กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

ปูยี จักพรรดิองค์สุดท้ายของจีน

  1. #1

    อ่านข่าวออนไลน์ ปูยี จักพรรดิองค์สุดท้ายของจีน

    จักรพรรดิปูยีเป็นจักรพรรดิราชวงศ์ชิงของจีนองค์สุดท้าย ซึ่งประสบชะตากรรมที่ร้ายแรงกว่าจักรพรรดิจีนองค์ใด ๆ เนื่องจากราชวงศ์ถูกโค่นล้มโดยการปฏิวัติและประเทศจีนได้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ทำให้ชีวิตของพระ องค์ต้องผ่านเหตุการณ์ที่มีสีสันทางประวัติศาสตร์มากมาย จนมีการนำประวัติชีวิตพระองค์ไปทำเป็นภาพ ยนตร์มาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด The Last Emperor ของยอดผู้กำกับนาย Bernado Bertolucci เมื่อปี ค.ศ. 1987 ซึ่งนอกจากจะได้รับรางวัลตุ๊กตาทองเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีแล้ว ยังได้รางวัลอื่น ๆ อีกถึง 8 รางวัลด้วยกัน โดยนาย Bertolucci ได้ขอให้ ปูเจี๋ยซึ่งเป็นน้องชายของจักร พรรดิปูยีร่วมเป็นที่ปรึกษาของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีโอกาสไปเช่าหนังจีนชุด “ปูยีจักรพรรดิที่โลกไม่ลืม” มาดูอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหนังทีวีชุดนี้ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของปูยีมาก กว่า The Last Emperor หลายเท่า และทำให้นึกถึงความเกี่ยวข้องระหว่างปูเจี๋ยและภริยาชาวญี่ปุ่น Hiro Saga กับบ้านซึ่งปัจจุบันเป็นทำเนียบสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียวขึ้นมาได้ จึงอยากจะนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบถึงเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเรื่องนี้ด้วย
    ปูยีเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 เป็นบุตรขององค์ชายชุน ราชวงศ์ชั้นสูงของตระกูล อ้ายซินเจี๋ยหลอของแมนจู ซึ่งเข้ามายึดครองจีนได้สำเร็จและได้สถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้น ปูเจี๋ยเป็นน้องชายของปูยีซึ่งมีอายุแตกต่างกันเพียง 1 ปี เมื่อปูยีอายุได้ 2 ขวบ พระนางซูสีไทเฮาก็ได้มีรับสั่งให้ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิของจีน โดยมีองค์ชายชุนผู้พ่อเป็นผู้สำเร็จราชการ แต่พระนางเองเป็นผู้สั่งราชการต่าง ๆ แทนองค์จักรพรรดิจากหลังม่าน เมื่อจักรพรรดิปูยีมีพระ ชนมายุได้ 16 ปี ทางในวังต้องห้ามก็ได้จัดให้มีการเลือก ฮองเฮาให้พระองค์ ซึ่งแต่แรกปูยีทรงเลือกเหวินซิ่ว ซึ่งมีอายุเพียง 13 ปี เป็นฮองเฮาแต่ถูกคัดค้านจนในที่สุดพระองค์ก็ได้เลือก หวั่นหยง อายุ 17 ปี ซึ่งได้รับการศึกษาสมัยใหม่จากครูชาวต่างประเทศและมีชื่อเล่นว่า Elizabeth ขึ้นเป็นฮองเฮาและแต่งตั้งให้เหวินซิ่วเป็น พระสนมเอกแทน

    ชีวิตการแต่งงานของปูยีไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะฮองเฮากับสนมเอกมักมีเรื่องระหองระแหงกันอยู่เสมอ และปูยีก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่มาก และสนใจที่จะเล่นกับมดกับจิ้งหรีดพร้อมกับขันทีคนโปรดเสียมากกว่า ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1924 ขณะที่ปูยีมีอายุได้เพียง 18 ปี ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในจีน และเกิดการปฏิวัติขึ้นโดยนายพลเฝิงยู่เสียงได้ขับปูยีและพระราชวงศ์ออกจากพระราชวังต้องห้าม ในช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามาในจีนเป็นอย่างมากและได้คิดใช้ประโยชน์จากปูยีโดยได้อาสาให้ความคุ้มกันแก่ปูยีและทำให้ปูยีเชื่อว่าญี่ปุ่นจะช่วยกอบกู้ราชวงศ์ชิงให้ จึงได้ให้ปูยีไปพำนักอยู่ในเมืองเทียนสิน ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของตน ในช่วงนี้เองที่สนมเอก เหวินซิ่วหมดความอดทนและได้ฟ้องหย่ากับปูยีต่อศาลจนสำเร็จ และได้กลับไปอยู่ในกรุงปักกิ่งโดยไม่ได้แต่งงานใหม่อีกตลอดชีวิต

