กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

ทำไมต้อง "ไอน์สไตน์" 2

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    ทำไมต้อง "ไอน์สไตน์" 2


    ทำไมต้อง "ไอน์สไตน์" 2




    ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ทำไมต้อง "ไอน์สไตน์"




    “A human being is a part of a whole, called by us -universe-, a part limited in time and space. He experiences himself, his thoughts and feelings as something separated from the rest…a kind of optical delusion of his consciousness. This delusion is a kind of prison of us, restricting us to our personal desires and to affection for a few things nearest to us. Our tasks must be to free ourselves from this prison by widening our circle of compassion to embrace all living creatures and the whole of nature in its beauty.



    มนุษย์คนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่เราเรียกว่า เอกภพ เป็นส่วนเสี้ยวที่ถูกจำกัดด้วยอวกาศและเวลา เขาได้รับประสบการณ์ด้วยตัวเขาเองเป็นความคิดและความรู้สึกที่กันออกจากส่วน ที่เหลือ นั่นก็คือ มายาคติเชิงการเห็นชนิดหนึ่งจากความรู้สึกนึกคิดของเขาเอง มายาคตินี้เป็นคุกชนิดหนึ่ง จำกัดเราให้อยู่แต่ความปรารถนา ความรักใคร่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวจำนวนน้อย ภาระของเราคือการปลดปล่อยตัวเราเองจากคุกชนิดนี้โดยขยายขอบฟ้าของเมตตาจิต ให้ครอบคลุมทุกสรรพชีวิต และธรรมชาติทั้งหมดในความงามของมัน”





    จากหนังสือ ไอนสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น
    ของ ทันตแพทย์ สม สุจีรา


    พบกับทำไมต้อง “ไอน์สไตน์”2




    มนุษย์บนโลกเป็นหนี้บุญคุณของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะของโลกสองคน คือ ไอแซค นิวตัน และไอน์สไตน์




    ทำไมต้อง "ไอน์สไตน์" 2

    ไอแซค นิวตัน



    ทำไมต้อง "ไอน์สไตน์" 2

    ไอน์สไตน์





    ถ้าไม่มีนักวิทยาศาสตร์สองคนนี้ ทิศทางการพัฒนาของโลกจะเปลี่ยนไปมหาศาล



    ถ้าไม่มีกฎของนิวตัน โลกอาจไม่มีตึกสูงๆ สะพานแขวน ไม่มีดาวเทียม ไม่มีเครื่องบิน จนไปถึงไม่มีเครื่องจักรกล ไม่มีรถ เครื่องซักผ้า เครื่องปั้นน้ำผลไม้ ฯลฯ หรือแม้แต่เครื่องเล่นเกือบทุกชนิดในสวนสนุก เพราะทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีพื้นฐานพัฒนามาจากกฎของนิวตันทั้งสิ้น



    กฎของนิวตันก่อให้เกิด “คลื่นลูกที่สอง”


    มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นบนโลก วิศวกรนำกฎของนิวตันไปสร้างเครื่องจักรกลมากมาย มีการสร้างเรือไอน้ำลำใหญ่ สะพานขึงทั่วยุโรป พัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

    แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในอีกด้านก็มีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่ง นำกฎของนิวตันไปสร้างอาวุธทำลายล้างสูง หลังจากนิวตันเสียชีวิตไปประมาณสองร้อยปีสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็อุบัติขึ้น ผู้คนกว่าเก้าล้านคนเสียชีวิตด้วยสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ตามกฎนิวตัน


    นั่นคือ “ปืนกล” โชคยังดีที่รถถัง จรวด เครื่องบิน ยังพัฒนาไปได้ไม่มากขณะนั้น



    ขณะที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น
    ขณะนั้นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์มีอายุได้ 35 ปี และคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ รวมไปถึงทฤษฎีสำคัญอื่นๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกมากมายสำเร็จเรียบร้อยแล้ว



    ถ้ากฎของนิวตันก่อให้เกิดคลื่นลูกที่สองเปลี่ยนแปลงโลกถึงขนาดปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง


