กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 3 ดวงไฟในน้ำแข็ง

  1. #1

    ดวงดาว The Star สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 3 ดวงไฟในน้ำแข็ง


    วันรุ่งขึ้น รั่วซีนึกว่าจะได้หัดขี่ม้ากับสิบสามแบบจริงจังเสียที ปรากฏว่าคนที่มาสอน ดันเป็นองค์ชายสี่อีกแล้ว รั่วซีนึกในใจว่าเห็นทีต้องหาโอกาสเรียกองค์ชายสิบสามมาพูดกันแบบจริงจังเสียแล้ว ปากก็โกหกองค์ชายสี่ไปว่า วันนี้นางเข้าเวรทำงาน จึงค่อนข้างเหนื่อย ขอไม่เรียนแล้วกันนะเพคะ จากนั้นค่อยๆ ก้าวหนี พอก้าวผ่านตัวองค์ชายสี่ไปได้ ก็เปลี่ยนจากค่อยๆ ก้าวแบบระวังเป็นวิ่งหนีแบบรวดเร็ว แต่ปรากฏว่าองค์ชายสี่ขี่ม้าตามมา กระโดดลงจากหลังม้าจับตัวรั่วซีไว้ เธอกลัวมาก...เพราะภายใต้สีหน้าเย็นชานั้นคือความโหดร้ายตามที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้

    แต่รั่วซีก็โมโหมากเหมือนกัน ไม่สนใจแล้วว่านี่คือว่าที่ยงเจิ้งหรืออะไร ร้องสั่งเสียงดังบอกให้ปล่อย องค์ชายสี่บอก ถ้ารั่วซีอยากจะติดตามเขา เขาจะไปขอเสด็จพ่อให้ยกรั่วซีให้เขา รั่วซีฟังแล้วแทบหมดแรง(เพราะไม่อยากแต่งกับใครทั้งนั้น ยงเจิ้งก็ไม่เอา - -" ) เลยจงใจใช้แผนแกล้งยั่ว พูดว่าองค์ชายสี่อึดอัดไม่มีที่ระบายเพราะไม่ได้พาผู้หญิงมาด้วยหรือไง ? ถ้าจะใช้กำลังกันก็ตามใจ เพราะไงนางก็ขัดขืนไม่ได้อยู่แล้ว พูดจบก็ปรากฏว่าองค์ชายสี่ก้มลงจูบจริงๆ รั่วซีร้องเหวอในใจว่าแผนใช้พิษข่มพิษไม่ได้ผลเรอะ แต่อยู่ๆ องค์ชายสี่ก็ปล่อย แล้วสั่งให้ขึ้นขี่ม้า หัดขี่ม้าให้ต่อ หลังจากวันนี้ รั่วซีก็เลิกหัดขี่ม้าไปเลยตลอดวันที่เหลือที่ยังอยู่ในมองโกล



    วันรุ่งขึ้น มีการโชว์ฝีมือขี่ม้ายิงธนู พอเจอสิบสาม รั่วซีก็พุ่งดิ่งเข้าไปหาด้วยสายตาฆ่าคนได้ จนถ้าสายตาสามารถฆ่าคนได้จริงๆ ป่านนี้สิบสามไม่ตายก็คางเหลืองไปแล้ว สิบสามโดนจ้องจนหนาวไปทั้งตัว ไม่กล้าต่อตา เสมองไปทางอื่น รั่วซีจ้องไปๆ ก็รู้สึกผิดปกติ เพิ่งรู้ตัวว่าองค์ชายสี่ยืนอยู่ด้วย และกำลังมองมาด้วยสายตาเรียบเฉย เลยแอบสะดุ้ง รีบรั้งสายตากลับยืนจ๋องอยู่ข้างๆ แล้วบอกสิบสามเบาๆ ตอนเดินผ่านว่าคืนนี้นางจะไปหาที่กระโจม



