กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

พ่อจ๋า...อย่ารังแกหนู

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    พ่อจ๋า...อย่ารังแกหนู



    พ่อจ๋า...อย่ารังแกหนู




    เรื่องสั้นเยาวชนสีขาว ตอน พ่อจ๋า...อย่ารังแกหนู





    ชีวิตหนู เริ่มลืมตามาในบ้านพักกรมทหารแห่งหนึ่ง พ่อหนูเป็นนายสิบ ส่วนแม่ของหนูเป็นแม่บ้าน ที่ต้องอยู่บ้านพัก ตอนหนูเกิดมาพ่อแม่คงรักและเอาใจใส่หนูมาก เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว หนูรับทราบว่าหนูอบอุ่นใจมาก เลยเป็นพื้นฐานให้หนูมีความรู้สึกที่ดีต่อการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้


    พอหนูอายุ 14 ปี เริ่มเป็นวัยรุ่น อะไรในบ้านเปลี่ยนแปลงไปหมด เพราะพ่อที่เป็นนายสิบทหาร เริ่มเข้าสู่วงการอบายมุข พ่อเริ่มสังสรรค์กับเพื่อนของพ่อ จากเลิกงานกลับบ้านพักกลายเป็นดึกมากถึงจะถึงบ้าน บางอาทิตย์หนูไม่เห็นหน้าพ่อเลย


    ที่สำคัญเงินเดือนของพ่อ ที่เคยให้แม่มาบริหารจัดการน้อยมากเหลือเกิน จากที่ครอบครัวเคยอยู่สบายๆ ตอนนี้ขาดแคลนไปหมด พ่อคงไม่รับรู้ว่าบางทีหนูต้องกินข้าวกับไข่ต้ม โดยแม่ให้หนูกินก่อน ส่วนแม่ไม่ทราบว่ากินอะไร เพราะหนูมาโรงเรียนด้วยรถรับส่งของหน่วยงานทหารของพ่อก่อน เมื่อก่อนหนูได้เงินมากินอาหารกลางวันที่โรงเรียน เดี๋ยวนี้เงินที่ได้ลดน้อยลงไปจนแม่บอกให้หนูห่อข้าวมาโรงเรียน หนูเป็นเด็กดีนะคะพ่อ หนูทำตามที่แม่บอก หนูเริ่มประหยัดแต่หนูก็ทนประหยัดได้นะคะ เพื่อแม่



    บางครั้งต้องทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนเช่นจัดบอร์ดนิทรรศการ หนูขอเงินพ่อ
    พ่อบอกว่า


    “อะไร อะไร ก็กู ไม่มีโว้ย ยิ่งอารมณ์เสียอยู่ ไปขอแม่มึงไป...”


    หนูขอเงินแม่ แม่ต้องไปขอยืมเงินข้างบ้านมาให้ จนหนูท้อใจมากค่ะ


    หนูตั้งใจเรียนนะคะ ตั้งใจเรียนจนสอบได้เกรด 4 เกือบทุกวิชา หนูได้ใบประกาศนียบัตรการแข่งขันต่างๆ เต็มไปหมด เรียกว่าเต็มตู้ก็ว่าได้


    วันหนึ่ง แม่ให้หนูไปเก็บผักบุ้งข้างคลองในกรมทหาร มาผัดกับเต้าเจี้ยวกิน โดยแบ่งเงินซื้อหมูสามชั้นมาผัดด้วย แม่แบ่งกับข้าวไว้ให้พ่อด้วย ส่วนหนูกับแม่ทานข้าวด้วยกันอย่างเงียบๆ


    พ่อกลับมาบ้านแต่วันวันนี้ มาถึงแม่ตั้งสำรับให้พ่อกินข้าวด้วยกัน พ่อถามว่ากินกับอะไร


    “ผัดผักบุ้งกับหมูสามชั้นจ้าพี่”

    แม่บอก


    สิ้นเสียงบอกของแม่ พ่อลุกขึ้นยืน เตะสำรับกับข้าวปลิวไปทั่วห้อง


    “กับข้าวแบบนี้ กูไม่กินโว้ย ยิ่งกว่าให้หมากินอีก”


    แล้วพ่อก็ขี่มอเตอร์ไซด์ออกจากบ้านไป


    หนูกับแม่ร้องไห้ แม่ร้องไห้ไปมือเก็บกวาดบ้านไป วันนั้นเราสองคนแม่ลูกทานข้าวกับน้ำปลา และ น้ำตา ที่มันหลั่งไหลออกมาไม่มีอะไร ทั้งน้อยเนื้อต่ำใจไปหมด


    วันที่หนูสอบมาถึง หนูแต่งตัวออกจากบ้านแต่เช้า สวัสดีคุณแม่ และคุณพ่อ วันนี้คุณพ่อหน้าตาสดใส ไม่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ อยู่เลย คุณพ่อยิ้มให้ หนูรู้สึกอบอุ่นใจ มาก ตั้งใจสอบอย่างเต็มกำลังเลย หนูว่าหนูทำได้ดีเลยค่ะ