    ทฤษฎีของไอน์สไตน์ก่อให้เกิด “คลื่นลูกที่สาม” เกิดการปฏิวัติเทคโนโลยี่มีการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร โทรคมนาคมอย่างมหาศาลระบบดาวเทียม เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร โทรศัพท์มือถือ เส้นใยนำแสง ฯลฯ หรือใครที่สายตาสั้นแล้วไปทำเลสิก ก็ต้องนึกขอบคุณไอน์สไตน์ เพราะทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่พัฒนามาจากพื้นฐานทางทฤษฎีของไอน์สไตน์ทั้งสิ้น


    และเช่นกัน เหรียญย่อมมีสองด้าน มีมนุษย์อีกพวกหนึ่งนำทฤษฎีของไอน์สไตน์ไปพัฒนาสร้างอาวุธทำลายล้างสูง เช่น ระเบิดปรมาณู และทดลองไปทิ้งที่ฮิโรชิมาเป็นครั้งแรก โลกต้องตะลึงในอานุภาพของมัน ด้วยมวลของมวลสารเพียง 0.7 กรัม สลายตัวภายใน 0.01 วินาที ให้พลังงานออกมาขนาดทำเองเมืองฮิโรชิมาราบไปทั้งเมือง


    ถ้ากฎของนิวตันทำให้เกิดการสร้างอาวุธทำลายล้างในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง
    ทฤษฎีของไอน์สไตน์ก็จะก่อให้เกิดเกิดอาวุธทำลายล้างในสงครามโลกครั้งที่สาม


    ถ้าสงครามครั้งที่สามเกิดขึ้นจริง อาวุธที่พัฒนาขึ้นจากทฤษฎีของไอน์สไตน์จะมีความสามารถในการทำลายล้างสูงกว่าอาวุธที่พัฒนาขึ้นมาจากกฎของนิวตันนับพันนับหมื่นเท่า และคราวนี้คาดกันว่าจะมีมนุษย์มากกว่าค่อนโลกเสียชีวิต



    ไอน์สไตน์เองก็รู้ และบอกไว้ว่า


    “ข้าพเจ้าจินตนาการไม่ออกว่าอาวุธที่จะใช้ต่อสู้กันในสงครามโลกครั้งที่สามคืออะไร แต่ที่แน่ๆสงครามโลกครั้งที่สี่มนุษย์จะต่อสู้กันด้วยท่อนไม้และก้อนหิน”



    นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าโลกไม่มีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มาเกิด ความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางเทคโนโลยี่ต่างๆ ที่เห็นกันอยู่ต้องใช้เวลาอีกหลายศตวรรษกว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้


    แม้ไอน์สไตน์จะไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่การค้นพบสัจธรรมบางอย่างของจักรวาลผ่านจินตนาการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ของเขาเข้าใกล้และเข้าถึงความจริงบางด้านของธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบและประกาศมาก่อนหน้านับพันปี และภายหลังเมื่อไอน์สไตน์ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธศาสนาจากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง ไอน์สไตน์ก็ต้องประหลาดใจ ที่การค้นพบของเขาเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของศาสนาแห่งจักรวาล


    ความจริงของจักรวาลมีเพียงความจริงเดียว มีระบบระเบียบและความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยามยามศึกษาค้นหาโดยใช้หลักทางตรรกะ เหตุผล พิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขและทฤษฎีทางฟิสิกส์ ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงใช้ปัญญาญาณในการค้นคว้าความจริงแท้แห่งจักรวาล ในเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการหาความจริงแท้อันเดียวกัน แต่วิถีทางต่างกัน ในที่สุดเมื่อเข้าใกล้ความจริงแท้ จะพบว่าการค้นพบของทั้งสองวิถีมีความสอดคล้องกันอย่างมหัศจรรย์