    ตกกลางคืน พอรั่วซีโผล่หน้าไป สิบสามรีบถามว่าเขาทำอะไรผิดมาเรอะ รั่วซีเลยบอก ที่ตัวเองรับปากแล้วไม่มาสอนขี่ม้า แต่ดันส่งองค์ชายสี่มาแทนนี่หมายความว่ายังไง ? องค์ชายอย่างไม่อยากสอนนางกำนัลขี่ม้าก็บอกมาก็ได้ ใครจะกล้าไปบังคับ สิบสามก็บอกเขาติดธุระจริงๆ ไม่ได้โกหก อีกอย่าง เขาวานพี่สี่ไปแทน รั่วซีน่าจะดีใจนะ รั่วซีก็บอก ดีใจกับผีน่ะสิ ! ทำไมถึงคิดว่านางจะดีใจหา ? สิบสามบอก อ้าว ก็เห็นที่ผ่านมาเวลาเสิร์ฟชาเสิร์ฟขนม รั่วซีเสิร์ฟตามรสนิยมพี่สี่มากกว่าใคร ไม่ได้แปลว่าชอบพี่สี่หรอกเหรอ ? จากนั้นก็แล้วช่วยเชียร์องค์ชายสี่ พี่ชายสุดที่รักเป็นการใหญ่ว่าพี่ชายเขาเปลือกนอกเย็นชา แต่จริงๆ ข้างในใจดีออกนะ รั่วซีก็บอก ไม่ใช่เลย นางไม่ได้ชอบองค์ชายสี่ จำเอาไว้ด้วย แล้วออกจากกระโจมไป

    ช่วงท้ายของการประพาส เนื่องจากมีข่าวมาจากเมืองหลวงว่าองค์ชายสิบแปดล้มป่วย คังซีจึงกลับก่อนกำหนด ในระหว่างเตรียมเก็บของกลับ องค์ชายรัชทายาทเอาม้าที่เป็นของบรรณาการออกมาขี่เล่น ชาวมองโกลเห็นแล้วโกรธมาก เพราะพวกเขาถวายให้คังซี ไม่ใช่ให้รัชทายาท จนคังซีต้องออกหน้าพูดจาตำหนิรัชทายาท จากนั้นระหว่างเดินทางกลับ ข่าวจากเมืองหลวงก็ส่งมาต่อว่า องค์ชายสิบแปดตายแล้ว ด้วยวัยเพียงแปดขวบ ระหว่างที่คังซีกำลังเศร้า องค์ชายรัชทายาทก็ทำตัววางอำนาจสั่งให้ขันทีคนสนิทของคังซีออกมาตอบคำถามเขา คังซีโมโหมาก สั่งให้ร่างราชโองการปลดองค์ชายรัชทายาทจากตำแหน่งเดี๋ยวนั้น



    หลังกลับมาจากมองโกล ในวันที่องค์ชายแปดส่งขันทีเอากลอนถามใจมาให้ทุกปีนั้น หนนี้ขันทีที่มาเป็นคนละคนกับครั้งก่อนๆ และของที่เอามาให้ไม่ใช่จดหมายอย่างทุกที แต่เป็นห่อของ รั่วซีรับมาอย่างประหลาดใจ พอแกะห่อออกดู ปรากฏว่าเป็นกล่องใส่สร้อยห้อยจี้รูปดอกมู่หลาน ก็รู้ทันทีว่านี่มันองค์ชายสี่ให้มา ไม่ใช่องค์ชายแปดนี่นา ส่วนจดหมายขององค์ชายแปดมาถึงตอนกลางคืน



