กำลังแสดงผล 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4

ตายแล้วจะเป็นอะไร

  1. #1
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    382
    บล็อก
    63

    เรื่องฮิตน่าอ่าน ตายแล้วจะเป็นอะไร


    ตายแล้วจะเป็นอะไรตายแล้วจะเป็นอะไร ?



    ความตายเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่ง ของผู้คนทั้งหลาย เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่อยากตาย และที่สำคัญคือไม่รู้ว่าเมื่อตายแล้วจะไปไหนจะเกิดเป็นอะไรจะถูกยมบาลจับไปลงกระทะทองแดงหรือเปล่า หรือว่าตายไปแล้ว จะต้องเป็นผีเร่ร่อนไปไม่จบสิ้น เรื่องที่มองไม่เห็นจึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผู้คน แต่ตายแล้วจะไปเป็นอะไรนั้น ตามคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ฝึกกรรมฐานจนสามารถมีญาณ ได้พิทพ์จักษุ หรือได้อนาตังสญาณ สามารถรู้อดีตชาติ รู้ปัจจุบัน และล่วงรู้ไปถึงอนาคตของสัตว์โลก ตลอดจนมนุษย์ทั้งหลาย ได้กล่าวสอนว่า ความสำคัญอยู่ที่ว่า ขณะที่บุคคลนั้นจะตายหรือใกล้จะตายนั้น ตอนนั้นเขาได้มีจิตนึกคิดสิ่งไรอยู่ มีสติจดจ่ออยู่กับเรื่องอะไร มีจิตกังวลหรือมุ่งมั่นกับอะไร เมื่อวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่างที่หมดแล้ว วิญญาณของคนนั้นก็จะมุ่งตรงไปหาสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ก่อนตาย เรียกว่า ไปตามจิตใจที่ได้คิดไว้ก่อนตาย ดังยกตัวอย่างเรื่องจริงในอดีตที่ท่านพระอาจารย์ได้เล่าเขียนเป็นหนังสือไว้ว่า

    มีสามีภรรยาที่ยกจนคู่หนึ่ง ได้ย้ายถิ่นฐาน เพื่อไปทำมาหากินเมืองอื่น เดินทางไปหลายวัน เสบียงอาหารได้หมดลง อดข้าวไม่ได้กินอยู่ ๒ วัน บังเอิญได้ไปพบกับบ้านเศรษฐีใจบุญเข้า จึงได้สั่งให้คนรับใช้นำข้าวปลาไปให้ทาน ทั้งคู่จึงทานด้วยความหิวโหย ฝ่ายสมาขณะที่ทานไป ได้เห็นสุนัขของบ้านเศรษฐี ก็กลังทานอาหารเช่นกัน เป็นสุนัขของบ้านเศรษฐีนี้ดีนะ มีข้าวปลาอาหารเลี้ยงดูอย่างสมบูรณ์ แถมยังมีชามข้าวเป็นทองคำด้วยระหว่างทานข้าวไปก็มองคิดไป บังเอิญความหิว จึงทานอย่างรีบร้อน จึงสำลักข้าวตายเมื่อตายไปแล้วเกิดมาเป็นลูกสุนัขเศรษฐีนี้อย่างทันการณ์ทันที