    การค้นพบทางวิทยาศาสตร์มาจากการตั้งสมมติฐานและทดสอบสมมติฐาน แล้วก็พัฒนาเป็นทฤษฎีหรือกฎทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสมมติฐานที่ตั้งก็มาจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ แล้วจิตปรุงแต่งขึ้น อาทิเช่น กฎของนิวตันเริ่มต้นมาจากการเห็นลูกแอปเปิ้ลตกลงพื้น กฎของอาร์คิมีดีสเริ่มมาจากการสังเกตประมาณน้ำในอ่างอาบน้ำ ทฤษฎีของกาลิเลโอเริ่มมาจากการค้นพบกล้องส่องทางไกล ผลสรุปทางวิทยาศาสตร์เป็นเพียงเรื่องสมมติที่จิตมนุษย์ปรุงแต่งขึ้น ต่างจากการค้นพบของพระพุทธองค์ที่เป็นความจริงแท้ของโลกและจักรวาล ซึ่งไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนเคยค้นพบมาก่อน ยกเว้นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่สามารถพิสูจน์ความจริงแท้ของจักรวาลได้บางส่วนเกี่ยวกับเรื่องเวลา สสาร และพลังงาน ช่วยยืนยันการค้นพบของพระพุทธองค์ผ่านทฤษฎีทางฟิสิกส์และการคำนวณ ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ไม่สนใจการค้นพบของพระพุทธองค์ เพราะพิสูจน์ไม่ได้ แต่เมื่อไอน์สไตน์พิสูจน์แม้จะเป็นเพียงเล็กๆส่วนเดียวเกี่ยวกับเวลาและพลังงาน เท่านี้ก็สร้างความประหลาดใจอย่ามหาศาลให้กับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆบนโลก


    หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกต่างก็หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์สายควอนตัม เนื่องจากพวกเขาตระหนักว่า การค้นพบสัจธรรมความจริงของพุทะศาสนาคือจุดมุ่งหมายเดียวกันกับการค้นหาความจริงแท้ของจักรวาลในทางฟิสิกส์



    .....................................................................




    หมายเหตุ



    เซอร์ ไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ศึกษาเรื่องแรงและได้อธิบายกฎสามข้อของแรงไว้ในหนังสือของท่าน คือ The Philosophiae Naturalis Principia Mathematica



    กฎทั้งสามข้อมีอยู่ดังนี้


    1. หากไม่มีแรงมากระทำต่อวัตถุหนึ่ง วัตถุนั้นจะคงสภาพอยู่นิ่ง ส่วนวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่จะเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็ว คงที่ในแนวตรง จนกว่าจะมีแรงอื่นมากระทำต่อวัตถุนั้น สูตร ∑F=0


    2. เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุหนึ่ง แรงนั้นจะเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของวัตถุและทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปตามแนวแรง โดยความเร็วของวัตถุจะแปรผันตามแรงนั้น สูตร ∑F=ma


    3. เมื่อวัตถุหนึ่งออกแรงกระทำต่อวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง วัตถุที่ถูกกระทำจะออกแรงกระทำกลับในขนาดที่เท่ากัน









    ขอบคุณ
    หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เขียนโดย ทันตแพทย์ สม สุจีรา




    ………………………………………………………………





  2. #2
    ทันตแพทย์ สม สุจีรา
    เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม ล้วนน่าอ่านทุกเล่ม (บางเล่มก็เข้าถึงยากเหมือนกันนะ)
    ผมเคยผ่านตาอยู่บ้าง อย่างทฤษฎีควอนตัม ที่รอเราเข้าไปถึง หรือมุมองชีวิตที่ได้ข้อคิดหลายอย่างหลายทางออกที่ไม่ต้องพึ่งไสยศาสตร์

    น่าอ่านทุกเล่ม..ไม่ได้เชียร์ให้ไปซื้อนะ แต่น่าซื้อไว้อ่าน..ข้างกาย คล้ายได้มีเพื่อนคู่คิดที่ไม่ต้องระวัง ว่าจะนอกใจเรา


Tags for this Thread