    หลังรัชทายาทถูกปลด องค์ชายแปดที่เล็งตำแหน่งรัชทายาทอยู่ก็เริ่มเคลื่อนไหว แต่พวกขุนนางที่ปกติผูกสัมพันธ์เอาไว้เคลื่อนไหวน่าเกลียดไปหน่อย คือพากันถวายฎีกาขอให้แต่งตั้งองค์ชายแปดเป็นรัชทายาทจนเหมือนกับบีบคังซี คังซีจึงโกรธมากจนกล่าวตำหนิองค์ชายแปดอย่างรุนแรง องค์ชายสิบสี่รีบออกหน้าหน้าเอาชีวิตตัวเองเข้ารับประกันว่าองค์ชายแปดไม่ได้ยุยงให้พวกขุนนางถวายฎีกาให้ตัวเองเป็นรัชทายาทอย่างแน่นอน คังซีที่โมโหอยู่แล้วเลยยิ่งโกรธจัดที่ลูกเข้าข้างพี่ มองไม่เห็นหัวพ่อ จึงชักกระบี่ออกมาจะแทงใส่สิบสี่ องค์ชายห้ารีบร้องไห้คุกเข่าเข้าไปกอดขาพ่อไว้ขอร้องไม่ให้ฆ่าน้อง หลังจากนั้นพวกองค์ชายทุกคนก็รีบเข้ามาร้องขอให้คังซียกโทษให้องค์ชายแปดกับสิบสี่กันทุกคน สุดท้ายสิบสี่ถูกลงโทษตีด้วยไม้กระดานสี่สิบครั้ง จากนั้นทั้งองค์ชายแปดและสิบสี่ก็ถูกสั่งให้อยู่สำนึกตัวที่บ้านระยะหนึ่ง



    แม้จะรู้ประวัติศาสตร์อยู่แล้วว่าสิบสี่จะอายุยืนไปจนถึงยุคเฉียนหลง(รัชกาลต่อจากสมันย่งเจิ้น)ครองราชย์โน่น เมื่อได้ฟังข่าวนี้ รั่วซีก็ทั้งตกใจและเป็นห่วงมากอยู่ดี และสิบสี่ก็รู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง จึงส่งคนสนิทส่งจดหมายมาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขากับพี่แปดปลอดภัยดี รั่วซีจึงค่อยโล่งอก

    เนื่องจากองค์ชายแปดที่เป็นพี่เขยถูกลงโทษ พวกนางกำนัลกับขันทีในวังจึงจับตาดูท่าทีของฮ่องเต้ว่ายังโปรดรั่วซีอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าคังซีไม่ได้ลากรั่วซีเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และยังโปรดรั่วซีอยู่เหมือนเดิม จากนั้นวันหนึ่ง คังซีเรียกตัวองค์ชายรัชทายาทเข้าไปพบ แล้วห้องที่เรียกเข้าไปมีสองชั้น คังซีกับรัชทายาทคุยกันในห้องชั้นใน มีหัวหน้าขันทีฟังอยู่ด้วยแค่คนเดียว ประตูห้องด้านในแง้มเปิดนิดๆ จนรั่วซีที่นั่งอยู่ใกล้ประตูทางออกของห้องด้านนอกได้ยินเสียงร้องไห้ของรัชทายาทดังมาแว่วๆ รั่วซีนั่งเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีความคิดที่จะไปแอบฟัง เพราะรู้ผลลัพธ์ดีอยู่แล้วว่า ถูกปลดครั้งนี้ รัชทายาทจะได้ฟื้นตำแหน่ง แล้วจะถูกปลดอีกครั้งในปีไหน ดังนั้นถึงไม่ต้องฟังก็รู้ผลอยู่ว่าอีกไม่นานรัชทายาทก็ได้กลับคืนตำแหน่ง



    หลังการเรียกพบรัชทายาทครั้งนี้ รั่วซีโดนทั้งพวกองค์ชายแปดและองค์ชายสี่ถามว่าคังซีกับรัชทายาทคุยอะไรกัน ? โดยเจอกลุ่มองค์ชายแปดก่อน ซึ่งรั่วซีก็ตอบไปตามตรงว่า ไม่ได้ยิน เพราะเขาคุยกันในห้องด้านใน แต่บอกเพิ่มเติมว่า ฮ่องเต้ยังรักองค์รัชทายาทอยู่มาก



