กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

มนุษย์ผู้ควบคุมโลก ตอนที่ 1

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มนุษย์ผู้ควบคุมโลก ตอนที่ 1


    มนุษย์ผู้ควบคุมโลก ตอนที่ 1





    สำหรับเรื่องราว ต่อไปนี้
    เป็น สารคดี ชุด โลกสร้างมนุษย์ – มนุษย์กุมชะตาโลก ตอนที่ 1
    จากทั้งหมด 4 ตอนด้วยกัน






    มนุษย์ผู้ควบคุมโลก  ตอนที่ 1




    สำหรับตอนที่ 1 เป็นการบรรยายภาพให้เห็นว่า


    มนุษย์คือผู้ควบคุมชะตาโลก
    โลกของเรามีพลังมหาศาล
    จากอิทธิพลต่อเรา ....


    โลกที่มีอิทธิพล ทั้งลม ไฟ น้ำ มีอิทธิพลต่อเรา
    ปัจจุบัน โลกไม่ได้ปราณีเราอีกแล้ว
    เราคือผู้กุมชะตาของโลก



    บัดนี้โลกไม่ปราณีเราอีกแล้ว คำถามคือ แล้วต่อไปนี้มนุษย์จะเป็นอย่างไร



    เพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์การเปลี่ยนแปลงระหว่างเรากับโลก
    จึงพาท่านมาพบกับ ภูเขาไฟโคลน ในอินโดนีเซีย





    มนุษย์ผู้ควบคุมโลก  ตอนที่ 1




    อินโดนีเซีย แหล่งที่มีภูเขาไฟปะทุ มากที่สุดในโลก หนทางที่ไปสู่เหตุการณ์ที่แปลกประหลาด เราพบกับภูเขาไฟโคลน เริ่มประทุ 2006 สำหรับคนที่อยู่ที่นี่ มันเป็นหายนะที่ยิ่งใหญ่มาก


    คนไม่ต่ำกว่า 30000 คนถูกขับไล่โดยการไหลของโคลนที่มาแทนที่พื้นราบที่เขาอยู่ หมู่บ้าน 4 แห่ง ที่มีบ้านเรือนที่ไม่ต่ำกว่า 10,000 หลัง ต้องย่อยยับลงไปเพราะโคลน



    วันนี้ที่นี่ หมู่บ้านในอินโดนีเซีย คงเหลือเพียงอ้างว้าง ร้างลาผู้คน หมู่บ้านที่ปราศจากผู้คนหลงเหลืออยู่ ไม่มีพื้นหญ้า ไม่มีน้ำ เห็นแต่แผ่นโคลนที่ถมทับ



    วิศวกรขุดเจาะ ชาวญี่ปุ่น ฮาริ ฮาดิยาโซะ ติดตามการปะทุของภูเขาไฟโคลน ตั้งแต่เริ่มปะทุ


    โคลนที่ประมาณ 250,000 บาเรล ไหลเอ่อมาท่วมหมู่บ้านทุกวัน หมู่บ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน ต้องถูกโคลนทับถมจมลงใต้โคลนจนหมด ปัจจุบันพื้นที่กว่า 6.5 ตารางกิโลเมตร กลายเป็นที่ว่างเปล่า จากการปะทุของภูเขาไฟโคลนใต้ทะเล




    มนุษย์ผู้ควบคุมโลก  ตอนที่ 1




    วิศวะกรผู้นี้ได้กล่าวไว้ว่า



    “ จากข้อมูลของผม เหตุการณ์นี้ภูเขาไฟโคลนปะทุ เกิดขึ้นนี้ ก็เพราะการขุดเจาะของมนุษย์เพื่อหาก๊าซ ที่ถูกกระทำขึ้นในปี 2006
    เนื่องในปี 2006 นักพัฒนาเจาะลงไปใต้ดินเพื่อหาก๊าซ ได้ทำการเมื่อขุดไปถึง 3000 กิโลเมตร และการขุดได้ยุติลง ส่งผลให้ ความกดอากาศต่ำลง ซึ่งมันจะมันจะดูดน้ำร้อนจากหินที่อยู่รอบๆ ทำให้หินแตกร้าว น้ำร้อนเดือดพล่าน ทำให้น้ำที่เดือดพล่านพุ่งทะลักลงมาผสมกับชั้นของหินโคลน กลายเป็นโคลนที่เหลวร้อนบนผิวดิน”


    การปะทุนี้ ทำให้เป็นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาด ระหว่างเรากับโลก มันง่ายที่จะเป็นที่เรากะทำกับโลกในแง่ลบ เช่นเรื่องราวของสวนอีเดน


    เรามีพลังที่เหนือมัน แต่บางครั้งเรากลับควบคุมพลังไม่ได้ เรามีประวัติศาสตร์ของเรากับโลก และข่าวนั้นก็ไม่ใช่ข่าวร้ายในเรื่องประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ของเรากับโลก


