กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

มีความสุขเพราะเข้าถึงสาระที่แท้จริง

  1. #1

    สว่างใจ มีความสุขเพราะเข้าถึงสาระที่แท้จริง


    ความสุขนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ถ้าจะเป็นพระให้มีความสุข ก็ต้องชัดเจนกับความเป็นพระ ถ้าเราอยากจะเป็นพระด้วยอยากจะเป็นชูเปอร์สตาร์ด้วย อยากจะเดินแบบจีวรด้วย ก็เริ่มไม่สุขแล้ว เป็นพระด้วย อยากมีรถ อยากมีกุฏิ วิหารหลังละล้าน ร้อยล้าน มันจะไม่สุขเลย ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีสิ่งเหล่านั้นครบ หรือสิ่งเหล่านั้นไม่อยู่ในมือ แต่ถ้าเรามีความชัดเจนว่าเราเป็นพระเพื่อที่จะละกิเลส เรามุ่งไปตรงนั้นแล้วกิเลสมันลดน้อยลงๆ ความสุขมันเพิ่มขึ้นๆ

    ฉะนั้นนิยามแรกของการมีความสุขก็คือ ขอให้เราเข้าถึงสาระที่แท้จริงของทุกสิ่งที่เราเป็นอยู่ ถ้าเราเป็นพระ โดยมีจุดหมายเพื่อละกิเลส เราก็จะเป็นพระที่มีความสุขมาก

    ถ้าเราเป็นนักการเมือง สาระของนักการเมืองก็คือ ทำเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน ถ้านักการเมืองคนไหนทำอย่างนี้ การแสดงสปิริตเป็นเรื่องง่ายมากไม่ใช่เพื่อให้ได้คะแนนเสียงหรือผลประโยชน์ของตนเอง ทีนี้ถ้าเราคิดว่าการเมืองหมายถึงเรื่องผลประโยชน์ นักการเมืองคนนั้นจะไม่เป็นสุข

    คำว่า "ประโยชน์สุข" เป็นคำที่ในหลวงทรงใช้เมื่อแรกเสวยราชย์ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ไม่จำเป็นต้องอิงผลประโยช์เสมอไป ในหลวงเสด็จประทับรถยนต์พระที่นั่งผ่านถนนราชดำเนิน ประชาชนยืนสองข้างทางน้ำตาไหล แค่นี้คนไทยก็มีความสุขแล้ว นี่คือความลึกซึ้งของคำว่าประโยชน์สุข แทบไม่เกี่ยวกับเงินเลย

    ไม่นานมานี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเปิดห้องสมุดที่บ้านเกิดอาตมา เพียงแค่ทรงพระดำเนินเข้าไปในวัดชาวบ้านสองข้างทางก็น้ำตาไหล ไม่น่าเชื่อว่าพระองค์จะเสด็จมาเยือนแผ่นดินชายขอบ เสด็จมาได้อย่างไร นี่ก็คือประโยชน์สุขซึ่งลึกซึ้งกว่าผลประโยชน์มาก ฉะนั้นนักการเมือง ทุกคนถ้าใช้คำว่าประโยชน์สุขจะเป็นคนที่มีอนาคต ถ้าใช้คำว่าผลประโยชน์ไม่นานก็จบ

    หากเราเป็นนักลงทุน เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้กำไร แต่ถ้าเราอยากเป็นนักลงทุนด้วย เป็นนักพรตด้วยมันจะขัดแย้งกันทันที เฉพาะนั้นมันก็ต้องชัดเจนว่าเราเอาอย่างไร ถ้าเป็นนักลงทุน ลงทุนจนประสบความสำเร็จแล้ว อยากจะนึกถึงสังคมบ้าง ก็จะถือว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสองขั้น ดังเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนระดับโลกที่รวยมาศาล รวยจนแซงบิล เกตส์ อ่านประวัติดูปรากฏว่าทำตัวติดดินมากยังขับรถเอง ยังใส่เสื้อผ้าธรรมดา ๆ มีคนไปขอเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จ แกก็บอกว่า รู้จักพอ ทำอะไรให้รู้จักประมาณตน นี่คือคนเราถ้ารู้จักแก่นที่แท้จริงของทุกสิ่งที่เราเป็น เราจะไม่หลงประเด็น หากเราไม่หลงประเด็นเราก็จะมีความสุขมาก

    ถ้าคุณเป็นสามีแล้วไม่หลงประเด็น เป็นสามีที่ดีก็จะไม่มีทุกข์ ถ้าจับประเด็นผิดแล้วไปมีกิ๊ก แย่เลย เพราะฉะนั้นแก่นของความสุขก็อยู่ตรงนี้นี่เอง เราเป็นอะไรก็ตามเราทะลุแก่นแท้ของสิ่งนั้นให้ได้ แล้วเราก็จะเห็นความสุขเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้แสนง่ายเหลือเกิน

