กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

ตำนาน เรื่องเล่าแดนอีสาน "ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี"

  1. #1
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ อ้ายทิดใจ
    วันที่สมัคร
    May 2012
    ที่อยู่
    LA
    กระทู้
    146
    บล็อก
    1

    อายหน้าแดง ตำนาน เรื่องเล่าแดนอีสาน "ปู่สังกะสา-ย่าสังกะสี"


    ความเชื่อ ผีอีสาน ๒

    ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ตามตำนานและความเชื่อของชาวอีสานสมัยก่อน คือผีบรรพบุรุษผู้สร้างโลก ให้กำเนิดลูกหลานมนุษย์ทั้งหลายขึ้นมา เชื่อว่า ตนสืบเชื้อสายมาจากต้นบรรพบุรุษนี้ จึงเรียกว่าปู่ ? ย่า ซึ่งความจริง ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ตามความเชื่อแล้ว จัดเป็นเทพ ไม่ใช่ผี แต่เมื่อเรามองไม่เห็น และน่าจะตายไปนานแล้ว ก็เลยเรียกว่าผี หรือ สัง

    หมายเหตุ : เมื่อเราจะพูดถึง คนที่ตายไปแล้ว เพื่อให้ผู้ฟังใจว่าตายแล้ว และเป็นการให้เกียรติด้วย ก็จะมีคำนำหน้าชื่อผู้ตาย คือ ?สัง? หรือ ?สาง? เช่น ?สังพ่อใหญ่ลี? ?สังบักลา? ?สังอีลุน? เป็นต้น

    นับแต่เด็ก ก็มักจะได้ยินนิทานดึกดำบรรพ์เรื่องปู่สังกะสา ย่าสังกะสี นี้ เล่าสืบทอดจากคนแก่สู่เด็ก รุ่นแล้ว รุ่นเล่า

    " ...เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ ย้อนหลังกลับไปนานโข ชนิดที่ว่านับตัวเลขไม่ได้ ครั้งนั้น สรรพสิ่งว่างเปล่า ไม่มีโลก ไม่มีดวงดาว ไม่มีวัตถุที่เป็นรูปร่าง มีแสงก็ไม่เห็นว่าเป็นแสง ธาตุ๔ ปฐวี อาโป วาโย และเตโช มีเบาบางกระจัดกระจาย ไม่แสดงความเป็นธาตุของตนได้อย่างชัดเจน ความว่างเปล่า หมุนวนนานตราบนาน

    ต่อมา กลุ่มธาตุต่างๆ เริ่มถูกหมุนวนเวียน ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นธาตุ๔ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
    เตโชธาตุหลอมรวมกัน ทำให้ห้วงอวกาศ มีจุดที่เย็น ร้อน ต่างกัน จุดที่เย็นจะผลักดัน จุดที่ร้อนจะดึงดูด
    วาโยธาตุหลอมรวมกัน และเคลื่อนที่ จากจุดที่เย็นกว่า เข้าหาจุดที่ร้อนกว่า กลายเป็นลม
    อาโปธาตุ รวมกันได้มากขึ้น กลายเป็นไอเมฆหมอก ลอยเคว้งคว้าง อยู่ในอากาศ เคลื่อนที่ไปตามแรงลม

    ตราบนานเท่านาน จนไอเมฆหมอก หลอมรวมรับเอาสิ่งที่เหมือนตน สะสมมากขึ้น ในที่สุดกลายเป็นน้ำ เป็นห้วงน้ำใหญ่ในอากาศ เสมือนเป็นมหาสมุทรในอากาศ มหาสมุทรนั้น ลอยไปมาอยู่ในอากาศ นานตราบนาน

    ปฐวีธาตุ อันเกิดจากเศษซากส่วนเหลือที่ธาตุอื่นๆ สลัดทิ้ง มีกระจัดกระจาย และรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นวัตถุที่มีความแข็งกระด้าง ก้อนเล็กๆ และเมื่อรวมกันก้อนโตขึ้นอีก วัตถุนั้นได้แยกออกจากกันเป็นสองส่วน เพราะแรงลมและแรงผลักดันแห่งเตโชธาตุฝ่ายเย็น

    วัตถุทั้งสองส่วน ได้ลอยอยู่กลางมหาสมุทร ห่างกันออกไป เคว้งคว้าง พร้อมๆ กับดึงดูดเอามวลสารมารวมไว้ ทำให้วัตถุนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น แผ่นดิน หรือปฐวี ลอยไปลอยมากลางมหาสมุทร แผ่นดินทั้งสองผืน ก็ค่อยๆ สะสมรูปร่างให้โตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

    จากนั้น ด้วยความสมดุลแห่งธาตุต่างๆ ได้ก่อกำเนิด พืชพันธุ์ เกิดต้นไม้
    และแล้ว ที่แผ่นดินผืนหนึ่ง มนุษย์คนแรก ได้ถือกำเนิดจาก ?ขี้ตมปวก? หรือก้อนเศษตะไคร้น้ำ ที่เป็นที่สะสมของมวลสารมากมาย มีเพศเป็นชาย ชื่อว่า ไกยสา ซึ่งต่อมา เราเรียกว่า สังกะสา

    และ ที่แผ่นดินอีกผืนหนึ่ง ก็เกิดมนุษย์เพศหญิง จากขี้ตมปวก เช่นเดียวกัน ชื่อว่า ไกยสี ซึ่งต่อมาเราเรียกว่า สังกะสี

    กาลต่อมา ลมได้พัดพาให้แผ่นดินสองผืน ลอยมาพบบรรจบกัน ทำให้สังไกยสา และสังไกยสี ได้พบกัน พูดคุยกัน ต่อมา ได้สังวาสกัน และให้กำเนิดมนุษย์ลูกหลาน ชายหญิงมากมาย ลูกหลานปู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี ก็จับคู่สมสู่กัน มนุษย์ทั้งหลาย จึงเกิดมีมากมายทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ และด้วยกิเลสตัณหา ที่มีพอกพูนขึ้น ทำให้ ต่อมา มีโรคเบียดเบียนกาย มีชรา และมีมรณะ

    แม้ปู่สังกะสาและย่าสังกะสีเอง ก็มรณะ เช่นกัน.... "


    :l-:l-:l-:l-:l-

    ที่มา:http://www.esanclick.com


  2. #2
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    382
    บล็อก
    63
    เคยได่ยินแต่ผุเฒ่าเพิ่นหละเว่าให่ฟังปานสารคดีพั่วน่ะ