    ในตอนที่เจอองค์ชายสี่กับสิบสาม และองค์ชายสี่สั่งให้สิบสามปลีกตัวไปเพื่อที่จะคุยกับรั่วซีตามลำพัง รั่วซีพยายามคิดหาคำอธิบายยังไงที่จะไม่ทำให้องค์ชายสี่ขายหน้าจนนึกโมโหที่หลงคิดเข้าข้างตัวเองว่านางแอบชอบเขา แต่ปรากฏว่าองค์ชายสี่กลับถามว่า คังซีกับรัชทายาทคุยอะไรกัน รั่วซีจึงค่อยโล่งอกและแอบผิดหวังนิดๆ ตอบไปว่านางไม่ได้ยิน เพราะเขาคุยกันในห้องด้านใน องค์ชายสี่ฟังกระแสเย็นชาในน้ำเสียงออก จึงถามว่ายังโกรธเขาอยู่หรือไง รั่วซีรีบส่ายหน้าพลางหลบสายตาอบอุ่นที่ทอดมา

    องค์ชายสี่มองหน้ารั่วซี แล้วพูดว่า ตอนนั้นเขาอาจจะเข้าใจรั่วซีผิดไปจริงๆ รั่วซีรีบพยักหน้า คิดในใจ เข้าใจก็ดีแล้วๆ ! องค์ชายสี่พูดต่อว่า แต่เขาไม่เสียใจหรอกนะที่จูบไปนั่น จากนั้นยื่นมือมาแกะกระดุมดูที่คอ ถามว่าทำไมไม่ใส่สร้อยที่เขาให้ไป ? รั่วซีเดือดมาก บอกว่าสร้อยอยู่ที่ห้อง ไว้เจอกันคราวหน้าจะเอามาคืนให้ องค์ชายยิ้มหยัน บอกให้แล้วให้เลยไม่รับคืน และสักวันเขาจะให้รั่วซียอมใส่สร้อยนั่นอย่างเต็มใจเองให้ได้ จากนั้นถามต่อว่า ถึงจะไม่ได้ยินที่คังซีกับรัชทายาทคุยกันชัดๆ แต่ก็น่าจะได้ยินหรือไง ? รั่วซีบอก ไม่ได้ยิน ได้ยินแต่เสียงรัชทายาทร้องไห้ องค์ชายสี่ถามว่าเจ้าบอกพี่เขยของเจ้าแบบนี้ด้วยรึ ? รั่วซีบอก ใช่ องค์ชายสี่ก็ไม่ว่าอะไร เดินจากไป



    ในตอนนี้องค์ชายสี่กับสิบสามเข้าใจผิดคิดว่ารั่วซีชอบพออยู่กับสิบสี่ เพราะสิบสี่เป็นตัวแทนองค์ชายแปดมาพูดกับรั่วซีตลอด บวกกับค่อนข้างสนิทกันมาก (สนิทกันแบบเพื่อนร่วมก๊วนเดียวกันที่คบกันโดยไม่แบ่งแยกเพศ แต่สิบสี่จะสนิทน้อยกว่าสิบสาม)



    ถึงวันเกิดของรั่วซี(เป็นเรื่องบังเอิญมากที่วันเกิดของรั่วซีเป็นวันเดียวกับจางเสี่ยวเหวิน จางเสี่ยวเหวินคิดว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่วิญญาณของตัวเองมาอยู่ในร่างของรั่วซี) ก่อนหน้านี้ องค์ชายแปดส่งสิบกับสิบสี่มาหยั่งเสียงดูว่ารั่วซีอยากได้อะไร พอรั่วซีบอกว่าอยากเจอหน้าพี่สาว เพราะตั้งแต่เข้าวังมาสามปีกว่า ก็ไม่ได้เจอหน้าพี่อีกเลย องค์ชายแปดจึงส่งรั่วหลานมาเยี่ยมท่านแม่ของเขา แล้วขอให้ท่านแม่เขาส่งคนไปตามรั่วซีมาพบ ให้ได้เจอรั่วหลานหนึ่งวัน

