กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

บทอาขยานน่าท่องสำหรับเด็กๆ

  1. #1

    พบปะพูดคุย บทอาขยานน่าท่องสำหรับเด็กๆ

    20 ไม้ม้วน : ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ (กาพย์ยานี)

    ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
    ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
    จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
    สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
    บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
    เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี



    20 ไม้ม้วน : ใฝ่ใจให้ทานนี้

    ใฝ่ใจให้ทานนี้ นอกในมีแลใหม่ใส
    ใครใคร่แลยองใย อันใดใช้อย่าใหลหลง
    ใส่กลสะใภ้ใบ้ ทั้งต่ำใต้และใหญ่ยง
    ใกล้ใบแลใช่จง ใช้ให้คงคำบังคับ



    20 ไม้ม้วน : สะใภ้ใหม่

    สะใภ้ใหม่ใส่ใจใคร่ อย่าหลงใหลใช่สิ่งดี
    เยื่อใยในสามี หน้าสดใสเป็นใบบุญ
    ต่ำใต้ใช้ใกล้ชิด บ้าใบ้จิตใฝ่การุณ
    ผู้ใหญใครมีคุณ สิ่งใดช่อบให้ตอบแทน


    เด็กน้อย
    เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
    เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
    ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
    ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ


    วิชาเหมือนสินค้า
    วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล
    ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา
    จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา
    ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
    นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่
    ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง
    สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
    ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา
    ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ตรวจดูแถวแนวหินผา
    เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม
    ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม
    เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป
    จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิศมัย
    จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา
    :d:j:d:j

  2. #2
    ท่องเวบ สัญลักษณ์ของ pui.lab
    วันที่สมัคร
    Jul 2006
    ที่อยู่
    โสดไม่มีใครเอา หรือว่าเราไม่เอาใคร
    กระทู้
    10,045
    บล็อก
    8
    จำได้เคยท่องอยู่จ้า มีพระอภัยมณีนำบ่ค่ะ " เมื่อนั้น อะไรประมาณนั้นหล่ะ อิ อิ

  3. #3
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ หนุ่มน้อย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    กระทู้
    644
    บล็อก
    21
    สังข์ทอง ตอน เลือกคู่
    เมื่อนั้น เจ้าเงาะแสนกลคนขยัน
    พิศโฉมพระธิดาวิลาวัณย์
    ผุดผาดผิวดังดวงเดือน
    งามละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์
    นางในธรณีไม่มีเหมือน
    แสร้งทำแลเลี่ยงเบี่ยงเบือน
    ให้ฟั่นเฟือนเตือนจิตคิดปอง
    พระจึงตั้งสัตย์อธิษฐาน
    แม้นบุญญาธิการเคยสมสอง
    ขอให้ทรามสงวนนวลน้อง
    เห็นรูปพี่เป็นทองต้องใจรัก
    เมื่อนั้น รจนารีมีศักดิ์
    เทพไทอุปถัมภ์นำชัก
    นงลักษณ์ดูเงาะเจาะจง
    นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน
    รูปเงาะสวนไว้ให้คนหลง
    ใคร ใคร ไม่เห็นรูปทรง
    พระเป็นทองทั้งองค์อร่ามตา
    ชะรอยบุญเราไซร้จึงได้เห็น
    ต่อจะเป็นคู่ครองกระมังหมา
    คิดพลางนางเสี่ยงมาลา
    แม้นว่าเคยสมภิรมย์รัก
    ขอให้พวงมาลัยนี้ไปต้อง
    เจ้าเงาะรูปทองจงประจักษ์
    เสี่ยงแล้วโฉมยงนงลักษณ์
    ผินพักตร์ทิ้งพวงมาลัยไป


