชอบรับประทานอาหารปริมาณมากๆ
    แพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารแค่พอดี ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่มเกินไป ผู้ป่วยโรคอ้วน
    หรือมีน้ำหนักตัวมากแพทย์จะแนะนำให้งดอาหารรสจัดจำพวกเผ็ดและเปรี้ยว รวมทั้งอาหารที่มีไขมันสูงและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (ชา กาแฟ ช็อคโกแลต)
    และงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย รวมทั้งลดอาหารที่มีส่วนประกอบของมิ้นท์ และมะเขือเทศจำนวนมาก
    •แนวทางที่ 2 : คือ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาเพื่อควบคุมการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร
    ซึ่งในปัจจุบันยามีอยู่หลายกลุ่ม และกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันไป ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ ก่อนใช้ยา
    และไม่ควรซื้อยาลดกรดรับประทานเอง เนื่องจากยานั้นๆ อาจไม่เหมาะสมกับสภาวะที่ผู้ป่วยกำลังเป็นอยู่
    •แนวทางที่ 3 : คือ ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นและไม่ตอบสนองต่อการรักษา 2 แนวทางแรก
    แพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าตัด ซึ่งเป็นการผ่าตัดให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหาร และกระเพาะอาหารนั้นกระชับขึ้น
    ภาวะกรดไหลย้อนนั้น ควรได้รับการรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง การรับประทานยาเฉพาะเวลาที่มีอาการ
    หรือเฉพาะตอนที่เป็นมากๆ มักไม่เพียงพอที่จะทำให้หายได้ และเมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นแล้วก็ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ
    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วให้ต่อเนื่อง เพราะโรคนี้อาจย้อนกลับมาก่อความรำคาญให้ผู้ป่วยได้อีกเรื่อยๆ ถ้าผู้ป่วยยังมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นอยู่

    เมื่อใดที่ผู้ป่วยเป็นโรคนี้ ท่านไม่ควรนิ่งนอนใจหรือละเลยที่จะตรวจและรักษา หรือดูแลร่างกาย
    เนื่องจากพบว่าภาวะน้ำกรดไหลย้อนมีส่วนสัมพันธ์กับมะเร็งของกล่องเสียง และมะเร็งของหลอดอาหารด้วย
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และมีอาการของโรคนี้มานานเกิน 5 ปี


    ขอบคุณที่มาเว็บ...บางกอกสุขภาพ


  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ แหลวแดง
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    กระทู้
    2,194
    ปรากฏว่าเป็นแล้วคับ ทรมานหลายเด้อ แสบหน้าอกคับ แสบฮอดคอ กินข้าวบ่แซบ หมอบอกว่าต้องเปลี่ยนนิสัยการกิน พยายามอยู่คับ ยากคัก

  3. #3
    ศิลปิน,ช่างภาพอิสระ สัญลักษณ์ของ เพ็นนี
    วันที่สมัคร
    May 2009
    ที่อยู่
    Bangkok
    กระทู้
    1,387
    บล็อก
    2
    เพ็นนีกะเป็นแล้วแมะ ช่วงนี้อาการเงียบไป แต่กะสังเกตการณ์ยุจ้า

  4. #4
    ผมเป็นคับโรคนิ ตอนเช้ากินอะไรเข้าไปก่าอยากฮากออกมา คับ แถวบ้านคะเจ้าเอิ้นบักจ๋อยคับ หุหุ ผมแสบท้องเรื้อรังมานานแล้วครับ บางคนบอกต้องไปหาหมอขอยาถ่ายพยาธิ เพราะยาทั่วไปอาจสิบ่แฮงพอที่จะทำให้พยาธิออกมาได้

    มื้อนี้ล่ะคับสิไปหาหมอ ไผเป็นโรคนิแหน่ครับ

  5. #5
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ กำลังใจ
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    กระทู้
    1,611
    บล็อก
    1
    ขอบคุณหลายเด้อ ที่นำมาบอกกล่าวให้ทราบกัน

  6. #6
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197
    ขอบคุณสำหรับสาระประโยชน์นะคะ ขอบคุณมากค่ะ

  7. #7
    ไม่รู้เคยเป็นไหม เวลากินข้าวอิ้มๆ ได้ยินเสียงเพลงแล้วมันก็น ย้อนๆ สงสัยเพราะกรดในกระเพราะทำงาน มันไหล ผมก็เลยย้อน หลังๆเป็นเอามาก ทั้งย้อนทั้ง ฟ้อนเลย อิอิอิ

  8. #8
    คุณหมอ...มาเอาเสี่ยวเจ้าไปปัวแหน่เด้อหนี่ โอ้ยยย เป็นห่วงเด้ อาการหนักเอาฮ่าย...555++

    ตาซังเนาะปิ๊ก โรคอันนี่แหม๋ ทั้งไหล ทั้งย้อน....แล้วกะไปเรื่อยๆ เป็นตารักษายาก...อิอิอิ(หลายมื้อแล้วที่บ่ได้หัวเราะ)555++

  9. #9
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ หล่อร้อยเมตร
    วันที่สมัคร
    Feb 2007
    กระทู้
    1,944
    เอ๋าๆๆๆๆ สิเอาเลาไปปัวเฮ็ดหยังอ้ายเห็นด้วยกับเลาเด้หละ นั่นหละเป็นการรักษาแบบภูมิปัญญาคนกาสิน เอิ๊กๆ

    เวลากินข้าวอิ่มๆกะอย่าพึ่งฟ่าวไปนอนเบิ่งโทรทัศน์ คนเฮากินอาหารลงไปประมาณ30นาทีนี่กระเพาะสิหลั่งกรดออกมาย่อยอาหารเด้หละ ถ่าไปนอนเบิ่งโทรทัศน์หรือไปนอนให้หมู่หาเหา หรือหลกผมหงอกให้มันกะสิเกิดอาการกรดไหลย้อนกลับมาคือหว่าหละครับบ้านเฮากะเอิ้นแสบบักหูกหั่นหละ

    วิธีป้องกันและรักษา เวลากินข้าวแล้วกะย้อนๆฟ้อนๆห่อนๆ ให้อาหารไหลลงสู่กระเพาะส่วนล่าง แล้วกะย้อนต่อไปจัก 30 นาทีให้กรดย่อยแล้ว ไผสิเอาหัวสุมกันซิกไฮโลกะแล้วแต่ เอิ๊กๆ

    บางคนบ่ได้นอนกะเป็นสาเหตุอาจเกิดจาก เวลากินข้าวฟ่าวแฮงหย่ำบ่แหลกกะฟ่าวลึดเศษอาหารจั่งอั่งกันยุหว่างท่อนำอาหาร จั่งจุกแน่นหน้าอกแล้วกะเอื้อมอ๊ากๆ คือผุลังคน ส่วนมากเกิดจากผุฟ่าวกินข้าวรักษาเวลา ทางที่ดีอิ่มแล้วกินน้ำหล่องลงหลายๆแก้ปัญหาได้ครับเอิ๊กๆ

  10. #10
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ ลาวดีน้อย
    วันที่สมัคร
    Jul 2009
    ที่อยู่
    อยู่ในใจเสมอ
    กระทู้
    1,264
    บล็อก
    3
    ขอบคุณสำหรับ ข้อมลูดีๆ ค่ะ จะได้รู้วิธี เตื่อน การทานอาหารต่างๆค่ะ
    แล้วกะดูแลสุขภาพเจ้าของให้ดีขึ้นค่ะ เพื่อบ่ให้โรคนี้ถามหาค่ะ


Tags for this Thread