    ในหนึ่งวันที่ได้เจอรั่วหลาน นอกจากคุยกันตามประสาพี่น้องเพราะความคิดถึงแล้ว รั่วหลานยังถามรั่วซีว่าถูกใจใครบ้างหรือเปล่า ได้เวลาควรแต่งงานแล้วนะ องค์ชายสิบสามก็ดีนะ เห็นสนิทกันและดีกับรั่วซีมาก องค์ชายสิบก็เหมือนกัน หรือองค์ชายสิบสี่ก็เห็นดีกับรั่วซีมากเหมือนกัน รั่วซีฟังแล้วหัวเราะ พูดแซวเล่นๆ ว่าหลายคนจังนะ ยังมีอีกไหม ? รั่วหลานก็พูดหน้าซีเรียสว่าองค์ชายแปดเองก็ดีกับรั่วซีมากเลยนะ



    รั่วซีฟังแล้วยิ้มค้างทันที เพราะยังทำใจไม่ได้เรื่องที่พี่กับน้องจะมีสามีคนเดียวกัน(ความจริงรั่วหลานไม่ได้ถือสาเรื่องนี้เลย เพราะไม่ได้รักองค์ชายแปดเลย จึงไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้นว่าพี่แกจะมีเมียกี่คน) จึงเสพูดว่าเห็นตอนก่อนเข้าวัง พี่พยายามย้ำแล้วย้ำอีกว่าอย่าไปหลงรักใคร ทำไมตอนนี้เปลี่ยนใจมาพูดแบบนี้เสียแล้วล่ะ ? รั่วหลานบอกก็ตอนนั้นรั่วซียังเป็นแค่นางกำนัลธรรมดา หากหลงรักใคร โอกาสสมหวังจะมีน้อยมาก ไม่เหมือนตอนนี้ที่ทั้งได้เวลาแต่งงานแล้ว และยังเป็นคนโปรดของคังซี หากชอบใคร โอกาสได้แต่งงานกับคนที่รักเรียกว่ามี 100% ก็ว่าได้ รั่วซีก็บอกปัดไปว่ายังไม่อยากคิดเรื่องนี้ในตอนนี้

    ในวันเกิด สิบสี่แวะมาเยี่ยมรั่วซี รั่วซีจึงเอาโต๊ะเตี้ยออกมาตั้งข้างนอก แล้วชงชารับแขก ใบชาที่ใช้เป็นเครื่องบรรณาการของดีสุดที่คังซีพระราชทานให้ ส่วนชุดน้ำชาที่ใช้เป็นชุดน้ำชาที่รั่วซีขอให้สิบสี่ช่วยไปหาซื้อมาให้เมื่อสองปีก่อน



    รัวซีชวนคุยถามว่าองค์ชายแปดเป็นไงบ้าง และถามเรื่องในวันนั้น สิบสี่ก็เล่าให้ฟัง แล้วระบายว่าตอนที่เขาเอาชีวิตตัวเองเป็นประกันให้พี่แปด แล้วเสด็จพ่อชักกระบี่ออกมาจะฆ่าเขานั่น คนที่ลุกขึ้นร้องไห้กอดขาห้ามเสด็จพ่อเป็นคนแรกคือองค์ชายห้า ไม่ใช่พี่สี่ที่เป็นพี่แม่เดียวกับเขา พี่สี่เพิ่งจะมาคุกเข่าร้องขอชีวิตให้เขาเมื่อองค์ชายคนอื่นๆ คุกเข่ากันจนหมดแล้ว คิดดูว่ามีพี่ชายใจร้ายแบบนี้ จะให้เขารู้สึกยังไง ? รั่วซีก็เงียบ (เป็นความจริงที่ว่าองค์ชายสี่กับสิบสี่นี่แม่เดียวกัน แต่อย่างกับพี่น้องคนละแม่ องค์ชายสี่รักสิบสามเป็นน้องอยู่คนเดียวก็ว่าได้ ส่วนสิบสี่ก็ไปติดองค์ชายแปด)



