กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

ความสุขแสนประเสริฐ

  1. #1

    สว่างใจ ความสุขแสนประเสริฐ


    ความสุขแสนประเสริญ

    ในแวดวงผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าเกิดความทุกข์ขึ้นมา เราจะเรียกความทุกข์ว่าเป็นครูใหญ่ของเรา ถ้าเรานั่งสมาธินานๆ แล้วรู้สึกปวด ปวดแทบล้มประดาตาย อาตมาเคยปวดจนกระทั่งว่าขาทั้งสองข้างแทบจะหัก บริเวณไหล่ทั้งสองข้างก็เหมือนมีคนมานั่งอยู่บนนั้น มันหนักจนลู่ไปหมดอาตมาลุกไม่ได้ มือก็ติดกันแงะไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ ในที่สุดก็ร้องไห้ ร้องไห้อยู่ตรงนั้น อาจารย์เดินมาบอกว่า กำหนดรู้สิ เราก็กำหนดรู้ตรงที่มันเจ็บมันปวด พอสติมามันหลุดผัวะเลย สว่างโพลงหายหมด เย็นตั้งแต่หัวจรดเท้า ตอนนั้น เรามัวแต่เป็ฯทุกข์เราจึงไม่เห็นทุกข์ ฉะนั้นเมื่อไรก็ตามที่เราทุกข์แล้วเราเจริญสติ จนกระทั่งสติมันสาดแสงเข้าไป สว่างโพลงขึ้นมาเมื่อไร ความทุกข์จะเปลี่ยนคุณภาพขึ้นมาเป็นความสุขเมื่อนั้น

    ความโกรธก็ดี ความเกลียดก็ดี ความอิจฉาก็ดี ความหลงก็ดีอารมณ์เหล่านี้ทั้งหมด มีสารแห่งความสุขผสมอยู่ เรามองไม่เห็นเท่านั้นเองด้วยเหตุดังนั้นเวลาที่เรามีความทุกข์ ก็ให้ย้อนกลับไปเจริญสติ แล้วพิจารณาความทุกข์นั้น ถ้าความทุกข์มันมาทางความคิดก็เอาสติไปพินิจที่ความคิด ไม่ต้องไปคิดตามมัน ดูว่ามันกำลังคิดอะไร แค่ดู นั่งอยู่แล้วมันปวดก็เอาสติไปดูว่าปวดตรงไหนแด่ดูมัน นั่งหายใจติดขัด ก็ให้สังเกตุดูว่ามันติดขัดตรงไหน นั่งสมาธิแล้วมันฟุ้งไปทั่วก็ส่งจิตดูว่าฟุ้งไปไหน แค่ดูอย่างเดียว

    ภาษาพระใช้คำว่า ตามดูลมหายใจ เมื่อดูร่างกาย เรียกกายานุปัสสนาดูความรู้สึกก็เรียกเวทนานุปัสสนา ดูความคิดเรียกจิตตานุปัสสนาดูสภาวธรรม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาที่มันวูบวาบ ทางกาย ทางใจของเรา เรียกธัมานุปัสสนา แค่ตามดูตามรู้ตามเห็นเท่านั้นเอง เมื่อมีสติมากพอ ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันขณะได้แล้ว ทุกอย่างก็จะหลุดผัวะ เวลาเราเดินเข้าป่าที่มีตัวทากเยอะๆ ถ้าทากเกาะเราเอามะนาวถูตามแข้งตามขาเมื่อมันได้กลิ่นมะนาว มันก็หลุดออกมา เกาะไม่ติด ความทุกข์ก็เหมือนกัน ถ้าใครมีสติแล้วความทุกข์จะเกาะไม่ติดเลย มันหลุดทันที อานิสงส์ของติเป็นอย่างนี้

    ใครที่ไม่เคยเจริญสติในชีวิตนี้ ขอให้ลองเจริญสติ ง่ายๆ เลยคือ "ทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิรยาบถที่เคลื่อนไหว พยายามตระหนักรู้ไว้" ตระหนักรู้ตามกันไป ถ้าทำถูกทางแล้วก็จะสดชื่น จะเบิกบานขึ้นมาทันตาเห็น และชีวิตก็จะสงบจะเย็น เปลี่ยนเป็นความสุขซึ่งอธิบายเป็นภาษาคนไม่ได้ เหมือนความเต็มของเกลือ อธิบายอย่างไรมันก็ไม่เท่าเอาเกลือใส่บากชิมดู เหมือนความอร่อยของทุเรียน อธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครเข้าใจได้ นอกจากต้องชิมด้วยเท่านั้น นี่แหละคือ รสพระธรรม

    จะเห็นได้ว่า เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น ถ้าเราขาดสติ เราจะมองไม่เห็นทุกข์ แต่ถ้าเรามีสติเราจะเห็นความทุกข์ พอเห็นแล้ว ความทุกข์จะปลี่ยนคุณภาพเป็นความสุข ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ความทุกข์เป็นความจริงอันประเสริฐ เพราะความทุกข์นำมาซึ่งความสุข

    ที่มา : หนังสือ ความทุกข์มาโปรดความสุขโปรยปราย โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)


  2. #2
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ คนบ้านบ้าน
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    กระทู้
    471
    "ทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิรยาบถที่เคลื่อนไหว พยายามตระหนักรู้ไว้"

    บอกใจมั่น ทุกๆวัน หมั่นทำความดี สาธุ..สาธุ..สาธุ..


Tags for this Thread