    ตอนเย็น พ่อยังไม่เข้ามาบ้าน หนูนั่งอ่านหนังสือ แม่รีดผ้าชุดทหารซึ่งต้องกลีบโง้งเชียว ชนิดต้องมีคุณภาพด้วย เพราะแม่รับจ้างซักผ้า รีดผ้า ให้ทหารในค่ายเนื่องจากรายได้ไม่พอ แม่ค่อยบรรจงรีด แขวนเป็นราวเลย รีดเสร็จก็อาบน้ำ นั่งกินข้าวกันแม่ลูก


    พ่อกลับมาบ้าน คราวนี้เอาผู้หญิงซ้อนท้ายมาด้วย ผู้หญิงที่ทำงานในผับที่ระยะหลังพ่อชอบไปเที่ยว แม่อึ้งไป



    “นี่ษา มาให้รู้จัก บางทีเขาจะมาอยู่ด้วยที่นี่ เพราะค่าที่พักที่เขาเช่าอยู่มันแพง”


    หนูหมดความอดทน หนูต่อต้านทันที


    “พ่อขา นี่มันที่หนูอยู่กับแม่นะคะ พ่อเอาใครเข้ามาบ้านให้แม่ต้องรับผิดชอบอีก แค่นี้แม่กับหนู ก็แทบจะแย่อยู่แล้ว” หนูเริ่มกรี๊ดดดด ออกมา ครองสติไม่อยู่


    จนแม่ต้องส่งโรงพยาบาลในคืนนั้น ผู้หญิงคนนั้นกับพ่อออกจากบ้านไป วันรุ่งขึ้นหนูต้องไปสอบอีก หนูอ่อนล้านะ หนูทำข้อสอบเกือบไม่ได้ ใจคอเหม่อลอยไปหมด


    ผลการสอบหนูได้คะแนนพอแค่ผ่าน จากเด็กเกรด 4 เกือบทุกวิชา กลายเป็นเด็กปานกลาง ครูเริ่มมาถามว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่หนูไม่ได้บอกนะคะ หนูบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย


    หนูเริ่มใจลอย เริ่มเศร้าซึม เริ่มมีพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปค่ะ หนูไม่อยากไปโรงเรียน อยากนั่งดูแม่รีดผ้า ไม่อยากเห็นหน้าพ่อ ไม่อยากไปไหนเลย

    วันหนึ่งพ่อกลับบ้านมา เมามาและทะเลาะกลับแม่ แม่ที่อ่อนแอของหนูกลายเป็นกระสอบทรายให้พ่อซ้อม แม่ร้องไห้ จนกระทั่งลุงจ่าข้างบ้านเข้ามาห้ามไว้ แล้วพ่อก็ออกจากบ้านไป หนูอ่อนล้าไปหมด มองโลกนี้เศร้ามาก จนไม่คิดอยากที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกของความโหดร้ายอีกต่อไป


    ในตอนดึกคืนหนึ่ง หนูได้เชือกเส้นหนึ่ง ตั้งใจจะรัดมัน มันคงทำให้หนูไม่ทุกข์ใจท้อใจอีกต่อไป หลังจากหนูเขียนบันทึกนี้เสร็จ พ่อขาหนูขอลาก่อนนะคะ แม่ขาหนูรักแม่มากจังเลยค่ะ แต่หนูอ่อนล้าเต็มทีแล้วกับการมีชีวิตอยู่…..



    นี่คือบันทึกของหนูเองค่ะ ก่อนที่หนูจะตัดสินใจทำสิ่งที่เลวร้ายลงไป




    หนูมารู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาล เพราะแม่เห็นหนูเงียบไป เปิดครัวเข้ามาเห็นหนูผูกคออยู่ เลยเรียกลุงจ่าให้มาแก้และนำส่งโรงพยาบาล หนูฟื้นขึ้นมาแม่ร้องไห้ หนูเลยพลอยรู้สึกตัวว่าหนูผิดไปด้วย


    “ลูกแม่...ลูกอย่าทำอย่างนี้อีกนะ แม่อยู่ไม่ได้ถ้าขาดลูกไป”


    แม่ร้องไห้ หนูจำได้ว่าแม่จับมือหนูไว้ ปลอบหนู



    “เรามีกันสองคนแม่ลูกนะ...แม่อาจจะอ่อนแอเกินไปก็ได้”

    แม่ร้องไห้ ปากรำพัน


    กลับมาถึงบ้าน แม่ตัดสินใจออกจากบ้านพัก ไปทำงานเป็นแม่บ้านและดูแลอาม่าของผู้มีฐานะคนหนึ่งของจังหวัด


    แม่ตัดสินใจหย่าขาดจากพ่อ ปล่อยพ่อให้อยู่กับอบายมุขและโลกีย์ของพ่อ


    ชีวิตเราสองแม่ลูกสบายขึ้น แม่มีเงินเดือนใช้ มีเงินเก็บ มีอาหารสมบูรณ์ มีที่พักอาศัย ส่วนหนูหลังจากเหตุการณ์เลวร้ายผ่านไป หนูก็ได้รับความเมตตาจากเจ้าของบ้านส่งให้เรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น หนูเรียนคณะเภสัชศาสตร์ซึ่งเรียนห้าปี แต่หนูก็ไม่เดือดร้อนอะไร อาม่า และท่านเจ้าของบ้าน เมตตาหนูกับแม่มากจนเรียกว่าชดใช้ไม่หมด

