กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

ธรรมะกับการควบคุมอาหาร(เหมาะสำหรับการไดเอทมากๆ ลองอ่านดู)

  1. #1
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ sompoi
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    ที่อยู่
    japan
    กระทู้
    6,362
    บล็อก
    23

    เรื่องฮิตน่าอ่าน ธรรมะกับการควบคุมอาหาร(เหมาะสำหรับการไดเอทมากๆ ลองอ่านดู)


    ปฏิปทาของนักปฏิบัติธรรม อ.ไชย ณ พล***
    ดังที่ทราบแล้วว่า จิตสำนึกแท้ของเราเท่านั้น
    เป็นจิตอันผุดผ่องแท้โดยธรรม

    สำหรับกิเลสตัณหา อุปาทาน
    เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาแฝง เข้ามาสิง เข้ามาครอบงำจิตอยู่
    จนทำให้ชีวิตต้องดิ้นไปในดงทุกข์
    เหยียบขวากหนามของความขมขื่นนานาประการ
    ซวนเซเถลไถลล้มลุกคลุกคลาน จนเกิดอารมณ์ต่างๆ
    สร้างความเศร้าหมอง ให้แก่จิตใจ

    ซึ่งสิ่งเศร้าหมองเหล่านั้นได้แก่

    *ความโลภ ความโกรธ ความพยาบาท ความเบียดเบียน
    ความลบหลู่คุณคน ความริษยา ความตระหนี่หวงแหน
    มารยา ความถือตัว ความมัว และความประมาท เป็นอาทิ *

    สิ่งโสมมเหล่านี้ทำให้ชีวิตต้องโศก
    โลกก็เลยเศร้าเร้นลึก

    ซึ่ง กิเลส ตัณหา อุปทานอันเป็นสิ่งสกปรกนี้
    มิใช่สิ่งปรารถนาของใคร มันไม่ใช่ธาตุแท้ของผู้ใด
    มิใช่สิ่งเอื้อต่อความสุขตามธรรม
    มันเป็นเพียงแขกจรเข้ามาเท่านั้น

    *แต่ความเขลาทำให้เราไปบำรุงบำเรอมัน
    เสียจนอ้วนพี มีกำลังวังชา แล้วยึดครองใจเราไปเสียได้*

    *ดังนั้นวัตรปฏิปทา ที่หลวงพ่อคงท่านแนะนำ
    จึงมุ่งเน้นที่การขับไล่แขกจรอันเลวร้าย
    กล่าวคือ กิเลส ตัณหา และอุปทานเหล่านั้น
    ให้ปราศไป นำอิสรภาพของใจให้กลับคืนมา
    คงเอกภาวะอันผุดผ่องตามเดิม *

    การที่จะขับไล่ซาตานที่ครอบครองใจอยู่มานานออกไปได้นั้น

    *เราจะต้องสร้างจิตใจให้มี อำนาจ (บารมี) เข้มแข็ง
    ความแก่กล้าในธรรม (อินทรีย์)
    เจริญสติ (ความล่วงรู้) ให้ตั้งมั่น
    และรักษา สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) ไว้ให้บริบูรณ์

    จึงจะมีพละกำลังพอที่จะเอาชนะอวิชชา
    และอุปทาน ตัณหา กิเลส
    ซึ่งเป็นลูกหลาน เหลน โหลน ของอวิชชาเสียได้*

    ด้วยเหตุนี้ ปฏิปทาของนักปฏิบัติธรรม
    จึงค่อนข้างเคร่งครัดในการบริโภค
    *การนอน การพูด การบำเพ็ญตบะ
    และสามัคคีธรรมในหมู่คณะ* ดังนี้


    *• ก า ร บ ริ โ ภ ค อ า ห า ร*

    *นักปฏิบัติควรบริโภคอาหารวันละ ๑ หรือ ๒ ครั้ง
    เป็นอาหารที่วิรัติจากการเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง
    บริโภคโดยการสำรวมคือนำอาหารทุกอย่างใส่ภาชนะเดียวกัน
    คลุกเคล้าให้เข้ากันเพื่อทำลายรสจำเพาะที่พอใจ หรือไม่พอใจ
    ใครจะผสมน้ำเพื่อให้รสเจือจางลงด้วยก็ได้ *