    เรื่องเวนิชวานิช พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    อันว่าความกรุณาปรานี
    จะมีใครบังคับก็หาไม่,
    หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
    จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน:
    เป็นสิ่งดีสองชั้น; พลันปลื้มใจ
    แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล:
    เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น:
    เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา,
    ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์
    เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า;
    พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา
    เหนือประชาพสกนิกร,
    ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์
    ที่สถิตอานุภาพสโมสร;
    แต่การุณยธรรมสุนทร
    งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์;
    เสถียรในหฤทัยพระราชา,
    เป็นคุญของเทวาผู้มหิทธิ์;
    และราชาเทียมเทพอมฤต
    ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา.
    ฉะนั้นยิว, แม้อ้างยุติธรรม,
    จงกำหนดจดจำไว้ด้วยว่า,
    ในกระแสแห่งยุติธรรมา
    ยากจะหาความเกษมเปรมใจ:
    เราวอนขอเทวาให้ปรานี
    แก่ตัวเราเองนี้ทุกวันไสร้;
    อันคำวอนควรสอนและจูงใจ
    ให้เราเองกรุณาปรานี.
    ข้าได้กล่าวถ้อยคำเชิงร่ำวอน,
    เพื่อขอผ่อนคำร้องของท่านที่
    ขอแต่ยุติธรรม์ ณ วันนี้;
    คิดจงดี, คิดบ้างทางกรุณา.
    แต่ถ้าขืนยืนกราน, ศาลเวนิส
    ธรรมสถิตคงจะพิพากษา
    ให้พณิชนี้แพ้แน่เจียวนา;
    จะมีความกรุณาหรือว่าไร?



    สังข์ทองตอนนางจันท์เทวีสลักชิ้ฟักเป็นเรื่องราวนางกับพระสังข์


    ชิ้นหนึ่งทรงครรภ์กัลยา .................คลอดลูก ออกมา เป็นหอยสังข์
    ชิ้นสองต้องขับเคี่ยวเซซัง ...............อุ้มลูกมายังพนาลัย
    ชิ้นสามอยู่ด้วยยายตา ....................ลูกยาออกช่วยขับไก่
    ชิ้นสี่กัลยามาแต่ไพร ....................ทุบสังข์ป่นไปกับนอกชาน
    ชิ้นห้าบิตุรงค์ทรงศักดิ์ ................ให้รับตัวลูกรักมาจากบ้าน
    ชิ้นหกจองจำทำประจาน .............ให้ประหารฆ่าฟันไม่บรรลัย
    ชิ้นเจ็ดเพชฌฆาตเอาลูกยา ...........ไปถ่วงลงคงคาน้ำไหล
    เป็นเจ็ดชิ้นสิ้นเรื่องอรทัย ..............ใครใครไม่ทันจะสงกา
    .

    โมกขศักดิ์ จากเรื่อง รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑

    บัดนั้น............................................พระยาพิเภกยักษี
    เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี................อสุรีกราบลงกับบาทา
    ทูลว่าพระลักษณ์สุริยวงศ์.................ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์
    อันโมกขศักดิ์อสุรา..........................พรหมาประสิทธิ์ประสาทไว้
    ทรงอานุภาพฤทธิรุทร.....................ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว
    แต่มียาคู่หอกชัย..............................ให้ไว้สำหรับแก้กัน
    แม้นละไว้จนรุ่งราตรี.......................ต้องแสงพระระวีจะอาสัญ
    ขอให้ลูกพระพายเทวัญ....................ไปห้ามพระสุริยันในชั้นฟ้า
    อย่าเพ่อรีบรถบทจร..........................ข้ามยุคนธรภูผา
    แล้วให้ไปเก็บตรีชวา........................ทั้งยาชื่อสังขรณี
    ยังเขาสรรพยาบรรพต.....................ปรากฏอยู่ยอดคีรีศรี
    กับปัญจมหานที...............................สรรพยาทั้งนี้มาให้ทัน
    แม้นว่าได้บดชโลมลง......................องค์พระอนุชาไม่อาสัญ
    จะดำรงคงชีพชีวัน..........................หอกนั้นก็จะหลุดขึ้นมา