    หลังจากระบายจบ สิบสี่ก็ช่วยเป็นพ่อสื่อให้พี่ชายแปดตามเคย บอกว่าพี่แปดนะพยายามช่วยรั่วซีอย่างนั้นอย่างนี้ รั่วซีรู้ตัวบ้างไหม แล้วพี่เขานะ ตั้งแต่รั่วซีเข้าวังมา นอกจากเมียเอก(พี่สาวหมิงเยว่)และเมียรอง(รั่วหลาน)ที่แต่งมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนกับเมียไร้อันดับสองคนที่รับใช้มาแต่เด็กแล้ว ก็ไม่ได้รับเมียคนใหม่อีกเลย อย่างพวกเขาทุกคนนี่ ก็ยังมีเมียทั้งหลวงทั้งน้อยกันคนละหลายคนทั้งนั้น เขาเองยังมีเมียหลวงเมียรองแล้วตั้งสี่คน สิบสามก็มีตั้งสามคน จนคนนอกพากันพูดว่าพี่ชายแปดเขากลัวเมียหลวงมากจนไม่กล้าแต่งเมียเพิ่ม ทั้งที่ความจริงแล้วพี่ชายเขารอรั่วซีคนเดียว แล้วรั่วซีล่ะคิดยังไงกับพี่ชายเขา มีใจตอบพี่เขาบ้างไหม

    รัวซีบอกไม่รู้ สิบสี่ก็ฉุนจัด ขึ้นเสียงถามว่า หม่าเอ่อร์ไท่ รั่วซี เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ?!



    สิบสี่ยังไม่ทันอาละวาดมากไปกว่านี้ ก็มีเสียงพูดหนักๆ ดังขึ้นว่า “น้องสิบสี่” ปรากฏว่าสิบสามกับองค์ชายสี่ก็แวะมาเยี่ยมอวยพรวันเกิดรั่วซีพอดี สิบสี่เลยต้องขอตัวจากไปแบบอารมณ์เสีย และพฤติกรรมของสิบสี่ก็ทำให้องค์ชายสี่กับสิบสามยิ่งมั่นใจในความเข้าใจผิดของตัวเองเข้าไปใหญ่ว่าสิบสี่รักอยู่กับรั่วซี และตอนนี้กำลังระหองระแหงกัน



    พอสิบสี่ไป รั่วซีก็เชิญสององค์ชายลงนั่ง แล้วชงชาให้ ส่วนใหญ่รั่วซีคุยกับสิบสาม องค์ชายสี่นั่งมองสองคนคุยกันแล้วยิ้มอยู่เงียบๆ สิบสามแกล้งทวนคำถามของสิบสี่ก่อนจะไปว่า หม่าเอ่อร์ไท่ รั่วซี เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ? รั่วซีจึงแกล้งแบมือออกไป บอก ต้องการของขวัญวันเกิดน่ะสิ เอามาเลย สิบสามหัวเราะ ตีมือรั่วซีที่แบมาตรงหน้า บอก ไม่มีให้ รั่วซีแกล้งโวยว่า กล้าหาญมากนะที่มาดื่มชาของนางแล้วไม่มีของขวัญมาให้นี่ สิบสามเลยบอก เขาไม่มีของขวัญให้ แต่พี่สี่มี แล้วเอากล่องที่ถือมาด้วยยื่นให้ บอกพี่สี่เขาส่งลูกน้องไปทำงานทางใต้ เลยฝากให้ซื้อมาให้ด้วย รั่วซีไม่กล้าพอที่จะปฏิเสธไม่รับต่อหน้าเจ้าตัวและสิบสาม จึงขอบคุณแล้วรับเอาไว้ ข้างในเป็นขวดเล็กๆ ใส่เครื่องสำอางและน้ำมันหอม