    เมื่อเป็นสุนัขแล้ว ก็เป็นสุนัขที่แสนรู้ คนเขาพูดอะไรก็รู้เรื่องหมด ใช้งานได้จนเศรษฐีมีความรักเมตตาต่อสุนัขตัวนี้มาก และตัวเศรษฐีเองก็เป็นคนถือศีลขอบฟังธรรมได้นิมนต์พระปัจเจกพระพุทธเจ้ามาสอนธรรมะอยู่เสมอและเวลาที่พระปัจเจกพระพุทธเจ้ามา ก็จะเรียกเจ้าสุนัขที่เคยเกิดเป็นคนยากจนให้ไปเชิญพระปัจเจกพระพุทธเจ้ามา และเวลากลับเจ้าสุนัขแสนรู้จะไปส่งพระปัจเจกพระพุทธิเจ้ากลับเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งพระปัจเจกพระพุทธเจ้าบอกสุนัขว่า เอาล่ะส่งแค่นี้ล่ะ เพราะข้าฯ จะไปธุระที่อื่น จะเหาะไปเพราะอยู่ไกลมาก ว่าแล้วพระปัจเจกพระพุทธเจ้าก็แสดงฤทธิเหาะเหินเดินอากาศลอยไปเลย เจ้าสุนัขจึงเห่าด้วยความยินดีแล้วคิดว่าเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้านี่ดี ไม่ต้องเดิน ใช้เหาะเอาก็ได้ เรานี้น่าจะเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้านะ คิดและตั้งใจเช่นนั้นเดินไปถึงบ้านเศรษฐีบังเอิญเกิดตายขึ้นมา พอตายปั๊บก็ไปเกิดเป็นเทวดา นี่เป็นตัวอย่างที่ง่าย ๆ ในการเปลี่ยนแปลงภพชาติของมนุษย์และสัตว์สำคัญที่ว่าในขณะที่กำลังจะตายนั้นบุคคลจะมีสติอยู่หรือไม่ ยึดติดกับสิ่งไร ตายไปแล้วก็เฝ้าหวงอยู่กับสิ่งนั้น ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งบวชเป็นพระได้ไม่นาน ยังฝึกกรรมฐานไม่มาก ถึงแม้จะอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าก็ตาม อยู่มาวันหนึ่ง มีเศรษฐีมาถวายผ้าไตรจีวร และพระภิกษุรูปนี้ก็ได้รับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันจะจับต้องลูบคลำเอามาดูอยู่เสมอ แต่ได้ชื่นชมอยู่ไม่นาน ก็ถึงคราวต้องตาย พอตายแล้ววันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าฯ ได้บอกต่อพระอานนท์ว่า “ผ้าจีวรผืนนี้ อย่าเพิ่งเอาไปใช้ ให้รอครบ ๗ วันก่อน จึงค่อยนำไปซักล้าง” ฝ่ายพระที่หลงใหลในผ้าจีวรผืนใหม่นี้ เมื่อตายไปเกิดเป็นตัวเล็น ซึ่งเป็นแมลงเล็กชนิดหนึ่งแล้วอาศัยอยู่กับผ้าผืนนั้น ตลอดจนอายุขัยคือ ๗ วัน จึงตายจากผ้าผืนนั้นไป

    การที่พระรูปนี้เมื่อมรณภาพเป็นแล้ว ไปเกิดเป็นแมลงเล็ก ๆ ทันทีแล้วเกิดอยู่เฝ้าอยู่กับผ้าที่ตัวเองเฝ้าหวงรักมันเป็นเพราะว่าขณะที่ตายไปนั้นได้มีจิตใจจดจ่อกับผ้านั้นตลอดจนแม้กระทั่งดับจิตอยู่ก็ได้คิดมันอยู่เช่นนี้ เมื่อเกิดใหม่จึงเป็นแมลง มาเฝ้ารักสมบัติที่ตัวเอง ทั้งห่วงทั้งหวงนั่นเองพระพุทธเจ้าก็มีญาณรู้อยู่ว่า

    พระรูปนี้เมื่อมรณภาพไปแล้วจะต้องต้องเกิดมาเป็นแมลงอยู่ในผ้าจีวร จึงทรงห้ามพระอานนท์ไม่ให้นำไปซักล้าง ปล่อยให้แมลงตัวนี้ตายไปก่อน จึงค่อยนำมาใช้