    พระอภัยมณี สุนทรภู่

    พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม
    จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข
    อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป
    ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์
    ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช
    จตุบาทกลางป่าพนาสิน
    แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน
    ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา
    ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ
    อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา
    ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญา
    จะนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟังแล้ว

    หยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้
    เข้าพิงพฤกษาไทรดังใจหวัง
    พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง
    สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ
    ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย
    ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย
    ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย
    จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
    พระจันทรจรสว่างกลางโพยม
    ไม่เทียบโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย
    แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย
    ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน
    เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง
    สำเนียงเพียงการเวกกังวาลหวาน
    หวาดประหวัดสตรีฤดีดาล
    ให้ซาบซ่านเสียวสะดับจนหลับไป
    ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่
    ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับไหล
    พระแกล้งเป่าแปลงเพลงวังเวงใจ
    เป็นความบวงสรวงพระไทรที่เนินทรายฯ


    ขุนช้างขุนแผน ตอน พลายงามอาสาไปตีเชียงใหม่



    ครานั้นแสนตรีเพชรกล้าได้ฟังถาม
    ก็ชื่นชอบตอบความหาช้าไม่
    ซึ่งถามเราจะเล่าให้เข้าใจ
    เจ้าชาวใต้ไม่รู้จู่ขึ้นมา
    เราเป็นเชื้อเจ้าท้าวคำแมน
    มียศถึงแสนตรีเพชรกล้า
    เป็นเชื้อชาติทหารชาญศักดา
    ในลานนาใครใครไม่ต่อแรง
    พระครูผู้บอกวิทยา
    ชื่อว่าศรีแก้วฟ้ากล้าแข็ง
    สถิตยังเขาคำถ้ำวัวแดง
    ทุกหนแห่งเลื่องลือนับถือจริง
    เจ้าหนุ่มน้อยนี่หรือชื่อพลายงาม
    ช่างสมรูปสมนามดูงามยิ่ง
    ตละแกล้งหล่อเหลาเพราพริ้ง
    รูปร่างอย่างผู้หญิงพริ้งพรายตา
    จะเปรียบลูกก็อ่อนกว่าลูกเล็ก
    จะเปรียบหลานพาลจะเด็กกว่าหลานข้า
    ไม่ควรจะรบสู้กับปู่ตา
    กลับไปบอกบิดามารอนราญ
    จะได้เป็นขวัญตาโยธาทัพ
    เป็นฉบับแบบไว้ในทหาร
    ยังเด็กอยู่คอยดูวิชาการ
    เฮ้ยเจ้าหลานพ่ออยู่ไหนไปบอกมาฯ

    ครานั้นพลายงามทรามคะนอง
    ร้องตอบต่อคดีตรีเพชรกล้า
    แน่เธออย่าเพ่ออหังการ์
    เจรจาหมิ่นประมาทเราชาติเชื้อ
    ตัวท่านแก่กายอย่างควายเฒ่า
    อันตัวเราถึงเด็กเล็กลูกเสือ
    ฝีมือใครไพร่ลาวแหลกเป็นเบือ
    อย่าหลงเชื่อว่าผู้ใหญ่จะไม่แพ้
    ถ้าไม่ดีที่ไหนใครจะมา
    จะขอลองวิชากับตาแก่
    ให้ปรากฏฤทธีว่าดีแท้
    ฤๅเป็นแต่ปากกล้ากว่าฝีมือ
    ขออภัยอย่าให้ถึงบิดา
    แต่ลูกยาท่านจะชนะหรือ
    มาลองดูสักหนให้คนลือ
    จะปลกเปลี้ยเสียชื่อดอกกระมัง

    ครานั้นแสนตรีเพชรกล้า
    โกรธาตาแดงดั่งแสงครั่ง
    เหม่อ้ายนี่หนักหนาว่าไม่ฟัง
    มาโอหังอวดรู้สู้สงคราม
    เท้ากระทืบกระทบโกลนโผนผก
    มุ่นหมกขับคว้างมากลางสนาม
    ท่วงทีขี่ม้าสง่างาม
    รำง้าวก้าวตามกระบวนทวน


