กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

กัลยาณมิตรช่วยพิชิตความทุกข์

  1. #1

    สว่างใจ กัลยาณมิตรช่วยพิชิตความทุกข์


    บางทีเราก็ชอบคนที่มีความทุกข์ ฟังเรื่องความทุกข์ เพื่อที่จะได้บอกตัวเองว่า เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ ฟังเรื่องความทุกข์ของคนอื่นเพื่อจะหาเพื่อนนั่นเอง ไม่ได้ลึกซื้งอะไรมากนัก

    มีอยู่วันหนึ่งอาตมาโทรศัพท์ไปหาเพือนๆ เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่สมัยประถม ชวนไปงานกฐินที่บ้านเกิด พอนัดคนอื่นได้หมดแล้ว แต่มีอยู่คนหนึ่งเป็นเพื่อนผู้หญิง อาตมาก็ถามว่าโยมว่างไหม ปีนี้จะมีงานกฐินถ้าว่างอาตมาอยากพบเพื่อนเก่าทุกคนเลย ถ้าไม่ติดอะไรก็เชิญ เพื่อนก็ทักมาว่ากี่ปีแล้วนี่ที่ได้ได้โทรมา ตอนนี้เหงาใช่ไหม เอาละสิเพื่อนคิดว่าอาตมาทุกข์ถึงได้โทรไปหา อาตมาเลยบอกไปว่าอาตมาไม่ได้เหงา ตั้งแต่บวชมาอาตมาไม่เคยเหงาเลยสักครั้งหนึ่ง ถ้าเหงาอาตมาจะบวชนานขนาดนี้เหรอ เพื่อนรุ่นเดียวกัน มีลูกเรียนอยู่ ป.6 แล้ว อาตมายังบวชอยู่เลย ก็เลยถามเพื่อนว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนบอกว่า ถ้าเป็นผู้ชายบวชไปนานแล้ว คุยกันไปคุยกันมาก็เลยได้รู้ว่เพื่อนทุกข์มาก ทุกข์หนักหนาสาหัส เพราะแต่งงานแล้วพออยู่กันไป ก็ได้รู้ว่าสามีไปมีผู้หญิงอื่น ควรจะทุกข์ไหมล่ะ

    ความทุกข์นี้บอกใครก็ไม่ได้ เพราะสามีเป็นลูกนักการเมือง นับว่าเป็นทุกข์หนักขนานแท้

    อาตมาก็เลยให้ข้อคิดไปว่า ความทุกข์ก็มีความสุขซ่อนอยู่เสมอค่อยๆ พิจารณาเดี๋ยวปัญญาก็จะเกิดขี้นเอง เธอพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้เธอทุกข์ สุดท้ายเธอตัดสินใจเลิกกับสามี เธอบอกว่าแม้จะอยู่ท่ามกลางกองเงินกองทอง แต่ไม่ได้อยู่ท่ามกลางหัวใจของคนที่เรารักจะมีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็สลัดทุกข์ออกมาสร้างความสุขให้ตนเองใหม่ จมปลักอยู่กับความทุกข์อย่างนี้เกือบ 5 ปีพอสลัดออกมาได้ก็สร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ ตอนนี้กำลังตั้งต้นบำเพ็ญตนเป็นนักธุรกิจ เห็นไหม ในโลกนี้ มีคนที่มีความทุกข์เต็มไปหมด

    ถ้ามีความทุกข์แล้ว และยังขาดกัลยาณมิตร เขาจะจมอยู่กับความทุกข์และบางทีถูกความทุกข์ประดังประเดถาโถมเข้ามาเล่นงาน จนกระทั่งแตกดับไปกับความทุกข์ แต่ถ้าเขามีกัลยาณมิตร คนที่คอยชี้ทิศนำทางให้เห็นคุณค่าของความสุข เขาก็พ้นทุกข์ได้ ฉะนั้นที่บอกมาแต่ต้นว่า ความทุกข์อันประเสริฐ ความทุกข์นั้นจะประเสริฐก็ต่อเมื่อเรามีกัลยาณมิตร กัลยาณมิตร คือ คนที่คอยชี้ทิศนำทางให้เราเห็นว่าในทุกข์มีสุขเสมอ