    หากเราได้ย้อนกับไปจุดเริ่มต้นของเรื่อง เราต้องไปที่ เทือกเขา แคนาเดียนร็อกกี้
    ยอดเขาสูงและหุบเขาสูง ที่สลักเสลานี้ โดยหนึ่งในวัฏจักร ที่ยิ่งใหญ่ของโลกมันคือวัฏจักรที่เปลี่ยนโฉมหน้าพื้นผิวโลก มันคือวัฏจักรของยุคน้ำแข็ง





    มนุษย์ผู้ควบคุมโลก  ตอนที่ 1



    ประมาณ 3 ล้านปี โลกเราหมุนกลับไปมา ระหว่าง ช่วงเวลาความหนาวเย็นที่ยาวนานซึ่งภูเขาเหล่านี้ฝังจมอยู่ในน้ำแข็ง กับช่วงเวลาอบอุ่นที่สั้นกว่าอย่างที่เราอยู่ตอนนี้ น้ำแข็งขึ้นๆ ลงๆ ตามการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในวิถีโคจรของโลก


    และได้มีผลทำให้ทำให้ความร้อนลดต่ำลงในหลายพื้นที่ของโลก



    วิลเลียม รัสดิแมน William Raddiman


    เปรียบเทียบวัฏจักรในอดีต กับวัฏจักรในปัจจุบัน และเขาสังเกตเห็นว่าอะไรบางอย่าง


    “ในรอบหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา เราควรจะย้ายจากเวลาที่ไม่มีแผ่นน้ำแข็ง มาสู่ช่วงเวลาที่มีน้ำแข็ง การเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำแข็งครั้งต่อไปควรเริ่มได้แล้ว ผมมีหลักฐานว่าเราควรมีแผ่นน้ำแข็งเล็กๆ อยู่บนอเมริกาเหนือและหลายส่วนของ หลายส่วนของยูเรเซียตอนเหนือ ในตอนนี้”


    วันนี้เราอาจจะกำลังมุ่งหน้าสู่ยุคน้ำแข็งใหม่ และถ้าเป็นจริง ร็อกกี้ ก็คงจะดูแตกต่างมากๆ น้ำแข็งอาจจะกำลังคืบคลานลงมาและกลบหุบเขาทั้งหมด ในยุโรปธารน้ำแข็งแอลป์ ได้กระจายไปทั่วทุ่งหญ้าอัลไพร์ แล้ว


    “ธารน้ำแข็งเหล่านี้จะเติบโตขึ้นในแนวตั้งและขยายออกไปรอบนอก และภูมิอากาศคงเย็นลงกว่าเดิมมาก และน้ำแข็งจะเพิ่มปริมาณขึ้นไปเรื่อยๆ ”


    แต่โชคดีของเรา ที่ยุคน้ำแข็งนี้ไม่ได้เกิดขึ้น แล้วอะไรที่ป้องกันไม่ไห้ยุคน้ำแข็งเกิดขึ้นเหมือนในอดีตอีกล่ะ


    มันมีเบาะแสในเงื่อนของเวลา ถ้าหากอากาศเย็นลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกก็จะดำเนินต่อไป



    “การเกษตร”



    หลายคนคิดว่าการเกษตรเริ่มต้นมาตั้งแต่ 11,000 ปีก่อน ในตะวันออก
    บนพื้นที่ที่เราเรียกว่า เฟอร์ไทล์เครตเซนต์


    มันต้องใช้เวลาสักพักถึงจะเข้าใจ


    แต่เมื่อ 7,000 ปี ก่อนมันแพร่กระจายอย่างเร็วทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย แม้มนุษย์มีจำนวนน้อย แต่การเกษตรมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลก


    ไฟ ที่ถูกใช้สางพื้นที่ป่า เพื่อการเพาะปลูก ซึ่งเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศ
    เราเลี้ยงสัตว์ป่า ซึ่งทำให้เกิดก๊าซมีเทนมากมาย


    ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน เป็นก๊าซเรือนกระจกพลังสูง


    มีทฤษฎีใหม่บอกว่า การเพิ่มของของ ก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นทีละน้อย ไม่ได้ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงเหมือนในอดีตแต่มันจะคงที่


    การเติบโตของการเกษตรเพียงพอที่จะหยุดการเริ่มต้นที่จะหยุดการเริ่มต้นของยุคน้ำแข็งครั้งต่อไปได้


    เมื่อ 7000 ปีก่อน เราได้สร้างผลลัพธ์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก นี่คือการเริ่มต้นของบทบาทของเราในการส่งผลต่อโลก





    .............................................



    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 02-03-2014 at 08:36.


Tags for this Thread