    ฉะนั้นคนเรา เมื่อจะตาย ควรปล่อยวางทุกอย่างอย่ายึดทุกสิ่ง มิฉะนั้นต้องกลับมาอีก และอาจจะเกิดเป็นแมลง เป็นจิ้งจก เป็นสุนัขมาเฝ้าสมบัติของตัวเองก็ได้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จึงเฝ้าอบรมให้ฝึกสมาธิให้หัดนั่งกรรมฐานอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้มีสติ รู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวที่จะตาย ก็สามารถกำหนดจิตเข้าญาณได้ จะให้ตายแล้วไปเป็นเทวดา เป็นเทพอยู่สวรรค์ชั้นไหนก็สามารถทำได้

    ขอบคุณบอร์ดบ้านมหาและพระวิชัย เขมโย(ธรรมสอนใจ)


  2. #2
    Banned

    วันที่สมัคร
    Oct 2010
    กระทู้
    798
    บล็อก
    4
    นี่เป็นคำ ถามหรือจ๊ะค่ะลุงใหญ่
    ช่างถามได้ว่าตายแล้วไปไหน
    ก็คนเรายังไม่เคยตายจากไป
    จะรู้ได้ไง..กันล่ะค่า..ลุงใหญ่ขา...อิอิ

    -------

    ความตายนั้นเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น
    จะยากดีมีจนไม่พ้นตาย
    จะตายช้าตายเร็วก็ต้องตาย
    อย่าใจหายเมื่อความตายเข้ามาเยือน

    จงยิ้มรับความตายคลายกังวล
    ปล่อยความสับสนวุ่นวายให้ลางเลื่อน
    แล้วค่อยเคลื่อนสู่ความตายย้ายไปเยือน
    คอยย้ำเตือนตัวเอง อย่าเกรงความตาย

    อิอิอิอิ

  3. #3
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ หนุ่มน้อย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    กระทู้
    644
    บล็อก
    21
    เฮ้อ คนเรามีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน แล้วดับไป ช่วงที่มีชีวิตอยู่ก็ ดิ้นรน สร้างกรรมมากมาย หลังความตายทำอะไรบ้าง ไปฟังทบทวนที่นี่ ครับ

    http://www.baanmaha.com/community/thread35648.html

  4. #4
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
    ช่างภาพอิสระ
    สัญลักษณ์ของ ฅนภูค่าว
    วันที่สมัคร
    Feb 2010
    ที่อยู่
    นครโคราช บ้านเกิดกาฬสินธุ์
    กระทู้
    1,368

    สัจธรรมแห่งชีวิต

    สัจธรรมแห่งชีวิต

    คนเราเกิดมาคงหนีไม่พ้นความตายไปได้ และก็ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎนี้อีก จากภพหนึ่ง ไปยังอีกภพหนึ่งโดยมีบุญ บาปเป็นเครื่องนำทางไปชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอนเราไม่สามารถจะรู้ว่าวันไหนเวลาไหนจะมาถึงชีวิตเรา แต่สิ่งที่เรารู้ตัวดีคือวันนี้เราทำความดีอะไรบ้างเผื่อว่าวันพรุ่งนี้อาจจะสายไป

    สัจธรรมที่แท้จริงของชีวิตก็คือ “ ๔ คนหาม ๓ คนแห่ ๑ คนนั่ง ๒ คนตาม หมายความว่า

    ๔คนหาม ก็คือสภาวะของความเป็นมนุษย์ได้แก่ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย

    ๓ คนแห่ ก็คือความจริงแห่งพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทุกข์ อนัตตา ความว่างเปล่าไม่มีตัวตน

    ๑ คนนั่ง ก็คือตัวเรา

    ๒ คนตาม ก็คือบุญ บาป

    ณ. วันนี้เราทำอะไรที่เป็นความดี เป็นบุญ เป็นกุศลแล้วหรือยัง เพราะคงไม่มีอะไรจะติดตามเราไปได้ทุกที่ นอกจากบุญ บาป


    ขอขอบคุณ สัจธรรมแห่งชีวิต


Tags for this Thread