    กัลยาณมิตรมาได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้ามาทางตรงก็เช่น พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ที่คอยแนะนำพร่ำสอน เรียกกันว่าเป็นกัลยาณมิตรทางตรง แต่ถ้าฉุกคิดขึ้นมาได้เอง เรียกว่ามาทางอ้อม มีชื่อเรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือความเป็นคนช่างคิด

    อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของนักธุรกิจใหญ่ เจอวิกฤติในปี 2540 เงินหายไปพันกว่าล้าน ทุกข์หนักหนาสาหัส เรานี้หายไปพันบาท ยังรู้สึกเสียดาย แต่นี่หายไปพันกว่าล้าน ทุกข์มาก เพราะขาดกัลยาณมิตร ในที่สุดถึงขั้นไม่กินข้าวไม่กินน้ำ ไม่แต่งเนื้อแต่งตัว ผมยาว อยู่ในบ้านไม่ออกไปไหน จนลูกและภรรยากลัวว่าจะฆ่าตัวตาย ในที่สุดถึงกับเปรยออกมาว่าอยากตาย

    ลูกและภรรยาก็ทุกข์หนักหนาสาหัส จนกระทั่งวันหนึ่ง ภรรยาได้เล่าให้เพื่อนของนักธุรกิจคนนี้ฟัง เพราะแกไม่ออกไปไหนเลย ตั้งแต่เกิดวิกฤติปิดตัวเอง ภรรยาก็โทรไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนสนิทก็เลยมาหาทานข้าวด้วยกัน เพื่อนก็ถามว่า ฉันได้ข่าวว่าแกถึงขึ้นคิดฆ่าตัวตาย นักธุรกิจพยักหน้า เพื่อนเลยถามต่อไปว่าแกไม่กลัวเหรอ นักธุกิจบอกว่า ไม่กลัว สุดท้ายเพื่อนบอกว่าขนาดตายแกยังไม่กลัวเลย แล้วแกกลัวอะไรกับการเป็นหนี้

    ประโยคนี้ เหมือนกับเป็นพลุสว่างวาบขึ้นมาเลย เพื่อนกลับไปแล้วแกเข้าห้องน้ำอาบน้ำ ขับรถออกไปตัดผม วันรุ่งขึ้นตื่นนอนอาบน้ำแต่งตัวใส่สูทผูกไทเหมือนเดิม เดินไปธนาคารทำเรื่องขอประนอมน้ำแต่งตัวใส่สูทผูกเนคไทเหมือนเดิม เดินไปธนาคารทำเรื่องขอประนอมหนี้ ทุกวันนี้กลับมาเป็นเศรษฐีพันล้านเหมือนเดิมอย่างสง่าผ่าเผย ถ้าเอ่ยชื่อออกมาทุกคนต้องรู้จัก คนนี้ปรากฏตัวตามหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกวัน

    เห็นไหม ความทุกข์มันประเสริฐอย่างนี้ เมื่อเราลุกขึ้นสู้จะทำให้เราค้นพบหนทาง ทำให้เราเจอแสงสว่างแห่งชีวิต แต่ความทุกข์จะประเสริฐได้
    ก็ต้องอาศัยปัจจัย 2 ประการ คือ กัลยาณมิตร ผู้ชี้ทิศนำทาง และหากกัลยามิตรไม่มี ก็มีวิธีคิดที่ถูกต้องคือ โยนิโสมนสิการ