    ในปี ค.ศ. 1931 ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดแมนจูเรียและได้สถาปนาประเทศแมนจูกัวขึ้นโดยได้แต่งตั้งให้ปูยีเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดของตนในปี ค.ศ. 1934 ในระหว่างนั้นเองฮองเฮาหวั่นหยงก็เริ่มติดฝิ่นและมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับองครักษ์ของตนเองและเสียสติไปในที่สุด ปูยีจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับนาง อีกต่อไป เมื่อฝ่ายญี่ปุ่นเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ก็พยายามบังคับให้ปูยีแต่งงานใหม่โดยแสดงความต้องการให้แต่งกับกุลสตรีชาวญี่ปุ่น แต่ปูยีก็ยืนกรานไม่ยิน ยอมและได้แต่งงานกับหญิงแมนจูตามประเพณีดั้งเดิมของราชวงศ์ ชื่อถานอี้หลิง วัย 17 ปี สนมคนนี้ได้มีความใกล้ชิดและเป็นที่โปรดปรานของปูยีมาก ในช่วงนี้เอง ปูเจี๋ยซึ่งได้ไปเรียนโรงเรียนทหารในญี่ปุ่นก็ได้ไปพบรักกับสาวญี่ปุ่นตระกูลสูงชื่อ Hiro Saga ซึ่งก็เป็นที่สบอารมณ์ของญี่ปุ่นมาก จึงคิดที่จะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์ของแมนจูกัวใหม่โดยหวังจะให้บุตรชายของปูเจี๋ยกับฮิโร ซากาขึ้นครองราชย์ในแมนจูกัววันหนึ่ง แผนนี้ล่วงรู้ไปถึงปูยีซึ่งโกรธแค้นญี่ปุ่นมากและได้วางแผนปล่อยข่าวว่าถานอี้หลิงกำลังท้องกับตน

    กล่าวกันว่าญี่ปุ่นเกรงว่าเรื่องนี้จะเป็นจริง จึงได้วางแผนให้หมอญี่ปุ่นลอบวางยาพิษถานอี้หลิงถึงแก่ชีวิตขณะที่เป็นไข้ธรรมดาเท่านั้น หลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็รบเร้าให้ปูยีหาสนมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปูยีก็ยอมทำตามโดยสุ่มเลือกอี้จิน เด็กสาววัย 14 ปีขึ้นมา แต่ก็อยู่กันได้ไม่นาน เพราะญี่ปุ่นกับจีนได้ทำสงครามใหญ่ระหว่างกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 และก็ได้ลุกลามขยายตัวรวมกับเหตุการณ์ในยุโรปทำให้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด แต่ในปี ค.ศ. 1945 รัสเซียซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้บุกยึดแมนจูกัว ปูยีและปูเจี๋ยถูกฝ่ายรัสเซียจับกุมตัวได้ขณะที่กำลังจะหนีไปญี่ปุ่น จากนั้นก็ถูกกักกันอยู่ในรัสเซียอยู่จนถึง ค.ศ. 1950 จึงได้ส่งตัวทั้งสองกลับมาให้จีนภายใต้เหมาเจ๋อตุงซึ่งกำลังเป็นสหายคอมมิวนิสต์ที่สนิทสนมกัน

    ปูยีต้องเข้ารับการอบรมให้เป็นพลเมืองใหม่ของรัฐคอม มิวนิสต์เป็นเวลาอีก 9 ปี จึงได้รับการปล่อยตัวให้ออกมาใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญแต่ก็เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของจีนคอมมิวนิสต์ไปด้วยในตัว เขาได้แต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่งกับหลี่ซู่เสียน นางพยาบาลวัย 37 ปีเมื่อปี ค.ศ. 1962 ก่อนที่จะสิ้นชีวิตในกรุงปักกิ่งด้วยโรคมะเร็งที่ไตเมื่อปี ค.ศ. 1967 สำหรับฮองเฮาหวั่นหยงได้เสียชีวิตที่สถานบำบัดผู้ติดฝิ่นในแมนจูกัวเมื่ออายุ 40 ปีหลังจากรัสเซียยึดได้ไม่นาน ส่วนอี้จิน ซึ่งปูยีไม่ได้พาหนีไปด้วย ก็อาศัยอยู่ในฉางชุนต่อไปและได้แต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง กล่าวกันว่าปูยี เป็นผู้ไร้สมรรถภาพทางเพศ และบางแหล่งถึงกับกล่าวว่า เขามีความสัมพันธ์พิเศษกับขันทีคนโปรดของเขาเองด้วย
    ปูเจี๋ยได้พบกับกับฮิโร ซากา สาวสวยชาวญี่ปุ่น ที่บ้านพักของฝ่ายหญิงหรือที่เรียกกันว่า Hamaguchi Mansion เมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1937 ในงานดินเนอร์ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองได้พบกันโดยเฉพาะ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาก เพราะที่สุดทั้งสองก็ได้ชอบพอกันและได้แต่งงานกันเมื่อ 3 เมษายนของปีนั้นเอง สำหรับ Hamaguchi Mansion นี้ก็คือสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียวในปัจจุบันนั่นเอง ตามประวัติซึ่งได้รับรายละเอียดเพิ่มเติมจากท่านเอกอัครราชทูตสุวิทย์ และมาดามบุญทิพา สิมะสกุล กล่าวว่า Kichiemon Hamaguchi the 10th เจ้าของ กิจการซอสถั่วเหลืองผู้ร่ำรวยและเป็นคุณลุงของฮิโร ซากา ได้ซื้อที่นี่ไว้จากครอบครัว Fukuzawa ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย Keio นาย Kichiemon Hamaguchi the 10th เป็นผู้ที่รักการสะสมภาพวาดและได้ซื้อ ภาพวาดจากสถานทูตอิตาลีในญี่ปุ่นสมัย นั้นมาหลายภาพ