    กาพย์เห่ชมเครื่องคาว



    ๏ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
    ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
    ๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
    รสดีด้วยน้ำปลา ญี่สุ่นล้ำย้ำยวนใจ

    ๏ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
    โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง
    ๏ หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง
    พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย
    ๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
    รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ
    ๏ เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน
    น่าซดรสครามครัน ของสวรรค์เสวยรมย์
    ๏ ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม
    กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น
    ๏ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
    ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ
    ๏ เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงคั่วส้มใส่ระกำ
    รอยแจ้งแห่งความขำ ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม
    ๏ ช้าช้าพล่าเนื้อสด ฟุ้งปรากฏรสหื่นหอม
    คิดความยามถนอม สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์
    ๏ ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน
    ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน
    ๏ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
    เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
    ๏ รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง
    นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน
    ๏ ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน
    ใบโศกบอกโศกครวญ ให้พี่เคร่าเจ้าดวงใจ
    ๏ ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน
    ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ครวญรักผักหวานนาง ๚



    บทไหว้ครู ปฐม ก กา

    นะโมข้าจะไหว้ วระไตรระตะนา
    ใส่ไว้ในเกษา วระบาทะมุนี
    คุณะวระไตร ข้าใส่ไว้ในเกษี
    เดชะพระมุนี ขออย่ามีที่โทษา
    ข้าขอยอชุลี ใส่เกษีไหว้บาทา
    พระเจ้าผู้กรุณา อยู่เกษาอย่ามีไภย
    ข้าไหว้พระสะธรรม ที่ลึกล้ำคำภีร์ใน
    ได้ดูรู้เข้าใจ ขออย่าได้มีโรคา
    ข้าไหว้พระภิกษุ ที่ได้ลุแก่โสดา
    ไหว้พระสกิทาคา อะระหาธิบดี
    ข้าไหว้พระบิดา ไหว้บาทาพระชะนะนี
    ไหว้พระอาจารีย์ ใส่เกษีไหว้บาทา
    ข้าไหว้พระครูเจ้า ครูผู้เฒ่าใส่เกษา
    ให้รู้ที่วิชา ไหว้บาทาที่พระครู
    จะใคร่รู้ที่วิชา ขอเทวามาค้ำชู
    ที่ใดข้าไม่รู้ เล่าว่าดูรู้แลนา
    ไชยโยขอเดชะ ชัยชะนะแก่มารา
    ระบือให้ลือชา เดชะสามาไชยโย
    ไชยโยขอเดชะ ชัยชนะแก่โลโภ
    กุมาระกุมารี ตะรุณีย์ที่เยาว์ไว
    จะฬ่อพอเข้าใจ ให้รู้จำคำวาที
    ว่าไว้ใน ก กา ก ข ขา อา อิ อี
    ว่าไว้ในเท่านี้ ที่พอได้ใน ก กา
    แต่พอให้รู้เล่า ที่ผู้เขลาเยาวะพา
    ได้ดูรู้แลนา กุมาราตะรุณี
    จะใคร่ได้รู้ธำม์ ที่ลึกล้ำจำไว้ดี
    ได้แน่แต่เท่านี้ ดีจำเอาเบาใจครู
    จะว่าแต่ฬ่อๆ ว่าแต่พอฬ่อใจดู
    ว่าไว้ได้พอรู้ ดูว่าเล่าเอาใจใส่


    จากหนังสือปถม ก กา หัดอ่าน
    หนังสือเรียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น



    เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน
    พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2-3