    อาหารที่ไม่เบียดเบียน ไม่สั่งฆ่า ไม่มีส่วนในกรฆ่า
    คือวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดของนักปฏิบัติธรรม
    พึงสังวรไว้ว่า เรากำลังจะตัดกรรมตัดเวร
    ที่ได้เบียดเบียนปวงสัตว์น้อยใหญ่มาเป็นเวลานาน
    จนต้องชดใช้กรรมกันอยู่

    *ดังนั้นต่อไปนี้จงตั้งปณิธานให้แน่วแน่ว่า
    เราจะไม่ทำลายชีวิตสัตว์ แม้แมลงตัวน้อยให้ล่วงไป
    เราจะไม่เบียดเบียนชีวิตใดใด
    และใครฆ่าสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาให้เราเป็นเฉพาะ
    เราก็จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์นั้น *

    ญาติโยมที่จะถวายภัตตาหารแก่สงฆ์
    ก็พึงถวายแต่หารที่เว้นจากการเบียดเบียนเท่านั้น
    เพราะการฆ่าสัตว์ถวายเนื้อแก่สงฆ์เป็นบาปใหญ่
    ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในชีวกสูตรไว้ว่า

    “ผู้ฆ่าสัตว์อุทิศพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต
    ย่อมประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากโดยฐานะ”



    คือ

    *๑. ข้อที่กล่าวว่า จงไปสัตว์ตัวโน้นมา
    สัตว์นั้นถูกลากคอมา ย่อมเสวยทุกข์โทมนัส

    ๒. ข้อที่กล่าววาจาฆ่าสัตว์ตัวนี้
    เมื่อสัตว์ถูกฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส

    ๓. คนย่อมรุกรานพระตถาคต และสาวกแห่งพระตถาคต
    ด้วยเรื่องเนื้อสัตว์อันไม่สมควร*

    *การบริโภคอาหารตามปฏิปทานี้
    เป็นการเกื้อกูลแก่กรรมฐานโดยตรง *

    ด้วยการบริโภคปริมาณน้อย

    ทำให้ให้เกิดกามราคะ ทำให้ไม่เกิดถีนมีทธะ
    การบริโภคอาหารที่ไม่เบียดเบียน
    ทำให้ไม่เกิดกำหนัดราคะ
    ทำให้ไม่เกิดบ่วงเวรกับสัตว์ทั้งปวง
    ทำให้เมตตาเจริญเป็นต้น

    *แต่หากใครยังรู้สึกว่าปฏิบัติได้ยาก
    ด้วยมีความอยากในรสอาหาร
    หรือปรารถนาปริมาณมากๆ ก็พึงลงอดอาหารดู*




    *• ก า ร อ ด อ า ห า ร*

    *มิใช่จะสนับสนุนให้ทุกคนอดอาหาร*

    แต่สำหรับบุคคลที่ถูกกิเลสครอบงำอยู่โดยมาก
    เห็นอาหารที่ชอบก็น้ำลายไหล
    ได้รับอาหารน้อยก็กระสับกระส่วย
    การควรลองงดการบริโภคลงบ้าง เพื่อประโยชน์ต่อไปนี้

    *๑. พิจารณาเวทนาที่เกิดขึ้นในร่างกาย*

    *๒. เจริญความอดทนเพื่อขัดกิเลส*

    ดังพุทธพจน์ที่ว่า

    “ความอดทนเป็นครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง”

    *๓. เจริญความเพียรเพื่อขุดกิเลส *

    ดังพุทธพจน์ที่ว่า

    “ความเพียรเป็นเครื่องขูดกิเลสหาย”

    *๔. เข้าถึงความอยู่รอดได้โดยไม่มีอาหารไดยไม่หวั่นไหว*

    ดังพุทธภาษิตเปรียบเทียบว่า

    “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมมีความอดทนไม่หวั่นไหว
    เสมือนช้างหลวงของแผ่นดิน ในข้อที่ว่า
    เมื่อไม่ได้รับหญ้า น้ำ แม้วันหนึ่ง สองวัน หรือสามวัน
    ก็ย่อมไม่สะทกสะท้าน”