    หนูดูแลอาม่า ในช่วงวันหยุด พาท่านนั่งรถเข็นออกมาสูดอากาศข้างนอก เห็นท่านยิ้มแย้มหนูก็สุขใจมากที่ได้ทำประโยชน์ตอบแทนบุญคุณท่าน ส่วนท่านเจ้าของบ้านหนูก็ช่วยทำบัญชีให้ท่านบ้าง ตามแต่ท่านจะให้หนูช่วย


    หนูหวังว่าถ้าหนูเรียนจบเภสัชแล้ว หนูคงทำประโยชน์ให้สังคมบ้าง และจะรณรงค์ให้เด็กที่ผิดหวัง ไม่คิดฆ่าตัวตายอย่างที่หนูเคยทำ เพราะอะไรหรือ เพราะว่ามันเป็นการสร้างความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ให้คนที่เรารักมากที่สุดนั่นเอง


    พ่อกลับมาหาแม่ พ่อเปลี่ยนนิสัยหลังจากถูกให้ออกจากราชการทหาร มาทำงานให้ท่านเจ้าของบ้าน พ่อไม่ประพฤติปฏิบัติแบบเดิมอีก ทำงานไปด้วยความตั้งใจ ท่านเจ้าของบ้านมีตลาดให้คนเช่าพื้นที่ พ่อเลยได้ทำงานเก็บเงินในตลาดให้ท่านเจ้าของบ้าน อาศัยที่พ่อเป็นคนซื่อสัตย์นี่คือส่วนดีของพ่อ ที่ทำให้ท่านเจ้าของบ้านเชื่อใจ


    และปัจจุบันนี้ แม่เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ซื้อที่นาได้ยี่สิบไร่ เพื่อเป็นหลักประกันในอนาคตค่ะ


    แค่นี้ก็คือความภาคภูมิใจของหนูแล้วค่ะ


    หนูเคยแพ้ เคยล้ม และเคยท้อ มาก่อน

    ปัจจุบันนี้ แนวคิดของหนูที่ได้กำลังใจจากคนรอบข้างก็คือ

    หนูคิดว่า “ แพ้ได้ ล้มได้ แต่จะไม่ท้ออีกต่อไปค่ะ”








    ..................................




    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย พล พระยาแล; 27-09-2011 at 13:05. เหตุผล: แก้หลังประกัน เป็น หลักประกัน


  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ wundee2513
    วันที่สมัคร
    Aug 2006
    ที่อยู่
    ตามภารกิจ
    กระทู้
    1,167
    บล็อก
    11
    "พ่อกลับบ้านมา เมามาและทะเลาะกลับแม่ แม่ที่อ่อนแอของหนูกลายเป็นกระสอบทรายให้พ่อซ้อม แม่ร้องไห้..."

    อ่านแล้วก็สงสารครับ และไม่ชอบผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็นที่รองรับอารมณ์

  3. #3
    ฝ่ายบริหารระดับสูง สัญลักษณ์ของ พล พระยาแล
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    กระทู้
    6,941
    ทุกวันนี้พยายามที่จะไม่เห็นภรรยาเป็นกระสอบทรายครับ
    เพราะทุกวันนี้ผมคู่ซ้อมเยอะครับ 5555

    ดีที่กลับตัวกลับใจได้ครับ บางคนกลับใจไม่ได้หนีเข้าป่าก็มี

    เข้าไปตักเตือนหาว่าเราไปยุ่งอีกต่างหาก...ปล่อยไปตามกรรม
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย พล พระยาแล; 27-09-2011 at 13:10.

  4. #4
    ร่วมกิจกรรมนำความรู้ สัญลักษณ์ของ เซียนเมา
    วันที่สมัคร
    Jun 2009
    ที่อยู่
    Suratthani
    กระทู้
    1,694
    ทะเลาะกันยังพอทน แต่รับไม่ได้จริงๆผู้ที่ใช้กำลังกับผู้หญิง
    ตอนเป็นเด็กผมเคยตบน้องสาว ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดและเสียใจไม่หายเมื่อนึกถึง

  5. #5
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    382
    บล็อก
    63
    เทคนิคการนำเสนอเค้าโครงเรื่องเช่นนี้เป็นการดึงเอาความอ่อนไหว
    ของเด็กคนหนึ่งมารับบทบาทในการเป้นตัวบทละคร ซึ่งได้นำไปใช้ใน
    งานแล้วมันได้รับการตอบสนองที่ดีมากครับแต่แม้เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์
    ให้บุคคลทั่วไปลด,ละ,เลิกอบายมุขโดยเป็นการนำเสนอที่แยบยลครับ
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย lungyai1123; 17-09-2012 at 07:22. เหตุผล: แก้ไขตัวหนังสือ


Tags for this Thread