    หนึ่งปีเวียนมาบรรจบ คังซีจะออกประพาสมองโกลอีกครั้งตามปกติที่จะไปเป็นประจำทุกปี ปีนี้รั่วซีอายุ 18 ปีแล้ว ออกประพาสมองโกลหนนี้ คังซีพาไปแต่องค์ชายรัชทายาทที่เพิ่งคืนตำแหน่งให้ กับองค์ชายแปด เพราะหลังจากได้ตำแหน่งคืน รัชทายาทก็ทำการคบหาพวกขุนนางจนคังซีเริ่มไม่สบายใจ กลัวจะมีเหตุการณ์ลูกบีบให้เขาสละบัลลังก์ องค์ชายแปดเอง เขาก็ไม่วางใจที่จะปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ในเมืองหลวง จึงพามาด้วยทั้งคู่



    ประพาสมองโกลหนนี้ องค์หญิงมองโกลที่ออกมาเต้นเสิร์ฟเหล้าครั้งก่อนชื่อ องค์หญิงหมินหมิ่น เห็นรั่วซีเข้าก็จำได้ว่าปีที่แล้วเคยเจอรั่วซีมาแล้ว จึงเข้ามาคุยด้วย แล้วถามถึงแบบเหนียมๆ ว่าปีนี้องค์ชายสิบสามไม่ได้มาด้วยหรือ ? พวกพระชายาขององค์ชายสิบสามนี่สวยไหม รั่วซีฟังแล้วแทบหัวเราะ ว่าสิบสามโปรยเสน่ห์จนสาวหลงรักเข้าให้ซะแล้ว จึงถามหมินหมิ่นว่า ชอบสิบสามหรือ ? แล้วพูดให้กำลังใจว่า ในสายตานาง หมินหมิ่นสวยกว่าเมียของสิบสามทุกคน หมินหมิ่นรู้มาว่าสิบสามเป่าขลุ่ยเก่งมาก แต่ไม่ค่อยเป่าให้ใครฟัง รั่วซีจึงบอกว่านางสนิทกับสิบสาม เพราะเล่นด้วยกันมาแต่เด็ก เอาไว้ครั้งหน้าถ้าสิบสามมาด้วย นางจะขอให้สิบสามเป่าขลุ่ยให้หมินหมิ่นฟังก็แล้วกัน หมินหมิ่นจึงดีใจมาก ชวนรั่วซีไปขี่ม้าเล่น รั่วซีบอกนางยังขี่ไม่คล่อง หมินหมิ่นจึงอาสาช่วยหัดให้



    ผลคือ หมินหมิ่นสอนไม่เป็น ดันไปหวดแส้เร่งม้าของรั่วซีจนวิ่งเตลิด รั่วซีกลัวมากจนปล่อยบังเหียนกอดคอม้าแน่น ม้าถูกรัดคอก็ยิ่งวิ่งเร็วเข้าไปใหญ่จนรั่วซีนึกว่าตัวเองคงได้ย้อนเวลามาเพื่อที่จะตกม้าตายซะแล้ว โชคดีที่องค์ชายแปดผ่านมาเห็นเข้า เลยช่วยเอาไว้ได้



    เนื่องจากม้าวิ่งเตลิดออกมาไกลมาก และรั่วซีหมดแรงและหมดความกล้าจะขี่ม้ากลับแล้ว หมินหมิ่นจึงจะให้รั่วขี่นั่งซ้อนท้ายม้านางกลับ แต่องค์ชายแปดบอกไม่ต้อง เขาจะพารั่วซีกลับเอง รั่วซีอยากปฏิเสธแต่พูดไม่ออก หมินหมิ่นเห็นรั่วซีไม่คัดค้าน จึงตกลง แล้วขี่ม้าแยกกลับกระโจมมองโกล