    ฉะนั้นให้เราจำเอาไว้เสมอว่า ที่ใดมีทุกข์ที่นั่นมีธรรม ทุกข์กระทบขอให้ธรรมกระเทือน ไม่ใช่ทุกข์กระจายแล้วกิเลสกระเทือน เตือนตนเอาไว้ว่าความทุกข์มาเมื่อไร นั่นแหละพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินมาทางเราแล้ว ทุกข์หนักๆ ก็บอกตัวเองว่า ในที่สุดพระพุทธองค์ก็เสด็จมาโปรดลูกช้างแล้วนานเหลือเกินหนอกว่าจะโปรดลูกช้าง เมื่อวันก่อนส่งพระอานนท์มาโปรดก็ไม่พอ คือ เมือพระอานนท์มา เริ่มเห็นแสงสว่างน้อยๆ แล้ว เมื่อพระสารีบุตรมา เห็นแสงสว่างมากขึ้น แต่ถ้าวันไหนที่ทำให้ทุกข์นั้นหลุดออกไปจากใจ นั่นแหละพระพุทธองค์เสด็จมาเอง ฉะนั้นความทุกข์อยู่ตรงไหนพระพุทธองค์ ก็อยู่ตรงนั้น คิดได้อย่างนี้เมื่อไร เราไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว ถ้าเราไม่กลัวความทุกข์ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกต่อไป

    ฉะนั้นจากนี้เป็นต้นไป ขอให้เราทุกคนอยู่กับความทุกข์ ด้วความตระหนักว่า ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีบุญคุณ อยู่กับความทุกข์ด้วยความตระหนักรู้ว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่มีคุณค่า อยู่กับความทุกข์ด้วยความตระหนักรู้ว่าความทุกข์ก็คือประตูไปสู่ความสุข และประการสำคัญที่สด อยู่กับความทุกข์ด้วยความตระหนักรู้ ความทุกข์ก็คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่เอง ความทุกข์มาเพื่อที่จะนำพาเราพ้นจากทุกข์และพบสุขที่เที่ยงแท้


    ที่มา : จากหนังสือ "ความทุกข์มาโปรดความสุขโปรยปราย" โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ขอโทษที่คิดถึง...เด็กดื้อ; 22-06-2011 at 07:07. เหตุผล: แก้ไขข้อมูลค่ะ


  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ญา ทิวาราช
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    838
    บล็อก
    17

    บ้านมหาโพสต์

    ขอสาธุครับ.....


    เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นก่อนเป็นบุรพนิมิตฉันใด
    การมีกัลยาณมิตรเป็นบุรพนิมิต แห่งการเกิดขึ้นของหนทางพระนิพพานแก่ผู้ประพฤติธรรมฉันนั้น



    “กัลยาณมิตร” แปลความหมายคำ “กัลยาณ” ว่า หมายถึง งาม, ดี และ “มิตร” หมายถึง เพื่อนรักใคร่ที่สนิทสนมคุ้นเคย ดังนั้น กัลยาณมิตร จึงมีความหมายว่า เพื่อนที่ดี, เพื่อนที่งาม หรือเพื่อนที่รักใคร่คุ้นเคยที่ดี, เพื่อนรักใคร่คุ้นเคยที่งาม

    กัลยาณมิตร มิได้หมายถึงเพื่อนที่ดีตามความหมายทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี เพื่อยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้สั่งสอนแนะนำ ชักนำไปในหนทางที่ถูกต้องดีงาม

    เมื่อเราเป็นกัลยาณมิตรภายในให้กับตนเองแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับผู้อื่น โดยมีความสำนึกในหน้าที่อันสูงส่งนี้ว่า เป็นหน้าที่ที่มีเกียรติ มีค่าอย่างยิ่ง เป็นหน้าที่ของบัณฑิตและนักปราชญ์ทุกยุคทุกสมัย ต่างสรรเสริญและทำกันมาก่อนแล้วทั้งนั้น การทำหน้าที่กัลยาณมิตรภายนอก ทำได้โดย
    1.ให้ความยิ้มแย้มแจ่มใส
    ให้ความสดชื่นเบิกบานใจกับทุกๆ คน

