กำลังแสดงผล 1 ถึง 8 จากทั้งหมด 8

น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

  1. #1

    น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!


    น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    ดินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผงดินอยู่บนผิวโลก บนยอดเขา อยู่ใต้น้ำ หรือจะเป็นดินที่เขานำมาปั้นเป็นแจกันที่สวยงาม ปั้นเป็นยอดปราสาทราชวัง แม้แต่ปั้นเป็นพระพุทธรูป ต่างก็คือดินอยู่นั่นเอง และในที่สุดก็ต้องแตกหัก ย่อยสลายกลายเป็นก้อนดินตามพื้นดินอยู่นั่นเอง หาได้มีอะไรที่แตกต่างกันไม่ เพียงแต่ถูกเขาอุปโหลกขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง จะมายึดมั่นถือมั่น เป็นจริงเป็นจังได้อย่างไร

    เปรียบเหมือนรูปนาม (ดูเรื่องขันธ์ 5 วันหน้าจะนำมาเสนอนะครับ ถ้าสนใจ) ทั้งหลายในวัฏสงสาร ต่างก็มีจุดกำเนิดที่เหมือนกัน เพียงแต่ผ่านสิ่งแวดล้อม ผ่านเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน จึงมีสัญญา (ความทรงจำ) และการปรุงแต่ง (การนึกคิดปรุงแต่งของจิต) ที่แตกต่างกัน จึงได้กระทำกรรมที่แตกต่างกัน จึงมีกำเนิดและวิบาก (ผลของกรรม) ที่แตกต่างกันออกไปอย่างมากมาย ถูกเขาอุปโหลก กันไปต่างๆ นานา

    เหมือนกับก้อนดินที่ถูกปั้น ให้แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงก้อนดินเท่านั้นเอง โดยความเป็นจริงแล้ว หาได้มีอะไรที่แตกต่างกันไม่ ต่างก็เป็นเพียงรูปนามเสมอเหมือนกันหมด ผู้ที่มีอายุมากกว่า ก็เพียงเพราะบังเอิญชาตินี้เกิดก่อนเขาเท่านั้นเอง ในชาติก่อนๆ ก็อาจจะเป็นเด็กกว่าเขาก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน ผู้ที่เป็นใหญ่กว่าก็เพียงเพราะ บังเอิญกรรมดีที่ทำเอาไว้มีโอกาสส่งผลก่อนเขา เท่านั้นเอง หาใช่เป็นเพราะความที่เป็นรูปนามที่เหนือกว่าเขาไม่

    นั่นคือ ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร จะถูกอุปโหลกให้เป็นอะไร ก็เป็นเพียงสภาวะหนึ่ง ที่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น จะไปยึดมั่นถือมั่นหาได้ไม่ เพราะที่แท้แล้วก็เป็นเพียงรูปนามธรรมดาๆ ด้วยกันทั้งนั้น เหมือนกับดินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอะไร หรืออยู่ที่ไหน ต่างก็เป็นเพียงก้อนดินธรรมดา เท่านั้นเอง

    ผู้ที่ไม่รู้ความจริงในข้อนี้ ต่างก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตนขึ้น เกิดมานะ (ความเย่อหยิ่งถือตัว) ขึ้นมาอย่างมากมาย และต้องเป็นทุกข์อยู่อย่างมากมาย เพราะมานะนั้น (เช่น เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับเกียรติ ไม่ได้รับความยอมรับนับถือ เชื่อฟังตามที่หวังไว้) เปรียบเหมือนก้อนดินที่ถูกเขาปั้นเป็นแจกันที่สวยงาม และถูกอุปโหลกว่าเป็นของดี มีค่ามีราคา แล้วก้อนดินก้อนนั้นก็เกิดความหลงตัว คิดว่าตนเองมีค่าเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ เกิดมานะ และต้องเป็นทุกข์เพราะมานะนั้นไม่รู้จักจบจักสิ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว อีกไม่นาน ก็ต้องแตกสลาย กลายเป็นก้อนดิน ให้เขาเหยียบย่ำอยู่เช่นเดิม

    ช่างน่าสงสารจริงๆ เจ้าก้อนดิน (ผู้โง่เขลา) เอ๋ย !!!

    จะเอาอะไรกันมากมายกับชีวิตที่ไร้สาระ และเต็มไปด้วยความทุกข์นี้ น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!
    ในเมื่อหาอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้เลย เพราะไม่มีอะไรที่อยู่ในอำนาจของใครทั้งสิ้น..

    ขอบคุณธัมมโชติ


  2. #2

    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    ขันธ์ 5

    สรรพสิ่งทั้งหลายในอนันตจักรวาลนั้น แยกประเภทได้เป็น 3 ส่วน (ดูแผนผังด้านล่างประกอบ) คือ

    1.) ส่วนที่เป็นวัตถุทั้งหลาย ได้แก่ สสารทั้งหลาย แสง สีทั้งหลาย เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง อาการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ช่องว่างต่างๆ อากาศ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแห่งความเป็นหญิง เป็นชาย เนื้อสมองและระบบของเส้นประสาททั้งหลาย อันเป็นฐานให้จิตเกิด รวมทั้งอาการแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ดับไปของวัตถุทั้งหลายด้วย
    ซึ่งรวมเรียกว่ารูปขันธ์ (ขันธ์ = กอง หมวด หมู่)


    2.) ส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิด และความคิดทั้งหลาย รวมเรียกว่านามขันธ์ แยกได้ 4 ชนิดคือ