    ๏ ยกออกนอกเมืองสวรรคโลก
    ข้ามโคกเข้าป่าพนาศรี
    เจ้าพลายกระสันพันทวี
    รำลึกถึงนารีศรีมาลา
    ถ้าแม้นแก้วแววตามาด้วยพี่
    จะชวนชี้ชมไม้ไพรพฤกษา
    คิดพลางเดินพลางตามทางมา
    ข้ามท่าเขินเขาลำเนาธาร
    แลเห็นเขาเงาเงื้อมชะง่อนชะโงก
    เป็นกรวยโกรกน้ำสาดกระเซ็นซ่าน
    ดูโครมครึกกึกก้องท้องพนานต์
    พลุ่งพล่านมาแต่ยอดศิขรินทร์
    เป็นชะวากวุ้งเวิ้งตะเพิงพัก
    แง่ชะงักเงื้อมชะง่อนล้วนก้อนหิน
    บ้างใสสดหยดย้อยเหมือนพลอยนิล
    บ้างเหมือนกลิ่นภู่ร้อยห้อยเรียงราย
    ตรงตระพักเพิงผาศิลาเผิน
    ชะงักเงิ่นเงื้อมงอกชะแง้หงาย
    ที่หุบห้วยเหวหินบิ่นทลาย
    เป็นวุ้งโว้งเพรงพรายดูลายพร้อย
    บ้างเป็นยอดกอดก่ายตะเกะตะกะ
    ตะขรุตะขระ***นหักเป็นหินห้อย
    ขยุกขยิกหยดหยอดเป็นยอดย้อย
    บ้างแหลมลอยเลื่อมสลับระยับยิบ
    บ้างงอกเง้าเป็นเงี่ยงบ้างเกลี้ยงกลม
    บ้างโปปมเป็นปุ่มกะปุบกะปิบ
    บ้างปอดแป้วเป็นพูดูลับลิบ
    โล่งตะลิบแลตลอดยอดศิขรินทร์
    เหล่ามิ่งไม้ไทรโศกอยู่ริมห้วย
    ลมช่วยหล่นลอยกระแสสินธุ์
    น้ำใสแลซึ้งถึงพื้นดิน
    ฟุ้งกลิ่นสุมามาลย์บานระย้า
    สัตตบุษย์บัวแดงขึ้นแฝงฝัก
    พรรณผักพาดผ่านก้านบุบผา
    แพงพวยพุ่งพาดพันสันตะวา
    ลอยคงคาทอดยอดไปตามธาร....






    กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า
    ของ -พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)

    ๏ วังเอ๋ยวังเวง
    หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน
    ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล
    ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
    ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ
    ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
    ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล
    แลทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย.....

    ๏ ความเอ๋ย ความรู้
    เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว
    หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป
    ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน
    อันความยากหากให้ไร้ศึกษา
    ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น
    หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน
    กระแสวิญญาณงันเพียงนั้นเอย.......

    ๏ ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร
    ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต
    แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท
    ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย
    เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย
    ใครจะยอมละแดนแสนสบาย
    โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย.....


    โลกนิติคำโคลง
    ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร (มั่ง)

    ๏ พึงอวยโอวาทไว้................ในตน ก่อนนา
    จึงสั่งสอนสาธุชน...................ทั่วหล้า
    แต่แรกเร่งผจญ......................จิตอาต-มาแฮ
    สัตว์อื่นหมื่นแสนอ้า.................อาจแท้ทรมาน

    ๏ คุณแม่หนาหนักเพี้ยง.............พสุธา
    คุณบิดรดุจอา............................กาศกว้าง
    คุณพี่พ่างศิขรา.........................เมรุมาศ
    คุณพระอาจารย์อ้าง...................อาจสู้สาคร

    ๏ เย็นเงาพฤกษ์มิ่งไม้...............สุขสบาย
    เย็นญาติทุกข์สำราย.................กว่าไม้
    เย็นครูยิ่งพันฉาย....................กษัตริย์ยิ่ง ครูนา
    เย็นร่มพระเจ้าให้...................ร่มฟ้าดินบน

    ๏ วิชาควรรักรู้.......................ฤๅขาด
    อย่าหมิ่นศิลปศาสตร์...............ว่าน้อย
    รู้จริงสิ่งเดียวอาจ.....................มีมั่ง
    เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อย.....................ชั่วลื้อเหลนหลาน
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย หนุ่มน้อย; 12-09-2010 at 11:50.