    ทั้งสองยืนดูจนหมินหมิ่นลับหายจากสายตา องค์ชายแปดก็คว้ามือรั่วซีขึ้นมาดูรอยช้ำ ขมวดคิ้วถามว่าเจ็บหรือเปล่า ? รั่วซีดึงมือกลับ องค์ชายแปดกำมือแน่นขึ้นไม่ยอมปล่อย แล้วบังเอิญกดลงตรงรอยช้ำพอดี รั่วซีสูดปากเจ็บ องค์ชายแปดจึงรีบปล่อย แล้วถอนหายใจพูดว่า ข้าจะทำยังไงกับเจ้าดี ? รั่วซีเมินหน้าไปอีกทางโดยไม่พูด องค์ชายแปดจึงอุ้มรั่วซีขึ้นหลังม้า โอบเอาไว้หลวมๆ พาขี่ม้ากลับแบบจงใจขี่ช้าๆ



    ในหลายปีที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ ที่องค์ชายแปดทำเพื่อนางได้ค่อยๆ ซึมซาบลงในใจของรั่วซี ตอนนี้จึงพูดได้ว่านางมีใจให้องค์ชายแปดจนเข้าขั้นรักก็ว่าได้ เมื่อได้มาอยู่ใกล้ชิดกันแบบนี้ รั่วซีที่เหนื่อยกับการพยายามสร้างกำแพงกั้นหัวใจตัวเองก็ตัดสินใจที่จะปล่อยตัวตามที่หัวใจต้องการสักครั้ง ทิ้งตัวลงพิงอกองค์ชายแปด ทำเป็นลืมว่าเขามีเมียแล้ว ลืมว่าเขาต้องตายในปียงเจิ้งที่สี่ องค์ชายแปดรู้สึกว่ารั่วซีทิ้งตัวลงพิงอกเขา ก็ดีใจ กระซิบที่ข้างหูอย่างมั่นใจว่าในใจของเจ้ามีข้า


    เมื่อมาถึงเขตกระโจมที่พัก องค์ชายแปดอุ้มรั่วซีลงจากม้าแล้วมองหน้ารั่วซีไม่วางตาจนรั่วซีเขินจัด จึงก้มหน้าก้มตาเดินหนี องค์ชายแปดหัวเราะ ตามมาดึงตัวไว้ ถามว่าทำไมถึงไปอยู่กับหมินหมิ่นได้ รั่วซีจึงบอกว่าหมินหมิ่นสอนขี่ม้าให้ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น องค์ชายแปดจึงบอกว่าครั้งหน้าถ้าอยากหัดขี่ม้า เขาจะสอนให้เอง

    รั่วซีกลับมาถึงกระโจม ก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง แต่แล้วก็รู้สึกว่ามีใครบางคนตบไหล่นางเบาๆ พร้อมกับมีเสียงผู้ชายแปลกหน้าพูดขึ้นว่า “รั่วซี ข้าเอง”

    รั่วซีตกใจมาก ลุกพรวดขึ้น พอเห็นว่าคนที่มาตบไหล่คือชาวมองโกลไว้หนวดเครารุงรัง ก็ทำท่าจะอ้าปากร้องให้ช่วย ชายมองโกลรีบเอามือปิดปากรั่วซีไว้ รั่วซีทำท่าจะดิ้น แล้วรู้สึกกะทันหันว่าชาวมองโกลตรงหน้าดูคุ้นๆ ตาชอบกล พอดูดีๆ ปรากฏว่าคือองค์ชายสิบสี่ ! รั่วซีตกใจมาก



    ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=0kPoM8YB-vM


  2. #2
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ แจ่มใสยิ้มสวย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    USA
    กระทู้
    1,014
    บล็อก
    18
    เอ้งองค์หญิงหมิ่นหมิ่นแห่งมองโกลนี่แฟนเตียบ้อกี้นี่นา ไงมาถามองค์ชายสิลสาม ฮ่าฮ่า พี่น้องรวมหนังซะแล้ว


Tags for this Thread