    *๕. พัฒนาอำนาจจิตให้กล้าแข็ง *

    ในขณะที่อดอาหารนั้น
    ร่างกายจะไม่ได้เคลื่อนจากพลังจากสารอาหาร
    เพราะไม่ได้รับอาหาร แต่เคลื่อนไหวด้วยอำนาจจิตโดยตรง
    (ช่วงนี้นักปฏิบัติจะเห็นอำนาจจิตได้ชัด)

    *ด้วยเหตุนี้จะทำให้จิตกล้าแข็งขึ้นมาก
    นี่คือเหตุผลที่มุนีผู้บำเพ็ญอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย
    มักบริโภคอาหารแต่น้อย
    ควรฝึกฝนจิตใจให้อยู่เหนือความเคยชิน *

    *๖. เมื่อผ่านการอดอาหารมาระยะหนึ่งแล้ว
    จะพบความเป็นจริงที่ว่า
    แท้จริงแล้ว ความหิวและความอยากในรสอาหาร
    ล้วนเป็นอารมณ์ที่ปรุงแต่งยึดถือกันจนเคยชินเท่านั้น *



    เมื่อกระจ่างดังนี้ ควรฝึกฝนจิตใจให้อยู่เหนือความเคยชิน
    จากนั้นความอยาก และความติดใจในรสอาหาร
    ก็จะจางคลายหายไป เมื่อเรารู้เท่าทันอนุกิเลสเหล่านี้แล้ว

    *สำหรับการอธิษฐานอดอาหารนั้นมี ๕ ประการ คือ*

    ๑. อดอาหารขบเคี้ยว ดื่มแต่น้ำเปล่า

    ๒. อดอาหารขบเคี้ยว ดื่มแต่น้ำปานะและน้ำเปล่า

    ๓. อดอาหารหนัก รับประทานแต่ผักผลไม้และน้ำเปล่า
    (เหมาะสำหรับคนที่ติดอุปาทานในข้าวว่า
    ถ้าวันไหนไม่รับประทานข้างวันนั้นท้องไม่อิ่ม)

    ๔. งดอาหารคาวหวาน รับประทานแต่ข้าวเปล่าและน้ำเปล่า
    (เหมาะสำหรับคนที่มีความอยากในรสอาหารต่างๆ)

    ๕. จำกัดจำนวนคำที่บริโภค เช่น ๓๐ คำ บ้าง,
    ๒๐ คำบ้าง, ๑๐ คำบ้าง, ๗ คำบ้าง ๓ คำบ้าง เป็นต้น
    (เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานในปริมาณมาก)

    *สำหรับจำนวนวันในการอดอาหารนั้น
    ขึ้นอยู่กับความมั่นใจของแต่ละคน
    บางคนอาจอธิษฐานอด ๓ วัน, ๕ วัน, ๗ วัน, ๙ วัน
    ตามที่เห็นเหมาะสมกับตนเอง

    สำหรับนักปฏิบัติใหม่ไม่ควรอดเกิน ๕ วัน*


  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ญา ทิวาราช
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    838
    บล็อก
    17

    เรื่องฮิตน่าอ่าน ขอบคุณสำหรับสาระดีๆคับ

    มักหลายคำนี้
    .....................................



    กิเลส ตัณหา อุปทานอันเป็นสิ่งสกปรกนี้
    มิใช่สิ่งปรารถนาของใคร มันไม่ใช่ธาตุแท้ของผู้ใด
    มิใช่สิ่งเอื้อต่อความสุขตามธรรม
    มันเป็นเพียงแขกจรเข้ามาเท่านั้น




    สิ่งโสมมเหล่านี้ทำให้ชีวิตต้องโศก

    ความโลภ ความโกรธ ความพยาบาท ความเบียดเบียน
    ความลบหลู่คุณคน ความริษยา ความตระหนี่หวงแหน
    มารยา ความถือตัว ความมัว และความประมาท


    ความเขลาทำให้เราไปบำรุงบำเรอมัน
    เสียจนอ้วนพี มีกำลังวังชา แล้วยึดครองใจเราไปเสียได้

  3. #3
    ศิลปิน นักร้อง นักแสดง
    มิสบ้านมหา 2011
    สัญลักษณ์ของ ผู้ก่อการรัก
    วันที่สมัคร
    Feb 2006
    ที่อยู่
    HappyLand ดินแดนแห่งความสุข, Thailand
    กระทู้
    3,379
    เหมาะมากเลยจ๊ะ ที่รัก


Tags for this Thread