    2.ให้ความเป็นมิตร
    ให้ความเป็นกันเอง ให้ความปรารถนาดีอย่างจริงใจกับทุกคน เป็นญาติยิ่งด้วยญาติ เป็นมิตรยิ่งด้วยมิตร
    3.ให้คำแนะนำที่ดี
    ชี้หนทางที่ถูกให้เดิน ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและเป็นไปเพื่อการสร้างบารมีอย่างแท้จริง
    4.ให้อริยทรัพย์
    แนะนำให้ทำบุญให้ถูกวิธีและถูกเนื้อนาบุญ เพื่อเปลี่ยนสามัญทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ติดตัวข้ามภพข้ามชาติ
    5.ให้หนทางแห่งความสงบร่มเย็น
    ให้ความสุขที่แท้จริงแก่บุคคลทั้งหลาย โดยการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกาย แนะนำบุคคลทั้งหลายออกจากกามโดยธรรม
    6.ให้ชีวิตการเป็นกัลยาณมิตร
    เวลาเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุด เวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาทีนั้นกลืนกินชีวิตของเราให้หมดไปด้วย แต่เพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์ เราได้สละเวลาหรือชีวิต เพื่อทำหน้าที่กัลยาณมิตร ให้ทุกชีวิตได้เตรียมเสบียง ในการเดินทางในวัฎฎสงสาร ไปสู่จุดหมาย คือ นิพพาน

    คุณสมบัติของกัลยาณมิตร
    (กัลยาณธรรม 7 ประการ)

    1. น่ารัก

    เป็นบุคคลที่เห็นแล้วสบายใจ ชวนให้เข้าใกล้ปรึกษา ไต่ถาม มีความผ่องใสร่าเริง เบิกบานอยู่เป็นนิจ เสมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ มีความสว่างไสวชุ่มเย็น มองครั้งใดก็มีแต่ความชื่นใจ ลืมความอึดอัดขัดข้องทั้งปวง

    ผู้ที่ทรงคุณสมบัติเช่นนี้ได้ ต้องฝึกกิริยามารยาทให้เรียบร้อย นุ่มนวล สง่างามในทุกอิริยาบท ทุกบรรยากาศ มีความสะอาดทั้งกาย วาจา ใจ

    กายสะอาด ไม่ได้หมายความเฉพาะร่างกายสะอาด นุ่งห่มเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการไม่แปดเปื้อนด้วยอบายมุขทั้งหลาย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่เจ้าชู้ ไม่เสพสุรายาเมา ฯลฯ




    วาจาสะอาด คือรู้จักสำรวมในคำพูด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ยกตนข่มท่าน พูดให้ถูกกาลเทศะ

    ใจสะอาด เป็นความบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน ใจมีความสง่ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รู้ได้จากกิริยาอาการที่สดชื่นแจ่มใส ร่าเริง ใบหน้าที่อิ่มเอม เบิกบานอยู่เป็นนิจ

    ความน่ารักของกัลยาณมิตร มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งแฝงอยู่มากมาย เป็นความน่ารักที่ไม่มีความเสื่อมสลายไปตามวัยตามสังขาร สมควรที่สาธุชนทั้งหลายจะฝึกฝนตัวให้ได้คุณสมบัติเช่นนี้ไว้ เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น และเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
    2. น่าเคารพ

    เป็นบุคคลที่อุดมด้วยปัญญาทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างพร้อมมูล จนกระทั่งตระหนักและซาบซึ้งได้ดีว่า อะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว อะไรควรอะไรไม่ควร อะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาป แล้วดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง ที่เป็นบุญเป็นกุศลอย่างมั่นคงแน่วแน่

    ไม่หวั่นไหวต่อความยั่วยวนของสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ใจตกต่ำ เป็นคนรักความยุติธรรมเป็นที่สุด ไม่ว่าต่อหน้าอย่างไร ลับหลังต้องอย่างนั้น มีความเมตตากรุณาอยู่เป็นนิจกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง คุณสมบัตินี้จะหลอมให้กัลยาณมิตรเป็นที่น่าเคารพของชนทั้งหลาย