    ชีวิตที่เป็นทศนิยมไม่รู้จบเป็นชีวิตที่แสนเหนื่อย เมื่อไรจะถึงเป้าหมายเสียทีก็ไม่รู้ ไปเรื่อยๆ สุดท้ายมารู้สึกตัวเองอีกทีก็เมื่อแก่แล้ว แต่ถ้าเรามีวัตถุประสงค์วางเอาไว้ชัดเจน เมื่อเราไปถึงตรงนั้นปุ๊บเราก็วางวัตถุประสงค์ใหม่ ความสุขก็จะเป็นขึ้นบันไดเราก็จะไต่ขึ้นไปได้เรื่อย ๆ

    การเขียนหนังสือของอาตมา ตอนแรกก็ขอแค่ให้ได้เขียนหนังสือก็เลยเขียนบันทึกประจำวัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว พอลงมือเขียนในไดอารี่ไม่มีใครมาอ่านเราก็มีความสข แล้วยิ่งมีเพื่อนมาแอบอ่านเราก็มีความสุขแสดงว่ามีคนสนใจอ่าน เลยวางทิ้งเรี่ยราดเพื่อให้เพื่อนมาแอบอ่าน

    คิดต่อไปอีกว่าการได้เป็นคอมลัมนิสต์ ก็น่าจะมีความสุขดี ต่อมาคิดอีกว่ามันน่าจะได้รวมเล่ม ก็มีการรวมเล่ม พอรวมเล่มแล้ว มีความสุขต่อไปมันน่าจะมีความอ่านเยอะๆ พอคนอ่านเยอะๆ ก็มีความสุขอีก

    เห็นไหมว่า ความสุขเป็นขั้นบันได แต่ถ้าเราไม่วางเป้าหมายอะไรเอาไว้เลย เราไม่สามารถชี้วัดได้เลยว่าความสุขของเราจะเกิดขึ้นเมื่อไร ชีวิตจึงคล้ายกับทศนิยมไม่รู้จบจะไปอย่างไรก็ไม่รู้ แบบนี้ก็เหนื่อย


    ที่มา : หนังสือความทุกข์มาโปรดความสุขโปรยปลาย โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ญา ทิวาราช; 01-03-2011 at 15:43. เหตุผล: แก้ไขคำผิดจ้า


  2. #2
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ คนบ้านบ้าน
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    กระทู้
    471
    รู้จักพอ ทำอะไรให้รู้จักประมาณตน

    นี่คือคนเราถ้ารู้จักแก่นที่แท้จริงของทุกสิ่งที่เราเป็น
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คนบ้านบ้าน; 31-12-2010 at 04:56.

  3. #3
    ฝ่ายเทคนิค และถ่ายทอดสด สัญลักษณ์ของ อาวอ้วนเมืองยศ
    วันที่สมัคร
    Apr 2010
    ที่อยู่
    เมืองบั้งไฟ
    กระทู้
    1,594
    ครับผม มีความสุขตามอัตภาพ เป็นสุขอย่างที่เป็นอยู่ รู้จักพอ อยู่อย่างพอดี
    ไม่ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม แค่นี้ก็สุขแล้ว คิดอย่างไรก็ได้อย่างนั้น คิดให้เป็นสุข ใจก็เป็นสุขครับ

  4. #4
    สุขที่เป็นอิสระ หมายถึง การโล่งของจิตรที่ไม่ผูกมัดกับสิ่งใด
    การหายใจที่สบายๆแบบไม่บีบขั่วหัวใจ อย่างนี้ก็สุข ได้หัวเราะได้เห็นสิ่งดีๆ

  5. #5
    Super Moderator สัญลักษณ์ของ หมูน้อย
    วันที่สมัคร
    Jul 2007
    ที่อยู่
    เหนือสุดในสยาม
    กระทู้
    2,046
    บล็อก
    17
    ความสุขนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
    ถ้าจะเป็นพระให้มีความสุข ก็ต้องชัดเจนกับความเป็นพระ
    ถ้าเราอยากจะเป็นพระด้วยอยากจะเป็นชูเปอร์สตาร์ด้วย
    อยากจะเดินแบบจีวรด้วย ก็เริ่มไม่สุขแล้ว เป็นพระด้วย
    อยากมีรถ อยากมีกุฏิ วิหารหลังละล้าน ร้อยล้าน
    มันจะไม่สุขเลย ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีสิ่งเหล่านั้นครบ
    หรือสิ่งเหล่านั้นไม่อยู่ในมือ แต่ถ้าเรามีความชัดเจน
    ว่าเราเป็นพระเพื่อที่จะละกิเลส เรามุ่งไปตรงนั้นแล้วกิเลสมันลดน้อยลงๆ
    ความสุขมันเพิ่มขึ้นๆ


    จริงแท้แน่นอน..
    ซึ่งเลยอะประโยคนี้


Tags for this Thread