    ซึ่งบางภาพก็มีขนาดใหญ่มากไม่สามารถวางโชว์ได้ จึงได้คิดสร้างบ้านใหม่ขึ้นเป็นตึกเสริมคอนกรีตสไตล์ตะวันตก 2 ชั้น มีเนื้อที่ใช้สอย 1,000 ตารางเมตร เมื่อปี ค.ศ. 1934 หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบมาถึง 21 ครั้ง นาย Kichiemon Hamaguchi มีน้องชายและน้องสาวอย่างละ 2 คน น้องสาวคนโตมีชื่อว่า Hisako ได้แต่งงานกับ Marquis Saneto Saga ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ของจักรพรรดิเมจิ และมีบุตรชาย 1 คนกับบุตรสาวอีก 4 คน โดยมีฮิโร ซากาเป็นบุตรสาวคนโตเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1914 และได้พักอาศัยอยู่ใน Hamaguchi Mansion นี้มาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งได้แต่งงานออกไป
    ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นที่สงสัยเลยว่า ทั้งปูเจี๋ยและโดยเฉพาะฮิโร ซากา ต่างก็มีความผูกพันเป็นพิเศษกับบ้านหลังนี้ เพราะเป็นที่ที่ทั้งสองได้พบกันและรักกัน ฮิโร ซากาเองก็ได้อยู่ในบ้านนี้มาตั้งแต่เกิด ดังนั้นหลังจากที่รัฐบาลไทยได้ซื้อบ้านหลังนี้รวมทั้งเครื่องประดับบ้านและภาพวาดทั้งหมดจากครอบครัว Kichiemon ในสมัยที่ ฯพณฯ ดร.ดิเรก ชัยนาม ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1943 ในราคาเพียง 1 ล้านเยน ทั้งปูเจี๋ยและฮิโร ซากา ก็ยังหาโอกาสมาเยี่ยมเยือนบ้านเก่าของตนเป็นครั้งคราว โดยมีหลักฐานว่าทั้งสองได้ขอมาเยี่ยมชมบ้านด้วยกันเมื่อ 11 ธันวาคม 2523 (ค.ศ. 1980) สมัยที่ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ เป็นเอกอัครราชทูตก่อนที่ฮิโร ซากาจะถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1987 และหลังจากนั้นปูเจี๋ยหรือที่ญี่ปุ่น เรียกว่า Prince Fuketsu Aishinkakura ก็ได้มาขอเยี่ยมอีกครั้งหนึ่งในสมัยที่ท่านอดีตราชเลขาธิการ ม.ร.ว.พีระพงศ์ เกษมศรี เป็นเอกอัครราชทูตเมื่อ ปี ค.ศ. 1990 ก่อนที่จะถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1997 ที่กรุงปักกิ่ง
    เกร็ดประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ที่ห้องทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะมีภาพวาดฝีมือ Camille Pissarro ของแท้แขวนเด่นเป็นสง่าอยู่มาตลอดเวลาตั้งแต่สมัยที่ผมเริ่มเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศแล้ว Pissarro เป็นจิตรกร Impressionist ชาวฝรั่งเศสชื่อก้องโลกอีกคนหนึ่ง ซึ่งผลงานของเขาในปัจจุบันนี้หาค่ามิได้ ภาพชิ้นนี้ก็เป็นภาพวาดอีกชิ้นหนึ่งซึ่งรัฐบาลไทยได้มาจากการซื้อบ้าน Hamaguchi Mansion เมื่อปี ค.ศ. 1943 นั่นเอง และภายในตัวทำเนียบปัจจุบันก็ยังมีภาพวาดของจิตรกรมีชื่อของญี่ปุ่นและชาติอื่น ๆ อยู่อีกหลายภาพ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ได้พยายามเก็บรักษาไว้ด้วยดีเสมอมา.

    สาโรจน์ ชวนะวิรัช
    จากเดลินิวส์


    สวัสดีปีใหม่ในหัวข้อนี้นะคะขอให้มีความสุขสวัสดิ์ ตลอดปีมังกรทุกท่านค่ะ จากสาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 31-12-2011 at 10:46.


Tags for this Thread