    3. น่าเทิดทูน

    เป็นบุคคลที่ทรงความรู้ มีภูมิปัญญาเป็นเลิศ ทั้งทางโลกและทางธรรม ความฉลาดปราดเปรื่องมีมากจนเป็นที่ยอมรับของทุกคนในวงการ เป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตนอยู่เสมอ สามารถอันยอดเยี่ยม ใครๆ ก็อยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ มีความอาจหาญร่าเริงที่จะประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงคุณความดีของกัลยาณมิตร

    แต่... คุณสมบัติของกัลยาณมิตรข้อนี้ แม้จะไม่ฉลาดปราดเปรื่องมาก แต่อย่างน้อยต้องมีความสามารถแก้ไขความเห็นผิดของศิษย์ได้ มีอุบายวิธีทำให้ศิษย์ตั้งตนอยู่ในสัมมาทิฐิได้ ทำให้ศิษย์เกิดความเลื่อมใสอย่างแท้จริง

    4. ฉลาดพูดแนะนำตักเตือน

    เป็นบุคคลที่รู้จักพูดชี้แจงให้เข้าใจ มีความสามารถพูดโน้มน้าวให้ทำตาม ในสิ่งที่ดีมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ กัลยาณมิตรจึงควรศึกษาหลักจิตวิทยา ในการเข้าถึงจิตใจของบุคคลต่างๆ

    หาโอกาสฝึกพูด ให้เหตุให้ผล ให้เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส เพราะกัลยาณมิตรต้องพบปะกับบุคคลทุกเพศ วัย หลายฐานะ กัลยาณมิตรต้องให้คำแนะนำปรึกษาที่ดีที่ควร อย่าให้ผู้ที่มาพบเราต้องจากไปด้วยความผิดหวัง

    5. อดทนต่อถ้อยคำ

    เป็นบุคคลที่พร้อมจะรับฟังคำปรึกษาซักถามอยู่เสมอ อดทนฟังได้แม้เรื่องไร้สาระ ไม่เบื่อหน่าย ไม่รำคาญ เราจึงต้องอดทนให้อภัย รักษาอารมณ์ให้เยือกเย็นอยู่เสมอ

    6. แถลงเรื่องที่ลึกล้ำได้

    เป็นบุคคลที่สามารถนำเรื่องที่ยกมาอธิบายให้เกิดภาพพจน์เข้าใจง่าย แม้เรื่องราวที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับหัวข้อธรรมะที่ยากๆ ก็สามารถหาเรื่องอุปมาอุปมัยให้เข้าใจอย่างง่าย

    7. ไม่ชักนำไปในสิ่งที่เสื่อม

    เป็นบุคคลที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรม ไม่ยอมทำเรื่องที่เป็นการเสื่อมเสีย พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลัง ทุกกิจกรรมของกัลยาณมิตรต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง ใสสะอาด พร้อมที่จะประกาศให้ชาวโลกรับรู้ และท้าทายให้มาพิสูจน์ได้เสมอ

    หากเราหยิบยื่นความสัมพันธ์แก่บุคคลอื่นในการเป็นกัลยาณมิตร หรือเราได้รับการหยิบยื่นด้วยความเป็นกัลยาณมิตรจากบุคคลอื่น ก็ย่อมเชื่อแน่ได้ว่า ชีวิตของเราย่อมประสบกับความดีงาม และพบกับความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ทั้งชีวิตในทางโลกและในทางธรรม







    ที่มา .kalyanamitra.org/kal/kal_page1.2.3.html

  3. #3
    สาธุ อนุโมทามิ อ่านแล้วอิ่มเอมชื่นใจค่ะ
    ความรัก การให้อภัยเมตตาสงสารนี้ มีพลังเฮ็ดให้คนน่ารักค่ะ


Tags for this Thread