    2.1) เวทนาขันธ์ คือความรู้สึกเป็นสุขทางกาย ทุกข์ทางกาย โสมนัส(สุขทางใจ) โทมนัส(ทุกข์ทางใจ) อุเบกขาหรืออทุกขมสุขเวทนา(เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์)


    2.2) สัญญาขันธ์ คือความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ คือส่วนที่ทำหน้าที่ในการจำนั่นเอง (ไม่ใช่เนื้อสมอง แต่เป็นส่วนของความรู้สึกนึกคิด เนื้อสมองนั้นจัดเป็นรูปขันธ์ เนื้อสมองเป็นเหมือนสำนักงาน ส่วนนามขันธ์ทั้งหลายเหมือนผู้ที่ทำงานในสำนักงานนั้น)


    2.3) สังขารขันธ์ คือส่วนที่ปรุงแต่งจิต คือสภาพที่ปรากฎของจิตนั่นเอง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทาน(สภาพของจิตที่สละสิ่งต่างๆ ออกไป) ความเมตตา กรุณา มุทิตา สมาธิ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ท้อถอย ความง่วง ความละอาย ความเกรงกลัว ความไม่ละอาย ความไม่เกรงกลัว เจตนาในการทำสิ่งต่างๆ ความลังเลสงสัย ความมั่นใจ ความเย่อหยิ่งถือตัว ความเพียร ปิติ ความยินดีพอใจ ความอิจฉา ความตระหนี่ ศรัทธา สติ ปัญญา การคิด การตรึกตรอง


    2.4) วิญญาณขันธ์ หรือจิต คือผู้ที่รับรู้สิ่งทั้งปวง คือรับรู้ความรู้สึกต่างๆ
    ตั้งแต่ ข้อ 2.1 จนถึงข้อ 2.3 และเป็นผู้รับรู้ถึงส่วนที่เป็นรูปขันธ์ทั้งหลายด้วย อันได้แก่เป็นผู้รับรู้สิ่งทั้งหลาย ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง รวมถึงเป็นผู้รับรู้ในสภาวะแห่งนิพพานด้วย


    3.) นิพพาน คือสภาวะที่พ้นจากรูปขันธ์และนามขันธ์ทั้งปวง
    หรือสภาวะจิตที่พ้นจากความยึดมั่นผูกพันธ์ในสิ่งทั้งปวง รวมถึงไม่ยึดมั่นในนิพพานด้วย
    นิพพาน = นิ + วาน (ในภาษาบาลีนั้น ว. กับ พ. ใช้แทนกันได้ วาน จึงเท่ากับ พาน)
    นิ = พ้น
    วาน = สิ่งที่เกี่ยวโยงไว้ ได้แก่ ตัณหาคือความทะยานอยาก และอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง
    นิวาน หรือนิพพาน แปลตามตัวจึงหมายถึงความพ้นจากเครื่องเกี่ยวโยง(ตัณหาและอุปาทาน) นั่นเอง


    สรุปแล้วขันธ์ 5 ประกอบด้วย


    1.) รูปขันธ์
    2.) เวทนาขันธ์
    3.) สัญญาขันธ์
    4.) สังขารขันธ์
    5.) วิญญาณขันธ์


    โดยที่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์รวมเรียกว่าเจตสิก ซึ่งแปลว่าเป็นสิ่งที่เกิดร่วมกับจิตเสมอ (ในภาษาบาลีนั้นสระ อิ กับสระ เอ ใช้แทนกันได้ เจต จึงเท่ากับ จิต นั่นเอง) คือจิตและเจตสิกจะเกิดและดับพร้อมกันเสมอ จะแยกกันเกิดไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ เพียงแต่ว่าตอนนั้นนามขันธ์ตัวไหนจะแสดงตัวเด่นกว่าตัวอื่นเท่านั้นเอง


    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    ขอบคุณธัมมโชติ

  3. #3
    ฝ่ายเทคนิคและโปรแกรม สัญลักษณ์ของ บ่าวโจ่โล่
    วันที่สมัคร
    Dec 2006
    กระทู้
    1,961

    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    สุดยอดอี่หลี น้องชายผม แจ่มแจ้งคัก ๆ ขันธ์ 5

  4. #4

    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    สุดยอดอ้ายปิ๊ก แต่บางหม่องข้อยกะบ่เข้าใจปานใด๋ ตามประสาคนจากบ้านมาโดน เกิดเป็นคนกะต้องดิ้นรนกันไปหละอ้าย ถึงบางครั้งซิไร้สาระไปบ้าง ทุกข์บ้าง สุขบ้าง กะฟังแต่ชื่อโลด"คน"จักไผตั้ง อิอิ

  5. #5

    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    ให่อ่านเบิงซื่อๆเด้อ สิได้บ่อเครียด บ่อมีปุถุชนคนได๋ปรงกับเรื่องแบบนี่ได้ดอก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

  6. #6

    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    แมนอยู่ดอกอ้าย กะสมพอเจ้าหัวเราะได้ทุกเรื่อง ได้ยินเสียงหัวเราะเจ้าแล้ว ข้อยกะพอได้อารมณ์ดีไปนำ55555+++

  7. #7

    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    ฮาๆๆๆๆๆ คันน้องอารมณ์ดี อ้ายกะดีใจนำ (อ้ายสิได้มานั่งหัวเราะให้ฟังทุกมื่อ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ) เฮ่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    มาเด้อมาฟังอ้ายหัวร่อ

  8. #8

    Re: น่าสงสารเจ้าก้อนดิน !!!

    เซาหัวร่อได้แล้วอ้ายแข่วแห้งเบิดแล้วเจ้า หลายมื้อแล้ว อิอิ งับลงบ่น้อแข่ว